ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับน้ำโคล่า

-

ในบรรดาเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์นั้น น้ำอัดลมกลุ่มน้ำสีดำ หรือ “โคล่า Cola” ย่อมเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนทั่วโลกจริงๆ น้ำโคล่าเป็นน้ำอัดลมรสหวานจากน้ำตาลที่ผสมลงไป มีสีดำจากคาราเมล (น้ำตาลไหม้) และคาเฟอีนเป็นส่วนผสม ชื่อโคล่านั้นได้จากเมล็ดของต้นโคล่า ซึ่งเป็นที่มาของสารคาเฟอีนในยุคแรกเริ่มของการประดิษฐ์เครื่องดื่มชนิดนี้ขึ้น โดยเภสัชกรชาวอเมริกันที่ชื่อว่า จอห์น เพมเบอร์ตัน ตั้งแต่ ค.ศ.1886

ด้วยความที่เครื่องดื่มโคล่าได้รับความนิยมมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว จึงมักมีข่าวลือหรือความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับโคล่าอยู่เสมอ จนหลายคนหวาดกลัว ไม่กล้าดื่ม หรือไม่ยอมให้ลูกหลานดื่มโคล่ากันเลยทีเดียว

 

ตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่าน้ำโคล่านั้นมีกรดสูง จนเป็นอันตรายหากดื่มเข้าไป เนื่องจากมีการกล่าวอ้างว่าน้ำโคล่ามีส่วนผสมหลักเป็นกรดฟอสฟอริก (phosphoric acid) ที่มีพีเอช 2.8 เป็นกรดรุนแรงจนสามารถใช้ล้างห้องน้ำ และโถส้วมได้ ขจัดคราบสกปรกจากจานชามกระเบื้อง กำจัดสนิมจากกันชนรถ กำจัดคราบไขมันจากเสื้อผ้า คลายเกลียวน็อตที่ขึ้นสนิม หรือแม้แต่ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ ถ้าเอาเนื้อทีโบนสเต๊กไปแช่ในน้ำโคล่า มันจะละลายหายไปใน 2 วัน ถ้าแช่ฟันเอาไว้ ฟันจะหายไปใน 24-48 ชั่วโมง หรือเล็บจะหายไปหลังแช่ไว้ 4 วัน ขนาดตำรวจทางหลวงอเมริกา ยังมีโคล่าติดรถไปสองขวดใหญ่ เอาไว้ล้างคราบเลือดบนถนนเวลาที่เกิดอุบัติเหตุรถยนต์เลย

จริงๆ แล้ว น้ำโคล่าก็ไม่ค่อยต่างจากน้ำอัดลมชนิดอื่นๆ ที่มีความเป็นกรดอ่อน จากการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป ทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก (carbonic acid) ขึ้น ซึ่งสามารถนำไปใช้ขจัดคราบหรือช่วยละลายสนิมได้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นน้ำโซดาเปล่าๆ ไม่ผสมน้ำตาลจนเกิดคราบเหนียวขึ้นภายหลัง ก็ยิ่งใช้งานได้ดีกว่าน้ำโคล่าหรือน้ำอัดลมชนิดอื่นเสียด้วยซ้ำ และน้ำอัดลมทุกชนิดนั้นก็สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัยมาเนิ่นนานแล้ว

            แม้ว่าน้ำโคล่าจะมีกรดชนิดอื่น อย่างกรดฟอสฟอริก และกรดซิตริก (citric acid) ผสมอยู่ด้วย แต่ก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปริมาณของกรดซิตริกในน้ำโคล่ามีน้อยกว่าในน้ำส้มหรือน้ำมะนาว และความเข้มข้นของกรดฟอสฟอริกในโคล่าก็มีอยู่แค่ร้อยละ 0.20 ถึง 0.30 เท่านั้น ไม่สามารถกัดกร่อนละลายเนื้อสเต๊ก ฟัน หรือเล็บได้ในชั่วข้ามคืนอย่างที่อ้างกัน ถ้าเทียบกันจริงๆ แล้ว น้ำย่อยในกระเพาะของเรายังเป็นกรดแก่ รุนแรงกว่าน้ำโคล่ามากนัก

ถึงน้ำโคล่าจะไม่สามารถละลายฟันได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าทิ้งไว้นานหลายวันหรือเป็นเดือน ในที่สุดมันก็จะละลายฟันได้จริงๆ เพียงแต่ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการแช่ไว้ในเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำผลไม้ แถมฟันของเรานั้นยังมีเคลือบฟันหรืออีนาเมลปกป้องอยู่ จึงไม่กัดกร่อนฟันขณะที่ดื่มเข้าไป ในช่องปากก็มีน้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ซึ่งช่วยความเป็นกรด และคงจะไม่มีใครที่ดื่มโคล่าด้วยการอมไว้ในปากนานหลายวันด้วย

ถึงกระนั้น คนก็ยังลือกันหนาหูว่า ใน ค.ศ.1999 มีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเดลลี ประเทศอินเดีย เสียชีวิตจากการแข่งขันดื่มน้ำโคล่าให้ได้มากที่สุด นักศึกษาคนนั้นดื่มถึง 8 ขวดและเสียชีวิตในระหว่างการแข่งขัน เพราะมีระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไปในกระแสเลือด จากเครื่องดื่มที่อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้ำโคล่า

ทว่าข่าวลือนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างไร ไม่เคยมีข่าวนักศึกษาเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากการแข่งดื่มน้ำโคล่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นแม้ว่าจะมีความเป็นพิษเมื่อสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก และทำให้ร่างกายของเราได้รับก๊าซออกซิเจนน้อยลง แต่คาร์บอนไดออกไซด์ไม่เป็นอันตรายเมื่ออยู่ในรูปของเครื่องดื่ม เพราะมันจะแยกตัวจากน้ำอัดลมอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ทางเดินอาหารของเรา และถ้ามีก๊าซอยู่ในทางเดินอาหาร อย่างมากก็แค่ทำให้รู้สึกแน่นท้อง อึดอัด ก่อนที่จะถูกขับออกจากร่างกาย ผ่านการเรอทางปาก หรือการผายลมทางทวารหนัก

อีกข่าวลือเกี่ยวกับอันตรายจากน้ำโคล่าคือ การห้ามดื่มโคล่าพร้อมกับกินยาแก้ปวดแอสไพริน เพราะอาจจะทำให้คุณมึนเมา และถึงตายได้! ข่าวลือนี้มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เนื่องจากคุณหมอท่านหนึ่งในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขียนบทความเตือนไม่ให้เด็กวัยรุ่นเอายาแอสไพรินไปผสมกับโคล่า ทำเป็นยากล่อมประสาทให้มึนเมาในงานปาร์ตี้ ทั้งที่เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงในทางการแพทย์แต่อย่างไร และบานปลายกลายเป็นความเชื่อผิดๆ ถึงกับปรากฏอยู่ในภาพยนตร์วัยรุ่นชื่อดังอย่าง Grease เมื่อ ค.ศ.1978

เมล็ด ผล และใบของต้นโคล่า ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบเชิงสมุนไพรของโคล่าสูตรดั้งเดิม
เมล็ด ผล และใบของต้นโคล่า ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบเชิงสมุนไพรของโคล่าสูตรดั้งเดิม

เรื่องที่พอจะมีความจริงอยู่บ้าง ก็เรื่องที่บางคนบอกว่า สูตรน้ำโคล่าผสมกับยาแอสไพริน จะกลายเป็นยาถอนอาการเมาค้างจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ เพราะเครื่องดื่มอย่างโคล่าจะช่วยให้ร่างกายของคนที่เมาค้างและสูญเสียน้ำกลับฟื้นตัวได้ ขณะที่ยาแอสไพรินจะช่วยลดอาการปวดหัวจากการเมาค้าง แถมเมื่อกินทั้งสองอย่างเข้าไปพร้อมๆ กัน คาเฟอีนที่อยู่ในน้ำโคล่าก็จะช่วยเร่งให้แอสไพรินออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น แก้ปวดหัวได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับอันตรายจากการดื่มน้ำโคล่าที่หลายคนกังวลใจแล้ว ความเชื่อเกี่ยวกับประโยชน์บางอย่างของโคล่าก็ไม่เป็นความจริงอีกด้วย อย่างเช่น เรื่องที่บอกว่าน้ำโคล่าสามารถนำไปใช้คุมกำเนิดแบบพื้นบ้าน ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แล้ว เพราะเชื่อกันว่ากรดคาร์บอนิกในโคล่าสามารถฆ่าเชื้ออสุจิได้ ดังนั้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ขวดบรรจุน้ำโคล่าจึงถูกเขย่า ก่อนสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด เพื่อให้ฟองฟู่ของน้ำโคล่าเข้าไปฆ่าอสุจิ

แม้ว่าเป็นเรื่องจริงที่น้ำโคล่าบางยี่ห้อหรือบางสูตรจะมีผลในการฆ่าอสุจิได้ แต่วิธีการวัวหายล้อมคอกแบบนี้ไม่ใช่วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ เพราะหลังจากมีเพศสัมพันธ์นั้น อสุจิจำนวนเป็นแสนๆ ตัวจะพุ่งเข้าสู่มดลูก หรือแม้แต่ปีกมดลูก ซึ่งยากเกินกว่าที่ฟองของน้ำโคล่าจะฉีดพ่นเข้าไปถึงตัวของอสุจิเหล่านั้นได้ทันท่วงที

ข่าวลือเกี่ยวกับน้ำอัดลมยอดนิยมอย่างโคล่ายังมีอีกมาก บางเรื่องฟังดูน่าขำ แต่หลายเรื่องก็ขำไม่ออกอยู่เหมือนกัน และคงต้องใช้เวลาอีกนานที่จะเคลียร์ความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ให้หมดไป


 คอลัมน์: คิดอย่างวิทยาศาสตร์ 

เรื่อง: รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!