วรรณกรรมการเมืองรางวัล ‘พานแว่นฟ้า 64’

-

ในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอันเกิดจากความคิดเรื่องประชาธิปไตยแตกต่างกันเป็นสองชุดความคิด  การจัดประกวดวรรณกรรมการเมืองรางวัล “พานแว่นฟ้า” ของรัฐสภาก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง  ปี พ.ศ. 2564 นี้เป็นการจัดประกวดครบรอบ 20 ปีแล้วและรางวัลพานแว่นฟ้าก็เป็นรางวัลวรรณกรรมที่มีความโดดเด่นไม่แพ้รางวัลวรรณกรรมที่มีอยู่เดิม

ในปีนี้มีผลงานเรื่องสั้นและบทกวีส่งเข้าประกวดจำนวน 1,000 สำนวน ลดลงกว่าปีก่อนๆ เล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะสถานการณ์โรคโควิด–19 ระบาดหนักทั่วประเทศ ถึงกระนั้น คุณภาพของผลงานวรรณกรรมก็ไม่ได้ด้อยลง กลับแสดงมิติของความเป็นประชาธิปไตยหลากหลายแง่มุมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงโครงสร้างของสังคม  อันนำไปสู่ข้อเสนอให้มีการวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อให้ประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างยั่งยืน นักเขียนหลายคนกล่าวถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ได้แก่ 14 ตุลา 16,  6 ตุลา 19  และพฤษภาคม 35  ว่าได้พัฒนาจากการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจรัฐ มาเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับประชาชน  ฝ่ายหนึ่งมีชุดความคิดของความเป็นประชาธิปไตยแบบไทย  อีกฝ่ายหนึ่งมีชุดความคิดของความเป็นประชาธิปไตยแบบมหาอำนาจตะวันตก   ความขัดแย้งของอุดมการณ์สองชุดดังกล่าวแบ่งประชาชนออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน และลงลึกไปถึงความขัดแย้งระหว่างรุ่นระหว่างวัย ตั้งแต่ในครอบครัวที่เกิดความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูก  ในโรงเรียนที่เกิดความขัดแย้งระหว่างครูกับศิษย์ จนถึงในสังคมที่เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ความขัดแย้งที่หนักหนาขึ้นทุกทีทำให้นักเขียน/กวีพยายามลดความแตกแยกด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับความคิดต่าง และเปิดใจฟังเสียงของผู้อื่นที่ได้รับความไม่เป็นธรรมและความไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเล็กคนน้อยในซอกมุมทั่วประเทศที่ถูกมองข้ามมานาน เช่น คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มหลากเพศ คนจรจัด เพราะหากแต่ละฝ่ายละอัตตา มองข้ามตัวตนไปสู่การเห็นใจคนอื่น  แม้อยู่ต่างกลุ่มต่างความคิด ก็จะทำให้เกิดการแบ่งปันความสุข บรรเทาความทุกข์ สมดังคำที่ว่า “เราจะรอดไปด้วยกัน”

เรื่องสั้นและบทกวีที่ส่งประกวดจะได้รับรางวัลพานแว่นฟ้าประเภทละ 13 เรื่อง  แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล  รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล รางวัลชมเชย 10 รางวัล  เนื่องจากบทความนี้มีพื้นที่จำกัด จึงขอกล่าวถึงผลงานเรื่องสั้นและบทกวีที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศเท่านั้น

 

 

เรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า 3 เรื่องซึ่งคัดสรรจากเรื่องที่ส่งเข้าประกวด 403 เรื่องและผ่านการกลั่นกรองคัดสรรหลายขั้นตอน ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ มือเย็น  ผลงานของ วัฒน์  ยวงแก้ว

“มือเย็น” กล่าวถึงคนที่ปลูกต้นไม้ขึ้นงอกงามจนเป็นที่ชื่นชมยกย่องของชุมชน แต่ความหมายที่ลึกลงไปคือการนำเสนอความคิดว่าเราจะเป็นมือเย็นที่สร้างสรรค์ความงอกงามเติบโต  หรือมือร้อนที่ทำลาย  เพราะชายมือเย็นคนนี้เป็นทั้งอดีตเจ้าหน้าที่รัฐและมือปืนสังหารประชาชนผู้มาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย  เรื่องสั้นชนะเลิศเรื่องนี้จึงนำเสนอภาพและสัญลักษณ์ได้อย่างโดดเด่น และชี้ทางว่า ผู้ที่เคยหลงผิดทำลายความเป็นประชาธิปไตยสามารถเป็นผู้สร้างสรรค์สันติภาพให้เกิดขึ้นได้

 

รางวัลรองชนะเลิศ ประชาธิปไตยที่อยู่ในกล่อง  ผลงานของ วรารัฐ  วจนะวิศิษฏ์

ประชาธิปไตยในกล่อง”  เป็นเรื่องที่นักเขียนนำศิลปะทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมมาใช้ในการนำเสนอแนวคิด ส่วนที่สำคัญของเรื่องคืองานประติมากรรมรูปปริซึมประชาธิปไตย  ประติมากรรมเป็นสิ่งที่เรามองเห็น 3 มิติ คือมองเห็นได้รอบตัว แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อเรายืนอยู่ที่มุมหนึ่ง เราก็ไม่สามารถมองเห็นปริซึมได้ครบทุกมุมทุกด้าน  เมื่อเข้าไปอยู่ข้างในเรามองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่ก็ยังไม่ครบทุกเหลี่ยมมุมอยู่ดี เพราะเหตุฉะนั้น เรื่องสั้นนี้จึงนำเอกลักษณ์ของงานศิลปะดังกล่าวมาเสนอความหมายโดยนัยว่า ประชาธิปไตยจะมองแค่มิติเดียวมุมเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมองหลายๆ มุม การตัดสินอะไรด้วยการที่สวมแว่นเพียงแว่นเดียวหรือมองมุมเดียวไม่เพียงพอแล้วในสังคมปัจจุบัน

 

รางวัลรองชนะเลิศ นาฏกรรมบนผืนน้ำในค่ำคืนที่เสียงนั้นเลือนหายไป ผลงานของ “วสุวัต”

เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าถึงคนเมืองที่ต้องกลับไปอยู่บ้านเกิด แล้วก็ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของท้องถิ่น คือ พ่อสอนให้รู้ว่าจะฟังเสียงของสัตว์น้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้น้ำได้อย่างไร และทำเช่นไรจึงแยกแยะได้ว่าเป็นเสียงปลา เสียงกุ้ง เสียงหอย หรือเสียงอื่นๆ นั่นคือ ถ้าเราเปิดใจรับฟัง เราจะได้ยิน เพราะฉะนั้น ความหมายโดยนัยของเรื่องสั้นนี้ก็คือ หากเราเปิดใจรับฟังเสียงที่อยู่ในสังคม เราก็จะได้ยินเสียงของคนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเล็กคนน้อย  จึงไม่ควรฟังแต่เสียงที่เป็นกระแสหลักเท่านั้น

 

ส่วนบทกวี 3 ชิ้นงานที่ได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า  ซึ่งคัดสรรกลั่นกรองหลายขั้นตอนจากบทกวีที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 597 ชิ้นงาน ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ หมู่บ้านปลาเหิรลม  ผลงานของ “ปราสาทหิน พันยอด”

บทกวีบทนี้เล่าด้วยเสียงของพ่อและแม่พูดปลอบโยนลูกสาวลูกชายที่พกพาอุดมคติและทฤษฎีของนักปฏิวัติสังคมเข้าไปต่อสู้ในสังคมใหญ่อย่างมุ่งมั่นและจริงใจ แต่แล้วต้องพ่ายแพ้กลับมาอย่างสับสนเคว้งคว้าง  เพราะพบกับการที่ “มองเห็นคนคิดต่างเป็นศัตรู”  “ไล่ล่าทัวร์ลงใครต่อใคร” ลูกๆ หนุ่มสาวใจบริสุทธิ์ที่ “สดใสไปจากหาดทรายขาวสะอาด กลายเป็นคนเกรี้ยวกราดน่าหวาดหวั่น” ดังนั้น พ่อแม่จึงต้อนรับลูกสาวลูกชายกลับคืนสู่หมู่บ้านปลาเหิรลม เพราะปลาที่บินได้ผิดธรรมชาติของปลาจะเป็นพลังใจให้ลูกๆ กล้าหาญทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้ ขอเพียงแต่ “ต้องด้วยใจที่เปิดกว้างกว่าแล้วมา ลูกอาจถึงขอบฟ้าที่ต้องการ

 

รางวัลรองชนะเลิศ เกมกลกองเรือแห่งเชื้อโรค  ผลงานของ “ขุนอัสดง  ไพรวัลย์”

กวีเปรียบความคิดการเมืองที่ต่างกันคนละขั้วกับโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งทำให้ผู้คนต้องแยกตัว แยกกิน แยกอยู่ มีระยะห่าง ขาดปฏิสัมพันธ์ ในครอบครัวที่โรคการเมืองต่างขั้วระบาดเข้าไป เชื้อโรคร้ายนี้ได้ทำลายความสุข ความอบอุ่น และความสัมพันธ์ในครอบครัว ดังที่กวีกล่าวว่า

“ต่างคนแยก ต่างคนย่าง ต่างคนอยู่             ต่างคนชูตรรกะแต่ละขั้ว

หลานหันหลังให้ย่ามองฟ้ามัว        กับมื้อครัวเคี้ยวป่นคนละคราว

ลูกในห้องนั่งเล่นไม่เห็นพ่อ             จมกับจอ คนละช่องฟีดห้องข่าว

รักโดยรากเริ่มแรกปริแตกร้าว         น้าอันเฟรนด์หลานสาวเยือกหนาวลึก”

กวีจึงร้องขอและตั้งความหวังให้พวกเราผ่านภาวะมืดมนอึมครึมนี้ไป โดยพร้อมใจกันตื่นจากความมืดบอดเขลาทางปัญญา รู้เท่าทันภาวะความจริงของโลกและร่วมมือกัน “รังสรรค์ธรรมาประชาธิปไตย”

รางวัลรองชนะเลิศ บ้านของขวดนม ผลงานของ อำนาจ  สิงห์สุวรรณ

กวีกล่าวถึงสงครามการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อใช้เป็นกระจกส่องสะท้อนว่าอาจเกิดสิ่งเดียวกันในบ้านเมืองของเรา ครึ่งแรกของบทกวีกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจซึ่งทำให้คนในประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมาทำงานในเมืองไทยเพื่อหาเงินไปเลี้ยงครอบครัว  ภาพในจอออนไลน์ที่มีพี่น้องตัวน้อยไร้เดียงสากอดขวดนมเล่นกันสนุกสนาน หัวเราะหัวใคร่ในบ้านแสนสุข ปากร้องหาแม่ว่าเมื่อไรจะกลับมา สร้างความชื่นใจให้แม่ที่อยู่ไกลบ้าน ส่วนครึ่งหลังของบทกวีเป็นภาวะสงครามกลางเมือง แม่บ้านคนไทยและพี่เลี้ยงเด็กจากต่างแดนมองภาพในจอโทรทัศน์เห็นประชาชนกลายเป็นศพ เด็กๆ คนเฒ่าคนแก่วิ่งหนีตาย บ้านถูกเผาทำลาย แม่อกใจระทึกมองหาลูกชายว่าอยู่ที่ไหนกันเล่า แม้จะปลอบโยนกันว่าฝันร้ายจะผ่านไป แต่น่าตระหนกว่าฝันร้ายนั้นจะกลายเป็นจริงในบ้านของเราด้วยหรือไม่

เรื่องสั้นและบทกวี 6 ชิ้นงานข้างต้นเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นการใช้วรรณกรรมเป็นพลังขับเคลื่อนทัศนะทางการเมืองเพื่อให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะที่ดีกว่าเดิม วรรณกรรมพานแว่นฟ้าทั้ง 26 เรื่องรวมทั้งเรื่องที่ได้รับรางวัลชมเชย เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ความคิดและประวัติศาสตร์สังคมไทยที่ไม่เพียงโดดเด่นในด้านเนื้อหา แต่มีมุมมองและกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ มีการใช้ศาสตร์และศิลปะสาขาอื่นมาเปรียบเทียบ มีการใช้แนวเรื่องหลากหลายมากขึ้น เช่น แนวลึกลับ แนวสืบสวนสอบสวน แนวเสียดสี และตลกขบขัน แนวแฟนตาซีดินแดนสมมุติ แนว dystopia (โลกอนาคตที่หดหู่) หรือเล่าผ่านสถานการณ์ของสิงสาราสัตว์เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ จึงกล่าวได้ว่าวรรณกรรมการเมืองพานแว่นฟ้าแสดงพัฒนาการของวรรณกรรมไทยร่วมสมัยด้วย


คอลัมน์: เชิญมาวิจารณ์

เรื่อง: ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!