เน็ต-เจมส์ เราต่างมีเส้นทางเติบโต

-

ออลฯ ขอส่งท้ายปีด้วยความสดใสจากสองหนุ่ม สองแคแรกเตอร์ คู่จิ้นสุดฮอตจากค่ายดูมันดิ (DoMunDi TV) ‘เน็ต’ สิรภพ มานิธิคุณ และ ‘เจมส์’ ศุภมงคล วงศ์วิสุทธิ์ จังหวะชีวิตพาให้ทั้งสองโคจรมาพบกันและกลายเป็นนักแสดงนำในซีรีส์ อย่าเล่นกับอนล (Bed Friend Series) แม้จะเป็นพาร์ตเนอร์ในการทำงาน แต่ทั้งคู่ก็มีเรื่องราวชีวิตอันแตกต่างกัน รอให้เราไปทำความรู้จัก และเรียนรู้จากประสบการณ์ของเขา ขอเตือนว่าตั้งสติเข้าไว้ เพราะคุณอาจเผลอใจตกหลุมรักทั้งสองหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว

‘เน็ต’ สิรภพ มานิธิคุณ

“เป็นคนร่าเริง มีเพื่อนเยอะ เข้ากับคนง่าย ชอบหาอะไรทำ ไม่ชอบให้ตัวเองว่าง”

เน็ตนิยามตัวตนให้เราฟัง หนุ่มกรุงเทพฯ คนนี้เล่าว่าการที่เขามีเพื่อนหลายกลุ่ม หลายสังคม ทำให้เขาเข้ากับคนง่าย อยู่ที่ไหนก็ปรับตัวได้ “ผมเกิดกรุงเทพฯ แต่ไปอยู่ปทุมธานี เรียนที่นั่นจนถึงประถม เลยมีเพื่อนเป็นแก๊งแถวบ้านที่เล่นด้วยกัน ครอบครัวเพื่อนๆ ไม่ได้ร่ำรวยนัก ส่วนครอบครัวผมก็ฐานะปานกลาง แต่ที่บ้านจะซัปพอร์ตเพื่อน เวลาไปเที่ยวเทศกาลหรือสวนสนุก พ่อแม่ก็จะชวนเพื่อนแถวบ้านไปด้วยกัน และดูแลค่าใช้จ่ายให้ พอขึ้นมัธยมต้นก็เปลี่ยนสังคมใหม่ ผมย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนนั้นผมมีเพื่อนสนิทไม่เยอะ เพราะความชอบไม่ตรงกัน เพื่อนเลิกเรียนก็ไปร้านเกม ส่วนผมตรงกลับบ้านเลย อาจเพราะเราไม่สนิทขนาดนั้นจึงไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อน แต่ตอน ม.3 ก็เริ่มไปเที่ยวห้างฯ โซนลาดพร้าว-บางกะปิบ้าง และได้เรียนรู้อีกสังคม 

พอจบ ม.ต้น กลุ่มเพื่อนผมย้ายโรงเรียนกันหมด เราเองอยากเจออะไรใหม่ๆ เหมือนกัน เลยขอพ่อกับแม่ไปเรียนอัสสัมชัญ ทุกอย่างที่นี่ว้าวมากสำหรับผม เราเรียนโรงเรียนสหศึกษามาตลอด ไม่เคยเจอสังคมชายล้วนที่ไม่ต้องคีปลุค ไม่ต้องห่วงหล่อ เล่นอะไรก็ได้ไม่ต้องแคร์ว่ามีเพื่อนผู้หญิงอยู่ด้วยนะ เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เรียนที่นี่ผมมีเพื่อนเยอะ เราสนิทกันทั้งห้อง ผมสนุกกับการไปโรงเรียนมากขึ้น และได้เรียนรู้สังคมใหม่เพิ่มขึ้น ด้วยสภาพแวดล้อมที่เราเจอนั้นแตกต่างกัน ผมเลยอยู่ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะลำบากหรือสบาย ฐานะดี-ไม่ดี เราสามารถปรับตัวเข้าได้หมด”

เพราะต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เน็ตจึงเอาใจใส่การเรียนมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเอง หากเขาตั้งใจจริงแล้วก็สามารถฝ่าฟันปัญหาได้ ภาษาอังกฤษซึ่งเคยเป็นวิชาที่ไม่ถนัด ก็เรียนเข้าใจกระจ่างขึ้น ทว่าแม้จะมีผลการเรียนที่ดีกว่าเมื่อก่อน แต่ก็เริ่มช้าไปสำหรับการเข้ามหา’ลัยที่หวัง ถึงกระนั้นเน็ตยังไม่ยอมแพ้ ขอท้าทายตัวเองด้วยการไปเรียนต่อต่างประเทศ 

“พ่อกับแม่กังวล เราจะอยู่ได้ไหม ภาษาก็ไม่เก่ง ผมยืนยันไปว่า อยู่ได้ เอาตัวรอดได้แน่ เน็ตมั่นใจนะว่าต่อให้ไม่เก่งภาษายังไง แต่สัญชาตญาณจะปลุกให้เราต้องทำเพื่อความอยู่รอด สุดท้ายพ่อกับแม่ก็ส่งไปเรียนที่อังกฤษ ผมไม่ได้เรียนภาคอินเตอร์มาก่อนเลยต้องเรียนปรับพื้นฐานหนึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงที่เรียนหนักที่สุดในชีวิต ผมต้องสอบ IELTS ให้ผ่าน ไม่อย่างนั้นก็หมดสิทธิ์เข้ามหา’ลัย ตอนนั้นผมหมกตัวอยู่แต่ในห้อง อ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน คนเห็นเน็ตตอนนี้อาจนึกภาพตามไม่ออก เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมทุ่มเทมากๆ แล้วก็สำเร็จด้วยดี หลังจากนั้นผมบอกน้องชาย หรือแนะนำใครๆ ว่า ต้องสอบ IELTS ให้ได้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย เราจะสบายขึ้น แล้วมีเวลาโฟกัสเรื่องอื่น สาขาที่ผมเรียนต่อคือการค้าระหว่างประเทศ บรรยากาศตอนเรียนไม่ตึงเครียดนัก เราทำได้แค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เท่านั้น ไม่กดดันตัวเอง”

 เน็ตเล่าว่า เขาเคยเป็นคนที่เขียน verb ติดกัน 4 ตัว เพราะไม่รู้จะเรียงศัพท์ยังไง แล้วพัฒนาจนสามารถสื่อสารและเรียนจบ ป.ตรี เราจึงขอถามเคล็ดลับการเรียนของเขา “ฝึกฝนบ่อยๆ ครับ อย่างภาษาอังกฤษเนี่ย ท่องศัพท์ไปเถอะ ท่องให้เยอะเข้าไว้ ช่วงแรกอาจลำบาก ท่องทำไม ท่องแล้วก็ลืม ไม่ได้ใช้ แต่เชื่อผมเถอะ เมื่อไหร่ที่คุณมีโอกาสใช้ มีโอกาสพูด ถ้าเรามีคลังคำเยอะ เราจะสนทนาได้อย่างไหลลื่น”

ทำงานวงการบันเทิง พักร้อน และการกลับมาอีกครั้ง

เราถามนักแสดงหนุ่มว่าก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงได้ยังไง “ต้องย้อนไปตอนผมอายุ 15 ปี ไปเดินห้างฯ แถบลาดพร้าวกับเพื่อน แล้วเจอกับพี่ ‘พจน์’ อานนท์ มีการแลกโซเชียลมีเดียกัน วันหนึ่งพี่พจน์ประกาศหานักแสดงหน้าใหม่ ผมกับเพื่อนลองส่งอีเมลไปสมัคร และถูกเรียกไปแคสต์ เขาเรียกผมเข้าๆ ออกๆ ห้อง ให้ลองยืนคู่กับคนนั้นคนนี้ดู เราพอรู้แหละว่ามีสิทธิ์ได้งาน แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ผมได้แสดงภาพยนตร์ทุกปี มีงานเข้ามาตลอด ผมแสดงอยู่ 2-3 ปี ด้วยความที่เรายังเด็ก ก็ไม่เอ็นจอย ไม่น่าใช่สิ่งที่เราชอบ เลยขอหยุดรับงานเพื่อไปเรียนต่อมหา’ลัย”

เน็ตเรียกช่วงเวลาที่พักงานวงการบันเทิงนี้ว่าช่วงพักร้อน แม้เขาจะยุติผลงานหน้าจอ แต่เขาก็ไม่ปิดฉากการแสดง “ผมมีโอกาสได้ทำละครเวทีที่อังกฤษ ปีแรกเป็นนักแสดง ปีที่สองเป็นผู้กำกับ ปีสุดท้ายเป็นที่ปรึกษา เป็นครั้งแรกที่รู้สึกสนุก ชอบว่ะ พอกลับมาเมืองไทย พี่พจน์ให้โอกาสกลับไปแสดงภาพยนตร์อีกครั้ง ตอนนั้นพี่ ‘อ๊อฟชั่น’ หัวเรือใหญ่แห่งค่ายดูมันดิ ก็ติดต่อเข้ามา เลยขอพี่พจน์มาอยู่ค่ายดูมันดิ ค่ายของเราเป็นค่ายที่สนิทกันมาก ผมได้เรียนร้อง เรียนเต้น เป็นสิ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็ก ทว่าโดนวิจารณ์ว่าทำได้ไม่ดี เลยเสียความมั่นใจ แต่ค่ายให้โอกาสเราได้ลองทำ และผมยังไปเรียนร้อง-เต้นเสริมอีก ถึงจะไม่เก่งกาจ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ”

การมาอยู่บ้านดูมันดิทำให้เน็ตได้เจอกับเจมส์ และร่วมงานกันในซีรีส์อย่าเล่นกับอนล เราถามถึงความประทับใจเมื่อแรกเจอ “เจอครั้งแรกเน็ตเป็นคนเงียบ เจมส์เป็นคนร่าเริง แต่พอรู้จักกันไปสักพัก เจมส์เงียบ ส่วนผมพูดมาก เวลาที่ใครติดเล่น อีกคนจะคอยเตือนให้มีสมาธิ เวลาออกกองไม่มีใครเข้าใจเราดีเท่าเราสองคน หากเจมส์หรือเน็ตโดนว่า เราต่างให้กำลังใจกัน ไม่เป็นไรนะ เอาใหม่” ส่วนตอนกระทบกระทั่งกัน งอนกัน หรือโกรธกัน ทั้งคู่แก้ไขสถานการณ์ยังไง เราถาม “ผมชอบเป็นคนเข้าหาก่อน ส่วนตัวผมอยากเคลียร์กันให้จบเลย แต่น้องเจมส์เป็นสไตล์ต้องให้เวลาผ่านไปสักระยะ”

นอกเหนือจากงานวงการบันเทิง เน็ตยังมีธุรกิจส่วนตัวทั้งร้านอาหาร ‘อั้งโล่บายย่างแรก’ และแบรนด์เสื้อผ้า ‘Lovenn’ แต่นักแสดงหนุ่มยังไม่หยุดแค่นั้น ยังคงมีแผนธุรกิจที่เตรียมไว้อีก “ผมมีแผนธุรกิจเยอะมาก เร็วๆ นี้จะเปิดตัวธุรกิจใหม่อีกอย่าง รายละเอียดขออุบไว้ก่อน บอกได้ว่าเป็นของกิน อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น ผมไม่ชอบให้ตัวเองว่าง เลยหาอะไรทำอยู่ตลอด ประกอบกับคุณพ่อแนะว่า ถ้าเรามีแนวทางหรือคนรู้จักที่สามารถต่อยอดได้ก็ลองทำ ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีชื่อเสียงหรืองานในวงการแล้ว เราก็ยังมีธุรกิจอยู่”

การทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็ก ยังสอนบทเรียนให้เน็ตนำไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วย “อย่างแรกเลยคือการเคารพซึ่งกันและกันซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ว่าผมเป็นนักแสดงจะต้องยิ่งใหญ่กว่าทีมงานคนอื่น ทุกคนคือเพื่อนพี่น้อง ตั้งแต่ผู้กำกับ พี่ช่างแต่งหน้าทำผม AR พี่สวัสดิการ ช่างกล้อง ช่างไฟ 

สอง อดทน และสนุกกับงาน ผมเคยอดทนแต่ไม่สนุก เลยเลือกไปเรียนเมืองนอก แต่พอวันนี้ผมสนุกกับงาน ท้าทายกับบทบาทต่างๆ ที่ได้รับ มีสิ่งที่เราเรียนรู้มาแล้วยังไม่ได้ใช้ ก็อยากเอามาใช้ในการแสดงจนสุดความสามารถ รวมถึงการร้องและเต้น ที่ยังไม่มีโอกาสแสดงฝีมืออย่างเต็มที่

สาม ต้องเรียนรู้อยู่เสมอเพื่อเตรียมรับโอกาส วันนี้เขายื่นโอกาสให้คุณ แต่ไม่ใช่ทุกวันจะเป็นอย่างนั้น พ่อกับแม่ผมพูดเสมอว่าเน็ตโชคดีนะ ที่มีคนให้โอกาส คนอื่นต้องไปแคสต์งานโน่นงานนี่กว่าจะได้ แต่ผมเข้าวงการโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เจอพี่พจน์เขาก็เลือกเราเลย พอพักงานแล้วกลับมาทำอีกครั้งก็ง่ายกว่าคนอื่น ผมเลยรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นง่าย พ่อกับแม่จึงมักเตือนสติให้ผมตระหนักถึงคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ และพัฒนาตัวเองให้สมกับที่เขาไว้ใจมอบโอกาสให้

วิธีรับมือดราม่าซึ่งเป็นเหมือนสิ่งที่ทุกคนต้องเจอในโลกทุกวันนี้ “ปล่อยวางครับ เพราะเราไม่สามารถห้าม หรือพูดเตือนว่าอย่าไปเชื่อนะ เราทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ (เน้นเสียง) วิธีการคลายเครียดของผมคือฟังธรรมะ ฟังพอดแคสต์เรื่องต่างๆ ที่เขาสอนนั่นสอนนี่ เราทำตามได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร ได้ฟังก็เพลินดี”

เมื่อมองย้อนไปตลอดปี 2566 นักแสดงหนุ่มกล่าวว่า เป็นปีที่หนัก ทั้งเรื่องงานและการใช้ชีวิต เรียกว่าครบรส ส่วนปี 2567 ที่กำลังจะมาถึง หลังจากเรียนรู้ชีวิตแล้ว ก็ขอให้ปีหน้าเป็นปีแห่งความก้าวหน้าของชีวิต เราก็ขออวยพรให้เขาสมหวังตามที่ตั้งใจ

‘เจมส์’ ศุภมงคล วงศ์วิสุทธิ์

“เจมส์ชอบอะไรที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รวมถึงคนด้วย ไม่ชอบคนที่พูดไม่ตรงกับความรู้สึก ถ้าต้องการอะไรก็น่าจะบอกแต่แรก จะทำให้เรื่องซับซ้อนทำไม เหมือนให้เราเล่นเกมตลอดเวลา อาจเพราะเจมส์พลังงานน้อย แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้ว ไม่อยากเจออะไรที่ยุ่งยากวุ่นวายอีก”

เจมส์อธิบายความเป็นตัวเขา และเล่าถึงภูมิหลังเพื่อให้เรารู้จักตัวตนมากขึ้น “เจมส์เป็นคนจังหวัดกาฬสินธุ์ ชีวิตวัยเด็กแบ่งเป็นสองช่วงที่แตกต่างกันมาก เริ่มตั้งแต่แรกเกิด เจมส์เป็นเด็กพูดช้า แม่เล่าว่า 3 ขวบแล้วเจมส์ยังไม่พูด เราร้องไห้อย่างเดียว จนต้องพาไปหาหมอ หมอก็มีแบบฝึกให้กลับไปทำ แต่ถ้ายังไม่พูดอีกก็ให้พ่อกับแม่ทำใจ คุณยายของเจมส์เขามีความเชื่อพื้นบ้าน เอาเขียดตัวเล็กๆ จับขามาตบปากเจมส์ เพื่อให้พูด ปรากฏว่าเจมส์ร้องแล้วพูดอะไรไม่รู้ออกมา ทั้งบ้านก็โล่งอก ถึงเราจะพูดได้แต่ก็ยังเป็นเด็กพูดน้อย ไม่กล้าแสดงออก มักโดนเพื่อนแกล้ง เพราะตัวเล็ก หน่อมแน้ม ดูอ่อนแอ

“ช่วงเรียนประถม เราสนใจศิลปะ เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันงานปั้น แล้วได้สิทธิพิเศษคือไม่ต้องเข้าแถวหน้าเสาธง สามารถอยู่ซ้อมที่ห้องศิลปะ ที่นั่นเป็นเหมือนเซฟโซนของเรา เจมส์ไม่อยากเข้าแถว เข้าห้องเรียน กระทั่งเข้าสังคม เพราะเราโดนแกล้ง เราโดดเข้าแถวหลบอยู่ห้องศิลปะจนถึง ป.5 เลย แต่พอ ป.6 ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามัธยม เลยหยุดทำกิจกรรม คราวนี้ก็วนกลับมาเจอสิ่งทีหนีมาตลอดคือการโดนบูลลี่ หรือกลั่นแกล้ง

“ตอนอยู่ประถมเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมาน เคยบอกแม่ถึงสิ่งที่เราเจอ แม่เลยไปที่โรงเรียน ไปบอกครูประจำชั้น ครูก็แค่ตักเตือนเพื่อน และปัญหาก็ไม่คลี่คลาย กลายเป็นโดนแกล้งหนักข้อกว่าเดิม มึงไปฟ้องเหรอ เจมส์ถึงกับแกล้งป่วยเพื่อหนีกลับบ้าน ตอน ป.3 เราโทร.บอกแม่ว่าปวดหัว เป็นไข้ มารับหนูหน่อย แรกๆ แม่ก็มารับ หลังๆ แม่จับไต๋ได้ว่าเราแกล้ง ก็รู้ว่าเรามีปัญหา และเจมส์เคยคิดถึงขั้นจะทำยังไงให้ไอ้พวกคนที่แกล้งเราหายไป โรงเรียนกับบ้านใกล้กันมาก บ้านเจมส์ทำฟาร์มหมา พวกเด็กที่แกล้งก็เดินมาแหย่หมาที่บ้าน เพื่อกวนประสาทเรา จนหมาเจมส์คลั่งกลัว เราโกรธมากจนเกิดความคิดลบ จะทำยังไงให้ไอ้พวกนี้ไม่ต้องมาโรงเรียนอีก แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ทำอะไร

“เรื่องทั้งหมดจบลงเมื่อตอน ป.6 มีครั้งหนึ่ง เพื่อนด่าเรา แล้วเจมส์ทนไม่ได้จึงด่าเขากลับไป เขาก็เข้ามาตบปากเลย มึงขึ้นเสียงใส่กูเหรอ เราก็ตบมันคืน เพื่อนอีกคนเข้ามาแยก หลังจากนั้นเจมส์ก็ไม่โดนแกล้งอีก ไม่มีใครมายุ่ง มาหยอกเราอีกเลย” 

ช่วงชีวิตวัยเรียนของเจมส์ แม้จะเริ่มต้นไม่ราบรื่น แต่ความทุกข์ก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน เมื่อเข้าสู่ชีวิตมัธยม ก็พบการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ “จากเด็กที่ไม่เคยได้รับความสนใจ พอเข้า ม.1 รุ่นพี่ต่างพากันอยากทำความรู้จักเรา น้องชื่ออะไร น้องมาจากไหน น้องคนนี้หน้าตาน่ารักจัง มีรุ่นพี่เอาขนม เอาของมาให้ เป็นโมเมนต์ที่ช็อกมาก ทำตัวไม่ถูก และเหลิงไปกับความนิยมที่ได้รับอย่างฉับพลัน เจมส์ไม่เข้าห้องเรียน โดดเรียนไปนั่งอยู่สหกรณ์ นั่งโชว์ตัวเฉยๆ เช็กเรตติ้ง จนมีผลกับการเรียน จากที่ไม่เคยรู้จักการติด ร มส. เกรด 0 ก็ได้รู้จักหมด โรงเรียนรายงานแม่ว่าลูกจะไม่มีสิทธิสอบนะ เราก็กลับมาตั้งสติใหม่ ม.2 เอาใจใส่การเรียนอีกครั้ง 

“ม.ปลาย เราหันไปเล่นกีฬา เล่นบาส สังคมชมรมบาสดีมาก เป็นเพื่อนที่สอนให้เจมส์รู้จักมองโลกในแง่ที่ดีขึ้น รู้จักใช้ชีวิต และทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้”

รวบรวมความกล้า แสวงหาโอกาส

เจมส์เคยเฉียดเข้าวงการบันเทิง โดยไปออดิชันเพื่อเป็นนักแสดงในซีรีส์ฮอร์โมน ซึ่งเป็นซีรีส์ที่เจมส์ชื่นชอบ แม้เขาจะผ่านรอบคัดเลือกของภาคอีสาน เข้าสู่รอบเวิร์กชอปที่กรุงเทพฯ แต่เจมส์เกิดเสียความมั่นใจ เขามองว่าตัวเองดีไม่พอจะไปแข่งกับคนอื่น จึงปล่อยโอกาสไป และไม่อาจสลัดความไม่มั่นใจนี้ แม้จะมีแมวมองมาทาบทาม เขาก็ปฏิเสธ แต่คนที่ผลักดันให้เจมส์กล้าลองคือคุณแม่ “เจมส์เถียงกับแม่จนคอเป็นเอ็นเลย ยังไงก็ไม่ไป ไม่ทำ แม่ช่วยฟังเจมส์หน่อย แต่แม่ก็บอกให้ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองดู ไม่ชอบก็ไม่ต้องทำต่อ เราเลยโอเค ยอม ลองไปแคสต์โฆษณา เดินสายประกวดเวทีต่างๆ เจมส์เลือกสนามสอบ GAT PAT ที่กรุงเทพฯ ไม่เลือกจังหวัดตัวเอง เพื่อจะใช้เวลานั้นมาแคสต์งาน ตลอด 4 ปี ตั้งแต่ ม.6 เทอม 2  จนเจมส์เรียน ปี 4 ไม่เคยได้งานเลยสักชิ้น ไม่เคยแคสต์ผ่านเลยสักตัว แม้แต่งานที่ลุคผมไม่ตรงกับที่เขาต้องการ เช่น ต้องการลุคอินโด เราก็ไปแคสต์ พยายามเอาตัวเข้าไปอยู่ในนั้น จนรู้สึกไม่ไหวแล้ว ชักถอดใจ หรือเราไม่เหมาะกับงานในวงการนี้จริงๆ กลับไปตั้งใจเรียนแล้วทำงานตามสาขาที่จบดีกว่าไหม 

“จนกระทั่งพี่อ๊อฟชั่นติดต่อมา และเรียกให้เข้าไปที่ออฟฟิศ มีงานถ่ายรีวิวเสื้อนะ ความรู้สึกตอนนั้นของเจมส์คือดีใจมาก ผมขออนุญาตสอบทีหลังเพื่อมาทำงานนี้ จำได้ว่าเขานัดประมาณบ่ายโมง เราตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เพิ่งมางีบตอนแปดโมงเช้าแล้วตื่นเก้าโมงมาเตรียมตัว และวันนั้นก็ได้เจอพี่เน็ต เป็นการดูตัวคนที่เล่นซีรีส์ด้วยกัน”

เราถามถึงความประทับใจแรกที่มีต่อเน็ตในมุมของเจมส์บ้าง “ปกติคนมักเห็นว่าเจมส์นิ่งๆ แต่ถ้าเราเจอใครที่นิ่งเหมือนเรา จะชวนเขาคุย เราอยากให้เขารู้สึกปลอดภัย สบายใจที่จะคุยกับเรา ตอนที่เจอครั้งแรกพี่เน็ตเขานิ่ง เจมส์เลยเข้าไปชวนคุย แต่พออยู่กันไปพี่เขาเป็นคนที่มีเอเนอร์จีมากกว่า เจมส์เพิ่งรู้จักว่าอะไรคือ introvert extrovert ตอนรู้จักกับพี่เน็ต สมัยยังไม่รู้จักก็เคยคิดนะว่า เราควรปรับปรุงนิสัยชอบอยู่ห้อง ไม่ชอบเจอคนเยอะหรืออยู่ในที่วุ่นวาย ทำอะไรก็เหนื่อยเร็ว แต่พอได้รู้จักก็สบายใจขึ้นว่า เราไม่ได้เป็นแบบนี้คนเดียวในโลก แค่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ” 

นิสัยคนละขั้วแล้วเวลาทำงานต้องปรับจูนกันไหม เราถามนักแสดงหนุ่ม “เยอะมากครับ เราสองคนมีความชอบที่เหมือนกันอย่างเดียวคืออาหารที่ชอบกิน นอกนั้นไม่เหมือนกันเลย ไลฟ์สไตล์ก็คนละแบบ มีสังคมคนละอย่าง ต้องหาจุดกึ่งกลางที่อยู่ร่วมกันแล้วไม่อึดอัด ยอมรับตามตรงว่าผมกับพี่เน็ตไม่ได้รู้จักกันในฐานะเพื่อนมาก่อน เรารู้จักกันจากการทำงาน เราต้องหาทางปรับตัว เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสบายใจ แฮปปี้ 

“เวลาโกรธกัน ถ้าเจมส์ผิด เจมส์จะขอโทษเลย แล้วอาศัยการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ถ้าเราไม่ผิด ก็จะไม่ขอโทษ ปล่อยเบลอ ให้ทุกอย่างเงียบไป เนื่องจากสมัยก่อนเจมส์เป็นคนที่ยอมคนมากๆ เราเกรงใจคนจนเกินไป เรารักคนอื่นมากกว่าตัวเอง สุดท้ายกลายเป็นตัวเราที่เจ็บปวด จึงกลับมาเปลี่ยนมายด์เซ็ตให้รักตัวเองมากขึ้น แล้วเจมส์กลัวว่าตัวเองจะพูดแรง คนฟังจะเสียความรู้สึก เลยไม่ค่อยกล้าพูด ให้เวลาผ่านไปดีกว่า”

หลังจากแคสติ้งและผิดหวังมาหลายครั้ง เมื่อถึงคราวสมหวัง เจมส์ดีใจกับโอกาสครั้งแรกที่ได้รับ ทว่าแม้จะตั้งใจ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาหวัง “หลายๆ อย่างไม่เหมือนกับที่คิด เราดูหนังเยอะ เลยคิดว่าต้องทำแบบนี้ๆ นะ กลายเป็นว่าเราตึงเครียดเกินไป ตั้งใจเกินไปจนไม่สนุกกับการไปกองถ่าย คิดแต่จะใช้เทคนิคนั่นนี่ในการแสดง เลยต้องปรับมายด์เซ็ตต่อการแสดงใหม่”

พอผ่านการทำงาน เจมส์ก็เรียนรู้และปรับตัว “เราต้องเพิ่มความรอบคอบและมีสติมากขึ้น ยิ่งเจอคนเยอะ ยิ่งต้องมีสติ คิดอะไรกว้างๆ และต้องนิ่งขึ้นด้วย ไม่ใช่บุคลิก แต่หมายถึงต้องฟังคนอื่นให้มากๆ อ่านสถานการณ์ตรงหน้าให้ออก งานบันเทิงทำให้เราเจอคนมากทั้งทีมงานเบื้องหลังและแฟนคลับ สิ่งที่เราตัดสินใจทำ ส่งผลต่อคนที่ติดตาม มีคนมองเราอยู่ เจมส์จึงระวังการใช้ชีวิต ไม่ทำพฤติกรรมที่สร้างผลเสีย ผลพลอยได้คือตัวเรากลายเป็นคนที่ดีขึ้นด้วย”

แม้จะเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม แต่เจมส์ผ่านประสบการณ์ชีวิตทั้งร้ายและดีมาซึ่งสอนบทเรียนสำคัญให้แก่เขา “เจมส์ชอบประโยคหนึ่งมากที่กล่าวว่า ถ้าฝนไม่ตก ดอกไม้ก็ไม่เบ่งบาน พอมองย้อนไปก็คิดว่าถ้าตอนเด็กๆ เราไม่เจอเหตุการณ์การโดนรังแกหรือถูกระรานแบบนั้น โตมาคงไม่มีภูมิคุ้มกันชีวิตขนาดนี้ เราจึงรู้จักรับมือ รู้จักป้องกัน อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ใครมาเจอแบบที่เจมส์เจอ ทว่าทุกคนเกิดมาไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาหรือเรื่องราวไม่พึงปรารถนาได้ อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของตัวเอง อย่าให้ใครมาลดคุณค่าในตัวเรา เราอยากเป็นคนแบบไหน เราสามารถเป็นได้อย่างที่คิด ทุกคนเกิดมาตัวคนเดียว ตายคนเดียว ฟังเสียงตัวเอง และมีความสุขด้วยตัวเราเอง”

ในบักเก็ตลิสต์ของเจมส์นั้น เขาเขียนแผนธุรกิจไว้ แบรนด์เสื้อผ้า ‘Black Daisy’ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว และยังเหลือธุรกิจอีกหลายอย่างซึ่งเขาตั้งเป้าอยากทำให้สำเร็จ เช่น ร้านคาเฟ่ ร้านตัดผม และร้านสัก “เจมส์ชอบวาดรูป แล้วก็ชอบดูรอยสักของคน มีแฟนคลับนำรูปที่เจมส์วาดไปสักลงบนตัวเขา เรารู้สึกภูมิใจมาก เขาเลือกรูปวาดของเราไปอยู่บนร่างกายเขาตลอดไป เลยเป็นธุรกิจที่สนใจและอยากทำ

“ในส่วนของงานวงการบันเทิง เจมส์อยากลองเล่นบทที่ฉีกภาพลักษณ์หวานๆ นิ่งๆ บอบบางของเรา ไปเป็นบทที่มีฉากแอ็กชัน มีการต่อยตี โพรเจกต์ถัดไปเรื่อง Zomvivor Series มหา’ลัยคลั่ง เกี่ยวกับซอมบี้บุกเมือง เป็นโพรเจกต์ที่เจมส์ตื่นเต้นอยากเล่นมาก และอยากให้ติดตามกัน  นอกจากนั้นยังมี MV เพลงเสียเวลาว่ะ ของพี่ขนมจีน เจมส์แสดงเป็นพระเอก เป็นอีกผลงานที่ชอบ เปื้อนเลือด เปื้อนนม สมใจมาก”

เมื่อมองย้อนไป ปี 2566 สำหรับเจมส์ คือปีที่เขานิยามว่า ‘โกลด์เดนเยียร์ ได้ทำอะไรหลากหลาย มีคนรู้จักมากขึ้น มีงานเพิ่มขึ้น กราฟชีวิตพุ่งขึ้น เป็นปีที่ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ส่วนเป้าหมายในปี 2567 ที่กำลังจะถึง คือการมีรูปร่างในแบบที่ฝัน และอยากมีโอกาสได้ร้องและเต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบให้มากกว่านี้ เราก็ขออวยพรให้เขาสมหวังตามที่ตั้งใจ


ขอบคุณสถานที่

 The Fig Lobby

55 Rimthangrotfaisaipaknam Road, 

Khwaeng Khlong Toei, Khlong Toei, 

Bangkok 10110

Tel. +662-103-1033


คอลัมน์: เรื่องจากปก

ภิญญ์สินี

Writer

กองบรรณาธิการ ศิษย์เก่าเอกปรัชญาและศาสนา ชอบติดตามกระแสสังคม และเทรนด์แฟชั่น สนใจศิลปวัฒนธรรม และสีมงคล ลายนิ้วหัวแม่มือคือลายมัดหวาย

อนุชา ศรีกรการ

Photographer

ช่างภาพที่เกิดวันเดียวกับวันถ่ายภาพโลก เลยทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!