มองเงินทองเป็นของสะสม

-

ในช่วงชีวิตการเป็นนักลงทุนเกือบสิบปีของผม คำถามที่ผมถูกถามแล้วผมอธิบายได้ยากและยังค้างคาใจผมมาจนถึงทุกวันนี้คือ

“หุ้นมีกำไร แต่ถ้าเราไม่ขาย เราก็ไม่รวยสิ ใช่ไหมพี่” 

คำถามนี้เกิดขึ้นหลังจากผมเล่าให้นักลงทุนรุ่นน้องคนหนึ่งฟังว่า ผมถือหุ้นหุ้นหนึ่งมาเป็นเวลาหลายปี หุ้นเติบโตดี รายได้งาม กำไรเป็นกอบเป็นกำ ราคาหุ้นก็โตไปด้วย ผมยังไม่ได้ขาย แต่ก็มีกำไรอู้ฟู่รอการรับรู้อยู่

ที่จริงเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ก็ไม่ถือว่ายากเกินไปนัก ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่า “ความมั่งคั่ง” ของเราไม่ได้หมายถึงปริมาณเงินสดที่เรามีในบัญชี แต่หมายถึงมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดที่เรามีต่างหาก เปรียบเทียบง่าย ๆ เช่น สมมติเราถือครองที่ดินราคาแพงไว้เป็นจำนวนมาก แค่นี้เราก็รวยแล้ว ถึงแม้ว่าที่ดินเหล่านั้นจะไม่ได้ถูกขายเป็นเงินสด แต่ที่ดินก็มีมูลค่าในตัวเอง

ความมั่งคั่งวัดที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ

เหตุที่ต้องบอกว่าสุทธิก็เพราะว่าเราจำเป็นต้องหักหนี้สินของเราด้วย เช่น หากเรามีทรัพย์สินมูลค่าสิบล้าน แต่มีหนี้สินมูลค่าสิบห้าล้าน แบบนี้ความมั่งคั่งของเราก็ติดลบ สู้คนที่มีเงินสดติดบัญชีไว้หลักแสนยังไม่ได้ ดังนั้น หากจะกู้หนี้ยืมสินมาซื้อทรัพย์ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าคุ้มค่าหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินที่มีมูลค่าลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไป

วิธีหนึ่งซึ่งผมแนะนำนักลงทุนหรือผู้ที่สนใจการเงินมือใหม่เสมอคือ “มองเงินทองเป็นของสะสม” คือเราต้องมองสินทรัพย์เป็นความมั่งคั่งก่อน และเปลี่ยนทัศนคติของเราให้สะสมความมั่งคั่งนั้น โดยไม่ต้องพยายามแปรรูปทรัพย์หรือเงินสดไปเป็นสิ่งอื่น

คนจำนวนมากชอบ “ซื้อ” ของเพราะการซื้อช่วยสร้างความสุขได้ คนที่หาเงินได้มากก็จะยิ่งพยายามหาซื้อของมามากเพื่อตอบสนองความต้องการในใจบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกประสบความสำเร็จในชีวิตการเงิน

จึงไม่น่าแปลกใจเวลาเห็นคนที่ทำงานหาเงินได้มากๆ มักชอบซื้อสินทรัพย์ราคาแพง เช่น บ้าน รถ คอนโดฯ หลายคนซื้อแล้วซื้ออีก เปลี่ยนยี่ห้อรถไปเรื่อยๆ บางคนก็นิยมสะสมสิ่งของราคาแพงอื่นๆ เช่น นาฬิกา กระเป๋า ข้าวของแบรนด์เนมต่างๆ

ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ผิด แต่ก่อนอื่นเราต้องแยกให้ออกว่าเราจะซื้อสิ่งของเหล่านี้ไปทำไม หากเราอยากได้สิ่งของเหล่านี้จริงๆ นั่นก็คงไม่ผิด เพราะเราย่อมมีสิทธิ์ใช้เงินของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าเราต้องการซื้อเพื่อตอบสนองความรู้สึกที่ต้องการสะสมความมั่งคั่งเฉยๆ นั่นแปลว่าเราอาจจะกำลังดำเนินชีวิตผิดทาง

คุณต้องมอง “เงินทอง” เป็นของสะสมให้ได้

คิดเสียว่าเงินและสินทรัพย์อื่นๆ เป็นของสะสมอีกประเภทหนึ่ง เหมือนคุณมีนาฬิกา กระเป๋า ของเล่น แต่เปลี่ยนไปสะสมเงินแทน เมื่อหาเงินได้ก็นำมาเก็บไว้ เมื่อมีเงินเหลือก็นำไปลงทุนให้งอกเงย

ถ้าคุณทำได้ นี่จะเป็นนิสัยที่สุดแสนวิเศษ

นั่นเพราะเมื่อคุณมองเงินเป็นของสะสมแล้ว คุณก็จะไม่อยากเอาของสะสมนั้นไปใช้จ่ายอย่างไม่มีเหตุผลหรอก คุณจะเริ่มประหยัดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และหาทางต่อยอดลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น การเห็นคุณค่าของเงินเป็นแพชชันนี่แหละที่จะเป็นรากฐานที่ดีของการเป็นนักการเงินการลงทุนได้

กลับมายังคำถามเดิมว่า ถ้ามีสินทรัพย์ เราจะต้องขายไหม ถ้ามีเงินสด เราจะต้องใช้ไหม เราถึงจะรู้สึกว่าตัวเองรวย

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและปรับความรู้สึกนึกคิดเหมือนกัน เพราะเราทั้งหลายต่างก็อยู่ในสังคมที่ต้องใช้ “เครื่องการันตีความรวย” กันมานาน รวยต้องใส่ทองเส้นโป่ง รวยต้องอยู่บ้านหลังโต รวยต้องขับรถสวย รวยแล้วต้องมีนิสัยใช้จ่ายมือเติบ

หันไปมองมหาเศรษฐีระดับโลก ความรวยของพวกเขาไม่ได้ขึ้นกับเครื่องการันตีความรวยเหล่านี้เลย หากแต่สะสมอยู่ในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้นบริษัทจดทะเบียน กองทุนรวม เงินสด หรืออสังหาริมทรัพย์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยปรุงแต่งใดๆ มาการันตีความร่ำรวยของตัวเอง

สุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องถามตัวเองว่าเรากำลังพิสูจน์ความรวยกับใครอยู่?

ถ้าเราพิสูจน์กับคนอื่น นั่นก็คงไม่ผิดที่เราจะต้องหาเครื่องการันตีความรวยมาใช้แสดงให้คนอื่นเห็น แต่ถ้าเรากำลังพิสูจน์กับตัวเอง เรายังจะต้องใช้สิ่งที่ลดมูลค่าลงอย่างรวดเร็วเหล่านั้นหรือเปล่า เราสามารถมองสินทรัพย์ในมือให้เป็นความมั่งคั่งประเภทหนึ่งได้ไหม

ทุกวันนี้ผมมีของสะสมเป็น “หุ้น”

เมื่อไหร่ที่ผมมีเงินสดเข้ามา มีรายได้ มีโบนัส ผมก็มักซื้อหุ้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมเก็บไว้ ผมรู้สึกว่านั่นเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตได้ ผมเป็นเจ้าของกิจการชั้นยอดหลายแห่ง และคิดจะถือลงทุนไปในระยะยาว ทุกบาททุกสตางค์ที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงความมั่งคั่งของผมเพิ่มขึ้นด้วย ผมไม่จำเป็นต้องขายหุ้นเป็นเงินสด เพราะต่อให้มีเงินสด ผมก็ไม่รู้จะนำเงินไปซื้ออะไร สุดท้ายผมก็ต้องเก็บสะสมไว้ในหุ้นอยู่ดี

นี่เป็นทัศนคติง่ายๆ ที่เปลี่ยนชีวิตนักลงทุนจำนวนมากมาแล้ว วันนี้หากสนใจเรื่องการเงินการลงทุน ผมมักพูดเสมอว่าต้อง “มองเงินทองเป็นของสะสม” ก่อน ถ้าทำได้ นิสัยนี้จะติดปีกความมั่งคั่งแก่คุณ และจะทำให้ชีวิตด้านการเงินการลงทุนหลังจากนี้ง่ายขึ้นอีกเยอะเลย


คอลัมน์: ใดใดในโลกล้วนลงทุน

เรื่อง: “ลงทุนศาสตร์”

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!