ประเทศไทย (ไม่ได้) มีลิเทียมเป็นอันดับ 3 ของโลก

-

กลายเป็นข่าวใหญ่ฮือฮา พาดหัวบนหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ เมื่อมีการแถลงข่าวโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมสำรวจพบแหล่งแร่ลิเทียม (lithium) แร่หลักซึ่งใช้ผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีศักยภาพ 2 แหล่ง ในจังหวัดพังงา โดยค้นพบรวมถึง 14.8 ล้านตัน ไทยจึงขึ้นเป็นประเทศอันดับ 3 ของโลกที่มีแร่ลิเทียมมากที่สุด รองจากประเทศโบลิเวียและประเทศอาร์เจนตินา แซงหน้าประเทศสหรัฐอเมริกา!

รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งสำรวจ จนพบแหล่งแร่ลิเทียมที่มีศักยภาพ ได้แก่ แหล่งเรืองเกียรติ และแหล่งบางอีตุ้ม แร่ลิเทียมนี้เป็นแร่หลักหรือวัตถุดิบสำคัญซึ่งใช้ในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เมื่อปีก่อนก็เคยมีข่าวใหญ่ว่า ประเทศอินเดียค้นพบแร่ลิเทียม และกลายเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า ดังนั้น ตอนนี้ประเทศไทยก็จะมีลุ้นด้วย ในการเป็นศูนย์กลางและฐานการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมในภูมิภาค 

จากข้อมูลของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่นั้น ไทยสำรวจพบแร่ลิเทียมกว่า 14.8 ล้านตัน ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่ค้นพบมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากโบลิเวีย ซึ่งมีอยู่ 21 ล้านตัน และอาร์เจนตินา 19 ล้านตัน โดยแซงหน้าสหรัฐฯ ที่มี 12 ล้านตันได้ด้วย นับเป็นข่าวดีที่จะดึงดูดนักลงทุนมาตั้งโรงงาน พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าความต้องการลิเทียมจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี พ.ศ. 2568 และจะต้องการมากกว่า 2 ล้านตันภายในปี พ.ศ. 2573 

ธาตุลิเทียมในรูปของก้อนโลหะ แช่ไว้ในน้ำมันเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับอากาศและน้ำ

ตามตารางธาตุนั้น ลิเทียมเป็นธาตุที่เลขอะตอมเท่ากับ 3 (ใช้สัญลักษณ์ Li) นับเป็นธาตุโลหะที่เบาที่สุดในโลหะทั้งหมด จัดอยู่ในกลุ่มอัลคาไลน์เอิร์ธ (alkaline earth) ลิเทียมที่อยู่ในรูปโลหะบริสุทธิ์มีสีขาวเงิน อ่อนนุ่มมาก สามารถใช้มีดตัดได้ มีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชันเป็นอย่างมาก จึงติดไฟได้เองเมื่อถูกอากาศ และทำปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำได้ ติดไฟง่ายและระเบิดค่อนข้างง่าย เลยต้องระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง

ลิเทียมยังมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ทนความร้อนสูง และสามารถประจุพลังงานในแบตเตอรี่ได้เป็นปริมาณมาก  จึงถูกนำไปเป็นส่วนประกอบหลักของเซรามิกและแก้วชนิดทนความร้อน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เครื่องฟอกอากาศ จาระบีหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ ฯลฯ  ลิเทียมยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในแบตเตอรี่ความจุไฟฟ้าสูง ชนิดประจุใหม่ได้ (rechargeable battery) แบตเตอรี่เหล่านี้ถูกนำไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน

สำหรับแหล่งทรัพยากรธาตุลิเทียมที่พบในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนั้น สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ได้กะประมาณไว้ในปี พ.ศ. 2566 ว่าทั่วโลกมีธาตุลิเทียมประมาณ 98 ล้านตัน สิบอันดับแรกของประเทศที่มีลิเทียมมากที่สุด ได้แก่ 1. โบลิเวีย 21 ล้านตัน 2. อาร์เจนตินา 20 ล้านตัน 3. อเมริกา 12 ล้านตัน 4. ชิลี 11 ล้านตัน 5. ออสเตรเลีย 7.9 ล้านตัน 6. จีน 6.8 ล้านตัน 7. เยอรมันนี 3.2 ล้านตัน 8. คองโก 3 ล้านตัน 9. แคนาดา 2.9 ล้านตัน และ 10. เม็กซิโก 1.7 ล้านตัน แต่ประเทศที่มีการขุดทำเหมืองแร่และถลุงลิเทียมส่งขายมากที่สุดคือ ประเทศออสเตรเลีย

ทุกวันนี้ มีการทำเหมืองลิเทียมในเกือบทุกทวีปของโลก ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) ปริมาณสำรองของลิเทียมมากถึง 3 ใน 4 อยู่ในเขตที่ราบสูงอัลติปลาโน-ปูนา ในเทือกเขาแอนดีส ทวีปอเมริกาใต้ แหล่งที่มาของลิเทียมมี 2 แบบ คือ จากหินแร่ในก้อนหินแข็ง โดยแร่ที่มีลิเทียมเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ สปอดูมีน (Spodumene) และเลพิโดไลต์ (Lepidolite) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดร่วมอยู่ในก้อนหินเพกมาไทต์ (pegmatite) ที่เป็นหินแกรนิตเนื้อหยาบ 

แบตเตอรี่ลิเทียมอยู่ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Leaf ของบริษัทนิสสัน

อีกแบบคือลิเทียมที่พบอยู่ในชั้นน้ำเกลือ (brine) แหล่งใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในอาณาบริเวณ 3 ประเทศลาตินอเมริกา ได้แก่ ชิลี อาร์เจนตินา และโบลิเวีย ชิลีเริ่มสกัดลิเทียมจากน้ำเกลือได้เมื่อปี พ.ศ. 2527 และเริ่มผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเชิงพาณิชน์เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2534 การผลิตลิเทียมจากน้ำเกลือที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ จึงเริ่มเข้ามาแทนที่การแต่งแร่จากหินแข็ง ซึ่งต้องผ่านการขุดเหมือง แยกแร่ออกมา แล้วผ่านกระบวนทางเคมีด้วยกรดและการเผา จนได้สารประกอบลิเทียม แม้จะทำได้เร็วกว่า แต่ก็มีต้นทุนที่สูงกว่าการแต่งแร่จากน้ำเกลือ ซึ่งใช้วิธีสูบน้ำเกลือที่มีลิเทียมขึ้นมาตากในบ่อพัก ให้ระเหยจนลิเทียมเข้มข้น ก่อนผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อให้ได้สารประกอบลิเทียมบริสุทธิ์

 ย้อนกลับมายังรายงานข่าวการค้นพบแร่ธาตุลิเทียมในประเทศไทย ที่จริงแล้วตามรายละเอียดของข่าวได้ระบุว่า ผลการสำรวจแหล่งลิเทียมในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงานั้น พบหินอัคนีเนื้อหยาบมากสีขาวหรือหินเพกมาไทต์ ซึ่งเป็นหินต้นกำเนิดที่พบแร่เลพิโดไลต์ อันมีองค์ประกอบของลิเทียม โดยแหล่งเรืองเกียรติมีปริมาณสำรองแร่ลิเทียมประมาณ 14.8 ล้านตัน มีเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% (อยู่ในเกรดระดับกลาง) หากได้รับประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่แล้ว จะสามารถนำลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน

ถ้าเอาตัวเลขนี้มาลองคำนวณเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อเทสล่า (Tesla) โมเดล S หนึ่งคัน ซึ่งใช้ธาตุลิเทียมสำหรับทำแบตเตอรี่ประมาณ 62.6 กิโลกรัม ก็จะพบว่ารถเทสล่า 1 ล้านคัน ใช้ลิเทียมไปเพียงแค่ 62.6 ล้านกิโลกรัม หรือเท่ากับ 6.26 หมื่นตันเท่านั้น หรือถ้าลองคำนวณหาปริมาณของธาตุลิเทียมที่น่าจะมีอยู่ในหินเพกมาไทต์จากแหล่งเรืองเกียรติ ว่ามีประมาณ 14.8 ล้านตัน และเมื่อผ่านการสกัดแต่งแร่แล้ว จะมีลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% ของหินดังกล่าว ก็จะพบว่ามีธาตุลิเทียมอยู่เพียง 6.66 หมื่นตันเท่านั้น! ยังห่างไกลกับ 10 อันดับแรกของโลกเป็นอย่างมาก

แร่เลพิโดไลต์เป็นสินแร่ที่มีธาตุลิเทียมสะสมอยู่ และถูกค้นพบในประเทศไทยเช่นกัน

ลงท้ายทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ออกมายอมรับว่า ตัวเลข 14.8 ล้านตันนั้นเป็นค่าปริมาณทางธรณีของแหล่งแร่ (mineral resource) ซึ่งไม่ได้เป็นค่าเดียวกันกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม (lithium resource) ดังนั้น การนำเอาปริมาณของทรัพยากรแร่ของไทยเราไปเปรียบเทียบกับปริมาณโลหะลิเทียมของต่างประเทศ จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับ 3 ของโลกนั่นเอง


คอลัมน์: คิดอย่างวิทยาศาสตร์

เรื่อง: รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

ภาพ: อินเทอร์เน็ต

 

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!