ก้าวแรกของความรู้ คือกล้าบอกว่าตัวเองไม่รู้

-

เคยสงสัยไหมว่า โลกเรามีจำนวนมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มากมายนับไม่ถ้วน
แต่ทำไมคนมีปัญญาไม่ได้เพิ่มขึ้น
โลกเรายังเต็มไปด้วยคนมืดบอดทางปัญญา เชื่อง่าย ลัทธิความเชื่อต่างๆ ผุดขึ้นมาง่ายดาย
โดยมีคนพร้อมจะเชื่อ
เรามีคนที่ตั้งตัวเป็นกูรู ผู้รู้ ซินแสมากมาย และคนก็เชื่อ
คนที่เชื่อเรื่องงมงายจำนวนมากเรียนจบชั้นปริญญาโท ปริญญาเอก
บางทีความแตกต่างคือ ความรู้กับปัญญาเป็นคนละเรื่องกัน
มีความรู้อาจไม่มีปัญญา และการมีปัญญาก็อาจไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย
ที่สำคัญคนที่ยิ่งรู้มากยิ่งถ่อมตน
และถ้าไม่รู้ หรือรู้ไม่พอ ก็จะบอกว่าตนไม่รู้

…………………
พ่อแม่ผมแม้จะมีฐานะไม่ดี แต่เน้นเรื่องการศึกษาอย่างยิ่ง ส่งลูกทุกคนไปเรียนหนังสือในโรงเรียน
และเรียนพิเศษเสริม แม้ว่าต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาเป็นค่าเล่าเรียนลูก
เพราะพ่อแม่ผมเชื่อว่าความรู้คือสิ่งเดียวที่จะยกระดับฐานะและชีวิตเราได้
มันเป็นทางเดียวที่จะก้าวพ้นวงจรชีวิตเดิม
ผมในวัยเด็กก็เหมือนเด็กทั่วไป คือเชื่อว่าครูรู้ทุกอย่าง ไม่เคยตั้งคำถามว่าครูรู้จริงหรือ
ไม่เคยรู้ว่าความรู้ที่เรียนไปก็คล้ายยา มันมีวันหมดอายุ
ครูในสมัยก่อนมีภาพลักษณ์เป็นผู้รอบรู้ทุกอย่าง นักเรียนคาดหวังว่า ครูมีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง
คาร์ล เซเกน เคยบอกว่า ระบบการศึกษาทั่วไปฆ่าความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก
ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียน ยกตัวอย่าง เช่น เด็กถามว่าทำไมต้นหญ้าเป็นสีเขียว ครูหรือผู้ใหญ่จะตอบว่า
แล้วมันควรจะเป็นสีอะไรหรือ ถามไปทำไม
ได้รับคำตอบอย่างนี้ เด็กก็หมดความอยากรู้อยากเห็นในเวลาอันสั้น
ครูหรือผู้ใหญ่ควรตอบว่า “อ๋อ! ไม่รู้หรอก แต่เดี๋ยวขอไปค้นคว้าก่อนนะ แล้วจะมาบอก”
วิธีคิดแบบนี้มีมานานตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว
ปราชญ์โสเครติสกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้อย่างเดียวว่าข้าพเจ้าไม่รู้” (“I know that I know nothing” หรือ “I
neither know nor think I know” หรือ “For I was conscious that I knew practically nothing.”)
ประโยคละตินคือ ipse se nihil scire id unum sciat
คำกล่าวนี้ เพลโตอ้างว่าโสเครติสเป็นคนพูด

เอาละ ไม่ว่าใครเป็นคนต้นพูดประโยคดังกล่าว ไม่ใช่จุดสำคัญ สาระของมันคือคนเรารู้มากแค่ไหน
จึงเรียกว่ารู้
เมื่อเด็กถามครูในเรื่องที่ครูไม่รู้ ครูต้องกล้าบอกศิษย์ว่าตนไม่รู้ “แต่จะไปค้นหาความรู้มาให้”
ไม่ค่อยมีคนอยากยอมรับว่าตนไม่รู้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นความรู้ในสายที่เขาควรเป็นผู้เชี่ยวชาญ
อาจรู้สึกเสียหน้า เราเป็นมือโปรแท้ๆ กลับไม่รู้บางเรื่องในสายอาชีพของเรา
โสเครติสมักสอนศิษย์โดยบอกว่าตนไม่รู้ ดังนั้นศิษย์จึงต้องขบคิด
ผ่านการสนทนาก็จะแตกหน่อความรู้มากขึ้น
ไม่ใช่เรียนด้วยวิธีป้อนอาหารนก
…………………
ขงจื๊อก็เน้นเรื่องนี้ ขงจื๊อกล่าวว่า “การยอมรับว่ามิรู้ในสิ่งที่ท่านไม่รู้ ก็คือทางสู่ความรู้”
ขงจื๊อสอนว่าคนที่รู้ว่าตัวเองรู้อะไรและไม่รู้อะไร จึงเป็นผู้รู้ (知之为知之,不知为不知,是知也)
เขายังกล่าวว่า “สามคนเดินมา ต้องมีหนึ่งคนที่เป็นครูเราได้ จงเลือกสิ่งที่ดีเพื่อเอาอย่าง
สิ่งที่ไม่ดีจงปรับปรุงแก้ไข”(三人行,必有一师焉。择其善者而从之,其不善者而改之)
สิ่งหนึ่งที่ขงจื๊อเน้นที่สุดคือคุณธรรม
เขาเชื่อว่าความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม จึงจะมีประโยชน์
โสเครติสก็เน้นเรื่องการรักษาความดีเช่นกัน
ความฉลาดและความดีต้องคู่กัน
ขงจื๊อเชื่อว่าจะทำอย่างนี้ได้ต้องเรียนศีลธรรม ต้องฝึกเรื่องสติปัญญา ร่างกาย คุณธรรม
รวมถึงดนตรีและกวีนิพนธ์
เขาเห็นว่าศาสตร์ต่างๆ โยงกัน ความรู้หนึ่งเชื่อมโยงกับอีกความรู้หนึ่ง ต่อกันไปเรื่อยๆ
เขาเห็นว่าความใฝ่รู้ กระหายอยากรู้เป็นเรื่องสำคัญ


คอลัมน์: ลมหายใจ เรื่องและภาพ: วินทร์ เลียววาริณ

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!