Don’t F**k with Cats: Hunting an Internet Killer – คดีที่เริ่มต้นจากแมว

-

Don’t F**k with Cats: Hunting an Internet Killer เป็นสารคดีสร้างจากเรื่องจริงสามตอนจบ

ดีแอนนา ทอมป์สันคือนักวิเคราะห์ข้อมูลในคาสิโนแห่งหนึ่งในลาสเวกัส เธอเรียกตัวเองว่าเป็นพวก “เนิร์ด (nerd) ในอินเตอร์เน็ต”

วันหนึ่งเธอพบคลิปยูทูบชื่อ “หนึ่งหนุ่มกับสองแมว” เมื่อเปิดดูก็เห็นมือของคนคนหนึ่งกำลังลูบคลำลูกแมวตัวเล็กน่ารักสองตัว เป็นมือของชายใส่เสื้อฮู้ดแขนยาวที่เห็นหน้าไม่ชัดเจน แล้วชายคนนั้นก็ค่อยๆ ฆ่าลูกแมวทั้งสองตัวจนสิ้นใจ

ดีแอนนาคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่าง เธอไม่ต้องการปล่อยให้ชายคนนี้ลอยนวล

ดีแอนนาเข้าไปในกรุ๊ปเฟซบุ๊กที่กำลังตามหาชายคนนี้ สมาชิกในกรุ๊ประดมสมองวิเคราะห์ภาพที่ปรากฏในคลิป

ด้วยเหตุนี้ดีแอนนาจึงได้รู้จักเจ้าของนามแฝง จอห์น กรีน ในกรุ๊ปนั้น ทั้งคู่ไม่เคยพบปะพูดจากันซึ่งหน้า แต่ในเวลาต่อมาทั้งคู่ได้ร่วมมือกันผ่านโลกออนไลน์ไล่ล่า “ชายผู้ฆ่าแมว”

พวกเขาดูคลิป “หนึ่งหนุ่มกับสองแมว” วิเคราะห์ขนาดห้อง, ดูเต้าเสียบปลั๊กในห้องว่าสามารถระบุได้ว่าน่าจะอยู่ในทวีปและเมืองใด, ค้นหาที่มาของผ้าคลุมเตียงซึ่งมีลายอันเป็นเอกลักษณ์ในอีเบย์ แล้วดูว่าผ้าคลุมเตียงลายนี้ส่งขายไปที่ไหนบ้าง, แยกแยะเสียงที่แทรกในคลิปว่าเป็นเสียงคนประเทศใดแทรกอยู่ ฯลฯ

แต่จนแล้วจนรอดทั้งคู่ก็ยังไม่รู้เบาะแสชายคนดังกล่าวและแหล่งที่อยู่ของเขา

ไม่นานต่อมา ชายปริศนาผู้ฆ่าแมวก็โพสต์คลิปในห้องเดิมขณะเล่นกับศพแมว คราวนี้เขาหันหน้ามาทางกล้อง แต่ใช้โมเสกบังหน้าไว้คล้ายต้องการท้าทายเหล่านักสืบมือสมัครเล่นบนหน้าจอแบบดีแอนนาและจอห์น กรีน

ยิ่งสืบหาก็ยิ่งพบว่า ชายปริศนาคนนี้วางแผนอย่างดีเพื่อล่อลวงให้คนที่แกะรอยเขาหลงกล

ชายคนนี้ใช้โฟโตช็อปตัดต่อหน้าตัวเองไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ เสมือนว่าตัวเองเดินทางตะลอนทั่วโลก คอมเมนต์ต่างๆ ที่เข้ามาชื่นชมรูปของเขาก็มีสำนวนคล้ายกันจนน่าจะมาจากตัวเขาเองที่สร้างโปรไฟล์ขึ้นหลายตัวตนแล้วใช้ชมตัวเอง นอกจากคลิปฆ่าแมวที่มีมากกว่าหนึ่งคลิปแล้ว เขายังเคยกุข่าวลือให้ตัวเองไปพัวพันกับฆาตกรชื่อดังเพียงเพื่อให้มีนักข่าวมาสัมภาษณ์

สภาพจิตใจที่ชัดเจนของชายคนนี้คือ “หลงตัวเองอย่างสูงและต้องการโด่งดัง”

ชายคนนี้ชื่อ ลูก้า แม็กนอตต้า

(2)

Don’t F**k with Cats: Hunting an Internet Killer พูดถึงการไล่ล่าตัวลูก้า แม็กนอตต้า

หนังสนุกตรงที่การแบ่งเป็นสามตอนไม่ใช่แค่เพื่อตัดตามความยาวของเนื้อหาเท่านั้น เพราะการเล่าของแต่ละตอนก็สนุกไปคนละแบบ เช่น ตอนแรกที่อยู่ในช่วงไล่ล่าชายปริศนาเจ้าของคลิปฆ่าแมวเหมือนดูหนังสืบสวนแบบมีตัวละครประเภทนักสืบมือสมัครเล่นที่ค้นหาความจริงผ่านอินเตอร์เน็ตหรือ armchair detective ในยุคเทคโนโลยีอย่างหนัง Searching ที่โชว์พลังการระดมพลทางความคิด (crowdsourcing) ผ่านกลุ่มคนรักแมว เช่น เราเห็นการใช้กูเกิ้ลแมปเพื่อแกะรอยหาตำแหน่งของลูก้า โดยเริ่มจากตำแหน่งปั๊มน้ำมันที่ปรากฏเป็นฉากหลังของรูปถ่ายลูก้า แล้วติดตามไปเรื่อยๆ จนเจอสี่แยกที่มีลักษณะภูมิศาสตร์ตรงกับปั๊มในรูปถ่าย ฯลฯ

แต่พอถึงตอน 2 เมื่ออาชญากรรมของลูก้าไปไกลเกินกว่าคดีฆ่าแมวกับกลุ่มคนในอินเตอร์เน็ต กลายเป็นคดีระดับชาติแล้วบานปลายถึงระดับนานาชาติที่ประกาศตามล่าตัวเขา จึงเพิ่มความสนุกเหมือนดูหนังแนว thriller เพื่อไล่ล่าตัวคนร้ายที่วางแผนต่างๆ มาเป็นอย่างดี ทิ้งร่องรอยต่างๆ หวังสร้างชื่อให้ตัวเองโด่งดัง

แล้วเมื่อถึงตอน 3 ที่ทยอยคลายเงื่อนงำทีละอย่าง เช่น เบาะแสต่างๆ ของลูก้า ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานหรือชื่อปลอมที่เกี่ยวโยงกับหนังดังอย่าง American Psycho และ Basic instinct, การเปิดเผย “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ที่ลูก้าเคยอ้างมาตลอดตั้งแต่ก่อนก่อคดี, การมีบ่วงของความไม่ปกติทางจิตใจตั้งแต่หนึ่งปีก่อนเกิดคลิปฆ่าแมว ฯลฯ ทำให้หนังเรื่องนี้ เหมาะสำหรับคนชอบหนังลึกลับที่เน้นวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา เปิดเปลือยสภาพจิตใจวิปริตของชายคนหนึ่ง

 

(3)

คำถามชวนขบคิดของสารคดีเรื่องนี้อยู่ในตอนท้ายเมื่อดีแอนนา ทอมป์สันหันมาถามคนดูว่าเธอ “ทำน้อยไปหรือมากไป?”

ใจหนึ่งเธอคิดว่า เมื่อเห็นคลิปฆ่าแมวครั้งแรก เธอพยายามกดดันตำรวจน้อยไปหรือไม่ เพราะหากกดดันตำรวจให้ตามจับลูก้ามากกว่านี้ ตำรวจก็จะเห็นความสำคัญมากกว่ามองเธอกับพรรคพวกเป็นแค่ nerd ในอินเตอร์เน็ตที่สนใจเรื่องเล็กๆ และอาจจับลูก้าได้ อีกทั้งมีส่วนหยุดยั้งคดีฆาตกรรมที่ตามมาในภายหลัง

แต่อีกใจหนึ่งเธอก็คิดว่าเธอทำมากไปหรือเปล่า?

เพราะเมื่อรู้แล้วว่าลูก้าคือคนหลงตัวเองอย่างเข้มข้น เขาก่ออาชญากรรมแล้วโพสต์ลงออนไลน์เพื่อเรียก“ความสนใจ” เหมือนกับที่เขากุข่าวลือให้นักข่าวมาสัมภาษณ์ตัวเอง ดังนั้นการที่เธอและพรรคพวกเลือกจะทำตัวเป็นนักสืบแล้วตามร่องรอยที่ลูก้าทิ้งไว้ เอาเบาะแสของลูก้ามาโพสต์ในอินเตอร์เน็ต (แทนที่จะมอบให้ตำรวจดำเนินการ) นั่นยิ่งตอบสนองความต้องการของเขา เพราะแม้ว่าจะมีคนประณาม แต่มันคือ “ความโด่งดัง” และยิ่งกระตุ้นให้เขาโหยหาการก่อคดีที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้โด่งดังมากกว่าเดิม

คำถามของดีแอนนาเป็นคำถามที่ฝากไว้สำหรับคนยุคดิจิตอล ว่าในขณะที่เราภูมิใจกับการทำตัวเยี่ยงนักสืบหรือบางครั้งเยี่ยงศาลเตี้ยที่ผดุงความยุติธรรม การโพสต์ถึงคนที่จงใจแสดงพฤติกรรมเลวร้ายซ้ำๆ เท่ากับว่าเราก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริม “อาชญากรรม” หรือช่วยตอบสนองให้คนคนนั้นสมหวัง  ด้วยการที่เราเอาใจจดจ่อจนกลายเป็นการเติมเต็มจิตใจที่กระหายความโด่งดังของเขา (หรือเธอ)


คอลัมน์: มองโลกผ่านจอ

เรื่อง: “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” (www.facebook.com/ibehindyou, i_behind_you@yahoo.com)

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!