เฌอปราง BNK48 : บทสนทนาถึงประสบการณ์การเป็นไอดอลในช่วงโค้งสุดท้ายและการก้าวขึ้นไปอีกขั้น

-

ถ้าเปรียบ BNK48 เป็นบ้าน รุ่น 1 คงเป็นดั่งเสาเอก ซึ่งก่อร่างวางรากฐานของบ้าน BNK48 ให้มั่นคงและเติบโต ส่วน ‘เฌอปราง’ อารีย์กุล หรือ ‘แคปเฌอ’ หรือ ‘พี่เฌอ’ ของน้องๆ คงเป็นดั่งเสาหลักของบ้านหลังนี้

ถ้าเพลงที่คนทั่วไปจดจำได้มากที่สุดคือคุ้กกี้เสี่ยงทาย สมาชิก BNK48 ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุดย่อมเป็นเฌอปราง ด้วยตำแหน่งกัปตันวงซึ่งไม่ได้มีหน้าที่แค่เป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์สื่อ หรือเป็น MC นำพูดเวลาออกอีเวนต์ แต่ยังมีบทบาทเป็นเซนเตอร์ที่เชื่อมสมาชิกวงทุกรุ่นไว้ด้วยกัน รวมถึงเป็นตัวแทนสื่อสารกับผู้ใหญ่ฝ่ายบริหาร เมมเบอร์ และแฟนๆ เฌอปรางทำได้ดีจนได้รับตำแหน่งชิไฮนินหรือผู้จัดการวงพ่วงมาด้วย จึงไม่เกินจริงถ้าจะกล่าวว่าเฌอปรางเป็นดั่งกระดูกสันหลังของ BNK48 

ในวันนี้เฌอปรางกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสู่การเปลี่ยนแปลง ด้วยการประกาศจบการศึกษา ยุติบทบาทการเป็นไอดอล เหลือไว้แต่หน้าที่ผู้จัดการวง และทางเดินใหม่ๆ ที่กำลังจะก้าวต่อไป เราดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนทนาถึงประสบการณ์การเป็นไอดอลในช่วงโค้งสุดท้ายนี้กับกัปตันคนแรกของ BNK48 รวมทั้งการได้สวมบทบาทเป็น “คุณครู” ในซีรีส์เรื่องใหม่ของเธอ Thank You Teacher

 

Thank you experience: 6 ปีกับอาชีพไอดอล

เราพาแคปเฌอย้อนไปวันแรกที่ก้าวเข้ามาในวง ทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น และชื่นชอบอะไรใน 48 group “สมัยที่ยังเรียนอยู่ เฌอรู้สึกได้กำลังใจจากการติดตามโอชิของเรา เหมือนมีคนคนหนึ่งกำลังพยายามไปด้วยกัน เขาพยายามในเส้นทางของเขา ซึ่งไม่ง่ายเลย ต้องใช้ความมุ่งมั่นอย่างมาก แล้วทำไมเราจะไม่มุ่งมั่นในเส้นทางของเราบ้างล่ะ 

“อีกอย่างคือระบบของวงสะท้อนภาพสังคมมนุษย์ที่แข่งขันกันตลอดเวลา มีคนที่ได้และไม่ได้รับเลือก เหมือนเราอยู่ในโรงเรียน มีคนที่ได้และไม่ได้ออกงาน คนสอบได้ที่หนึ่งก็จะได้รับรางวัลบางอย่าง โลกดูเหมือนจะเป็นแบบนี้ทุกที่เนอะ แล้วหนูก็ชอบเพลงแนวญี่ปุ่นอยู่แล้วด้วย สรุปคือความชอบล้วนๆ เฌอไม่มีทักษะอะไรเลยทั้งร้องทั้งเต้น อาจมีแค่ภาพลักษณ์ที่เหมาะกับการทำงานเบื้องหน้าจึงได้รับเลือกเข้ามา แต่ก็พยายามเพื่อรวมกลุ่มกับคนอื่นได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีทักษะร้องเต้นที่โดดเด่น แต่ความนิยมในตัวเฌอปรางก็ไม่น้อยไปกว่าใคร ตามมาด้วยตารางงานที่ชุก “อันที่จริง ถ้าเฌอไม่ได้เป็นท็อปเมมเบอร์ระดับนี้อาจดีกว่าก็ได้นะ เพราะพองานโหลด บางครั้งเฌอเลยทำได้ไม่ดีอย่างที่คิด ยิ่งเป็นกัปตัน สคริปต์และกำหนดการต้องอยู่ในหัวตลอด ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่สามารถโฟกัสแค่การร้องและเต้น หลายๆ ครั้งตอนซ้อมเราทำได้ดี ทำได้ถูกต้องแล้ว แต่พอรันงานยาวทั้งวันก็เกิดอาการเบลอ เราจึงยังเป็นจุดอ่อนอยู่ เข้าใจตัวเองนะ ก็พยายามให้ดีที่สุด

สิ่งที่เห็นสมัยยังเป็นแฟนคลับกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นศิลปินตัวจริง สำหรับแคปเฌอเหมือนหรือต่างกันอย่างไร “เมื่อก่อนหนูไม่รู้ว่ามีรายละเอียดงานขนาดนี้ เช่น การจะได้ภาพสวยๆ วิวสวยๆ นั้นไม่ง่าย ต้องแต่งหน้าสองสามชั่วโมงตั้งแต่เช้า ต้องซ้อมเต้นกว่าจะขึ้นเวทีได้ ต้องดูแลตัวเอง เลยเข้าใจผู้คนหลากหลายอาชีพขึ้นว่าเขามีความลำบากแตกต่างกัน และยิ่งโอชิเราเป็นกัปตันด้วย งานเบื้องหน้าเบื้องหลังเขาคงใช่ย่อย เพราะของเราก็เอาเรื่องอยู่”

3ผลักลูกตกจากหน้าผา

เพราะ BNK48 มีงานที่แตกต่างจากเกิร์ลกรุ๊ปวงอื่น และบางครั้งเมมเบอร์ก็ต้องบริหารจัดการด้วย “เรียกว่ามีพื้นที่ของตัวเอง มีแพตเทิร์นของตัวเอง  น้องที่เข้ามาถ้าไม่เคยฝึก ที่นี่เปิดโอกาสให้ฝึกฝนและมีเวทีให้โชว์ แต่จะโซโลเลยคงไม่ใช่ ยังไม่พร้อม ก็แสดงแบบกลุ่มก่อน ไม่ว่าน้องจะมาจากไหน มีต้นทุนมากน้อยยังไง ก็เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน ปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน รับผิดชอบซ้อมตามตาราง จะเพอร์ฟอร์มได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับน้อง รวมถึงความนิยมด้วย ที่นี่จึงเป็นเหมือนโรงเรียนให้เข้ามาฝึกฝน บางคนเข้ามาตั้งแต่ 14-16 ปี ยังไม่รู้ความต้องการตัวเอง แต่อยู่ไปพบว่าอยากทำอย่างอื่น อยากเป็นนางพยาบาล เป็นทนาย ก็เปลี่ยนเส้นทางไป แต่ระหว่างอยู่ที่นี่เขาก็มีรายได้เสริม และได้เจอการทำงานจริง เจอโลกความจริง เหมือนผลักลูกตกจากหน้าผา ให้ลูกเผชิญความเจ็บและหาทางรอดเอง

“เด็กทั่วไป 14-16 ปี บางคนเรียน ทำงาน เที่ยวเล่นกับเพื่อน แต่เด็ก BNK48 เรียน ซ้อม ออกงาน จำงาน บริหารโซเชียลมีเดีย เหมือนเรียนภาคเช้าแล้วต้องมาต่อภาคค่ำ ไม่มีเวลาเหมือนเด็กทั่วไป ยังไม่นับรวมความกดดันที่เจอตลอด เช่น การคัดเลือกเซ็มบัตสึ หรือออกอีเวนต์ต่างๆ เครียดเรื่องสอบที่โรงเรียนแล้ว ยังต้องเครียดเรื่องความนิยมอีก คนสนใจไหม ต้องทำคอนเทนต์อะไรรึเปล่า น้องบางคนไม่หวังจะติดเซ็มบัตสึ แค่ได้แสดงบนเวทีก็พอ แต่น้องที่หวังติดเซ็มบัตสึ ก็ต้องหาวิธีจัดการความผิดหวังให้ได้ ที่นี่จึงเหมือนโรงเรียนที่มีบททดสอบค่อนข้างเยอะ สอบตกจริง สอบติดจริง รู้สึกจริง ตกหน้าผาจริง”

ประกาศจบการศึกษาแล้ว ใจหายกับเรื่องไหนที่สุด เราถามแคปเฌอ “เสียดายที่ไม่ได้ขึ้นเวทีกับน้องๆ แล้ว ตัวหนูคนเดียวคงไม่สามารถเป็นศิลปินที่มีคอนเสิร์ตใหญ่ได้ขนาดนั้น และจะไม่มีน้องๆ ที่โตมาด้วยกันห้อมล้อมแบบนี้ คงไม่มีอีเวนต์ที่เจอแฟนคลับบ่อยอีกแล้ว เสียดาย เศร้า แล้วทำไมแกรดฯ ล่ะ หลายๆ ปัจจัย อย่างหนึ่งต้องยอมรับว่าเฌอโหลดงานไม่ไหวแล้ว จริงๆ ตั้งใจอยากเป็นแค่ผู้จัดการวง เพราะควบสองตำแหน่งค่อนข้างหนักไปหน่อย โฟกัสงานไม่ค่อยดี ทำอะไรก็ไม่สุด ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากงาน ช่วงเวลาเล่มเกมคือตอนลงแคสต์เกมซึ่งก็เป็นงานอยู่ดี (หัวเราะ)”

เมื่อถามถึงความภาคภูมิใจในฐานะ BNK48 เฌอปรางตอบว่า คือการที่วงอยู่มาจนทุกวันนี้ และสามารถเติบใหญ่ได้เกินคาด “เพราะตอนแรกเริ่มไม่มีอะไรจริงๆ เฌอนึกไม่ออกเลยว่าวงจะอยู่ไปได้ยังไง จะเวิร์กไหม และไม่มีภาพเลยว่าหนูจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ เฌอดีใจที่ทำให้แฟนๆ เอ็นดูและชื่นชอบจนอยู่ด้วยกันมาตลอด ดีใจที่มีน้องๆ รุ่น 2 3 และ 4 ช่วยสานต่อ นึกถึงวันแรกๆ ของน้อง เขาทำอะไรไม่เป็นเลย ทุกวันนี้หนูวางใจ โยนโจทย์ไปเดี๋ยวเขาก็ทำได้ เต้นได้ พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ให้น้องๆ ได้เติบโตกันจริงๆ

สิ่งที่อยู่บนบ่าของกัปตัน

‘เฌอเหนื่อยมาก’ ความเหนื่อยหรือหนักใจในฐานะเฌอปราง BNK48 “ก่อนจะเป็นผู้จัดการวงคือ เวลาที่เราได้งาน เราดีใจที่ได้รับโอกาส แต่เพื่อนๆ เราล่ะ เป็นความหนักใจจริงๆ ตอนนี้สิ่งที่เหนื่อยใจที่สุดคงเป็นการต้องตัดสินใจ จะเลือกใครดี เฌอรู้ว่าน้องแต่ละคนก็มีแฟนคลับซึ่งหวังจะเห็นน้อง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวน้อง พฤติกรรม ทักษะอื่นๆ ที่คนในจะมองเห็น และยังมีปัจจัยเรื่องธุรกิจ การตลาด เฌอพยายามเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด ณ เวลานั้น จะลองหาวิธีที่ดีกว่านี้ต่อไป ทว่าเวลาเห็นน้องๆ ซ้อมเต้นก็ดีใจ เป็นกำลังใจที่ดี เวลาแฟนๆ มาบอกว่าเขาได้รับกำลังใจ เขาเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ก็เป็นกำลังใจให้สู้ต่อ อย่างน้อยเราก็มีประโยชน์สำหรับคนอื่นไม่มากก็น้อย”

“น้องหนูเก่งค่ะ” คือคำตอบของเฌอปราง เมื่อเราถามว่าอะไรคือสิ่งที่เธอเชื่อมั่นว่า ในวันที่ไม่มีเธออยู่ วง BNK48 จะยังก้าวต่อไปได้ “เฌอเชื่อในเด็กๆ ที่เราเฝ้าดูการเติบโตมาตลอด เจน 2 อยู่กับวงมา 5 ปี ลุยมาด้วยกันกับเจน 1 เจน 3 ก็ถูกฝึกเต็มที่ เจน 4 วันนี้ยังใหม่และไม่มีเวทีให้ฝึกนัก แต่น้องๆ มีศักยภาพที่จะพัฒนา และมีน้องที่พร้อมจะทำหน้าที่แทนเฌอ แน่นอนว่าไม่ง่ายและค่อนข้างหนักที่ต้องก้าวขึ้นเป็นผู้นำ แต่เฌอเชื่อว่าเขาจะไปต่อกันได้ เพราะเขาเก่งมากๆ อย่างเวทีที่แสดงพร้อมกันหมด รุ่น 1 – 4 ทั้ง 44 คน เฌอดูเทปซ้อมแล้วประหลาดใจ เฮ้ย พวกเราเต้นพร้อมกันกว่าที่คิดนะ น้องทำงานเร็วมาก ไม่ใช่ 16 คนเหมือนทุกครั้ง แต่เป็น 44 คนเลย พวกเราก็เก่งใช่ย่อยนะเนี่ย”

 

ช่วงเวลากว่า 6 ปีกว่ากับการใช้ชีวิตในฐานะไอดอล มีอะไรที่อยาก ‘ขอบคุณ’ และ ‘ขอโทษ’ บ้าง เราสงสัย “ขอบคุณทุกอย่างทั้งผู้คนและเรื่องราวที่ทำให้หนูมีประสบการณ์และเติบโตขึ้นมาก ได้เผชิญเรื่องยาก เรื่องเหนื่อย เรื่องที่สำเร็จและล้มเหลว การไม่ได้ตามที่เราหวังและเขาหวัง ขอบคุณแฟนๆ อยากขอบคุณที่ทำให้เฌอได้รับโอกาสต่างๆ มากมาย และที่ขาดไม่ได้ ขอบคุณเมมเบอร์ที่สู้ด้วยกัน เฌอรู้ว่าทุกคนเหนื่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจน 1 ที่เริ่มตั้งแต่ยังไม่มีอะไร รุ่น 2-4 ขอบคุณที่ตามกันมา รู้ว่ามีหลายอย่างที่ไม่อยากทำ แต่ทุกคนก็ยังทำ ขอบคุณความทุ่มเทที่มีให้มาตลอด

สิ่งที่อยากขอโทษ คงเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดสินใจ การแสดงบนเวทีที่หนูเบลอ สติหลุด จนเต้นพลาด บางครั้งหนูก็รู้สึกเอนจอยกับการแสดงในคอนเสิร์ตที่ไม่มีกล้องบันทึกภาพ บางครั้งก็อยากขึ้นเวทีอีเวนต์โดยไม่กังวลว่าคนจะมองยังไง แค่เอนจอยกับโมเมนต์นั้น แต่เฌอก็เข้าใจทุกฝ่าย เข้าใจแฟนๆ เข้าใจตัวเองที่มีชุดความคิดแบบนี้ ช่วงหลังที่เฌอรู้สึกไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จึงเริ่มเอนจอยมากขึ้น ต้องขอโทษด้วยที่อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทุกคนพอใจ และบางครั้งเฌอดูดุไปบ้าง ใช้เสียงตะโกนเอ็ดน้องๆ ไม่อ่อนโยนกับเขานัก ด้วยสถานการณ์จึงต้องดุบ้างไม่อย่างนั้นจะคุมไม่อยู่ แต่ไม่มีเจตนาทำร้ายความรู้สึกใคร เราทำด้วยความปรารถนาดี มีบางครั้งที่การตัดสินใจของเราทำให้น้องเสียใจ แฟนคลับเสียใจ ก็ขอโทษด้วยค่ะ ที่ไม่สามารถทำให้ทุกคนสมหวังได้”

It’s life

บทเรียนจากการถูกผลักตกเขาและหลักสูตรเร่งโตโดยโรงเรียน BNK48 “ข้อ 1. ชีวิตก็เป็นแบบนี้ มีขึ้นมีลง คาดหวัง-ผิดหวัง ดีใจ-เสียใจ ไปฟังเพลง It’s life (Ost.BNK48 Documentary : One Take) เลยค่ะ ตามนั้น (หัวเราะ) ข้อ 2. โลกไม่ได้ใจดีกับเราขนาดนั้น โลกนี้ไม่ง่าย ไม่เหมือนสมัยเด็กที่คิดว่าทุกอย่างสดใส แต่ก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดีอยู่นะ ข้อ 3.การให้โดยไม่มีเงื่อนไขมีอยู่จริง ความรักความหวังดีที่ได้รับจากแฟนๆ นั้นเฌอขอบคุณมาก เฌอก็ไม่แน่ใจว่าเขาได้รับกลับในรูปแบบไหนบ้าง เพราะเฌอไม่สามารถคุยกับทุกคนได้ แต่นอกจากครอบครัว เพื่อนพ้อง ยังมีความเอื้ออาทรที่คนภายนอกมอบให้ เฌอจึงเห็นว่ายังมีโลกที่ใจดีกับเราอยู่ ไม่โหดร้ายเหมือนข้อ 2

ปี 2566 สำหรับเฌอปราง เป็นปีที่… “เปลี่ยนแปลงค่ะ หาตัวเองว่าจะยังไงต่อ แต่ปีนี้ก็จะอยู่ช่วยน้อง อยู่เป็นความสบายใจของน้องๆ ฝึกน้องที่กำลังจะขึ้นเป็นกัปตันคนใหม่ให้แข็งแกร่งอีกนิด จริงๆ ต่อให้เฌอออกไปแล้ว น้องก็ยังปรึกษาได้ แต่พอเรามีบทบาทเป็นผู้จัดการวงชัดเจน น้องๆ ก็ไม่ต้องเกรงใจที่จะเข้ามาปรึกษา และมีบางอย่างที่สมัยเฌอเป็นกัปตันแล้วไม่เข้าใจทำไมผู้ใหญ่ไม่ทำให้ ถ้าเฌอทำหน้าที่นี้เองจะได้รู้ว่าติดขัดตรงไหน และเราจัดการตรงไหนได้บ้าง เด็กๆ ควรจะรับรู้อะไรบ้างเพื่อเข้าใจผู้ใหญ่มากขึ้น เราคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้ อย่างน้อยภายในเราเข้าใจกันก็ยังดี ถ้าหนูสามารถเซ็ตระบบ หรือวางแพทเทิร์นการทำงานบางอย่างให้น้องๆ รุ่นหลังเดินตามได้ก็คงจะดีไม่น้อย

“นอกจากนั้นการรับตำแหน่งผู้จัดการวงยังตอบโจทย์ตัวเองด้วย เฌอทำงานประสานงานตั้งแต่เด็ก เป็นหัวหน้าห้อง เป็นประสานงานรุ่น เป็นกรรมการ และเป็นกัปตัน ความถนัดโดยธรรมชาติของเฌออาจเป็นการบริหารจัดการ เวลาหนูได้ลงมือทำถึงเหนื่อยแต่สบายใจ ชอบที่ได้ทำให้งานเป็นรูปเป็นร่าง เป็นหมวดหมู่ หรือนี่อาจเป็นสายงานในอนาคตที่เหมาะกับเรา”

Thank You Teacher

อีกบทบาทใหม่ของเฌอปราง คือการรับบทคุณครู ในซีรีส์ Thank You Teacher เธอแสดงเป็น ‘โกะ’ เด็กที่มีเรื่องราวกระทบกระเทือนจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการ แต่ได้รับการเอาใจใส่และกำลังใจจากครูของเธอ จึงใฝ่ฝันอยากเป็นครูตามรอยบุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจบ้าง โกะจึงเป็นครูใหม่ไฟแรง ที่อยากให้นักเรียนชอบ อยากเป็นครูที่ดี นอกจากเฌอปรางแล้ว ยังมี ฮูพ BNK48 รุ่น 3 กับการแสดงครั้งแรก รับบทนักเรียนในซีรีส์เรื่องนี้ด้วย

“โกะกับเฌอมีอายุไล่เลี่ยกัน คือ 26-27 ปี เราสองคนมีด้านไม่ปฏิเสธเหมือนกัน แต่ช่วงหลังเฌอปฏิเสธเก่งขึ้น โกะก็เช่นกัน โกะทำทุกอย่างเต็มที่ ล้มก็แค่ลุกขึ้นเริ่มใหม่ ไม่จมกับความผิดพลาด เฌอมีพาร์ตนั้นอยู่ด้วย แต่ก็มีด้านที่แตกต่าง หลายเรื่องโกะไม่ปล่อยผ่าน แต่ถ้าเป็นเฌอจะปล่อยวาง 

“สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้ คือการได้มีโอกาสแสดงกับเด็กๆ ได้เป็นครูสอนหน้าห้อง เอาจริงยากกว่าที่คิดนะคะ ช่วงพักกองก็ไม่น่าเบื่อ ได้รับคำแนะนำจากนักแสดงหลายๆ ท่าน สนุกทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง ส่วนสิ่งที่ท้าทายคือ การถ่ายทำที่สลับไปมา ต้องทำการบ้านให้ดีว่า ตอนนี้แคแรกเตอร์โกะพัฒนาไประดับไหน ยังเป็นลูกเจี๊ยบอยู่หรือว่าโตแล้ว”

อาชีพครูเคยเป็นหนึ่งในอาชีพที่ตั้งเป้าไว้ของเฌอปราง หากไม่ได้เข้ามาทำงานวงการบันเทิง เธอคงมุ่งหน้าไปบนเส้นทางนักวิจัย และเมื่อสั่งสมความรู้มากพอก็อาจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สิ่งที่อยากทำคือการถ่ายทอดความรู้เพื่อยังประโยชน์แก่ผู้อื่น “ถ้าให้จินตนาการเฌอคงเป็นครูสอนคณิต ไม่ก็วิทย์ พาเด็กๆ ทำงานทดลอง หรือแก้โจทย์เลข เฌอเคยเป็นครูสอนพิเศษอยู่พักหนึ่งด้วยนะ รับสอนไพรเวตให้เด็กๆ ประถม-มหา’ลัย เป็นรายได้เสริมสมัยยังเรียนมหา’ลัย

“ถ้าเฌอเป็นครู คงเป็นครูที่ให้ความสำคัญแก่เนื้อหาที่สอน ต้องเข้าใจง่าย ชัดเจน และสนุก เด็กไม่เครียด และที่สำคัญเฌอจะบอกเด็กๆ ว่าการสอบเป็นแค่การวัดผลว่าใครถนัดหรือไม่ถนัดอะไร ไม่ได้ตัดสินว่าเราเป็นคนเก่งไหม สมัยเฌอเด็กๆ จะเครียดว่าทำไมได้คะแนนภาษาไทยน้อยจัง ทำไมวิชานี้ได้น้อย การสอบก็แค่บอกว่าเราไม่ถนัดสิ่งนี้ แค่นั้น แต่ว่าอย่างไรเสียก็ทำให้เต็มที่ไว้ก่อน เฌอคงเป็นครูที่ไม่เครียดกับการสอบ แต่ก็มีการทดสอบอยู่เรื่อยๆ (หัวเราะ) แค่เป็นการวัดผลว่าเด็กๆ จำคำศัพท์ได้ไหม คิดเลขได้หรือยัง เข้าใจโจทย์แบบนี้ไหม เฌอไม่อยากเป็นครูที่พูดคนเดียวหน้าห้อง อยากพาเด็กๆ ทำกิจกรรม มีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่า เป็นครูที่ตรงไปตรงมา ตกลงเงื่อนไขกันก่อนเรียนว่า อะไรได้ อะไรไม่ได้ อะไรคือข้อจำกัด เขาจะได้รู้เหตุผลที่ถูกตัดคะแนน ถามว่าดุไหม แน่นอนว่าดุ ช่วงที่ไม่ฟังก็ดุ ไม่ทำตามกติกาก็ดุ ช่วงเล่นก็เล่น จริงจังก็จริงจัง ไม่กดดันหรือเร่งนักเรียนค่ะ”

มีไอดอลหรือครูที่เป็นแรงบันดาลใจไหม “หลายคนเลยค่ะ ช่วง ม.ต้น คือครูวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เฌอ สนุกกับการทดลอง จนเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต

ช่วง ม.ปลาย เป็นครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษ ครูเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางทั่วโลกจนมาสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย พูดได้ 7 ภาษา เขาอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กจึงมีความรู้เยอะมาก เล่นเปียโนก็เก่ง เป็นผู้จัดการโรงแรมก็ได้ ทำอาหารก็ดี นี่สินะคือคนที่เดินทางเยอะ เราก็อยากเป็นอย่างเขาบ้าง อยากพูดได้หลายภาษา

และอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยมหา’ลัย ทำให้เฌอรู้จักอาชีพนักวิจัย เฌอโชคดีที่คุณครูทุกท่านที่เจอเขาทุ่มเทกับการสอน เราก็ควรทุ่มเทกับการเรียนเหมือนกัน”

ซีรีส์เรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อคุณครู จนทำให้เฌอปรางอยากกลับไปเป็นนักเรียนที่น่ารักกว่านี้ “การเป็นครูหน้าชั้นเรียนที่สอนเลกเชอร์นั้นยากกว่าที่คิด และงานของครูก็มากกว่าที่คิด หนูแค่แสดงการตรวจข้อสอบเล็กน้อยยังรู้สึกเหนื่อยเลย ไหนจะต้องประชุม เตรียมการสอน สอนเด็ก และคอยดูพฤติกรรมเด็ก ไม่ใช่แค่ต้องเก่งวิชาที่สอน ยังต้องมีทักษะสื่อสาร โค้ชเด็ก มีเทคนิคการสอน และครูยังต้องเจอเด็กวัยเดิมซ้ำๆ เจอปัญหาคล้ายๆ เดิมตลอด เป็นงานที่ต้องใช้แรงกายแรงใจมากเหมือนกัน ชื่นชมครูตัวเองยิ่งกว่าเดิม และอยากให้เด็กๆ ได้รู้ถึงภาระอันหนักหนาของงานครูนี้ เฌออยากฝากซีรีส์ Thank You Teacher ไม่ค่อยมีซีรีส์ที่สะท้อนมุมมองของครูนัก และเวอร์ชันของไทยต่างจากเกาหลีแน่นอนค่ะ” ต่อจากนี้คงจะได้เห็นเฌอปรางในฐานะนักแสดงและชิไฮนินควบคู่กันไป 

สุดท้ายในฐานะสมาชิกวง BNK48 สิ่งที่กัปตันคนนี้อยากบอก “6 ปีกว่าๆ นี้เฌอให้เวลาแก่ BNK48 มากกว่าตัวเอง มากกว่าครอบครัว อยู่ในห้องซ้อมมากกว่าที่อื่นๆ เราทุ่มเทกับสิ่งนี้ เพราะเฌอชื่นชอบ 48 group และใฝ่ฝันจะให้มีในประเทศไทย และเราก็ทำเต็มที่เพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้นสำเร็จ หวังว่าพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ให้น้องๆ รุ่นต่อไปได้ฝึกฝน เติบโต เพราะเฌอเองก็ได้รับมามากจริงๆ ขอบคุณค่ะ”


Customes
Chat & Shop 
Online Shop
LINE OA: @allbeaute
Facebook: Allbeaute
Instagram: allbeaute.official
In-store
📍Central Rama 9 fl.2
📍Central Salaya fl.2

 

สถานที่

The Salil Hotel Sukhumvit 57 – Thonglor
Facbook: https://www.facebook.com/TheSalilHotelSukhumvit57Thonglor
Instagram: https://www.instagram.com/thesalilhotel/
LINE OA: @thesalilhotel
Tel: 02 114 3536
Email: info@thesalilhotel.com

ภิญญ์สินี

Writer

กองบรรณาธิการ ศิษย์เก่าเอกปรัชญาและศาสนา ชอบติดตามกระแสสังคม และเทรนด์แฟชั่น สนใจศิลปวัฒนธรรม และสีมงคล ลายนิ้วหัวแม่มือคือลายมัดหวาย

อนุชา ศรีกรการ

Photographer

ช่างภาพที่เกิดวันเดียวกับวันถ่ายภาพโลก เลยทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!