คู่พยัคฆ์หัวใจมหากาฬ ตอนที่ 11 :: แฮ็กเกอร์มหาประลัย (4)

◊ แฮ็กเกอร์มหาประลัย (4) ◊ ................... เป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้าอาวุธปล่อย C-802 ดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นทุกวินาที ขณะที่ “มังกรไฟ” ซึ่งมีอานุภาพในการทำลายล้างทะยานลิ่วด้วยความเร็วสูงสุดพร้อมกับเริ่มลดระดับลงมาเพื่อการพุ่งชนเป้าหมายซึ่งเป็นเรือผิวน้ำลำมหึมา “คมจักร... ฉันมองเห็น ซี สเตจดิ้ง แล้ว!” ธงอินทร์ซึ่งอยู่บนไชนีส แร็ปเตอร์ หมายเลข 2 ร้องบอกมาทางวิทยุ “นายหยุดจรวดได้มั้ยระหว่างที่ฉันตรวจสอบการเชื่อมสัญญาณจากตำแหน่งนี้” ยังไม่ทันที่จะตอบเพื่อน คมจักรก็ได้ยินนักบินสาวชาวจีนก็ร้องตะโกนเสียงลั่น “จรวดชนเป้าแน่! เราไม่มีทางเลือกแล้ว!” “คุณจะทำอะไร” คมจักรร้องเสียงหลงเมื่อรู้สึกได้ว่าเครื่องแร็ปเตอร์ตะแคงปีกเอียงตัวก่อนจะปักหัวลงไปราวกับผีพุ่งใต้ “ฉันจะลงไปขวางให้จรวดพุ่งชนเรา!” คำตอบนั้นทำให้คมจักรเบิกตากว้างแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน และเสียงหวีดแหลมที่แผดสะท้านโสตประสาทเพิ่มขึ้น ในฉับพลันนั้นพร้อมกับภาพเบื้องหน้าที่เปลี่ยนไปในบัดดลอันต่อเนื่อง ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ตอกย้ำว่านักบินสาวชาวจีนกำลังทำในสิ่งที่พูดอย่างแน่นอน “ตายแน่กู!” นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่คมจักรตะโกนก้องในใจ ขณะที่ประจักษ์แก่สายตาว่าอาวุธปล่อยกำลังพุ่งลิ่วราวกับลูกไฟที่มีควันขาวเป็นทางยาวเข้ามาในทิศ 9...

วีรบุรุษผู้พิฆาตเล่ม 4 ตอนที่ 11 :: อันตรายคุกคาม

๑๑ ♦ อันตรายคุกคาม ♦ .............. ผ่านการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วยาม ฉี้อิงพลันระบายลมหายใจออกมา เปิดหน้าต่างเล็กๆ หลังอานรถ มุดกายเข้าสู่ตัวรถ ฉี้อิงรีบถลันกายเข้าหาซิเล้ง แลเห็นประกายตาบุรุษหนุ่มแตกซ่าน เหงื่อยะเยียบแตกชุ่มเต็มใบหน้า คล้ายดั่งกำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดที่ได้รับ นางกล่าวอย่างหวั่นไหวใจ “ท่านเป็นอย่างไรแล้ว? กิมเม้งตี้กลับเจ้าเล่ห์นัก ถึงกับควบม้าสะกดรอยติดตามมา” ซิเล้งขบกรามกรอด คล้ายดั่งกำลังผนึกกำลังต้านทานความเจ็บปวด มิอาจโต้ตอบวาจา ฉี้อิงกล่าวสืบต่อ “มิหนำซ้ำขณะสะกดติดตาม กิมเม้งตี้ยังทุ่มเทใช้วิชาพิสดาร เรียกว่าซิมสีซิ้งเทีย (ใจส่องประสาทสดับ) “วิชาใจส่องประสาทสดับนี้ สามารถแลเห็นและได้ยินสุ้มเสียงในระยะห่างยี่สิบวา ดังนั้นข้าพเจ้าหากเข้ามาพบท่านหรือสนทนาด้วย ย่อมถูกมันรับรู้!” ซิเล้งกล่าวเสียงยากลำบาก “ท่านทราบได้อย่างไรว่า มันใช้วิชาใจส่องประสาทสดับ?” ฉี้อิงพบว่าสุ้มเสียงซิเล้งอ่อนล้า สภาพการณ์เลวร้ายต้องวิตกกังวลสุดแสน แต่ยังตอบคำไป “ประการที่หนึ่ง ข้าพเจ้าทราบว่ากิมเม้งตี้ฝึกฝนวิชาเช่นนี้ได้...

ร้อน

ท่ามกลางเสียงเพลงอ่อนหวานจากวงดนตรีสด นักร้องสาวร้องเพลงบอสซ่าเสียงชวนฝัน  ทุกสรรพสิ่งฉาบด้วยแสงไฟสีเหลืองนวลตา กลิ่นบรรยากาศการสังสรรค์สุดสัปดาห์ของผู้คนและอาหารเลิศรสตรงหน้า สามีของน้ำกำลังเล่าเรื่องตลกในที่ทำงานให้เธอฟังอย่างออกรส แต่สมาธิของเธอกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องราวเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวพยายามตั้งสติห้ามตัวเองไม่ให้มองไปที่โต๊ะในสุดด้านขวาของร้าน แต่ก็ทำได้ยากยิ่ง ชายหนุ่มคนนั้นก็กำลังลอบมองมาบ่อยๆ เหมือนยังลังเล ไม่แน่ใจ เขานั่งอยู่กับบรรดาเพื่อนชายในโต๊ะ สังสรรค์เฮฮาเสียงดัง เธอทั้งกลัวและก็ปรารถนา ทั้งอยากและก็ไม่อยาก... ให้เขาได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันนั้น เธอมีเพศสัมพันธ์กับเขาเพียงคนเดียวมาโดยตลอด... ทั้งตอนที่เธอเสียความบริสุทธิ์ให้แก่คนรักคนแรก หรือคืนแต่งงานของเธอกับสามีคนปัจจุบัน น้ำไม่เคยเป็นอื่น เธอเป็นของเขาทุกครั้ง แม้แต่ในเวลาหลับฝัน ริมฝีปากของเขายังคงร้อนอยู่บนร่างกายเธอเสมอแม้กระทั่งวินาทีนี้   หลายปีก่อน พี่ไนท์เคยเป็นประธานชมรมยูโด เขาเป็นหนุ่มเนื้อหอม ร่างสูงโปร่ง ผมหยักเป็นลอน และดวงตาสีน้ำผึ้งอ่อนหวานที่ทำสาวๆ ใจละลาย...

รักเล็กๆ ในมหาศาล ในมหานคร : ตอนที่ 10

ผมสังเกตแสงไฟบนห้องพักชั้นสาม พี่แดงและคนห่อเทียนรายเดือนอีกสองน่าจะยังอยู่กันครบ ครั้นลดสายตาต่ำลง ชั้นล่างกลับมืดสนิท เฮียคุงกลับมาจากไปเยี่ยมอาม่าที่แม่กลองแล้ว นั่นแสดงว่าหากแกไม่เข้านอนแต่หัวค่ำก็ออกไปข้างนอก ถ้าเป็นเช่นนั้น หากไม่ฝากธุระไว้กับพี่แดง แกอาจพกลูกกุญแจไขประตูพวงใหญ่ติดตัวไปด้วย ผมเดินย้อนจากด้านหลังมาถึงหน้าประตูซึ่งไหมน้อยยืนหิ้วถุงเสื้อยืด ใบหน้าของเธอซีดลงด้วยความกังวล ผมฝืนยิ้มปลอบเธอเป็นเชิงส่งสัญญาณด้านบวก ปัญหานี้พอแก้ไขได้ไม่ยาก ไม้ตายสุดท้ายที่คิดสำรองไว้ก็เจ้าต้นเขียวเสวยข้างกำแพง ไม่มีตัวช่วยไหนจะดีไปกว่าเพื่อนร่วมงานเสียงดังและใจกล้า เดินเข้าบ้านพัก ถึงห้องเจอหน้าจ้อยผมใจชื้น เขานั่งคุยกับคนงานใหม่ซึ่งเฮียคุงให้มาช่วยหน้าเตา “เขาไปกันหมดแล้วมึง” จ้อยเงยหน้าขึ้นพูด “ใครไปไหน” ผมถาม “ภูเขียวกับอีกสามคน ลาออกกันหมดเลย” ผมเงียบ เคยแว่วยินเสียงบ่นมาบ้าง ภูเขียวและคนเทเทียนทั้งหมดมีปัญหากับการมาของเฮียคุง เช้าที่พวกเขาเคยตื่นทำงานกันแบบสบายๆ ใครไปถึงก่อนก็จัดการหิ้วกระป๋องไปยังแท่น จัดการเทชั้นแรกไว้ให้ครบทุกฐาน...

คู่พยัคฆ์หัวใจมหากาฬ ตอนที่ 10 :: แฮ็กเกอร์มหาประลัย (3)

◊แฮ็กเกอร์มหาประลัย (3)◊ ..............   เรือหลวงนครราชสีมา สามวินาทีหลังจากเครื่องบินขับไล่ “ไชนีส แร็ปเตอร์” เกาะหมู่กันเหนือทะเล “แร็ปเตอร์ วัน จากนครราชสีมา... เราเห็นคุณบนจอแล้ว” “จากแร็ปเตอร์ วัน... เรากำลังจะบินเข้าหาคุณ ขอทราบสถานการณ์” คมจักรซึ่งอยู่ในที่นั่งหลังกรอกเสียงใส่วิทยุ “อาวุธปล่อยพร้อมยิง ขณะนี้รอคำสั่งนับถอยหลังจากศูนย์ควบคุมบนเรือจักรีนฤเบศร” “ทราบ” คมจักรตอบก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดหลินชินเสียงในที่นั่งด้านหน้า “เรายังมีเวลาครับ ผมอยากให้คุณโฉบไปเหนือเสากระโดงเรือทั้งสองลำ พวกเขาจะได้เห็นไชนีส แร็ปเตอร์ ด้วยสายตา” “แน่ใจหรือว่าจะเอายังงั้น” “แล้วกัน” คมจักรขมวดคิ้ว “ถ้าไม่แน่ใจ ผมจะพูดทำไม ยิ่งโฉบต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี เขาจะได้เห็นว่านักบินหญิงของปักกิ่งสวยแค่ไหน” แม้หลินชินเสียงจะรู้ว่าเหตุผลของคมจักรเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เรือเอกหญิงแห่งกองทัพจีนก็ตระหนักชัดว่าการบินผ่านเรือย่อมเป็นสิ่งที่แสดงออกถึง “นัยสำคัญ” ในสถานการณ์ขณะนี้               เจรจา –...

วีรบุรุษผู้พิฆาตเล่ม 3 ตอนที่ 10 :: วีรบุรุษพเนจร

๑o ♦ วีรบุรุษพเนจร ♦ ............ ซิเล้งกวาดสายตามองไปยังเงาร่างที่มาพลันบังเกิดความปีติอย่างใหญ่หลวงส่งเสียงร้องว่า “ผู้ที่มาคือเจียะฉั้งเฮียกระมัง” เงาร่างนั้นชะงักเท้าลงหันกลับมารับคำว่าถูกแล้ว ซิเล้งจึงพลิ้วกายเข้าหา จากนั้นนำพาเข้าสู่ตึกศิลาจุดโคมไฟขึ้น หลายเดือนที่ผ่านมามิเคยมีบุคคลที่สามอยู่ร่วมด้วย พอพบพานสหายคุ้นเคย ซิเล้งก็บังเกิดความตื่นเต้นยินดียิ่งนัก เจียะฉั้งฮ้งสำรวจการตบแต่งที่สมถะไม่ฟุ่มเฟือยภายในห้อง ถึงกับรำพันว่า “ซือแป๋ท่านถึงกับพำนักในสถานที่เช่นนี้มาหลายสิบปี แสดงว่าท่านผู้เฒ่าเป็นยอดคนที่ปราศจากจิตละโมบแม้แต่น้อย น่าเสียดายที่มิมีวาสนาได้กราบ พบเพียงแต่โบราณกาลมามังกรเทพยดาก็ปรากฏเศียรโดยมิอาจเห็นหางได้ง่ายดาย” ซิเล้งถามว่า “มิทราบเจียะฉั้งเฮียเร่งรุดมาครั้งนี้เพียงแวะผ่านหรือมีคำแนะนำประการใด?” “เรามาเยือนโดยเฉพาะเพื่อบอกเล่าข่าวคราวต่อท่าน เกรงว่า...” หยุดเล็กน้อยเปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “ท่านคงจดจำห้าจ้าวฉลามในสังกัดเทพไตรทะเลได้ พวกเราประหารไปสามคน หลงเหลือจ้าวฉลามเหลืองและเชียว เมื่อสองเดือนก่อนเราใช้ความสามารถทั้งมวลสร้างหลุมพรางกับดักขึ้น ใช้สุรานารีลดพลังฝีมือของจ้าวฉลามเหลือง จากนั้นยังต้องสูญเสียชีวิตของบริวารอีกสี่คนจึงปลิดชีวิตมันสำเร็จ “แต่จ้าวฉลามเขียวกลับกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์นัก มิเพียงไม่ตกหลุมล่อลวง หนำซ้ำกลับสืบสวนเรื่องที่วังวารีถูกทำลายล้าง จนล่วงรู้ความจริง “เราคิดกลับสู่ประเทศดังเดิมเพื่อหลบหลีกเภทภัย แต่ท่านเองต้องระวังมากไว้ ฝ่ายตรงข้ามหากดำเนินอุบายลอบประทุษร้าย ท่านย่อมมิอาจป้องกันได้” ซิเล้งรับฟังด้วยดวงใจที่ตื่นเต้นตระหนกกล่าวว่า “ท่านกล่าวได้มิผิด ...

ฉันเกลียดมัน

ตั้งแต่จำความได้ ฉันแทบนึกไม่ออกว่ามีช่วงเวลาไหนบ้างที่เคยมีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับมัน ภาพทรงจำแรกๆ ที่ฉันจำได้คือภาพที่มันตะโกนร้องเรียกให้แม่ทำโน่นทำนี่ในบ้านให้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มือเท้าดี บางครั้งแม่ที่กำลังนั่งซักผ้าอยู่หลังบ้าน ต้องรีบล้างมือ ล้างเท้า วิ่งกลับเข้ามาในบ้าน เพียงเพื่อจะรินน้ำใส่แก้วยกไปให้มันกินที่หน้าทีวี ทุกวันฉันจะเห็นแม่ตื่นแต่เช้ามืด เตรียมของทำขนมเพื่อจะขนไปขายที่ตลาดเช้า บางวันฉันก็ไปด้วยโดยที่มันไม่เคยตื่นมาช่วยเหลืออะไรเลยสักครั้ง การเดินจากตลาดกลับบ้านในแต่ละวัน กลายเป็นเรื่องที่เราสองแม่ลูกหวาดกลัว ลุ้นว่าวันนี้มันจะอยู่บ้านหรือไม่ กำลังหลับหรือตื่นอยู่ กำลังเมาหรือกำลังโมโหดินฟ้าอากาศที่ร้อนไปเย็นไปหรือชื้นแฉะเกินไป บางทีไถเงินขายขนมไปหมดทุกบาท ไม่เหลือกระทั่งทุนจนแม่ต้องนั่งร้องไห้ มือเท้ามันหนัก หากฉันกับแม่ทำอะไรไม่พอใจฝ่ามือใหญ่เหมือนใบลานก็จะฟาดปังลงมาที่กลางหลัง หรือบางทีก็บนหัวจนหน้าทิ่ม ช่วงเวลาสงบสุขของบ้านเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาน้อยนิดที่มันมีคนมาจ้างไปทำงานก่อสร้างตามไซต์งานไกลๆ แต่ส่วนใหญ่มันก็มักจะทำไม่จบโครงการ...

รักเล็กๆ ในมหาศาล ในมหานคร : ตอนที่ 9

ส้มตำบนผืนเสื่อในสวนหย่อมข้างม้าหินที่ผมเคยอาศัยนอนตากยุงรสเผ็ดจัดจ้าน ไหมน้อยแก้มแดงระเรื่อ ร่มเงาแห่งเมืองขับผิวของเธอขาวผ่อง ฝ้าแดดบนสองข้างแก้มเหมือนไม่เคยปรากฏ ริมฝีปากแดงด้วยเลือดฝาดและความเผ็ดของพริก จมูกรั้นน้อยๆ ของเธอพลอยแดงก่ำไปด้วย เรากินส้มตำ จ้องมองสายน้ำไหล และก็จ้องตากันยิ้ม ๆ บทหนังรักบางเรื่องที่ผมเคยดูผุดขึ้นมาในห้วงคะนึง ...กระจกที่ส่องหน้าหญิงสาวได้งามที่สุด ไม่ต้องไปหาจากที่อื่นใด หากอยู่ในดวงตาของชายหนุ่มที่รักเธออย่างสุดหัวใจ ความงามสง่าและหล่อเหลาเอาการของชายหนุ่มไม่ต่างไปจากนั้น โดยเฉพาะดวงตาของไหมน้อยซึ่งคอยตามติดผมเท่าที่เธอจะสามารถทำได้ เราออกจากโรงงานตั้งแต่เช้า อากาศค่อนข้างเย็น ผมสวมหมวกไหมพรมและผ้าพันคอที่ไหมน้อยถักให้ เธอเอนร่างพิงไหล่ผมขณะนั่งอยู่บนเบาะรถเมล์ จนกระทั่งถึงลานหญ้าในส่วนหย่อมริมน้ำ เรานั่งลงข้างกันบนเสื่อ เรากินส้มตำและข้าวเหนียวในก่องเล็กๆ ไหมน้อยปั้นข้าวเหนียวยกขึ้นสูดดม “ข้าวเก่าไม่หอม” เธอว่า “ถ้าอยู่บ้านตอนนี้ ได้กินข้าวใหม่” ลูกชาวนาอย่างผมผ่านประสบการณ์แบบนี้มาเช่นเดียวกัน เพียงแต่ผมไม่รู้สึกผูกพันกับท้องทุ่ง...

คู่พยัคฆ์หัวใจมหากาฬ ตอนที่ 9 :: แฮ็กเกอร์มหาประลัย (2)

◊แฮ็กเกอร์มหาประลัย (2)◊ ................. กลางทะเลบริเวณรอยต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะของไทย 12 ชั่วโมงก่อนการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแบบกวางโจว-802 แสงไฟจากเรือนลอยน้ำของกลุ่มโอเชียน สเตจดิ้ง มองเห็นเป็นจุดวับแวมท่ามกลางความมืด ขณะที่เรือหลวงกันตังซึ่งได้รับมอบภารกิจสนับสนุนการพิสูจน์ทราบเป้าหมายของ “ซีลทีม” ลอยลำสงบนิ่งอยู่บนผิวน้ำท่ามกลางความเงียบ “ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นปกตินะครับพี่” แม้จะมียศนาวาโทเท่ากัน แต่ผู้บังคับการเรือตรวจการณ์ปืนก็เรียกธงอินทร์ว่า “พี่” ในฐานะที่ตนเองเป็นรุ่นน้องสถาบันเดียวกัน “ถ้าเทียบกับภาพที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับที่เราส่งไปเมื่อตอนเย็น ยังไม่มีอะไรที่บ่งชี้ถึงความเคลื่อนไหวบนเรือนลอยน้ำ จนน่าจะสรุปได้ว่าไม่มีคนอยู่บนที่พักตามข่าวกรองที่ได้รับ” “น่าแปลกอยู่เหมือนกัน” ธงอินทร์พยักหน้าช้าๆ “ตอนเริ่มโครงการจนสร้างที่พักกลางทะเลเสร็จใหม่ๆ มีการออกข่าวครึกโครมแต่พอถึงตอนนี้กลับเงียบไปเฉยๆ” “ไม่เงียบยังไงไหวล่ะ ในเมื่อทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องออกมาประสานเสียงเหมือนกันหมดว่า โครงการนี้ผิดกฎหมายและละเมิดอธิปไตยของชาติ” คมจักรสอดเข้ามา “เป็นฉันละก็เผ่นไปตั้งแต่วันแรกที่มีข่าวแล้ว ไม่ใช่ลุกขึ้นร้องแรกแหกกระเชอกับสื่อต่างชาติว่าโดนทหารไทยไล่ล่า ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด สุดท้ายก็ไม่มีใครหาตัวเจอ ไม่รู้ว่าสองคนผัวเมียล่องหนไปได้ยังไง” “ไม่ต้องห่วงหรอก เวลานี้หลายหน่วยกำลังติดตามสืบสวนแกะรอยอยู่ว่าทั้งคู่ไปกบดานอยู่ที่ไหน อีกไม่นานก็คงคว้าตัวมาได้แน่” “อีก 5 นาที...

วีรบุรุษผู้พิฆาตเล่ม 2 ตอนที่ 9 :: ฝ่ามือมหรรณพ

๙ ♦ ฝ่ามือมหรรณพ ♦ .............. จ้าวฉลามขาวและดำส่งเสียงรับคำ สะอึกกายออกไป ขยับดาบยาวในมือ ซิเล้งเหลือบมองท่าเท้าเคลื่อนไหวและการกระชับดาบของจ้าวฉลามขาว ก็ทราบว่าบุคคลนี้มีฝีมือสูงล้ำ แม้เจียะฉั้งฮ้งมีอาวุธอยู่ในมือยังพอจะหักล้างกันบัดนี้มันมือเปล่าเท้าเปลือยไหนเลยเป็นคู่มือได้? ยามนั้นเทพไตรทะเลได้สั่งจ้าวฉลามขาวหลายประโยค ทำให้ปฏิกิริยาของมันชักช้าไปเล็กน้อย ขณะเดียวกันจ้าวฉลามดำก็สะบัดดาบจู่โจมใส่อาเฮ็กหมายทำร้ายส่วนสัดสำคัญของนาง อาเฮ็กกุมกระบี่สั้น สาดประกายเจิดจ้าออกไป จ้าวฉลามดำทราบว่ากระบี่นี้มิใช่อาวุธสามัญ เป็นของวิเศษในวังมีนามฮุงปอ (แยกประกาย) สามารถทำลายศาสตราวุธธรรมดา จึงมิกล้าเลินเล่อตวัดดาบพลิกแพลงเปลี่ยนเป้าหมาย แต่อาเฮ็กพอมีพลังฝีมืออยู่บ้าง รีบกรีดกระบี่ใส่ตัวดาบที่พุ่งมา ได้ยินเสียงระเบิดเบาๆ เมื่ออาวุธทั้งสองปะทะกัน อาเฮ็กรู้สึกพลังภายในจากคมดาบของฝ่ายตรงข้ามเข้มแข็งยิ่งนัก จนสลายกำลังส่วนใหญ่ที่แผ่ออกไป ทำให้มิอาจทำลายอาวุธของคู่ต่อสู้ นางสะท้านใจอย่างรุนแรง คิดรั้งกระบี่ล่าถอยพลันคำนวณว่าฝ่ายตรงข้ามต้องกระหน่ำซ้ำเติมตามสภาวะ จึงได้แต่ผนึกพลังหักโหมกับจ้าวฉลามดำอย่างดุเดือด ในยามนั้น...
error: Don\'t copy !!!