ปราบต์

About

ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ
11 โพสต์

/

0 ความคิดเห็น

Articles

สุสานสยาม ตอนที่ 10 : ขุด

-๑o- ขุด .............. “ทางการจำเป็นต้องปกปิดเรื่องคนที่มีอาการประหลาดนี่ไว้ เพราะกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างที่เป็นตอนนี้แหละ” “มันก็จริงเรื่องความวุ่นวาย” เยียรยงตอบพี่ชาย ปากยังเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ ข้างวงข้าวมื้อเย็น “แต่ถ้าบอกตรงๆ อย่างน้อยคนก็จะได้หาทางระวังตัว หรืออาจจะมีใครนอกกลุ่มฝาถังที่รู้วิธีรักษาก็ได้” นางโฉมยงตรงที่นั่งข้างกันหันขวับ “พูดอะไรอย่างนั้น ถ้าพวกฝาถังไม่รู้ ใครมันจะไปรู้ได้อีก” “ก็อย่างบ้านเจ้าไหงไง” นายยุทธ์พูดเรียบๆ อย่างนึกขึ้นได้ “บ้านมันมีความรู้เรื่องสมุนไพรโบราณกันนี่” “รู้แล้วใช้ได้ที่ไหน” ผู้เป็นภรรยาบอกละเหี่ย “สมุนไพรมันก็ต้องมาจากต้นไม้ เดี๋ยวนี้โลกมันปลูกต้นไม้กันได้ซะที่ไหน!” คำพูดของแม่เรียกภาพเก่าย้อนเกิดในหัวของเยียรยง ภาพเงาไม้ข้างทางเมื่อวันที่เธอถูกนำตัวไปยังสถานปริศนาของพวกฝาถัง ตกลงนั่นเป็นต้นไม้จริงหรือปลอมกันแน่... “นั่นซีนะ” นายยุทธ์พยักตามภรรยาอย่างว่าง่าย หรืออีกนัยคือคร้านจะเถียง “ว่าแต่คนที่เป็นโรคนั้นตกลงมันเกิดจากอะไรล่ะ” ยรรยงตักอาหารเข้าปากอีกช้อน ลักษณะคล้ายจงใจคั่นเวลามากกว่าหิว “ยังไม่รู้ซีพ่อ” เยียรยงมองพี่...

สุสานสยาม ตอนที่ 9 : เลอโฉม

-๙- เลอโฉม .............. “ชื่อเหมือนหนูเลยนะ” “หืม?” “ก็วันเนาว์ไง” คนทักพยักไปยังหน้าจอโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ด้านในร้าน โรงแรมจิ้งหรีดแห่งนี้จัดรูปแบบคล้ายโรงเตี๊ยมสมัยดึกดำบรรพ์ -- หรือจะพูดให้ถูก มัน ‘ดึก’ เพราะผู้ดูแลขาดความใส่ใจเสียมากกว่า แม้แต่เสื้อผ้าท่าทางของตัวแกเองก็ยังปล่อยให้ดึก ดูสกปรกเหมือนเศษขยะข้างตึกอีกชิ้นที่เผลอปลิวมากองในคอกโต๊ะทำงานของผู้จัดการโรงแรม ด้านหน้าโทรทัศน์คือชุดเก้าอี้รีทรายโก้เก่ามอมไม่แพ้กัน ผู้จัดการเฒ่าพูดต่อไปว่า “วันเนาว์ เมื่อกี้ลุงถาม หนูว่าชื่อนี้ไม่ใช่รึ” ใช่แล้ว เธอตอบอย่างนั้น เรียกฉันว่าวันเนาว์แล้วกัน เจ้าของนาม ‘วันเนาว์’ พยักยิ้ม รอยยิ้มของเธอมีเสน่ห์เสมอ แต่ผู้ชายส่วนมากไม่ค่อยสนใจมันหรอก พวกนี้จึงไม่เคยมองเห็นว่าที่แท้ ในดวงตาหวานคมนั้นแห้งแดง ที่ใต้ตายังสดใสก็ด้วยเครื่องสำอาง เช่นเดียวกับริมฝีปากอวบ...

สุสานสยาม ตอนที่ 8 : เด็กดีแห่งสยาม

-๘- เด็กดีแห่งสยาม .............. กระดานไฟฟ้าดิ้นอยู่ในกระเป๋าซิ่นติดต่อกัน คงมีสายเรียกเข้า อย่างไรก็ตาม เยียรยงไม่ได้สนใจดึงมันขึ้นมาดู เพราะขณะนี้กำลังอยู่ในแถวเคารพธงชาติ แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา-- ความตั้งใจยืนตรงมีอันสิ้นสุดเพราะถูกคนข้างๆ สะกิด “สุรามันเป็นอะไรวะ” การเข้าแถวของแต่ละห้องเรียนนั้นจัดแบบหน้ากระดาน ตามหลักการแล้วต้องเรียงตามส่วนสูง คนเตี้ยสุดอยู่ทางซ้าย เยียรยงกับกระปุกอยู่ช่วงกลางแถว ยืนติดกันเพราะความสูงไล่เลี่ย ส่วนสุราลัยควรต้องต้องกระเถิบห่างไปด้านขวาเพราะสูงกว่ามาก ทว่ารายหลังไม่ชอบใจ ถือว่าเพื่อนอยู่ตรงนี้จึงจำหลักอยู่ตรงนี้ เยียรยงเคยอึดอัดใจที่เพื่อนไม่รักษากฎ ต่อเมื่อเห็นเพื่อนคนอื่นและครูไม่อินัง จึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เพื่อความสบายใจของทุกคน วันนี้สุราลัยที่ยืนอยู่ทางขวาของเธอทำหน้ามุ่ยขยุกขยิก – หมายถึงหน้ามุ่ยกว่าทุกวันที่ก็มุ่ยอยู่แล้ว สุราลัยไม่ใช่คนที่จะพอใจอะไรง่ายๆ เจ้าหล่อนไม่เห็นด้วยกับการต้องเข้าแถว ต้องเคารพธงชาติ เรื่อยไปถึงต้องสวมชุดเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งถูกดัดแปลงมาจากชุดไทยสักสมัยในอดีตอันไกลโพ้น ของนักเรียนชายเป็นเสื้อขาวราชปะแตน...

สุสานสยาม ตอนที่ 7 : สมรภูมิใหม่

-๗- สมรภูมิใหม่ .............. ภาพที่เห็นทำให้คนที่อยู่บริเวณทางขึ้นรถไฟฟ้ายิ่งหลีกลี้ อาหารที่วันเนาว์กินไม่สามารถทำให้หล่อนอิ่มได้ เคราะห์หามยามร้ายคนข้างเคียงอาจเป็นรายถัดไป แม้แต่คูนที่เป็นญาติกันก็วิ่งหนี ในที่สุด วันเนาว์ – สัตว์ประหลาดตนนั้น – ก้าวไปกระชากกะโหลกศีรษะของนางประไพขึ้นมาทั้งตัว พยายามดูดดื่มให้สมกับความหิว แต่แล้วก็เหมือนเดิม ไม่ช้ามันไอ สุดท้ายขย้อนออก เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้นอีกราวสิบนาที จึงมีเสียงดังขึ้นคล้ายขยายด้วยเครื่องเสียง “ประกาศ ประกาศ ชาวขยะใดๆ ที่อยู่ใกล้เชิงสถานีไฟฟ้า จุ่งเร่งย้ายห่างเพื่อเปิดทางให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการรักษาความสงบ ปิดหู แลปิดลูกนัยน์ตาเพื่อรักษาความปลอดภัยของตัวท่านเอง ประกาศ--” จังหวะนั้น ถนนข้างๆ จึงมีรถมาจอดขนาบ...

สุสานสยาม ตอนที่ 6 : เมืองพิชัย

-๖- เมืองพิชัย .............. เยียรยงคงถูกชนล้มถ้าไม่เพราะธนลภย์ฉุดมือหลบไปด้านข้างเสียก่อน แม้แผลที่ตักของเจ้าตัวจะยังไม่หายดี แต่เด็กหนุ่มก็คล่องแคล่วพอตัว ขณะเดียวกัน ชายในหัวโขนทะยานต่อไปราวกับมองไม่เห็นเธอ ถนิมพิพาภรณ์สั่นส่ายดังกลิ๊กๆ ตามร่างนั้นไปสู่อีกทางแยกหนึ่ง แต่แล้วก็หยุดนิ่งเหมือนต้องสาปตามเก่า “อะไรของเขา” เยียรยงบ่น กลับมาลงน้ำหนักบนเท้าของตัวเองได้อย่างระมัดระวัง ธนลภย์กำลังเพ่งมองแผ่นหลังใครคนนั้นเช่นกัน ด้วยความคิดบางอย่าง เสียงเจ้าตัวเยือกสั่น “รีบไปกันเถอะ” “เดี๋ยวก่อน!” เยียรยงปัดมือเพื่อนที่พยายามลากจูง ดุ่มดั้นไปยังชายในหัวโขนที่แทบชนเธอล้ม “คุณ ขอโทษนะคะ!--” เสียงถามชะงักแค่นั้น แล้วปลายเท้าก็ชะงักทั้งที่ยังไม่ทันถึงตัว มุมมองใหม่ทำให้พบว่า ตรงหน้าชายคนดังกล่าว ห่างไปราวห้าก้าว ใครอีกกลุ่มกำลังยืนอยู่ หน้ากำแพงตันมีรูเท่าคนลอดอยู่ข้างล่าง ร่างสันทัดประเปรียวสามร่างยืนชิดกันอยู่ แต่ละรายสวมเสื้อแขนยาว...

สุสานสยาม ตอนที่ 5 : เอษะกาศ

-๕- เอษะกาศ .............. อีกสิบนาทีสิบเอ็ดโมง พื้นที่หน้าห้องเรียนพิเศษวิชาตรรกะในอตรรกศาสตร์มีนักเรียนมาอออยู่เต็มไปหมด เยียรยงก้าวเข้ามาพลางกอดกระเป๋าผ้ารีทรายโก้บรรจุสัมภาระไว้ด้านหน้าเหมือนทุกที ที่จริงวันนี้เธอมีเรียนวิชาฝีซีกอีกตึกไม่ไกล แต่เรื่องที่อยากรู้มีกำลังมากกว่า นอกจากนั้น ฝีซีกเป็นวิชาที่เธอค่อนข้างถนัด แม้มันจะดูยุ่งยากเนื่องจากต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ กระนั้นโจทย์จริงๆ มีอยู่ไม่กี่แนว ถ้าคุณจำวิธีแก้โจทย์ข้อเก่าๆ ได้ก็จะสามารถทำข้อใหม่ๆ ได้ และปกติ เยียรยงมักหยิบโจทย์ต่างๆ ในวิชานี้มาทำฆ่าเวลาระหว่างเข้าห้องน้ำอยู่แล้ว กวาดสายตาหาผู้นัดหมาย เด็กสาวพบร่างสูงผอมของธนลภย์นั่งอยู่มุมด้านในสุด เจ้าตัวกำลังคร่ำเคร่งถึงกับหลับตาท่องตำราในกระดานไฟฟ้าของตัวเอง “ดีนะ ไม่มีการบ้าน” เสียงทักเรียกเจ้าตัวเปิดตา ริมฝีปากจีบหยักบอบบางที่พึมพำอยู่แต่แรกหยุดลง “หืม? มาแล้วเหรอ” เยียรยงยิ้มให้ด้วยไมตรี ตอบคำถามแรก “ก็อ่านหนังสือได้แบบนี้...

สุสานสยาม ตอนที่ 4 : รอยเขี้ยว

-๔- รอยเขี้ยว .............. ถนนข้างนอกเขตกำแพงฝาถังมีเลนน้อยกว่า เล็กแคบกว่า ทั้งที่มีรถและคนคับคั่งกว่า ขนาดของรถก็ค่อนข้างใหญ่เทอะ เพราะเป็นยนตรกรรมตกยุค พวกนี้กดแตรดังระงมและจอดติดเป็นแพอยู่บนถนนนองน้ำ อันเป็นสภาพปกติที่ชาวขยะจะต้องเผชิญในวันฟ้ารั่ว ทันทีที่เห็นรถซึ่งคงจะประทับตรา รปภ. หรือสัญลักษณ์บางอย่างของพวกฝาถัง ทั้งถนนก็โกลาหล รถคันอื่นๆ ที่จอดติดอยู่ต้องพยายามขยับหลีกทาง เพื่อให้ขบวนที่เยียรยงติดมาด้วยสามารถแล่นต่อไปได้ เด็กสาวรู้ว่าภายในรถเหล่านั้น คนจำนวนหนึ่งจะก่นด่าอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีทางปฏิเสธ นอกจากหมุนพวงมาลัยเปิดทางให้กว้างที่สุด แม้รถของตัวเองจะต้องขูดสีกับกำแพงหรือรถคันข้างๆ ก็ตาม ตึกรามสองข้างทางยังเป็นอาคารขนาดใหญ่ ไม่สวยงามเท่าตึกด้านในเขตกำแพง แต่ก็สะอาดและแทบไม่มีกองขยะสุมข้าง ใต้รางรถไฟฟ้ามีเสาขนาดใหญ่เรียงรายกลางถนน ป้ายรถประจำทางใต้สถานีปลายทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เพิ่งเลิกงาน แต่ละคนหน้าดำคร่ำเครียดรอเวลาที่รถคันใหม่จะมาถึง...

สุสานสยาม ตอนที่ 3 : ประวัติศาสตร์โรงงาน

-๓- ประวัติศาสตร์โรงงาน .............. แววตกใจบนดวงตาในกระจกเงาเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง ขุนระเบ็งกัดกรามแน่นจนข้างขมับปูดโปน เสียงกระซิบกรีดเฉือน “ไอ้พวกเหี้ย บ้านเมืองยิ่งจะชิบหาย!” เยียรยงหันตามโดยอัตโนมัติ เพ่งผ่านกระจกหลังอันเต็มไปด้วยน้ำฝนท่วมท้น ทว่านอกจากถนนมืดๆ อันมีไฟสลัวรางเป็นหย่อมๆ กับเงาตะคุ่มของตัวอาคารไกลออกไป ไม่มีอะไรเลยนอกจากนั้น “เกาะรถแน่นๆ!” เสียงเข้มดังอีก ยรรยงตกใจ คำพูดคล้ายรู้ทันอะไรสักอย่าง “จะทำอะไร ทางนี้ไม่ให้--” “จะเก็บมันไว้ทำซากอะไร!” อย่างทันทีทันใด รถกระชากตัวสวนไปข้างหลังรุนแรง เยียรยงที่ไม่ทันระวังถึงกับหัวคะมำลงหว่างเบาะ “โอ๊ย!” “เยีย!” พี่ชายประคองเธอ ร้องบอกคนข้าง “หยุดนะครับ!” คราวนี้รถกระชากตัวจอด ร่างของเยียรยงลอยไปกระแทกพนัก ระหว่างนั้นขุนระเบ็งเพ่งมองกระจกหลัง คงไม่เห็นเป้าหมาย จึงเอี้ยวจ้องแทน จังหวะนี้เอง...

สุสานสยาม ตอนที่ 2 : เครื่องดึงความจำ

-๒- เครื่องดึงความจำ .............. โถงรอคอยแผนกคัดกรองของโรงพยาบาลรอบนอกตัวเมืองโรงงานนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้ป่วยและญาติ เสียงจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นฉุนคละอวลชวนคลื่นเหียน แต่สมาชิกโรงงานตั้งแต่ระดับขยะทั่วไปลงไปนั้นมักคุ้นชินอยู่แล้ว เพราะอาหาร ที่อยู่ และสิ่งแวดล้อม ต่างก็หลอมรวมเป็นกลิ่นกายอันยากจะขจัดสิ้น เฉพาะบางรายที่เหม็นมากเป็นพิเศษ และเรียกแมลงไม่พึงประสงค์มาเวียนล้อมอยู่ตลอดเวลา พวกที่รู้ตัวจะพยายามหลบไปนั่งห่างๆ แถวมุมห้องไม่ให้รบกวนผู้อื่น ผู้ป่วยส่วนมากมาพบแพทย์เนื่องจากโรคผิวหนังและโรคทางเดินหายใจ ความเป็นอยู่ในกองขยะและคลุกคลีกับพื้นท่วมขี้เถ้าเป็นสาเหตุหลัก อาทิตย์ก่อนตอนที่เยียรยงไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนพ่อ เธอได้ยินคนรอตรวจข้างๆ บอกว่านี่ยังไม่นับว่ามีคนมาก เด็กสาวถึงกับกลืนน้ำลาย มองตาและเข้าใจพ่อเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้พ่อบ่นเวียนหัวอ่อนเพลีย แต่พอให้มาตรวจกลับปฏิเสธ กระทั่งเยียรยงต้องลาเรียนแล้วคะยั้นคะยอให้พ่อมาด้วยกันนั่นละ เจ้าตัวจึงอุบอิบยอม เยียรยงสุขภาพดีจนแทบไม่เคยต้องหาหมอ ที่แท้สภาพโรงพยาบาลที่คนบ่นกันเป็นแบบนี้ รอนานสามชั่วโมงกว่าจะได้พบแพทย์ จากนั้นตรวจสามนาทีเหมือนไม่มีความใส่ใจใดๆ...
error: Don\'t copy !!!