A Beautiful Day in the Neighborhood – คอร์สบำบัดจิตใจผ่านมิตรภาพ

-

A Beautiful Day in the Neighborhood เป็นหนัง feel good ที่ดี คือไม่พยายามยัดเยียดความรู้สึกดีๆ ไม่มีท่าทีพยายามให้บทเรียนเหมือนหนังฟีลกู๊ดหลายเรื่องที่จงใจจนคนดูรู้สึกขัดขืน

 

 

หนังดัดแปลงจากชีวิตจริงของเฟรด โรเจอร์ส พิธีกรรายการเด็กชื่อดังและบทความ “Can You Say…Hero?” ในนิตยสาร Esquire ฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1998 เป็นบทความที่นักเขียนไปสัมภาษณ์เฟรด โรเจอร์ส แล้วมาเรียบเรียง

หนังสร้างตัวละคร ลอยด์ โวเกิ้ล เป็นนักเขียนที่ต้องไปสัมภาษณ์เฟรด

ลอยด์เป็นคอลัมนิสต์สายสืบสวนและเขียนบทความที่มีเนื้อหาจริงจัง แต่เมื่อหัวหน้ามอบหมายให้ไปสัมภาษณ์คนที่จะมาลงนิตยสารในฉบับ “ฮีโร่” ลอยด์กลับรู้สึกเหมือนถูกลดเกรด (เขามองว่างานเขียนแบบสืบสวนเชิงลึกในประเด็นสังคมมีค่ากว่าไปสัมภาษณ์เพื่ออวยบุคคล)

เมื่อหัวหน้าของเขาเอ่ยชื่อ เฟรด โรเจอร์ส คำพูดแรกที่ลอยด์โพล่งออกมาคือ “‘คนที่ทำรายการหลอกเด็ก’ คนนั้นนะเหรอ?”

เฟรด โรเจอร์ส เป็นทั้งผู้สร้างและพิธีกรรายการเด็กชื่อ Mister Rogers’ Neighborhood ที่ฉายยาวนานถึง 35 ปี

บุคลิกของเขาเป็นคนใจดี มีแต่คนรักใคร่ เป็นชายผู้มีพื้นฐานของการมองโลกแบบไม่ด่วนตัดสินคน รอยยิ้มแฝงความเมตตาเสมือนน้ำเย็นชโลมใจแก่คนอยู่ใกล้ ในขณะที่ลอยด์เหมือนขั้วตรงข้าม เขามีพื้นฐานของการมองโลกแบบค่อนไปทางร้ายมากกว่าดี ไม่เชื่อใจอะไรง่ายๆ และอารมณ์ของเขาก็เหมือนน้ำพร้อมเดือดง่ายเมื่อเจอหน้าพ่อตัวเอง เพราะพ่อทอดทิ้งเขากับน้องให้อยู่กับแม่ที่ป่วยใกล้ตาย แม้ในวาระสุดท้ายของแม่ ลอยด์ก็ต้องอยู่เคียงข้าง ทนดูแม่ทุกข์ทรมานกับอาการปวดโดยไม่เคยเห็นพ่อกลับมาเยี่ยมเลย

ตั้งแต่ลอยด์โตขึ้นจนแต่งงาน เขาไม่เคยพาลูกเมียไปเจอพ่อเลย แต่ล่าสุดในงานแต่งงานของน้องสาวของลอยด์ เธอเชิญพ่อมาร่วมพิธี เขาจึงไม่สามารถเลี่ยงได้

ทุกครั้งที่เผชิญหน้าพ่อ สีหน้าของเขาขมึงทึง หรือเมื่อภรรยาชี้ให้เขาดูพ่อที่กำลังร้องเพลงอวยพรวันแต่งงานบนเวที แต่ภาพที่เขาเห็นกลับเป็นแค่พ่อขี้เมา แล้วเพียงเขาเปิดฉากพูดคุยกับพ่อไม่เกินห้านาทีก็จบลงด้วยการชกต่อย  แม้หลังวิวาทพ่อของเขาจะกลับมาง้อก่อน ลอยด์ก็ปิดประตูใส่หน้า

แล้วปมปัญหาก็มีแต่จะบานปลายเมื่อพ่อพยายามจะกลับเข้ามาในชีวิตของลอยด์

 

 

ทอม แฮ้งค์ ในบทเฟรด โรเจอร์ อาจจะเป็นตัวละครที่หนังขายเป็นตัวชูโรง แต่แกนหลักจริงๆ ของหนังคือ ลอยด์ โวเกิ้ล โดยเฉพาะความโกรธเรื้อรังที่คอยหลอกหลอนเขามาเกือบทั้งชีวิตและความขัดแย้งกับพ่อที่ไม่มีวี่แววจะคลี่คลาย

การที่ลอยด์ได้พบเฟรดซึ่งมีทัศนคติและบุคลิกต่างกันสุดขั้ว แทนที่เขาจะได้แค่บทสัมภาษณ์เฟรดไปเป็นต้นฉบับ เขากลับได้รับความช่วยเหลือจากเฟรดเพื่อรับมือความโกรธและพ่อของตัวเองให้ดีขึ้นด้วย

 A Beautiful Day in the Neighborhood จึงคล้ายเป็นคอร์สบำบัดระยะสั้นของลอยด์ผ่านมิตรภาพระหว่างเขากับเฟรด

เฟรดเป็นดั่งกระจกที่ปราศจากอคติช่วยส่องให้ลอยด์ได้เห็นอะไรๆ ชัดเจนขึ้น เช่นแก้ไขมุมมองที่ลอยด์มองตัวเองผิดๆ มาตลอด

อย่างครั้งหนึ่งลอยด์บอกเฟรดว่า “คุณชอบคุยกับ ‘คนแบบผม’ ตามที่มีคนเคยบอกจริงๆ ด้วย” เฟรดมีสีหน้าสงสัยถามกลับว่าหมายถึงคนแบบไหน ลอยด์นิยามตัวเองว่าหมายถึงคนที่มีชีวิตพังๆ (broken) แต่เฟรดบอกว่าเขาไม่เคยมองเช่นนั้น เขาเห็นลอยด์เป็นชายที่แยกแยะถูกผิดได้ดีแล้วมีความมุ่งมั่นสูง

เฟรดช่วยสะท้อนภาพของพ่อให้ลอยด์ได้เห็นรอบด้าน เมื่อก่อนลอยด์หมกมุ่นอยุ่กับความใจร้ายของพ่อ เขาเลยโตมามีแต่ความหงุดหงิด แต่เฟรดก็เพิ่มมุมมองให้ลอยด์เห็นว่าพ่อช่วยสร้างตัวตนอันแข็งแกร่งอย่างที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน แล้วเมื่อค่อยๆ ทบทวนเขาก็เริ่มเห็น “ความรัก” ที่พ่อกับเขามีต่อกันแม้จะมีความโกรธอยู่กั้นกลางก็ตาม

เฟรดยังเป็นกระจกที่ส่องให้ลอยด์เห็นว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

เฟรดเองแม้จะถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนดัง เป็นนักบุญที่ดูไม่ค่อยโกรธอะไรง่ายๆ แต่ลอยด์ก็ได้รู้จากปากเฟรดและภรรยาของเฟรดว่า เฟรดก็เหมือนคนทั่วๆ ไปที่โกรธเป็น ล้มเหลวได้ เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับลูกตัวเอง แต่เขาก็พยายามรับมือกับสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีตรงข้ามกับลอยด์

ในตอนท้ายลอยด์เลยน่าจะเข้าใจ “ความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์” ได้ดีขึ้น

เพราะคนทั่วไปมักคาดหวังว่าพ่อของตัวเองจะเป็นคนที่ดี ในวัยเด็กหลายคนมองพ่อเป็นดั่งฮีโร่ คาดหวังว่าพ่อจะเป็นต้นแบบการใช้ชีวิต แต่พ่อก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นจึงเหมือนพ่อของลอยด์ที่ไม่ใช่แค่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังทำผิดพลาดหลายอย่างจนถึงช่วงท้ายของชีวิต

ตอนท้ายพ่อของลอยด์ยังเอ่ยเองว่า “พ่อเพิ่งจะมารู้ตัวว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร” เมื่อเขาได้พบหญิงคนรักที่ช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นa

 

คำพูดของเฟรดที่ว่า “การให้อภัยคือการตัดสินใจปลดปล่อยคนออกจากความโกรธในใจของเรา แล้วก็น่าแปลกที่บางครั้งการให้อภัยคนที่เรารักนั้นยากที่สุด” ก็น่าจะอธิบายได้เมื่อเราดูหนังจนจบ

เพราะหลายครั้งเราก็เหมือนลอยด์ผู้มี “ความคาดหวัง” ว่าคนที่เรารักที่ทำให้เราเจ็บน่าจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ เป็นพ่อที่เราอยากให้เป็น

ดังนั้นการให้อภัยคนที่เคยทำให้เราเจ็บ ในบางครั้งก็คือให้อภัยในความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์แบบ ปรับความคาดหวังของเราใหม่ มองโลกด้วยสายตาใหม่

ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ใช่แค่เพื่อคนที่ทำร้ายเรา แต่เพื่อรับมือกับความปั่นป่วนใจของเราให้ดีกว่าเดิม


คอลัมน์: มองโลกผ่านจอ

เรื่อง: “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” (www.facebook.com/ibehindyou, i_behind_you@yahoo.com)

All Creative Team

Writer

ร่วมสร้างสังคมอุดมปัญญา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

RELATED POSTRELATED
Recommended to you

error: Don\'t copy !!!