ไอ้ขอด (ตอนแรก)
……..

“ผมรวยแล้วนะพ่อ” นนท์ยืนยิ้มเศร้าอยู่หน้ากรอบภาพถ่ายเก่าคร่ำคร่า กรุกระจกติดประดับอยู่บนกำแพงหน้าช่องบรรจุอัฐิ ระบุชื่อนามสกุลวันเกิดและวันตายของชายผู้ให้กำเนิดเขา

ในมือข้างซ้ายของเขากระเป๋าเดินทางหิ้วแบบมีซิปรูดใบใหญ่ ในนั้นบรรจุธนบัตร มัดด้วยยางเป็นฟ่อนจำนวนมาก นนท์เองก็ยังไม่ได้นับหรอกว่ามันมากเท่าไร แต่เขาแน่ใจว่าเงินจำนวนนี้น่าจะมากพอที่จะทำให้แม่กับน้องได้มีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสบายได้

“นี่ไง ไอ้ลูกไม่เอาไหนของพ่อ วันนี้กลับมาแล้ว ดูนี่ รู้ไหมในนี้มีอะไร พ่อคงไม่มีปัญญาแม้จะเกิดใหม่อีกกี่ชาติ ต่อไปนี้ผมจะดูแลแม่กับไอ้แนนเอง จะดูแลให้ดีกว่าที่พ่อเคยทำอีก พ่อคอยดูนะ“ เขายื่นกระเป๋าออกไปข้างหน้า ราวกับกำลังตั้งใจจะพูดกับใครคนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้น

เมื่อแปดปีที่แล้ว ตอนที่นนท์อายุได้ 14 ปี แนนอายุ 13 เป็นปีที่เกิดเหตุวิปโยคกับบ้านของเขาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ไม่รู้ว่าพ่อแอบไปมีเมียน้อยและโอนย้ายทรัพย์สินเงินทองไปเป็นสิทธิ์ของเมียน้อยจำนวนมาก แม่กับพ่อทะเลาะกันทุกวี่ทุกวัน

นนท์และแนนน้องสาว กำลังเข้าสู่วัยรุ่น จากเดิมสองพี่น้องเคยสนิทสนมกัน ตอนนี้เหมือนต่างเงียบงัน จนถ้อยคำที่จะพูดคุย บรรยากาศของบ้านก็กลับเย็นยะเยือก

พวกเขาหาทางออกให้ตัวเองด้วยวิธีที่สติปัญญาของคนในวัยนั้นพอจะคิดได้ นนท์ใช้เวลาไปขลุกอยู่กับเพื่อน แก๊งแข่งมอเตอร์ไซค์ตอนกลางคืน เพื่อนทำอะไร นนท์เอาทุกอย่าง กินเหล้า สูบบุหรี่ ดูดเนื้อ บางทีก็ทำหน้าที่เดินของหรือส่งยาในบริเวณละแวกบ้าน มีลูกค้าที่เป็นทั้งวัยรุ่นวัยเดียวกันและลูกค้าผู้ใหญ่หลายคน รายได้ที่ได้มา นนท์ก็เอาไปเสพยาต่อ กิน เที่ยวกับแก๊งเพื่อน ไม่สนใจจะไปโรงเรียนอีก

 

ส่วนแนนน้องสาวของเขาพยายามหาหนทางหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยการเพ้อฝัน ว่าอยากจะมีแฟนหล่อๆ รวยๆ ตามในหนังสือนิยายที่เธอชอบอ่าน อยากจะเป็นนางซินเดอเรลล่าที่มีเจ้าชายรูปงาม พาเธอไปอยู่ในปราสาทราชวังหรูหรา หนีออกจากชีวิตครอบครัวเส็งเคร็งนี่ แต่สุดท้ายก็ได้เป็นเพียงเด็กสาวอายุ 15 ที่วันๆ เอาแต่สนใจเรื่องแต่งหน้าแต่งตา โหยหาผู้ชายที่คิดว่าตัวจะพึ่งเขาได้ทั้งในและนอกโรงเรียน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

พ่อของนนท์และแนนทั้งระหองระแหงกับแม่และผิดหวังกับลูกๆ บางวันก็อาละวาดพาลมาลงมือลงไม้กับแม่และน้องสาว ถ้านนท์อยู่ก็อาจโดนด้วย

วันที่ทะเลาะกับนนท์แรงๆ นนท์ยืนขึ้นให้พ่อต่อยหน้าโดยไม่สู้ “เอาเลย ถ้ามึงต่อยกูหมัดนี้ ถือว่าหมดบุญคุณต่อกัน ต่อจากนี้กูไม่ใช่ลูกมึง กูจะสู้แล้ว จะไม่ทนอีก”

พ่อโกรธมาก กำหมัดตัวสั่น ไม่ต่อยนนท์ แต่ตราหน้าเอาไว้ว่าเด็กไม่เอาไหนอย่างนนท์กับแนนไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ แม่ก็เหมือนกัน ครอบครัวนี้จะมีแต่ความล่มจมฉิบหาย นั่นไม่ใช่ประโยคที่มาจากความเป็นห่วงลึกๆ อย่างที่ว่า ปากร้ายใจดีหรือแม้แต่คำทำนายด้วยความโกรธ แต่มันเป็นเหมือนคำสาปที่นนท์น้องและแม่รับรู้ได้

รับรู้ได้ว่า พ่อเกลียดชังพวกเขาถึงขนาดนั้น…

ในที่สุด หลังจากแม่ ผู้ทนมือทนเท้า และทนความเจ็บช้ำน้ำใจจากการกระทำและคำพูดของพ่อมานานแรมปี ตัดสินใจได้ว่า ไม่ควรจะยื้อรั้งกันไว้เพื่อทรมานใจซึ่งกันและกันอีก แม่ยอมเซ็นใบหย่าให้พ่อ

คืนนั้นหลังพ่อขับรถออกไป แม่เดินเข้ามาหาลูกทั้งสองกอดลูกไว้ด้วยแขนสองข้างที่เคยใหญ่ กว้าง อ่อนนุ่ม เคยอุ้มสองชีวิตไว้ในวงแขนเข้าสะเอวเดินจ่ายตลาดได้สบายๆ วันนี้แขนทั้งสองนั้นดูอ่อนเปลี้ย เหนื่อยล้าสิ้น เรี่ยวแรง กอดก่ายลูกเอาไว้ด้วยความรู้สึกของคนจมน้ำ อยากจะเกาะเกี่ยวอะไรสักอย่างไม่ให้ตัวเองร่วงหล่นลงสู่เหวไม่มีก้นมากกว่าที่จะโอบอุ้มประคับประคองสิ่งที่เธอรักเอาไว้อย่างที่เคยทำมาตลอด

คำสาปของพ่อที่ว่าให้ครอบครัวของเรามีแต่ความฉิบหายล่มจมนั้น ไม่รู้ว่าแต่แรกพ่อหมายรวมถึงตัวพ่อเองด้วยหรือไม่ แต่พ่อก็ตายหลังจากนั้นไม่กี่วัน

ไม่มีใครรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น ตำรวจสรุปว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาท จนทุกวันนี้ก็ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้

เมียน้อยของพ่อหายสาปสูญเหลือเพียงสามชีวิตในบ้านแสนอับเฉา แม่ได้แต่นั่งเหม่อตาลอยไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร ในขณะที่เงินร่อยหรอลงทุกวัน แนนเองก็ดูไม่ใส่ใจอย่างอื่นนอกจากความพยายามตบแต่งตัวเองให้สวยงามด้วยเครื่องสำอางเก่าๆ ของแม่ และเสื้อผ้าสวยๆ ที่อุตส่าห์อดข้าวกลางวันเพื่อเก็บเงินไปหาซื้อ รอให้เจ้าชายสักคนมาพบเธอแล้วพาออกไปจากฝันร้ายเสียที

ไข่หมด ข้าวสารหมด แม่ก็ยังคงนั่งนิ่งเหม่อลอย สติสัมปชัญญะและดวงวิญญาณหลุดออกจากร่างไปไหนถึงไหน นนท์อยากจะหนีไปให้พ้นๆ พ้นจากความสลดหดหู่และสิ้นหวังที่นี่ แต่เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่แม่ดูแลเขาและน้องสาวมาด้วยความอ่อนโยน อดทนอย่างยิ่ง ก็ไม่อาจจะหนีไปไหนได้

 

เด็กหนุ่มนำรายได้เดียวที่ได้จากการส่งยา มาช่วยจุนเจือเลี้ยงดูแม่กับน้อง  ระหว่างนั้นแม่ไปเก็บเอาลูกแมวหลงทางตัวหนึ่งเข้ามาในบ้าน แม่ว่าพยายามตามหาแม่แมวแล้วแต่ก็ไม่พบ สงสาร กลัวมันตาย เป็นลูกแมวพันทางสีขาวหางขอดตัวกระจิ๋ว ฟันซี่เล็กๆ เพิ่งงอกพ้นเหงือก หน้าตากระมอมกระแมม นนท์หงุดหงิด ตวาดแม่ โกรธที่นำภาระมาเพิ่ม แต่พอเห็นน้ำตาแม่ ชายหนุ่มจึงไม่ได้พูดอะไรอีก

อันที่จริงสิ่งที่ทำให้นนท์รู้สึกโกรธ คือดวงตากลมโตไร้เดียงสาของเจ้าแมวน้อยนั่นทำให้เขาเศร้า ดวงตามันเหมือนดวงตาของแนนตอนที่ยังเป็นเด็กๆ ใสซื่อบริสุทธ์ เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในมนุษย์

นนท์นึกถึงตอนน้องสาวตัวน้อยมาเกาะแข้งเกาะขาร้องไห้พาไปซื้อขนม แล้วนนท์ก็จูงน้องไปที่ถนน ทอดสายตามองไปยังร้านขนมที่อยู่ฝั่งตรงข้าม สองพี่น้องไม่มีเงินสักบาท เพราะพ่อแม่ไม่เคยให้เงินติดตัวหากไม่ใช่วันไปโรงเรียน

แต่การที่ได้เฝ้ามอง ได้เลือกเล่นๆ ในจินตนาการว่า หากเรามีเงินจะซื้อขนมชิ้นไหนบ้าง แต่ละอย่างรสชาติเป็นอย่างไร หลายอย่างเคยกินแล้วตอนที่พ่ออารมณ์ดีๆ พาเดินออกมาซื้อ บางอย่างก็เป็นขนมที่ออกใหม่ๆ สีสันสวยงาม บางยี่ห้อมีของเล่นแถม บางครั้งน้องก็ร้องไห้สะอื้นเงียบๆ พี่ชายรู้ดีว่าน้องอยากได้ขนมสีสวยเหล่านั้น มันสวยน่ารักจนใจแทบขาดเมื่อคิดว่าเราจะไม่มีวันได้เป็นเจ้าของ

เสียงสะอื้นของน้องบีบหัวใจจนเจ็บปลาบ หายใจเข้าแทบไม่ได้ นนท์สัญญากับน้องว่า วันหนึ่งเขาจะหาเงินมาให้แนนซื้อขนมทุกอย่างที่เธออยากกิน ของเล่นทุกชิ้นที่น้องอยากได้ จะร่ำรวยให้เหมือนกับเจ้าชายและพระราชาในปราสาทในนิทานของน้อง แม่จะมีวิวสวยๆ ให้นั่งมองจากหน้าต่าง วางลูกแมวสักตัวไว้บนตัก ลูบขนมันเล่นอย่างสบายใจ หลังจากที่พากันกินข้าวและขนมน้ำชายามบ่ายอิ่มหนำ
มันก็แค่นิยายอีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้เต็มที่แค่ซับน้ำตาของเด็กหญิงคนนั้น เรื่องราวชวนฝันซื้อแววตาเป็นประกายได้ชั่ววูบ เรื่องราวในนั้นไม่เคยเป็นจริง

แมวน้อยไม่มีชื่อนั่นถูกแม่เรียกว่าไอ้ขอด เพราะหางมันขอดม้วนเข้าจนดูน่าตลก แม่ว่า บางคนเขาเชื่อกันว่า แมวหางขอดเข้าหาตัวแบบนี้ จะนำพาโชคลาภและความสุขมาให้คนเลี้ยง

ไอ้ขอดกินง่ายอยู่ง่าย กินอาหารทุกอย่างที่คนกินเหลือ บางครั้งถ้าโชคดีมันก็จะได้กินนม กินปลาทูนึ่ง แม่จะแกะก้างออกขยำข้าวสวยร้อนๆ หรือกินไก่ย่างหอมๆ ทั้งไม้ มันค่อยๆ เติบโตอ้วนท้วน ขนเรียบลื่นสวยงาม  แถมนิสัยดี เป็นมิตร สดใสร่าเริง ชวนเล่น ออดอ้อนเรียกคนอยู่เสมอ บางทีนนท์ก็หมั่นไส้ที่ไอ้ขอดทำให้แม่อารมณ์ดีถึงกับบางทีฮัมเพลงเบาๆ อยู่ในลำคอ บางครั้งมันทำท่าทางตลกๆ จนแม่กับแนนหัวเราะ บรรยากาศในบ้านสว่างไสวขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวได้เพราะไอ้ขอด

แต่นนท์ไม่ชอบแมว จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะอึดอัดขัดตาทุกครั้งที่เห็น แม้มันจะนั่งนอนอยู่ของมันดีๆ โดยไม่ได้ไปรบกวนใคร หากนนท์เดินไปตรงที่มีไอ้ขอดนอนอยู่ก่อน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอาตีนเขี่ยเจ้าขนปุกปุยตัวจิ๋วนั่นไปให้พ้นทาง บางครั้งแรงเขี่ยที่ว่าก็ทำให้ตัวเล็กกระเปี๊ยกหนักไม่ถึงสามขีดนั่นกระเด็นลอยไปกระแทกผนังบ้าง บันไดบ้าง ตู้ชั้นแถวนั้นบ้าง บาดเจ็บเดินเขยก ปากแตก ตาบวมปิด ก็หลายครั้ง

เป็นแม่ที่รีบถลาวิ่งเข้าไปดู ช่วยดูแลรักษาน้ำตาคลอ ไม่กล้าปริปากบ่นเพราะกลัวนนท์จะยิ่งอารมณ์เสีย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น

“บาปกรรมจะตามสนองมึง นนท์ มันยังเป็นลูกแมวตัวแค่นี้ ยังไม่หย่านมแม่เลย เทียบกับคนก็เด็กทารก” แนนว่า เมื่อเห็นดวงตาบวมปิดข้างหนึ่งของเจ้าขอดที่เกิดจากแรงกระแทกกับขั้นบันได

“แล้วมันใช่คนไหมไอ้แนน มันก็แค่สัตว์ มันหาข้าวหาน้ำให้มึงกินไหม คอยดู อย่าเผลอ กูจะกระทืบให้เละคาตีนเลย”

จนกระทั่งวันหนึ่งตำรวจบุกเข้ามาในบ้าน แม่รีบบอกให้นนท์กระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างด้านหลังในขณะที่ตนเองออกไปรับหน้าถ่วงเวลาตำรวจ

นนท์หนีออกไปไกล จากบ้าน ไกลกว่าที่เคย ไกลกว่าที่คิด จะติดต่อญาติหรือเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่กล้า เด็กหนุ่มวัย 16 ปี พยายามคิดหาทางออกให้ตัวเองแต่ก็ไม่พบ เร่ร่อนด้วยเงินน้อยนิดที่ทันหยิบติดตัวไปอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็เข้าสู่วงจรการทำงานแบบเดิมที่เคยทำ

เวลาผ่านไปนาน นนท์ไม่กล้ากลับบ้านเพราะนอกจากแม่กับน้องที่เขายังคงห่วงใยแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่ที่นั่นอีกนอกจากตำรวจ และบ้านแห่งความสิ้นหวัง

 

เช่นเดียวกับการทำงานทุกประเภท นานวันเข้าเขาก็มีความเชี่ยวชาญในงานมากขึ้น รู้ลู่ทางในการ กระจายสินค้า รู้ทางหนีทีไล่ รู้วิธีดีลกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนในที่สุดเครือข่ายงานของนนท์กว้างขวางใหญ่โตขึ้น เงินทองไหลมาเทมา นายใหญ่รักและเอ็นดูนนท์มาก จนแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยอันดับหนึ่ง

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กหนุ่มพุ่งโจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเร่งรีบในฟากฝั่งของแวดวงธุรกิจมืด ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อยากกินอยากได้อะไรก็ได้ หลังช่วงจัดการธุระ การงานให้นายในตอนกลางวัน เขาปรนเปรอลูกน้องตัวเองด้วยการจัดปาร์ตี้แทบทุกคืน ปาร์ตี้ในบ้านลับที่มีทั้งอาหารการกินหรูหราราคาแพง จ้างหญิงสาวพริตตี้ค่าตัวสูงลิ่วมาคอยบริการ Entertain ทั้งแบบพิเศษและไม่พิเศษ เหล้า ยา ไม่อั้น เติมได้ตลอด ไม่ขาดตกบกพร่อง

การต้องย้ายที่อยู่เป็นประจำเพื่อความปลอดภัยไม่ได้ทำให้เขาทุกข์ร้อน ในเมื่อเงินแก้ปัญหาให้ได้ทุกอย่าง แม้ว่าการทำเช่นนั้นทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัยไหนในโลกที่นนท์สามารถเรียกว่าบ้านได้อีก

ชีวิตของนนท์โคจรอยู่ในโลกอีกใบ ไม่ข้องเกี่ยวทับซ้อนกับโลกใบเดิมโดยสิ้นเชิง เป็นโลกที่เขาได้อย่างใจในทุกอย่าง แม้จะมีบางอย่างที่เป็นเหมือนหนามอันเล็กๆ คอยทิ่มแทงหัวใจอยู่เสมอ ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถหายใจได้เต็มปอดเลยสักครั้ง

แน่นอนว่ามีบางแวบที่นนท์เธอไปคิดถึงแม่กับน้อง คิดถึงบรรยากาศ อบอุ่น แสนดี เหมือนในหนังการ์ตูนดิสนีย์ แต่โลกใบนั้นก็ดูเหมือนห่างไกลเก่าซีดเหลืองกรอบเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง

บางหน นนท์ยังคิดว่า ความทรงจำวัยเด็กเหล่านั้น อาจเป็นเพียงความทรงจำเทียมที่เกิดจากหนังสักเรื่อง หรือไม่ก็หนังสือสักเล่มที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นเหมือนแสงดวงดาวสว่างวิบวับอยู่บนท้องฟ้าไกลโพ้นในยามราตรี มีจริงแต่เหมือนไม่มีจริง ดูใกล้เหมือนจะเอื้อมถึงแต่ก็ไม่อาจจับต้องได้#.

(อ่านต่อตอนจบ) —–> คลิ๊ก

    …………………………………………..

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here