ผมจำไม่ได้ชัดเจนว่า ครั้งแรกที่รู้ตัวว่าอยู่ในท้องแม่คือตั้งแต่เมื่อไหร่…

ในพื้นที่อบอุ่น นุ่มนิ่ม ชุ่มชื้น เสียงหญิงสาวที่ผ่านมาทางน้ำคร่ำรอบตัว เสียงก้องกังวานอ่อนหวาน บางครั้งครืนครันเอียดอาด ลอยล่องคว้างไหวอย่างอิสระเสรีเหมือนปุยเมฆบนท้องฟ้า เสียงตุบตับสม่ำเสมอของหัวใจ ความอิ่มเอม ทั้งหมดผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สงบ สุข ว่าง ไร้ขอบเขต กรอบ พันธนาการ ผมไม่มีความปรารถนาด้วยซ้ำเพราะไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร

คงเป็นตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่แม่เริ่มพูดกับผม เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สัมผัสผ่านผนังหน้าท้องแผ่วเบา บางคราวได้ยินเมโลดี้บทเพลงอ่อนหวาน พวกเราเคลื่อนไหวโยกไกวเหมือนกำลังเต้นรำ แล้วผมก็มีตัวตนขึ้นมา

เป็นความเศร้าในความสุข ที่ผมได้รับรู้ในที่สุดว่าผมเป็นอีกคน อีกชื่อ อีกร่าง อีกจิตวิญญาณหนึ่งที่แยกเด็ดขาดออกจากแม่ ผมอยู่กับแม่ ในท้องแม่ เป็นลูกของแม่ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับแม่

หลังจากนั้น โลกของผมกำเนิดขึ้น โลกใบที่ใหญ่ขึ้น แต่แคบลงเพราะมีแค่ผมกับแม่เท่านั้น

ผมช่างโชคดีที่มีแม่น่ารัก มีชีวิตชีวา แม่มักร้องเพลง พูดคุยกับผมทุกวัน อาการแพ้ท้องของแม่ทำให้แม่อยากกินอาหารที่หลากหลาย หลายชนิดเป็นอาหารที่แม่ได้กินเป็นครั้งแรกในชีวิต แน่นอนว่านี่ก็ครั้งแรกในชีวิตของผมเช่นกัน ผมซึมซับ กลิ่นและรสของอาหารชนิดต่างๆ ผ่านทางหลอดเลือดที่สายสะดือ ทั้งเค็ม หวาน เปรี้ยว ขม เผ็ด มัน อาหารบางอย่างให้ความรู้สึกกลมกล่อมเคลิบเคลิ้ม บางอย่างทำให้ผ่อนคลายชวนง่วง แต่บางอย่างก็ช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

แม่พยายามเน้นอาหารบำรุงสำหรับคนท้อง นม ไข่ ผักผลไม้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมชอบไอติมกะทิมากที่สุด ความหวานของไอติมและความหอมของมะพร้าวทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ แม่ก็เหมือนกัน ผมรู้ ผมรับรู้ได้ หัวใจแม่จะเต้นเร็วขึ้นอีกนิดหน่อย รอบตัวผมจะมีความรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานแบบแปลกๆ บางทีแม่จะกินไปฮัมเพลงที่ผมชอบไปด้วย และผมก็จะเต้นตาม แม่คงรู้สึกได้เวลาผมเต้น เพราะแม่จะหัวเราะเสียงดังลั่น ลูบตัวผมผ่านหน้าท้อง แล้วก็ถามว่าชอบเหรอลูก ชอบใช่ไหมครับ

ปกติแล้วแม่มักจะเรียกชื่อผม แต่บางครั้งเวลาที่แม่อารมณ์ดี มีความสุขมากๆ แม่ก็มักจะเรียกผมด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “ไอ้ลูกหมา” มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมบิดขี้เกียจเหยียดขาตรงจนท้องแม่ปูดออกด้านข้าง แม่คงเจ็บท้องน่าดู และดุผมเบาๆ “เบาหน่อยไอ้ลูกหมา แม่เจ็บ” กระนั้นแม้เป็นเสียงดุ แต่ผมก็ยังรับรู้ได้ว่า มีความรักและเอ็นดูเจือปนอยู่ในเนื้อเสียงนั้นมากทีเดียว

นานๆ ครั้ง ผมก็ไม่แน่ใจหรอกว่านานแค่ไหน ผมจะได้ยินเสียงมนุษย์อีกคนหนึ่ง เป็นเสียงของผู้ชายที่ชอบเอาหน้ามาแนบท้องแม่เพื่อฟังเสียงผม เขาคงไม่ได้ยินอะไรหรอกนอกจากเสียงโครกคราก

บางทีผมอยากจะทักทายเขาบ้าง ก็จะเอามือหรือเท้ายันที่แก้มเขาเบาๆ แล้วก็จะได้ยินเสียงหัวเราะตื่นเต้นดีใจ “นี่พ่อนะ นี่พ่อเองนะครับ ได้ยินพ่อใช่ไหม พ่อรักลูกนะ” แล้วแม่ก็จะหัวเราะอารมณ์ดีไปด้วย พลางร้องเชียร์ให้ผมเตะ เตะอีกสิลูก เตะแรงๆ เลย

เวลาที่เขาอยู่ด้วย ทำให้ผมรู้สึกอุ่นวาบในใจและผ่อนคลายไปทั้งตัว ผมอยากให้เขามาทักทายผมบ่อยๆ เหมือนที่แม่ทำ รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมหากได้ยินเสียงเขาอยู่ใกล้ๆ ผมและแม่ อยากให้เราทั้งสามคนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา จริงๆ แล้วหากมันจะยาวนานไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดละก็ ผมอยากให้มันกลายเป็น “ตลอดไป”

ผมขยายร่างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในท้องแม่ พื้นที่ที่แคบลงทำให้ขยับตัวลำบากและรู้สึกได้ว่าการเคลื่อนไหวของแม่เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้นด้วยเช่นกัน คงเพราะน้ำหนักท้องที่เพิ่มขึ้น ผมไม่ค่อยชอบตอนที่แม่ต้องไปนอนตรวจนับการดิ้นของผม หรือแม้แต่เวลาตรวจอัลตร้าซาวน์ ตอนที่มีเครื่องมือเสียงหึ่งๆ ลากไปมาบนหน้าท้อง แต่ผมก็ไม่เคยโวยวายหรอก เพราะช่วงเวลาเหล่านั้น ผมมักได้ยินเสียงทั้งพ่อและแม่พูดคุยชี้ชวนดูอะไรบางอย่างอย่างสนุกสนาน หัวใจแม่จะเต้นถี่ขึ้น แม่กำลังมีความสุข ผมเองก็ด้วย มีความสุขมากเสียจนผมยอมทนความรู้สึกไม่สบายตัวพวกนี้ได้

กระทั่งถึงวันที่แม่บอกว่า เราจะได้เห็นหน้ากันเสียที ผมรับรู้ผ่านการสื่อสารทางสายสะดือว่าแม่เจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก ภายในช่องท้องของแม่แข็งเกร็ง บีบรัดตัวผมเป็นระยะๆ ผมกระวนกระวาย กระสับกระส่าย เสียงการไหลเวียนของเลือดในตัวแม่และผมอึกทึกครึกโครมวุ่นวายไปหมด

แล้วน้ำคร่ำรอบตัวผมก็แตกออกไหลออกไปจากถุงจนหมด รอบตัวผมไม่มีอะไรพยุงโอบอุ้มไว้ดั่งเดิม มดลูกแม่บีบตัวผมอย่างรุนแรง อะไรบางอย่างในตัวผมบอกผมว่าต้องพยายามรีบออกไปให้เร็วที่สุดก่อนที่จะขาดอากาศหายใจ ผมรู้สึกถึงแรงผลักจากในช่องท้องตอนที่แม่รวบรวมกำลังเบ่ง

ในที่สุดผมก็หลุดออกมาสู่โลกอีกใบหนึ่ง ใบที่แห้ง สว่างจ้าจนแสบตา และหนาวเย็น ผมร้องไห้ว้ากออกมาเพื่อฮุบอากาศเข้าปอด ผวา เคว้งคว้าง แขนขาเปะปะควานหาแม่ ไม่มีผนังท้องของแม่ ไม่มีเสียงหัวใจ เสียงหายใจ แม้แต่การสื่อสารทางหลอดเลือดผ่านทางสายสะดือก็ถูกตัดขาดไปด้วย

ผมถูกเช็ดถูล้างตัวจนแห้ง ก่อนที่จะพากลับไปหาแม่ที่อ่อนแรงเต็มที

แม่ร้องไห้ ยิ้มให้ผมอย่างมีความสุข “ลูกหมาแม่ มาหาแม่นะ แม่อยู่นี่แล้ว กินนมนะลูก”

ผมดีใจจนสะอื้นไม่หยุด แม่ประคองหัวผมให้อ้าปากงับหัวนมแม่ แล้วสัญชาตญาณก็บอกให้ผมรีบดื่มกินน้ำนมหอมหวาน อบอุ่น ผมได้ยินเสียงคนอีกหลายคน พูดว่าผมตาเหมือนแม่ หน้าเหมือนแม่ ผมรับรู้ได้ว่าแม่ภูมิใจมากแค่ไหน ความสุขของแม่ส่งผ่านทางฝ่ามือนุ่มอุ่นที่ลูบไปทั่วตัวผมตั้งแต่หัวถึงเท้า จนกระทั่งผมอิ่มนม แม่ผล็อยหลับ และผมก็หลับตามแม่ไป

หลังจากที่แม่และผมตื่นขึ้นจากการหลับใหลครั้งแรกหลังคลอด ดูเหมือนบางอย่างเริ่มผิดปกติ แม่เหมือนหลุดหล่นลงในบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ มันมืดดำ สิ้นหวังและไร้เหตุผล แม่ยังคงดูแลผมเป็นอย่างดี ให้นม กล่อม อาบน้ำ แต่แม่กลับดูไม่มีความสุขเหมือนที่เราตั้งใจ

ทำไม ทำไมล่ะแม่ เกิดอะไรขึ้น บอกผมหน่อย จู่ๆ ก็เหมือนเราสื่อสารกันไม่ได้อีกต่อไป

“ไอ้ลูกหมาตัวน้อยของแม่ น่าสงสารเหลือเกิน แม่ไม่น่าคลอดหนูออกมาบนโลกใบนี้เลย ที่นี่มีแต่ความทุกข์ มีแต่เรื่องเลวร้าย” แม่พึมพำปนสะอื้นในคืนหนึ่งที่กำลังให้นมผม

คนอื่นๆ รอบๆ ตัวก็ดูจะไม่เข้าใจแม่ คิดว่าแม่คงอ่อนเพลียจากการคลอด พ่อพยายามให้กำลังใจแม่ หมอบอกว่าแม่มีอาการเศร้าหลังคลอด ไม่นานอาการจะดีขึ้นเอง ผมไม่เข้าใจอะไรเลยแต่ก็สงสารแม่ อยากช่วยแม่แต่ไม่รู้จะทำยังไง

หลายวันผ่านไป แม่ยังดูเศร้าและมืดมนเช่นเดิม แต่คนรอบข้างกลับคิดว่าแม่ดีขึ้นแล้ว เพราะแม่พยายามเก็บอาการเอาไว้ กลัวคนอื่นไม่สบายใจ แต่พอทุกคนออกไปข้างนอก เราอยู่กันแค่สองคนแม่ลูก แม่จะเริ่มเหม่อลอยไปที่ไกลๆ ร้องไห้ และบางครั้งหลงลืมวางผมทิ้งไว้นานๆ โดยไม่มาดูแล จนผมเริ่มมีผื่นผ้าอ้อม เมื่อแม่เห็นก็จะยิ่งเศร้า สงสารผม และโทษตัวเองมากกว่าเดิมเสียอีก

แม่ซูบผอมเพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนพ่อต้องขอร้องให้แม่ยอมไปหาหมอ ผมได้ยินพวกเขาทะเลาะกัน ได้ยินแม่ทำเสียงกราดเกรี้ยวเหมือนนกแสกกรีดร้อง แม่ตะโกนใส่พ่อที่เพียรพยายามอดทน พยายามเอาอกเอาใจ พยายามดูแลทั้งงานในบ้านนอกบ้านมากที่สุดเท่าที่พ่อจะดูแลได้แล้ว

พ่อเดินมาหาผมที่กำลังร้องไห้ อุ้มผมขึ้นมากอด ผมรักกลิ่นเหงื่อ กล้ามเนื้อแขนของพ่อ และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่น ผมคาดหวังให้พ่อปกป้องคุ้มครองผมกับแม่จากบางสิ่งบางอย่างที่กำลังกัดกินแม่จากภายในช้าๆ กดให้แม่จมลงในห้วงแห่งความมืดมิดที่ผมไม่เข้าใจ

แม่เดินกลับมาควักผมออกไปจากอกพ่อ “ไม่ต้องมายุ่งกับลูกฉัน” แล้วรีบพาผมเดินหนีพ่อออกมา

แม่หนีพ่อทั้งๆ ที่แม่ก็ยังอยากอยู่ใกล้ๆ พ่อ ทั้งที่แม่เจ็บปวด แม่ร้องไห้ แม่โทษตัวเองอีกแล้ว แม่บอกผมว่าแม่ไม่ดีพอจะเป็นคนรักของใคร ไม่ดีพอจะเป็นแม่ใครด้วยซ้ำ

สายวันหนึ่ง แม่ลุกผละจากผมไป นั่งเหม่อลอยนานแสนนาน พึมพำว่า พอแล้ว จบแล้ว จบเสียที และเดินโซเซไปที่ระเบียงห้อง ทำท่าจะปีนขึ้นไปบนราวระเบียง

แม่จ๋า… ผมร้องเรียกแม่ แต่เสียงที่ออกมาจากลำคอมีเพียงเสียงร้องไห้แบบทารกที่ฟังไม่เป็นภาษา…

จะเตะแขนขาอย่างไรแม่ก็คงไม่รู้สึก เพราะไม่มีผนังท้องให้ผมสัมผัสแล้ว…

ผมรับความรู้สึกและเสียงหัวใจของแม่ผ่านน้ำคร่ำไม่ได้ ผมช่วยแบ่งปันความหวาดกลัวและสิ้นหวังของแม่ผ่านสายสะดือก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

แม่จ๋า หันกลับมาก่อนสิ กลับมาอุ้มผม มากอดผม กอดไว้แนบอก ลูบหัวผมอย่างที่แม่อยากทำไง มองตาผมหน่อย แม่เห็นดวงตาของแม่ในตาผมไหม เห็นหรือยัง ผมหน้าเหมือนแม่ไม่ใช่เหรอ แม่ภูมิใจในตัวผมไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องเดาผ่านเครื่องมือหมอแล้วไง ไม่ต้องเห็นหน้าผมผ่านจอแล้ว ผมอยู่นี่แล้วไงแม่ ผมร้องตะเบ็งเต็มเสียง

จู่ๆ แม่ก็หยุดชะงักนิ่ง ค่อยๆ ยกขาข้างที่กำลังปีนราวระเบียงลงมาที่พื้น แล้วมองกลับมาที่ผม

นั่นไง! นั่นไง! แม่ได้ยินผมแล้วใช่ไหม แม่เข้าใจผม ใช่สิเราเป็นชีวิตเดียวกันมาตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่คือคนเดียวในโลกที่เข้าใจผม กลับมาหาผมเถอะนะแม่

ใช่แล้ว… กลับมา… อุ้มผม…

โอ… เกือบไปแล้ว แม่เกือบทิ้งผมไปแล้ว กอดผมหน่อย ให้หน้าผมแนบอกที่มีน้ำนมหวานหอมอุ่นของแม่ ให้ผมได้ยินเสียงหัวใจแม่อีกครั้ง นี่ไง หัวใจของแม่ยังเต้นอยู่ ของผมก็ยังเต้นถึงแม้จะไม่ใช่จังหวะเดียวกัน

ถึงแม้หัวใจของแม่จะฟังดูเศร้าๆ สิ้นหวัง ว่างเปล่า แต่ผมก็ยังอยู่ตรงนี้ แม่ฟังหัวใจผมสิเห็นไหม ผมยิ้มแล้ว หัวใจผมกำลังอบอุ่นที่ได้อยู่ในอ้อมแขนแม่ กำลังมีความสุข ให้ผมถีบเท้าเต้นเหมือนตอนอยู่ในท้องก็ได้นะ

แม่ยิ้มให้ผมทั้งที่น้ำตายังร่วงพรู จูบผมที่แก้ม ที่หน้าผาก ที่ฝ่าเท้า สะอื้นสะอื้นเหมือนโลกกำลังจะถล่มทลายลงมา

ให้มันถล่มลงมาแม่ ช่างมัน ผมจะอยู่กับแม่ จะปกป้องแม่เอง แม่รอผมหน่อย ให้แขนผมมีกำลังมากพอจะกอดแม่ได้ รอให้ผมพูดได้ ผมจะบอกรักแม่ทุกวัน รอให้ผมเติบโต ผมจะร้องเพลงกล่อมแม่เหมือนที่แม่เคยร้องให้ผมฟัง จะช่วยแม่ทำงานบ้าน จะพาแม่ไปกินไอติมกะทิด้วยกันบ่อยๆ แม่ยังชอบอยู่ใช่ไหม

แม่อุ้มผมเดินไปที่ระเบียง โยกไกวตัวเห่กล่อม กระซิบข้างหูด้วยถ้อยคำที่ไพเราะที่สุดในโลก น้ำเสียงเดียวกับตอนที่ร้องเพลงให้ผมฟังตอนอยู่ในท้อง

“แม่อยู่นี่แล้ว หมาน้อยของแม่ แม่จะไม่มีวันทิ้งหนูไปไหน ไปกับแม่นะลูกนะ”

จ้ะแม่ ผมจะอยู่กับแม่ อยู่กับแม่ตลอดไป ผมตอบแม่พลางซุกหน้าหาน้ำนมอุ่นๆ อีกครั้ง

วันต่อมา แม่ตื่นแต่เช้า พาผมเข้าไปในครัว ทำอาหารเช้าให้ตัวเองและพ่อ กลับมาแต่งตัวสวย ชุดกระโปรงสีกลีบบัวลายดอกไม้สีขาว ม้วนผมเป็นลอนน่ารัก ยิ้มและดูสดชื่นมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา โดยเฉพาะต่อหน้าพ่อ

ดูท่าทางพ่อดีใจ พ่อโล่งอก พ่อกอดแม่นิ่งนานทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แล้วพ่อก็จูบแม่ จูบผม ก่อนที่จะขอตัวไปทำงาน พร้อมสัญญาว่าจะรีบกลับมาพร้อมอาหารค่ำอร่อยๆ

แม่หัวเราะร่าเริงตอนโบกมือให้พ่อขับรถห่างออกจากบ้านไป ก่อนจะค่อยๆ หุบยิ้มเดินกลับมาหาผม ร้องไห้โฮจนตัวสั่นสะท้าน ผมรู้สึกถึงความพังทลายเสียหายลึกล้ำผ่านทางผิวหนังและสัมผัสของแม่ ไม่ใช่แม่หรอกที่ไร้ค่า ผมต่างหาก ผมเป็นลูกแม่ เป็นสิ่งที่แม่เรียกว่าแก้วตาดวงใจ แต่ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย ผมช่วยแม่ไม่ได้ ผมต่างหากที่ไร้ค่า ไม่คู่ควร แม่เป็นแบบนี้เพราะผมหรือเปล่า ตอนที่แม่ไม่มีผม แม่มีความสุขมากกว่านี้ไหม

แม่ก้าวเท้าปีนขึ้นบนราวระเบียง แต่แขนยังกอดรัดตัวผมไว้แนบแน่น จนแวบหนึ่งของช่วงเวลานั้นผมรู้สึกเหมือนว่าเราได้กลับไปเป็นชีวิตเดียวกันอีกครั้ง ความปีติแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว

จุมพิตที่ข้างแก้มเลอะไปด้วยน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง พลังชีวิตของเราไหลเวียนแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน “แม่รักลูกนะ ลูกหมาน้อยของแม่”

วินาทีต่อจากนั้น โลกภายนอกว่างหวือ แสง เสียง และสัมผัสของสายลมเคลื่อนผ่านเราเร็วจี๋ โลกคงกำลังถล่มลงมาแล้วอย่างที่แม่กลัว แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมกำลังอยู่ในที่ที่ดีที่สุดในโลกนี้แล้ว อยู่ในอ้อมกอดแม่

…ผมรักแม่นะ

ถ้าแม่รอให้ผมพูดได้ผมจะพูดประโยคนี้ให้แม่ฟังทุกวัน…

แต่แม่คงไม่อยากฟังแล้ว

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here