โปรดเรียกฉันด้วยนามที่แท้จริง (ตอนแรก)
………………………

ความรู้สึกแรกที่ปลุกฉันขึ้นมาคืออาการปวดรุนแรงที่หัวซีกซ้ายราวกำลังจะระเบิด ได้เสียงครางด้วยความเจ็บปวดของใครสักคนก้องอู้อี้ใกล้หู ลืมตาขึ้นในห้องสว่างจ้า หลอดไฟ เสียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในที่ครอบปากและจมูกใส มีอากาศผสมไอน้ำพ่นออกมา

พยายามยกมือที่มีเข็มและสายรุงรังทั้งสองข้างเพื่อจะยกขึ้นมาจับต้นกำเนิดของอาการทุกข์ทรมาน แต่ก็พบว่าข้อมือถูกพันธนาการด้วยผ้าสีเขียวติดกับราวเตียงทั้งสองข้างแน่นหนา ขยับเคลื่อนไหวได้เพียงเล็กน้อย

ความรู้สึกต่อมาคือความแสบร้อนที่ส้นเท้าด้านนอกทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นส่วนที่กดทับติดกับเบาะนอน พยายามเคลื่อนไหวยกเท้าให้พ้นแต่ก็เหมือนขาหนักกว่าที่เคยจนแทบเคลื่อนไม่ได้

อาการคลื่นไส้อยากอาเจียนพุ่งพรวดขึ้นจนตัวกระตุกผวาไปด้านข้าง โก่งคอขย้อนขนลุกขนพองทั่วร่างแต่ก็ไม่มีอะไรล่วงผ่านลำคอออกมา อาการปวดหัวกลับทวีขึ้นอีกเหมือนมีบางอย่างในหัวพยายามจะฉีกกะโหลกออกเป็นชิ้น ร่างกายคล้ายกำลังจะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ

“ปวดดดดด ปวดดดดด ปวดดดดด” นั่นเสียงใครตะโกน ดังโหวกเหวกโวยวายอยู่ในห้อง

นานนับโกฏิปีกว่าจะมีบุรุษพยาบาลเดินเข้ามา “มาแล้ว เดี๋ยวฉีดยาแก้ปวดให้ ไม่ต้องร้องๆ”

ของเหลวที่วิ่งเข้ามาทางกระแสเลือดให้ความรู้สึกตื้อ ทึบ แน่นหน้าอก เหมือนการรับรู้จากทุกประสาทสัมผัสจะลดลง แต่อาการปวดราวโลกจะแตกกลับลดลงไม่มากนัก

“ดีขึ้นไหมครับ จากเมื่อกี้คะแนนความปวดที่มากที่สุดคือสิบคะแนน ตอนนี้ให้กี่คะแนน”

“เจ็ดค่ะ”

ในห้องสว่างจ้าที่ไม่เห็นโลกภายนอก วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหน กี่นาที กี่ชั่วโมง กี่วัน… ฉันอยากถาม คืบไปข้างหน้าได้เชื่องช้าทั้งร่างกายและความคิด

“คนไข้ชื่ออะไร”

“นทธี ศศิวิมล ค่ะ”

“อยู่บ้านกับใคร”

“อยู่กับสามี ลูกชาย ลูกสาวค่ะ”

“ทำงานอะไร จำได้ไหม”

“เขียนหนังสือค่ะ เขียนคอลัมน์ เขียนนิยาย”

…เด็กๆ เป็นยังไงกันบ้าง ลูกจะร้องไห้หาแม่ไหม นี่วันอะไร งานที่ต้องส่งเรียบร้อยหรือเปล่า แม่ น้อง สามีเป็นยังไงกันบ้าง ลูกจะตกใจไหมถ้าเห็นแม่เป็นแบบนี้

เป็นนักเขียน… ใครกันนะ นักเขียนคนไหน หนังสือเรื่องอะไร เรื่องที่เรารักที่สุด เกี่ยวกับฤดูหนาวและแสงแดด เกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับความรัก หน้าปกมันเป็นยังไงนะ…

………………………………………………………………………………………………………………………..

มันอาจจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่ฉันรับรู้ว่าจะไม่ได้พบพ่ออีกแล้ว พ่อตายแล้ว ความตายเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้แน่ชัด นอกจากร่างกายที่เน่าเปื่อยแหลกสลาย ถ้าเราไม่เผาพ่อทิ้ง ร่างของพ่อคงเหมือนพวกหมา แมว หรือปลาที่เราเคยเลี้ยงแล้วตายลง แหลกสลาย กลายเป็นซากอินทรีย์อยู่ใต้ดิน ที่ที่มีรากไม้ ไส้เดือน แมลง มด ปลวกชอนไช

ตอนที่ประตูเมรุปิดลงและเปลวไฟลุกโชนขึ้น ร่างกายที่เรารัก เราเคยหอม เคยกอด เคยซุกตัวร้องไห้เมื่อถูกรังแกกำลังมอดไหม้ บางอย่างในตัวของฉันก็กลายเป็นเถ้าธุลีไปด้วย แหลกสลาย เลือนรางเหมือนหมอกควัน เพียงใครสักคนถอนหายใจเบาๆ ก็คงปลิวหายไม่เหลือรูปร่าง มนุษย์คืออะไร ชีวิตคืออะไร เบาบางและว่างเปล่าได้มากกว่านี้อีกไหม

ความรู้สึกถึงการมีตัวตน พร่าพรายเหมือนเปลวแดดบนถนนตอนเที่ยง มีจริง แต่เหมือนไม่มี คาบเกี่ยวกันไปหมดระหว่าง ความคิด จินตนาการ ความฝัน และความเป็นจริง

ชีวิตต่อมา ฉันกลายเป็นเด็กที่พอใจในเลขที่ของตัวเอง ป.4/2 เลขที่ 19

19 คือฉัน ไม่ใช่เด็กคนอื่น ฉันมีตัวตน เวลาที่ครูเรียกเลขที่ 19 ให้ยืนขึ้นอ่าน ฉันยืนขึ้นเพราะฉันคือเลขที่ 19 ฉันมีเลขที่เหมือนคนอื่นๆ เหมือนมนุษย์คนอื่นๆ ในชั้นเรียน เป็นนักเรียน เพราะฉันคือเลขที่ 19

โดยไม่รู้ตัว ฉันหวาดกลัวการถูกทำให้สูญหาย ตกหล่น หลงลืม การถูกผลักออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ที่ทุกคนตัวเท่ากันและสีเหมือนกันหมด ครูบางคนจึงโกรธที่ฉันร้องไห้ไม่หยุดเมื่อยางลบที่ครูเอามาแจกมีไม่ครบและฉันไม่ได้รับยางลบแบบเพื่อน แม้ครูจะหาอันใหม่ที่ใหญ่และสวยกว่ามาให้แล้ว แต่ความรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็ยังไม่หายไปไหน และฉันในวัยนั้นก็ไม่อาจอธิบายความรู้สึกให้ใครฟังได้แม้แต่ตัวเอง

ฉันเป็นวัยรุ่นที่ข้ามวัยมาพร้อมเศษแก้วแหลมคมชิ้นใหญ่ซ่อนในกระเป๋าสตางค์ช่องเก็บเหรียญ เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจว่าฉันจะมีผู้ช่วยหากสิ้นหวัง และต้องการลาออกจากความเป็นมนุษย์

ครั้งหนึ่งรีบร้อนล้วงหยิบเหรียญ คมแก้วบาดปลาบเข้าปลายนิ้ว เลือดไหลเป็นทางลงมาที่ง่ามนิ้วมือ ฉันมองสีแดงก่ำราวอัญมณีนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ ยินดีที่ได้เห็นสัญลักษณ์ของชีวิต ทั้งเลือด และความเจ็บปวด

บ่อยครั้งสะดุ้งผวาตื่นกลางดึก ใจเต้นรัว เหงื่อท่วม พื้นไกวไหวโยก ตะเกียกตะกายไขว่คว้า เฮือกฮุบความทรงจำ ความหวัง ตัวตนและความมีอยู่ของทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนคนจะจมน้ำ

ครั้งแรกที่เห็นคำนำหน้า นามสกุล และชื่อของตัวเองบนสื่อสาธารณะ รายชื่อหนึ่งในหลายหมื่นคนของผู้ที่ผ่านการสอบเอ็นทรานซ์ บนหนังสือพิมพ์รายวัน ฉันประหลาดใจ ตื่นเต้นและตื้นตัน แยกเก็บหนังสือพิมพ์หน้านั้นไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า หลักฐานที่บอกว่าฉันมีอยู่จริง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ บนโลกใบนี้ ในประเทศนี้

ฉันตามเก็บเอกสารทุกชิ้นที่มีชื่อของฉันอยู่บนนั้นเหมือนคนบ้า เพียงเพื่อจะย้ำเตือนว่าฉันตัวตนอยู่จริงๆ เฝ้ารอการเพ่งมองหาชื่อตัวเองบนกระดาน บนกระดาษ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ฉันทำงาน พูดจา แต่งตัว และทำตัวแบบที่ทุกคนต้องการ เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา แต่เหมือนยิ่งเติมก็ยิ่งขาดพร่อง

ความรักแบบชู้สาวทำให้ฉันเหมือนเกิดใหม่ในหนังสือนิยายรัก มีเรื่องราวสวยงามของตัวเอง เป็นนางเอก มีพระเอก มีดวงตาที่มองเห็นฉัน ได้ยินเสียงฉัน อ่านฉัน สัมผัสและแตะต้องฉันเหมือนสมบัติล้ำค่า ทว่าเซ็กซ์ทำให้ฉันดำดิ่งลงในห้วงลึกมืดมิด เหน็บหนาว ถูกฉีกทึ้งออกเป็นเสี่ยง ตายและเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อเขาเดินจากไปเขียนนิยายรักเล่มใหม่ ฉันก็กลายเป็นซากหนังสือเก่าที่ชุ่มไปด้วยน้ำตา หมึกเลอะเลือนรางจนไม่มีใครอ่านได้…

ฉันเปลี่ยนชื่อและนามสกุลใหม่เพราะอยากเป็นคนอื่น อยากมีชีวิตใหม่ อยากขึ้นไปบนฝั่งที่ยืนเหยียบได้เต็มเท้าที่จะไม่ทำให้ฉันจมลงไปที่ไหนอีก แต่เพื่อจะเป็นแบบนั้นก็ต้องย่ำเท้าออกเดินบนพื้นโคลนซึ่งแทบจะไร้แรงตึงผิว

ก้าวแล้วก้าวเล่า จารึกชื่อตัวเองบนใบประกาศนียบัตร ด้ามปากกา โล่รางวัล ถ้วยรางวัล เสียงปรบมือ คำประกาศ และช่อดอกไม้ ย่ำเท้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิ่ง จนพื้นโคลนกลายเป็นพื้นดิน ฉันต้องไม่ช้าลง เพื่อไม่ให้พื้นที่ยืนอยู่นุ่มยวบลงไปอีก ลูบมือลงบนตัวอักษรสีเงิน สีทอง สัมผัสมันซ้ำอีก ซ้ำอีกเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝัน ฉันยังมีชีวิต

การเขียนหนังสือและได้เห็นชื่อตัวเองปรากฏบนหน้าปก คือการค้นพบเก้าอี้ที่มีชื่อของฉันแปะไว้ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเกิด ฉันร้องไห้เมื่อได้นั่งลงตรงนั้นแล้วหันกลับไปมองว่าวิ่งมาไกลแค่ไหน เหนื่อยเพียงใด แต่ถึงกระนั้นพื้นใต้เก้าอี้ก็ไม่ได้แข็งแรงนัก ชื่อที่สลักลงบนโล่รางวัลจะเลือนรางลงตามเวลา หากฉันยังไม่รีบลุกขึ้นเดินอีก


โปรดเรียกฉันด้วยนามที่แท้จริง ตอนที่ 1
โปรดเรียกฉันด้วยนามที่แท้จริง ตอนจบ

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here