น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ปาลิตรู้สึกได้ว่าชีวิตตัวเองกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” อย่างแท้จริง…

และมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย…

ตั้งแต่เขารู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาเมื่อครู่และตั้งสติกวาดสายตาสำรวจรอบตัว พบว่าตนยังคงนั่งในรถคันที่ขับมาจากบ้าน มุ่งตรงไปหาหญิงสาวที่นัดหมายกันไว้ว่าจะมาพบกันในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเคยมีความสำคัญกับเขามากเหลือเกินเมื่อนานมาแล้ว

ยังจำได้ว่าตนขับรถมายังเส้นทางเลียบภูเขาเส้นเดิมๆ ที่เคยขับอยู่เป็นประจำ เส้นทางซึ่งได้ฉายาว่าเส้นทางลอยฟ้า เพราะต้องลัดเลาะผ่านหุบเขาบนทะเลหมอกสีขาวนวลละมุนเหมือนวิ่งอยู่บนสวรรค์ ปาลิตขับมาถึงบริเวณเลียบเลาะหุบเขาด้านข้างซึ่งเป็นจุดอันตราย กำลังครุ่นคิดไปด้วยว่าเมื่อได้พบหน้ากันแล้วจะเริ่มต้นพูดจากันอย่างไรบ้าง และในตอนนั้นเองที่เขาเห็นแสงไฟจากรถคันที่ขับสวนมาด้วยความเร็วสูงกินเลนฝั่งของปาลิตเข้ามาเกือบครึ่ง

ด้วยความตกใจ ชายหนุ่มหักหลบอัตโนมัติจนรถเสียการควบคุมหมุนคว้าง ร่วงหล่น เขาจำได้เท่านั้น

ความตื่นตระหนกฉับพลันราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางหัว เหงื่อกาฬเย็นเฉียบไหลซึมออกมาทั่วร่างกาย ตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว แล้วพบว่ารถของตนแขวนค้างอยู่บนคาคบไม้ที่ยื่นออกมาจากหน้าผาริมทางอย่างหมิ่นเหม่ ตัวรถเอียงตะแคง 90 องศา ฝั่งคนขับอยู่ด้านล่างจึงสามารถมองเห็นหุบเหวลึกลงไปเบื้องล่างไม่ต่ำกว่า 50 เมตร โยกไกวไหวคลอนเป็นพักๆ ตามแรงลมซอกเขาที่กระโชกขึ้นมาเป็นช่วงๆ

ชายหนุ่มใจเต้นไม่เป็นส่ำ ใบหน้าแนบกับกระจกข้างแตกร้าวพร้อมจะระเบิดตัวเองเป็นเสี่ยงหากเพียงมีน้ำหนักเพิ่มลงไปอีกสักนิด เสียงเอี๊ยดอ๊าดของกิ่งไม้ใต้ท้องรถทำให้ท้องไส้ของปาลิตปั่นป่วน ไม่นับอาการปวดปลาบในทรวงอก และต้นคอด้านหลังที่เจ็บเสียดทุกลมหายใจเข้า

ที่ร้ายที่สุดของวินาทีนี้ เพียงชายหนุ่มขยับหัวดูนอกหน้าต่าง รถก็ขยับครืดครืนน่าหวาดหวั่นว่าจะหักร่วงลงไปสู่หุบเหวเบื้องล่างเอาง่ายๆ เขาพยายามรวบรวมสติ ระงับความตื่นตระหนก บอกตัวเองว่าต้องพยายามอย่าขยับหรือขยับให้น้อยที่สุดเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ลมหายใจตื้นถี่กระชั้นทำให้หัวใจยิ่งเต้นแรงสั่นสะเทือนทั้งอกจนเขากลัวว่าจะสะเทือนออกมาด้านนอก

ชายหนุ่มพยายามหายใจให้ช้าลงและลึกขึ้น อย่างที่พยาบาลในห้องฉุกเฉินเคยสอนตอนที่เขาเกิดอาการ Hyper ventilation การควบคุมการหายใจให้ช้าลงจะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานช้าลงด้วย บางทีอาจต้องใช้จินตนาการด้วย นึกถึงเรื่องอื่น นึกถึงที่อื่น ที่ที่ทำให้มีความสุข ทำให้สบายใจ สถานที่โล่งกว้าง อบอุ่น และปลอดภัย…

บ้าน… บ้านหลังที่เขาเพิ่งขับออกมาเมื่อราวชั่วโมงที่แล้ว ภรรยากำลังกล่อมลูกสาววัยสามขวบให้นอนกลางวันอยู่บนห้องนอนของลูก ลูกสาวของเขาชอบฟังแม่ร้องเพลง เพลงเดิมซ้ำๆ วนไปมาไม่กี่เพลง เนื้อเพลงมีแค่บรรทัดสองบรรทัด ไม่มีความหมายอะไรไปมากกว่าดวงดาวสวยงามที่เปล่งประกายวิบวับอยู่บนฟ้า เพลงไล่ฝนให้ไปไกลๆ เพื่อที่แม่ลูกจะได้ไปเล่นข้างนอก หรือก็แค่เพลงเกี่ยวกับทะเลที่มีท้องฟ้าสีสวยสะท้อนอยู่บนยอดคลื่น ปาลิตชอบเพลงหนึ่งเป็นพิเศษและเขาร้องให้ลูกฟังอยู่บ่อยๆ เพลงที่เปรียบเปรยลูกสาวว่าหอมหวานเหมือนขนม เหมือนนม เหมือนน้ำผึ้ง ลูกสาวเป็นถ้อยคำที่มีความหมายมากกว่าแค่ลูกสาว แต่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่เขาเคยพบมาบนโลกนี้ ดวงชีวิตผู้น่ารักน่าทะนุถนอม อ่อนหวาน อ่อนโยน สิ่งนุ่มนิ่มบอบบางในอ้อมแขนที่เขาอุ้มกอด หอม ได้ไม่เคยเบื่อหน่าย ในห้องครัวของเขามักจะมีผลไม้ปอกล้างพร้อมรับประทานวางอยู่ในชั้นตู้เย็น อาจเป็นมะม่วงสุกหวานฉ่ำสักชิ้นที่แทบละลายในปากชวนให้ชื่นใจในตอนที่เหนื่อยกลับมาจากการงานน่าเบื่อ อาจเป็นน้ำเย็นหยดน้ำยาอุทัยทิพย์ที่ภรรยายกมาให้ กลิ่นแชมพูบนเรือนผมของเธอและรอยยิ้มดีใจตอนที่เขาชมรสชาติอาหารที่เธอทำ ทั้งอบอุ่นและชุ่มชื่นใจ

นั่นไงเล่าโลกใบที่สุข สงบ อบอุ่น และปลอดภัยสำหรับปาลิต ที่ที่เขาเพิ่งหันหลังให้และจากมา

ตอนนี้เขาควรอยู่ตรงนั้น… ตำแหน่งที่นอนข้างๆ นางฟ้าตัวน้อยที่กลิ่นตัวหอมเหมือนขนม ในห้องนอนอวลกลิ่นผ้าห่มตากแดดผืนที่ภรรยาเขาขยันเอาออกผึ่งทุกเช้า

ปาลิตน้ำตาซึม ไม่ควรออกมาเลย… ไม่ควร รับสายโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาตอนนั้น ไม่ควรยอมให้ตัวเองทำตามใจด้วยห้วงอารมณ์หวนหาชวนฝันเพ้อเจ้อ จนต้องมาเป็นแบบนี้ เขาหลับตาลง นึกถึงความอบอุ่นที่วิ่งวาบเข้ามาทางปลายนิ้วตอนที่ลูกเอามือน้อยๆ ของเธอกำนิ้วพ่อไว้ตอนแรกเกิด สัมผัสมหัศจรรย์ที่ทำให้เขารู้สึกอยากมีชีวิตอยู่เป็นอมตะเพื่อดูแลเธอตลอดไป

ชายหนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามรักษาจิตใจตัวเองให้นิ่งและเย็นลง เมื่อรู้สึกว่าสงบลงมากแล้วจึงพยายามรวบรวมสติ คิดหาวิธีเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ตรงหน้า ความลึกจากผิวถนนด้านบนถึงตรงนี้น่าจะราวสิบเมตร และเส้นทางอยู่ในบริเวณหุบเขาที่ไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมา กว่าจะมีคนรู้ว่าเกิดอุบัติเหตุ อาจต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง การจะขอความช่วยเหลือคงยากลำบาก เรื่องตะโกนร้องเป็นอันว่าตัดทิ้งไปได้เลย ไม่มีทางที่ใครจะได้ยิน ทางเลือกอีกทางคือโทรศัพท์มือถือที่หล่นอยู่ที่ปลายเท้า แต่หากจะขยับไปหยิบไม่ว่าจะใช้มือหรือเท้า คงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้สะเทือนหรือเสียการทรงตัวจนรถร่วงหล่น

เสียงเรียกเข้าดังขึ้นจากโทรศัพท์พร้อมการสั่นเตือนตามที่ตั้งค่าไว้ ปาลิตสะดุ้งเฮือก เขายกหัวขึ้นจากกระจกเพื่อจะดูตำแหน่งของโทรศัพท์ แต่เพียงขยับรถทั้งคันก็โยกเอนครืดคราดน่าหวาดเสียวอีกครั้ง เขาต้องค่อยๆพิงหัวลงตามเดิม ต้นคอด้านหลังปวดเสียดแปลบจนต้องกลั้นหายใจ

สายลมฤดูหนาวพัดแทรกเข้ามาตามรอยแตกของกระจกฝั่งอื่นๆ ไล้ผ่านผิวกายส่วนที่พ้นจากเข็มขัดนิรภัย ทำเอาปาลิตหนาวสะท้าน และสะท้านไปทั้งใจเมื่อเสียงเรียกเข้าซึ่งเป็นความหวังและตัวแทนการเชื่อมโยงเขากับโลกใบนี้เงียบลง

เสียงหญิงสาวแผ่วเบาราวเสียงกระซิบจากภูตพรายดังขึ้นในห้วงคำนึง คงเป็นเธอที่โทรเข้ามาถามว่าเขาเดินทางถึงไหน เสียงแหบหวานคุ้นหูของเธอดังหลอกหลอนเขามาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดังอยู่เสมอแม้ในวันที่เขาแต่งงานกับภรรยาแสนดี ดังกระทั่งในวันที่นอนเฝ้าลูกป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล หลอกหลอนล่อลวงหัวใจของปาลิตไม่ยอมจากไปไหน คงไม่ผิดไปนักหรอกหากปาลิตจะรู้สึกว่าเสียงนั้นดั่งเสียงของภูตพรายมากกว่ามนุษย์ที่ยังมีชีวิต

อันที่จริงเขาคิดว่าเธอตายไปแล้ว ตายจากไปนานแสนนาน ตั้งแต่วันที่เลิกรากัน หญิงสาวร่างบอบบาง หัวใจอ่อนไหว ผู้หลงใหลเลื่อนลอยวนเวียนอยู่ในโลกของงานศิลปะ เสพวรรณกรรมโรแมนติคมัวเมาอยู่ในเสียงดนตรีที่ปาลิตไม่มีวันเข้าถึง

แต่เขาก็หลงรักเธอที่เป็นแบบนั้น เขาเทิดทูนวิธีที่เธอเสพสิ่งเหล่านั้น เสพดนตรี เสพบทกวี เช่นเดียวกับที่เธอเสพเขา สัมผัสราวแหวกว่ายในกระแสธารผิวเนื้อกอดรัดเต้นรำในห้วงอารมณ์แสนสุขสม กระซิบหวานซ่านหูถ้อยคำเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปาลิตคลั่งไคล้ใบหน้าของเธอยามมึนเมาในห้วงสุข

แต่คู่เต้นรำที่ดี อาจจะไม่เหมาะที่จะเป็นคู่รัก ภรรยา หรือแม่ของลูก…

โดยเฉพาะประการหลัง หญิงสาวอารมณ์วูบไหววิจิตรประกาศหนักแน่นหลายครั้งว่าเธอไม่ชอบความสัมพันธ์ผูกรัดแน่นหนาอย่างการแต่งงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีลูก ที่จะรัดตรึงเธอเอาไว้จากอิสระเสรีที่เธอแสนจะหวงแหน ลูกจะทำให้เธอไม่อาจไขว่คว้าจิตวิญญาณอิสระ ปาลิตไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด แต่ก็ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าต้องการอะไร

คืนนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอนัดเขามาพบที่จุดชมวิวเก่าแก่บนยอดเขา ที่ที่พวกเขาเคยเต้นรำท่วงทำนองรักกันครั้งแรกกลางแสงจันทร์เดือนหงายเจิดจ้าราวกับชนเผ่าเร่รอน ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอขู่จะฆ่าตัวตาย หากเขาไม่ยอมมาหา ทั้งๆ ที่รู้เต็มอกว่าเขาแต่งงานแล้ว ปาลิตจึงไม่ได้มา

หลังจากนั้นเธอหายสาบสูญ พบเพียงรถว่างเปล่าจอดอยู่ที่นั่น และรองเท้าผ้าปักลายดอกไม้คู่โปรดถอดทิ้งไว้เรียบร้อยที่ริมหน้าผา ใต้รองเท้ามีจดหมายฉบับหนึ่ง ไม่มีข้อความอักษรใดๆ แม้แต่ตัวเดียว มีเพียงภาพวาดจุดชมวิวแห่งนั้นมีพระจันทร์เพ็ญแจ่มกระจ่างงดงามอยู่บนท้องฟ้า

กระทั่งวันหนึ่ง เสียงแหบหวานคุ้นหูดังมาตามสาย ทวงสัญญาวันเก่าก่อน ปาลิตได้กลิ่นความหลังโรยตัวอ้อยอิ่งอยู่เหนือถ้อยคำเหล่านั้น โหยหา อาวรณ์ เธอเรียกเขาให้ออกไปพบที่จุดนัดพบเดิมอีกสักครั้ง อีกแค่ครั้งเดียวก่อนที่เธอจะเดินทางไกลโดยไม่กลับมาอีก

ปาลิตไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอเป็นคนหรือเพียงวิญญาณลวงหลอนที่ปรากฏภาพแต่ในหัวเขามายาวนานนับสิบปี แต่ความรู้สึกผิดบาปติดค้างยาวนานสั่งให้เขามาเพื่อหาความกระจ่าง ขอบคุณ ขอโทษ ที่ยังไม่เคยเอ่ย เขาขอโอกาสให้ตัวเองเพียงเท่านั้น ไม่ว่าเธอจะเป็นคนหรือภูตผี

จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาราวฟ้าร่วง ลมกระโชกจนรถไหวโยกเอียดแอดจวนเจียนจะร่วงหล่น น้ำฝนหน้าหนาวไหลมาจากช่องกระจกแตกเย็นเฉียบพอกับน้ำแข็ง หัวใจของปาลิตแกว่งไปมาเหมือนลูกไม้สุกที่อยู่บนต้นไม้

หากยังเฉยอยู่แบบนี้อย่างไรก็คงร่วงหล่นไม่มีหนทางอื่น เขาตัดสินใจจะเคลื่อนตัวเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้กระเด็นจากที่เดิมมาอยู่ตรงข้างหัวเข่า น่าจะพอเอื้อมมือถึงได้ไม่ยากนัก ถ้าเขาโชคดี อาจจะโทรหาความช่วยเหลือได้ทันเวลาก่อนที่จะหล่นลงไป

ปาลิตเอื้อมมือจะหยิบโทรศัพท์ แต่ขยับไม่ได้ ทีแรกเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะเหน็บชาเนื่องจากอยู่นิ่งๆ มานาน แต่เมื่อลองขยับร่างกายส่วนอื่นๆ ไม่มีส่วนไหนขยับเคลื่อนไหวได้เลย!

หัวใจเขาร่วงวูบลงไปในหุบเหว ร้อนซ่าไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจดเท้า เหงื่อแตกพลั่กพลั่งออกมาจากทุกรูขุมขน พยายามสงบสติอารมณ์อีกครั้ง รวบรวมสมาธิและกำลัง ลองขยับร่างกายทั้งส่วนนิ้ว แขน ขาอีกครั้ง และอีกครั้งอย่างตื่นตระหนก

ร่างกายตั้งแต่ส่วนคอลงไปไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลยแม้สักนิด ตัวตนและความรับรู้ของปาลิตดิ้นพล่านทุรนอยู่ในร่างที่แข็งทื่อราวกับเป็นร่างของคนอื่น ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยังครบถ้วน แต่เขาทำอะไรไม่ได้เลย

กว่าหนึ่งชั่วโมงของความพยายาม ปาลิตพยายามคิดในแง่ดีว่านี่อาจเป็นอาการชั่วคราว หากเขาใจเย็นพอและพยายาม อาจจะสำเร็จ เขาเพียรพยายามใหม่ คลุ้มคลั่ง หวาดหวั่น สลับกันไปตลอดเวลานั้น

ปาลิตปากสั่น ตัวสั่นด้วยความหนาวจากเม็ดฝนเย็นเฉียบและความหวาดกลัว รับรู้ความจริงอันชวนขนพองสยองเกล้าว่าตนน่าจะเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว อาการเจ็บแปลบที่กระดูกสันหลังส่วนบนสุดติดกับคอแปลบปลาบเสียดขึ้นมาอีก ชายหนุ่มเริ่มร้องไห้ เขาไม่อาจยอมรับตนเองในร่างพิการเช่นนี้ได้ หากรอดกลับไปแล้วต้องเป็นแบบนี้ก็เท่ากับตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ

ชายหนุ่มสะอึกสะอื้น ครางฮือในลำคอ กระแทกศีรษะเข้ากับกระจกอย่างแรงติดๆ กันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความโกรธแค้นโชคชะตา หวังให้อะไรสักอย่างเกิดขึ้น หวังให้ทุกสิ่งเป็นเพียงความฝัน หวังให้ทุกสิ่งจบสิ้น

ลมกระโชกแรงเหวี่ยงรถจนโทรศัพท์มือถือกระเด็นมาตกที่กระจกข้างคนขับพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะของลูกสาวคนดีที่ปาลิตอัดเอาไว้และเพิ่งตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าเมื่อวานนี้เอง

ใบหน้าของภรรยาและลูกปรากฏขึ้นที่หน้าจอ ทั้งสองยิ้มมองกล้องอย่างมีความสุข ยิ้มให้กล้องและคนที่อยู่หลังกล้อง สามีและพ่อผู้เป็นที่รัก

ปาลิตร้องไห้ตะโกนเรียกชื่อเธอทั้งสอง โขกศีรษะกับกระจกถี่ขึ้น เผื่อว่าโทรศัพท์จะเคลื่อนมาที่ใบหน้าของเขาและรับสายได้

กระจกข้างคนขับที่ร้าวมากอยู่แล้วแตกเปรื่อง… ใบหน้าลูกสาวและภรรยาที่รักหลุดลอยลงไปเบื้องล่าง ไกลออกไปจนสุดสายตา… เสียงหัวเราะสดใสของทารกแผ่วจางหายไปในเสียงฝน

เสียงร้องโหยหวนยาวนานอย่างสัตว์ป่าหัวใจแหลกสลายดังกึกก้องไปทั่วบริเวณนั้นแต่ไม่มีใครได้ยิน

นทธี ศศิวิมล
เกิดและเติบโตที่ อ.เมือง จ.ตาก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เขียนหนังสือได้หลายแนวทั้งนิยาย นิทาน เรื่องสั้น วรรณกรรมเด็ก เรื่องแนวสยองขวัญได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการแปลและวางขายในต่างประเทศ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here