-๗-

สมรภูมิใหม่
…………..

ภาพที่เห็นทำให้คนที่อยู่บริเวณทางขึ้นรถไฟฟ้ายิ่งหลีกลี้ อาหารที่วันเนาว์กินไม่สามารถทำให้หล่อนอิ่มได้ เคราะห์หามยามร้ายคนข้างเคียงอาจเป็นรายถัดไป แม้แต่คูนที่เป็นญาติกันก็วิ่งหนี

ในที่สุด วันเนาว์ – สัตว์ประหลาดตนนั้น – ก้าวไปกระชากกะโหลกศีรษะของนางประไพขึ้นมาทั้งตัว พยายามดูดดื่มให้สมกับความหิว แต่แล้วก็เหมือนเดิม ไม่ช้ามันไอ สุดท้ายขย้อนออก

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้นอีกราวสิบนาที จึงมีเสียงดังขึ้นคล้ายขยายด้วยเครื่องเสียง “ประกาศ ประกาศ ชาวขยะใดๆ ที่อยู่ใกล้เชิงสถานีไฟฟ้า จุ่งเร่งย้ายห่างเพื่อเปิดทางให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการรักษาความสงบ ปิดหู แลปิดลูกนัยน์ตาเพื่อรักษาความปลอดภัยของตัวท่านเอง ประกาศ–”

จังหวะนั้น ถนนข้างๆ จึงมีรถมาจอดขนาบ คนอยู่บนรถคงเปิดลงมาจากอีกด้านเพื่ออาศัยตัวรถเป็นกำบัง และแล้ว โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง บางอย่างถูกยิงขึ้นจากด้านข้างหลังคารถนั้นเอง เมื่อมันพุ่งออกมาก็แหวกกว้างลักษณะคล้ายแหที่ชายขอบถูกถ่วงน้ำหนัก แหดังกล่าวครอบล้อมสัตว์ประหลาดวันเนาว์จนเจ้าหล่อนล้มลงนอนกับพื้น

“ทำไมไม่ใช้ปืน หรือยาสลบ?” เยียรยงมุ่นคิ้ว เพราะมีพี่ทำงานอยู่ในหน่วยงานนั้น เธอจึงพอรู้ว่าในเหตุการณ์อันตรายเช่นนี้ ปกติทางการจะต้องพยายามรักษาบุคลากรโดยใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ นี่เห็นได้ชัดว่าแหนั่นทำได้แค่รัดให้เป้าหมายขยับตัวลำบาก…

เจ้าหน้าที่ รปภ.สามนายวิ่งออกจากหลังรถเข้าสะกดวันเนาว์ทันที รายหนึ่งนั่งทับแผ่นหลังเจ้าหล่อนด้วยเข่าข้างหนึ่ง จ่อปืนที่ศีรษะ อีกสองรายรวบชายแห จุดที่เกิดเหตุอยู่ในระยะไกลเกินกว่าจะแยกแยะได้ว่าใครเป็นใครบ้าง มีขุนระเบ็งกับยรรยงพี่ชายของเยียรยงร่วมด้วยหรือไม่

“ปลอดภัย!” เสียงตะโกนก้องขึ้น ไม่ใช่เสียงทั้งพี่และขุนนั่น จากนั้นมี รปภ.อีกสามนายวิ่งเข้ามาคอยจ่อปืนระวัง ระหว่างที่วันเนาว์ถูกรวบและลากหายขึ้นไปอีกทางหนึ่ง อาจจะเป็นรถขนคนร้ายคันใหญ่ๆ สักคัน ใครสองคนหนึ่งวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนมาบนสถานี ทีนี้เห็นแล้วว่าเป็นขุนระเบ็งและพี่ชายเธอ ไม่กี่วินาทีถัดมาภาพเคลื่อนไหวก็จบ

“ที่แท้มันเป็นอย่างนี้” เยียรยงเงยขึ้นจากจอกระดานไฟฟ้า พึมพำด้วยริมฝีปากแห้งเหมือนทราย “เรื่องร้ายขนาดนี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมบอกพวกเรา!”

ร่างสูงของคนบนเบาะข้างกันขยับออกห่างนิดหนึ่ง “นี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เขาไม่ยอมบอก”

“หมายความว่ายังไง”

จังหวะนั้น สายตาของสารถีรถรับจ้างส่องมาทางนี้ ธนลภย์คงเห็นเช่นกัน จึงลดเสียงลง “ไว้เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”

“ตกลงจะให้ไปไหน” เจ้าของสายตาถามขึ้นด้วยเสียงหงุดหงิด “ตรงต่อไปก็เขตขยะเปียกแล้วนะ!”

“ใช่ครับ”

เยียรยงหันขวับมองเพื่อน

“เข้าซอยบังบด ๑๑๒”

ซอยที่ว่าอยู่ลึกไปพอควรในเขตขยะเปียก แม้จะไม่ลึกเท่าบ้านเก่าของเธอก็ตาม

“ไม่รู้มาก่อนว่าเราจะต้องไปถึงที่นั่น”

ธนลภย์คงเข้าใจความรู้สึกเธอ เขาจ้องตาอย่างจะขอโทษ “เราคงไม่ต้องไป ถ้ามันไม่เกิดเหตุสุดวิสัยที่ซอยพิชัยนั่น”

ก็เพราะเคยเติบโตในเขตขยะเปียกมาก่อน เยียรยงจึงตระหนักในความห่างไกลและปล่อยปละของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทางเดียวที่คุณจะอยู่ได้ในแดนเถื่อนก็คือต้องแกร่งพอ บางทีอาจถึงขั้นต้องเหี้ยมพอ! กฎที่ว่าถ้าเราไม่เบียดเบียนใคร ก็จะไม่มีใครมาเบียดเบียนเรา นั่นใช้ไม่ได้ในเขตขยะเปียก

ครอบครัวเยียรยงเคยอยู่สงบในที่แห่งนั้น ไม่ใช่เพราะพยายามไม่ยุ่มย่ามกับใคร แต่ชื่อเสียงของช้อนควักลูกตาคนต่างหาก! นายยุทธ์พ่อของเธอไม่ชอบพูดพร่ำ มองดูอ่อนน้อม แต่ใต้เปลือกนอกละม้ายอ่อนแอ พ่อสามารถสะบัดปลายเท้า กระทุ้งกำปั้น เสียบและสับ และใช้ของรอบกายมาเป็นอาวุธได้คล่องแคล่ว นักเลงที่สอดเข้ามาไม่เคยกลับออกไปแล้วไม่พิการ หนึ่งต่อหนึ่ง สองต่อหนึ่ง สาม สี่ จนนับสิบ! ร่ำลือในหมู่คนแถวบ้านเก่าเธอว่า กลุ่มอันธพาลเข้าบ้านเธอช่วงหัวค่ำ ถึงสองยาม พ่อก็หิ้วร่างโชกเลือดของแต่ละรายไปทิ้งไว้บนเนินขยะข้างบ้าน เหมือนตั้งใจจะเตือนย้ำใครก็ตามที่ยังไม่รู้ดีชั่ว

มีคนพยายามยกพ่อให้เป็นผู้นำ เป็นผู้ปกป้อง แต่พ่อก็แค่ยิ้มเฉย นั่นมากพอสำหรับคำปฏิเสธ และต่อให้โดนด่า โดนนินทา พ่อก็ไม่เคยแยแส ความมั่นคงในจุดยืนนี้เองทำให้ทุกอย่างค่อยๆ จางไปตามกาลเวลา

และ ใช่ วันนี้เธอล่วงเข้ามาโดยไม่มีเงาของพ่อ เยียรยงยะเยือกใจ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้น…?

ต้องยอมรับ สิ่งที่เกิดขึ้นในซอยพิชัยชวนให้เริ่มประหวั่น ดูเหมือนว่าเรื่องมันไปไกลกว่าที่เธอคาด อันตรายกว่าที่เราคาด! ในเขตขยะทั่วไปยังเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าเป็นในพื้นที่ขยะเปียกเล่า…

“จอดก่อนค่ะ” เธอชะเง้อบอกคนขับ

“หืม?” รายนั้นเลิกคิ้ว สบตาผ่านกระจกมองหลัง

“จอดที”

ท่ามกลางความงงงวยของเพื่อนที่มาด้วยกัน ทันทีที่รถจอดสนิท เด็กสาวเปิดประตูก้าวลงไปยืนบนบาทวิถี

ธนลภย์คงเจรจาอะไรกับคนขับ ครู่หนึ่งจึงตามออกมา “เป็นอะไรไป จะเปลี่ยนใจเหรอ”

“ลภ” เด็กสาวถอนหายใจ “นายอาจจะหาว่าเรางี่เง่า แต่นี่เป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ เราขออะไรสักอย่างจากนายได้มั้ย…”

. . . . . . . . .

 

“สรุปความคืบหน้าทั้งหมดตอนนี้ พวกนักเรียนนาฏศิลป์ที่ก่อความรุนแรงทั้งหกคนโดดเข้ากองไฟตายหมด มีคนโดนลูกหลงแล้วก็มีแผลไฟลวกหลายคน แต่ที่โดนทำร้ายจริงๆ มีแปดราย เป็นพวกเด็กรุ่นพี่หกคน ครูอีกสอง หนึ่งในนั้นคือครูวรัตต์ แกหนีออกมาจากกองไฟได้ แต่ถูกไอ้ตัวนึงตามมาฉีกปากดูดสมอง รายนี้เละกว่ารายก่อนๆ ครับ พวกมันเอาพานฟาดจนกะโหลกยุบแล้วคว่ำพานครอบไว้”

ครอบไว้แทนหัวโขน!

ขุนระเบ็งสรุปกับตัวเองทั้งที่ยังหลับตา เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง จากจุดที่ยืนอยู่เขาเห็นแผ่นหลังของยรรยงยืนห่าง กำลังนิ่งรอคำสั่งใหม่จากผู้บังคับบัญชา

ผู้บังคับบัญชาที่ไม่ใช่เขาอีกต่อไป!

ท่านหลวงไม่ได้ล้อเล่น เบื้องบนตอบแทนความสะเพร่าด้วยการเขี่ยเขาพ้นจากหน้าที่แล้วจริงๆ นับจากนี้ระเบ็งจะมีวันหยุดยาว ตรงกันข้ามกับความก้าวหน้า ความเจ็บปวดจะไม่พุ่งสูงเพียงนี้ ถ้าไม่เพราะผู้แทรกเข้ามาแทนที่กลับเป็นมัน ไอ้หงามุก!

เพื่อนหนุ่มเบียดบี้กันมาตั้งแต่สมัยเรียน มันตัวใหญ่ เขาก็พยายามทำตัวให้ใหญ่กว่า หมั่นออกกำลังและแบกของหนักจนมีมีโคชี้ดักปูดนูนตลอดบ่า ทำเอาเพื่อนๆ และครูฝึกอ้าปากค้าง มันเรียนเก่ง เขาก็พยายามเรียนให้เก่งเท่า การพยายามเอาชนะนี้ไม่ใช่สาเหตุใดเลยนอกจากความรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า ไอ้หงาไม่ได้มีบรรพชนกู้ชาติอย่างเขา เป็นแค่พวกขยะเปียกที่ไต่เต้าขึ้นมา ค่าที่เป็นอย่างนั้น มันจึงมักหลุดแนวคิดสะกิดใจเขาให้เฝ้าระวัง ว่าที่แท้มันเข้ามาในสำนัก รปภ.เพราะอะไรกันแน่

ไอ้ห่าหงาเชื่อว่าคนเท่าเทียมกัน! นั่นคือสิ่งที่มันไม่พูดดังๆ ให้ใครได้ยิน แต่จากหลายการกระทำและคำพูดอื่น ระเบ็งสามารถวิเคราะห์ได้

คนเราจะเท่ากันได้ยังไง พวกผู้ปกครองต้องอยู่บนสุด พวกท่านทำงานหนักกว่า มีความรับผิดชอบสูงกว่า ไม่ต้องพูดถึงบุญคุณที่บรรพบุรุษของพวกท่านพาชาวขยะหลบพ้นความลำบากมาถึงสยามอลังการนี่!

ไอ้หงามันพยายามบิดเบือนความจริงนี้ เหอะ! ก็คงเพื่อล้างสมองตัวเอง คิดว่าสักวัน ด้วยความขยัน อดทน และพยายาม มันจะสามารถไต่เต้าไปสู่จุดเดียวกับท่านพวกนั้นได้ มันคงกะจะใช้เกณฑ์เดียวกันนี่ให้คะแนนพวกใต้บังคับบัญชา เขาเคยได้ข่าวว่ามันนั่งถกกับหัวหน้าตัวเองสองนานเรื่องความกระจ่างและถูกต้องในข้อบังคับปฏิบัติบางข้อ

หัวหน้าของมันใจดีเกินไป มันถึงได้ใจและไต่มาถึงจุดเดียวกับเขา!

แต่สำหรับไอ้ยรร นี่จะไม่ง่ายแบบนั้น!

ใช่แล้ว การที่ระเบ็งเลี้ยงยรรยงไว้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาเห็นเงาบางอย่างของไอ้หงาซ้อนทับอยู่ รปภ.ผู้เพียรล้างสมองตน คิดว่าสักวัน ด้วยความขยัน อดทน และพยายาม มันจะสามารถไต่เต้าสูงขึ้นไปได้ แต่ไม่มีวัน! โดยเฉพาะยรรยง ตัวมันเองก็ต้องรู้ การมาแทนที่ของไอ้หงาจะทำให้มันตกที่นั่งลำบาก!

เพราะอย่างนั้น ตกเย็น หลังจากเขาแยกกลับที่พักก่อนเนื่องจาก ‘หมดหน้าที่’ ลูกน้องซึ่งกำลังจะกลายเป็นแค่อดีตก็ต่อสายมา

“ผมมีความคืบหน้าเรื่องภาพเคลื่อนไหวที่หลุดออกไปครับท่านขุน”

“ว่ามาสิ” เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้นเท้ากับผนังข้างๆ เคลื่อนบุหรี่เข้าปาก ดูดกักครู่หนึ่งจึงค่อยละเลียดปล่อยควันออกมา ดวงตาหยีเหมือนกำลังเพ่งในแสงไฟ ทั้งที่จริงทอดไปนอกหน้าต่าง อาคารละแวกนี้เป็นสำนักงานของบริษัทใหญ่โต ตัวตึกไม่สูงนัก (แต่ก็นับเป็นละแวกที่มีตึกสูงที่สุดแล้วของสยามอลังการ) มันเรียงซ้อนกันถี่ๆ รอบถนนกลางเมือง ก่อให้เกิดแง่เงาทอดเข้ามา ยากจะเห็นแสงฟ้าสายัณห์

ยรรยงจาระไน “วันก่อน หลังจากท่านขุนบันทึกภาพเคลื่อนไหวจากสถานีรถไฟฟ้าแล้ว เจ้าหน้าที่ที่นั่นก็ลบฟายต้นฉบับทิ้งทั้งหมด จากนั้น หน่วยงานที่ท่านขุนเอาฟายส่งต่อให้ก็มีแค่ส่วนกลาง ผมเลยแอบขอให้คุณหมอช่วยตรวจเรื่องนี้ครับ–” หมอผู้รักษาและดึงความทรงจำเยียรยงน้องสาวคนเล่านั่นเอง ด้วยเนื้องานที่ต้องประสานกันบ่อยครั้ง ระเบ็งและยรรยงจึงค่อนข้างสนิทสนมกับรายนั้น ระเบ็งพอเดาได้ หมอก็คงไม่สบายใจนักที่ต้องทำเรื่องพรรค์นี้ ยรรยงน่าจะต้องขอร้องอยู่หลายที เพื่อให้เจ้าตัวลักลอบใช้สิทธิเข้าถึง แล้วสำรวจระบบ

“—คุณหมอบอกว่าฟายที่ท่านขุนคัดลอกวางไว้ในระบบที่นี่ มีประวัติว่าถูกส่งต่อสองครั้ง ครั้งหนึ่งคัดลอกไปที่แฟ้มงานสำรอง–” พื้นที่นั้นถูกสงวนไว้แทบจะไม่มีใครเข้าได้ เพราะมีไว้ป้องกันการถูกลบหรือแก้ไขโดยเฉพาะ ฉะนั้นถ้าฟายจะถูกทำซ้ำและส่งต่อออกไป ก็ไม่น่าจากที่นี่ “อีกครั้ง คนที่คัดลอกไปคือท่านขุนหงามุก เมื่อราวๆ สิบโมงวันนี้เองครับ”

“หงามุก?” เขาทวนคำ ถ่ายควันออกมาแล้วจนหมดปอด “มันจะเอาไปทำไม”

“เท่าที่เห็นวันนี้ แกใช้วิเคราะห์เทียบกับกรณีอื่นๆ ที่แกรับผิดชอบอยู่ครับ”

หน้าที่หงามุกก็เหมือนเขา รับผิดชอบคดีพิเศษ แต่ต้นคดีทำนองยายเด็กวันเนาว์นี่อยู่ในมือมัน แต่หลังๆ กลับเกิดบ่อยจนมันไม่สามารถดูแลทั่วถึง ตอนที่ระเบ็งถูกเรียกตัวมาช่วยรับเรื่อง เขาถึงกับหัวเราะอยู่ในใจ ในที่สุดก็ต้องถึงมือกู!

ไอ้ห่าหงาเอาไปตอนสิบโมง แล้วเรื่องก็แพร่ไปทั่วราวๆ เที่ยง…

เห็นเขานิ่งอยู่ ยรรยงคงรู้ว่าเขาคิดอะไร และน่าจะคิดแบบเดียวกัน จึงว่า “ผมจะพยายามจับตาท่านขุนหงามุกไว้ ถ้ามีความคืบหน้าจะรายงานมาอีกนะครับ”

“ขอบใจมาก” ปลายทางกำลังจะวางสาย เขารีบรั้งไว้ “เอ้อ พันยรร”

“ครับ”

“น้องสาวมึงเป็นไงบ้าง”

ปลายทางดูนิ่งไป เขาพอจะรับรู้ว่าเจ้าตัวรู้สึกเช่นไร จึงบอก “เห็นเขาสงสัยเรื่องงานมึงกับกู เมื่อวานมึงอาจโดนซักเละ”

“ท่านขุนวางใจได้ครับ” น้ำเสียงเจ้าตัวเป็นทางการขึ้น “พอผมไม่ตอบ น้องก็เลิกสนใจไปแล้ว”

“เราะ” มันไม่รู้เรื่อง ‘วันนี้’ จริงๆ “ก็ดี”

ในที่สุดเขาวางสาย พอดีกับที่มีเสียงเคาะดังข้างๆ “อุตส่าห์รอจนคุยจบ ยังจะเหม่อต่ออีก”

“โทษที” เขาหันบอกผู้หญิงผมสั้นตัวเล็กๆ ที่ก้าวออกมาจากสำนักงานการสื่อสารด้านใน นี่เป็นอีกรายที่เขากับยรรยงติดต่อด้วยจนค่อนข้าง ‘คุยได้’ ขุนระเบ็งตามมา ‘คุย’ ด้วยตั้งแต่บ่ายแก่

“ได้ความละ” อีกฝ่ายสรุปเสียงเหนื่อย เห็นได้ชัดว่างานครั้งนี้ไม่ง่าย กางกระดานไฟฟ้าของตัวเองออกเพื่อแสดงหน้าจอแก่คนข้างๆ “ต้นตอภาพเคลื่อนไหวนั่นถูกแปะในโลกอรลายครั้งแรกที่แอบประเคนฉันพีเจี๋ยน ลักษณะคล้ายๆ สุโนก แต่ไม่แพร่หลายเท่า ส่วนใหญ่ใช้คุยกันเรื่องใต้ดินเพราะตรวจสอบตัวตนยากกว่า”

“ขอดูหน่อย”

อีกฝ่ายขยับกระดานไฟฟ้ามาทางเขา ประกาศดังกล่าวมีข้อความโปรยว่า ‘ในที่สุดก็ได้คลิปหลักฐานเรื่องนี้มาซะที–’ การใช้คำทับศัพท์นอกเสียงคำไทยนั้นแสดงให้เห็นถึงความกระด้างกระเดื่องของพวกชังถังหัวรุนแรงชัดเจน ‘—ช่วยกันแชร์ต่อๆ ไป นี่คือเรื่องที่พลเมืองสยามอลังการถูกปิดบังทั้งที่เป็นภัยใกล้ตัว ดูเหมือนพวกฝาถังจะยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร เลยยังไม่ยอมให้ข่าวหลุดออกมา’

ขุนระเบ็งขยับนิ้วอีกครั้งเพื่อดูบางอย่างใต้ประกาศ เจ้าของกระดานไฟฟ้าบอกว่า “พวกที่ลงประกาศในนี้ใช้นามแฝงทั้งนั้นแหละ เวลาสมัครไม่ต้องใช้อะไรยืนยันตัวตน บอกยากว่าใครเป็นใคร ตามเลขไอพีก็ยังอาจจะยากเลย”

ขุนหนุ่มไม่ว่าอะไร เรื่องนั้นทำไมจะไม่รู้ แล้วที่ดูอยู่ก็ไม่ใช่ชื่อคน ตัวเลขข้างหลังชื่อคนนั่นต่างหาก

๙ช.

ตอนนี้ห้าโมงเย็น สิบเจ็ดนาที ประกาศนี้ถูกลงไว้เมื่อราวๆ เก้าชั่วโมงก่อน นั่นก็คือประมาณแปดโมงเช้า

แต่ไอ้หงามุกเอาฟายจากส่วนกลางไปตอนสิบโมง…

อย่างรวดเร็ว ขุนระเบ็งดึงกระดานไฟฟ้าที่ม้วนเสียบอยู่ในกระเป๋าหลังกางเกงของตัวเองขึ้นมา นอกจากฟายที่ยรรยงว่า ใช่แล้ว ยังมีต้นฉบับอีกหนึ่งแห่ง

ฟายในเครื่องที่เรายังไม่ได้ลบทิ้งนี่ไง!

อึดใจนั้น ไม่ต้องรอให้คนข้างกันช่วยตรวจ เขาตาสว่างแล้วว่าทั้งหมดเป็นฝีมือใคร!

. . . . . . . . . .

 

ตะวันยังไม่ทันลับฟ้า แต่ร้านเหล้าก็ติดไฟสีๆ เรียกลูกค้าแล้ว ไฟพวกนี้ไม่ใช่แบบที่มีขายตามห้างร้าน เจ้าของร้านเหล้าคงให้ช่างสมัครเล่นในชุมชนทำขึ้นเอง ข้าวของต่างๆ ในพื้นที่ขยะเปียกมักเป็นอย่างนี้ แม้แต่ตัวอาคาร บางทีพวกยังไปขนเอาผนังอิฐที่ถูกทุบทิ้งมาเรียงต่อกันใหม่ สำหรับร้านนี้ใช้ผนังวัสดุคล้ายๆ ไม้ ฝั่งหนึ่งเป็นสังกะสี หลังคาก็เป็นสังกะสี ภายในมีโต๊ะเก้าอี้จากการรีทรายโก้ราวๆ หกโต๊ะ มุมหนึ่งของร้านเป็นซุ้มจัดเครื่องดื่ม ขุนระเบ็งก้าวมาถึงแล้วลดร่างล่ำใหญ่ของตนบนเก้าอี้เบื้องหน้านี้เอง

ปกติทุ่มกว่าๆ เช่นนี้จะมีหนุ่มๆ ชาวขยะเปียกเข้ามาจับจองที่นั่งบ้างแล้ว ระเบ็งมีเงินพอจะเข้าร้านเหล้าดีๆ ละแวกรีทรายโก้ แต่ร้านแถบรีทรายโก้ไม่ทำให้เขาเป็นพระราชา อยู่ที่นี่ ใช่เฉพาะเจ้าของร้านและอีหนูทั้งหลาย แม้แต่ผู้ชายที่เข้ามาเที่ยวก็สรรเสริญเยินยอ หวังให้เขาเลี้ยงเหล้าทั้งนั้น เขาจะถือโอกาสคุยโตความดีเด่นของการได้เป็น รปภ. พวกมันจะออเอออยากเป็นตาม เห็นมั้ย นี่สิการโฆษณาที่ได้ผล ได้ผลกว่าให้ท่าน กดอ.มาแนะนำหนังสือดาวเคราะห์ด้วยซ้ำ! ยังไม่ต้องพูดถึงเหล้าหมักแรงๆ อาหารขยะรสจัดจ้าน แล้วผู้หญิงแต่ละคนก็จัดจ้านยิ่งกว่าอาหาร!

อย่างไรก็ดี วันนี้คนบางตากว่าปกติจนอีหนูรายหนึ่งต้องนั่งตบยุง ไม่รู้จะมองว่าน่าขำหรือน่าสงสารดี ค่าที่เจ้าหล่อนสวมผ้าน้อยชิ้นยั่วยุงเหลือเกิน ทั้งเนินอกที่แทบจะหลุดออกมาทั้งเต้า กางเกงขาสั้นที่ชายสั้นกว่ากางเกงใน…

ลี้ลับในมุมลึกสุดของหัวใจ ต้องยอมรับว่าการมาที่นี่ ได้เห็นผู้หญิงพวกนี้ มันสร้างอารมณ์สะใจในความรู้สึกเหนือกว่าเพศตรงข้าม

เพศแม่…

“อ้าว ใต้เท้า” ทันทีที่เห็นเขา เจ้าของร้านก็รีบพินอบพิเทาต้อนรับ “มาแต่วันเลยวันนี้ รับอะไรดีขอรับ”

“เด็กเมื่อวาน” เขาตอบโดยหันกวาดสายตาไปรอบๆ ร้าน “วันนี้มามั้ย”

“เด็ก?” คนตอบดูฉงน

“ที่เมื่อวานนั่งอยู่กะกูตรงนั้น” ปลายนิ้วชี้ไปที่โต๊ะด้านในอันเป็นโต๊ะประจำ

อีกฝ่ายค่อยพยัก “อ้อ ไม่ใช่เด็กของที่นี่นะขอรับ ผมก็คิดว่าใต้เท้าพามาซะอีก ยังคิดจะแซวว่าไม่อุดหนุนน้องๆ ที่นี่”

คำตอบนั้นเรียกรอยกัดกรามที่ข้างแก้มของผู้ฟัง

อีกะหรี่นั่นตามมาแต่แรก เราพลาดไปจริงๆ

“ใต้เท้าติดใจซีท่า” คู่สนทนาว่าพลางงัดเปิดฝาขวดดังป๊อก! ใช้มืออันว่องไวผสมเครื่องดื่มชนิดโปรดของเขา เสียงคนดังกรุ๋งกริ๋งคลอระหว่างพูด “ไว้ถ้าเห็น ผมจะรีบเดินมากระซิบนะขอรับ วันนี้คงไม่ยุ่งเท่าไหร่”

ขุนระเบ็งรับแก้วเครื่องดื่มไว้พลางพยักให้หัวข้อแรก แน่ละ หล่อนยังไม่โผล่กลับมาที่นี่ แต่ที่ถูกคือ หล่อนจะไม่กลับมาอีกชั่วกัลป์!

ยกแก้วจิบนิดหนึ่ง ใบหน้ายู่ลงเพราะฤทธิ์น้ำเมา เขาถาม “ทำไมวันนี้จะว่าง”

คู่สนทนาหันกลับไปจัดข้าวของแล้ว แต่ปากยังตอบ “ก็ไอ้ภาพเคลื่อนไหวในสุโนกวันนี้ซีขอรับ ทำคนกลัวไปหมด”

“แหม พี่” ยายนมใหญ่ลุกก้าวมาเกาะข้างโต๊ะผสมเหล้าที่เขานั่งอยู่ ยุงตัวใหญ่ยังเกาะนม แต่ตอนนี้หล่อนสนใจเขามากกว่านม “ของอย่างนั้นมันทำเอาก็ได้ หรือตัดมาจากหนังเรื่องอื่นก็ไม่รู้ ถ้าเรื่องจริงก็ต้องออกข่าวแล้วสิ นี่ไม่มีเลย เมื่อเย็นหนูดูสุโนกที่พี่บอกก็หาไม่เจอด้วย คงของลวงโลกมากกว่า เลยโดนลบไปแล้ว ใช่มั้ยคะใต้เท้า”

มือเจ้าหล่อนเริ่มเกาะแกะแขนเขา แต่ระเบ็งมัวตกกลางความคิด

แน่ละ พวกผู้ปกครองจะยังไม่ยอมให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คำสั่งด่วนคงมีไปถึงทุกสำนักข่าว ห้ามรายงาน จนกว่าจะหาทางแก้เกมได้ และ ใช่! ระเบ็งรู้ว่าในอีกแค่ไม่นาน จากเหตุการณ์ก่อนเก่า เขาคิดว่าตัวเองเดาออกด้วยซ้ำว่าพวกท่านจะทำอย่างไร!

แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น สำนักข่าวในสยามอลังการจะต้องเชื่อฟัง หาไม่อาจพบจุดจบเหมือนช่องโว้ยกับสื่อในเครือที่หัวแข็งมาตลอด เมื่อเดือนก่อนพวกหลังนี่สะเออะเสนอข่าวเรื่องความไม่โปร่งใสในกระบวนการลงคะแนนแผนแม่บทฯ ที่กำลังจะมีขึ้น จึงถูกสั่งงดเผยแพร่อีกครั้ง — เป็นครั้งที่ ๕ และครั้งนี้คำสั่งไม่มีเวลากำหนด ขาดโว้ยไปเสียราย สื่อกระแสหลักก็จะเงียบกริบอย่างที่เคยเงียบมาตลอด

เหลือก็แต่สื่อในโลกอรลาย

นี่เอง เหตุผลที่ผู้ปกครองขวนขวายเอื้อมมือเข้าไปในดินแดนลับแลแห่งนั้นเสมอมา ว่ากันว่าการช่วงชิงมวลชนสมัยนี้ไม่อาจใช้อาวุธปกครองได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ยรรยงเข้าใจแต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ ในเมื่อแต่ไหน เวลางัดอาวุธขึ้นมาทีไร เขาก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามราบคาบได้ทุกครั้ง แต่นั่นละ ระเบ็งเชื่อมั่นในผู้ปกครอง ถ้าพวกท่านคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างนี้ ก็แสดงว่ามัน ‘ต้อง’ เป็นอย่างนี้ หากเขาคิดค้านหรือแม้แต่ตั้งคำถาม นั่นจะต่างจากการกระทำของพวกชังถังอย่างไรเล่า

ด้วยเหตุผลดังกล่าว และในเมื่อการกำจัดหรือปกครองให้ศิโรราบนั้นทำได้ยาก ผู้ปกครองจึงตั้งหน่วยงานสำคัญขึ้นมา มีหน้าที่ให้ข่าวทั้งจริงและเท็จ ดีและร้าย สุภาพและหยาบคาย เทพรวดลงไปในโลกดังกล่าว ตอนที่ได้ฟังครั้งแรกเขาถึงกับหัวเราะ ไม่เสียทีที่ศรัทธา พวกท่านฉลาดเสมอ! วิธีนี้ก็เหมือนเอาน้ำใสละลายน้ำเน่านั่นเอง ไอ้พวกชังถังจะสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก กว่าจะแยกแยะอะไรได้ ฝ่ายปกครองก็รุกคืบเรียบร้อยแล้ว ไหนจะการแตกแยกของพวกมันเองอีก เมื่อสลายเสียงที่รวมกันดังให้แตกกร่อนไป สุดท้ายเสียงนั้นก็จะแผ่วไม่แผกกระซิบ และแล้วทุกอย่างจะคืนสู่สงบสุขเฉกเช่นที่สยามอลังการเคยสงบมาแต่ก่อน

โลกเปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้มีแอบประเคนฉันลี้ลับหลากหลาย ทั้งที่พวกชังถังสร้างกันขึ้นมาเอง หรือดาวหลดจากของต่างชาติ อย่างหลังนี่ยิ่งป้องกันลำบาก หากวู่วามสั่งห้ามแล้วปลายทางรู้เข้า ประเทศนั้นๆ อาจหาเรื่องไม่ส่งขยะหรือความช่วยเหลือต่างๆ มาที่นี่ ดังนั้น เมื่อโลกเปลี่ยน แต่ต้องการให้ทุกอย่างยังงดงามเหมือนเดิม เราก็อาจต้องใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากเดิม เพื่อรักษาความดีงามเช่นเดิมให้คงอยู่ได้นานที่สุด

เขาคงละอายใจหากในวันที่ได้พบผู้หญิงที่ดี ดีกว่าแม่ของเรา แล้วมีลูก แต่ลูกต้องเติบโตมาในบ้านเมืองที่วุ่นวาย มีพวกชังถังเผยอหน้าขึ้นมาจากใต้ดินครองสิทธิ์ครองเสียงปั่นให้ทุกอย่างผิดเพี้ยนกลับตาลปัตร เด็กไม่ไหว้ผู้ใหญ่ ศิษย์ไร้ความเคารพอาจารย์ ไม่มีมารยาท คิดดูเถิด สิ่งทรงคุณค่าของไทยอีกมากมายปานไหนจะต้องมลายสูญ ถึงเขาจะไม่ใช่ผู้รู้หรือผู้รักวัฒนธรรมตัวกลั่น แต่มันควรอยู่! เรารักแค่ห้าสิบ แต่ลูกเราอาจจะรักสักร้อยก็ได้ คุณจะบอกเขายังไงถ้ามันหายจนเหลือแต่รูปในกระดานไฟฟ้า

เขาอยากอุ้มลูก ชี้ชมซากปรักอันบ่งประวัติยาวนานของทั้งชาติและบรรพชน ให้ลูกภูมิใจอย่างที่เขาภูมิใจ ถ้าคนเราไร้ราก ปราศจากความภาคภูมิในราก แล้วจะเป็นคนเต็มคนได้เช่นไร ท้ายที่สุดก็จะเหมือนต้นไม้ที่ถูกวาตภัยฉุดถอน โลกนี้มีมหาอำนาจมากมาย สิ่งที่จะช่วยให้เราไม่ปลิวไปตามกระแสต่างๆ ยังหยัดยืนเชื่อมั่นอยู่ได้ในสภาพการณ์เลวร้ายที่สุด ก็คือรากที่แข็งแรงที่สุด เวลาที่ต้นไม้เติบใหญ่ มันไม่ได้แค่สูง ออกใบ และแผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่ขึ้นเท่านั้น มันชอนรากลึกมากขึ้นด้วย!

พวกคนรุ่นใหม่พยายามริดกิ่ง รูดใบยังไม่พอ กลับเพียรเซาะราก ตัดลำต้นให้ปักอยู่ในดินเฉยๆ เพื่อสักวันต้นจะหลุดโลดลอยตามกระแสลมแห่งอำนาจที่มันรับเงินและผลประโยชน์มา!

แต่ระเบ็งจะไม่ยอม ปู่จะเกลียดเขา พ่อจะชิงชัง และลูกยังอาจตราหน้า นี่ละคือเหตุผลที่เขาต้องทำทุกอย่าง ตัดไฟแต่ต้นลม ถ้าเป็นไปได้ก็ตัดลมหายใจไอ้พวกมือเซาะรากก่อนที่ลมจะพัดมา!

มือของเขาเคลื่อนวนน้อยๆ จนน้ำแข็งไม่ขยับ ที่มันขยับดังกลิ๊ก! นั่นเพราะการเปลี่ยนแปลงสถานะตามกาลเวลา และแล้วหล่นกระทบแก้วเอง

ตัวเขาก็กำลังเปลี่ยนแปลงสถานะ ไม่ใช่เพราะกาลเวลา ทว่าเล่ห์กลของไอ้พวกชังถัง พวกมันต้องรู้ว่าเขาคือ รปภ.มือเยี่ยม ที่จงรักภักดีต่อผู้ปกครองอย่างยิ่ง มันจึงวางแผนตัดเขาออก ริดใบ ก่อนจะถอนราก!

แต่เขาไม่ใช่ใบโง่ๆ ที่จะยอมหลุดร่วงออกไปง่ายๆ เยื่อใยที่ยึดเขาไว้กับต้นยังเหนียวแน่น

น่าเจ็บใจที่ถูกฉวยใช้เป็นมือเซาะรากเสียเอง แต่ทางโต้คืนจะต้องมีอยู่ เขาจะต้องหาทางกลับสู่ตำแหน่งอย่างสง่างามให้ได้

หนทางเดียวที่คิดออก เราจะต้องสาวไปให้ถึงเหง้าของพวกอีกระหรี่นั่น!

กระดานไฟฟ้าถูกดึงออกวางบนโต๊ะ นิ้วใหญ่อันมีผิวแห้งแข็งเป็นไตกดเรียกแอบประเคนฉันลายขึ้นมา ในหน้าสนทนา เด็กเยียรยงน้องพันยรรยังไม่ตอบเขา แต่ระเบ็งรู้ คราวนี้มันจะต้องตอบ!

‘เมื่อเช้าฉันเห็นเธอกับธนลภย์ที่ซอยพิชัย ช่วงนี้ทำอะไรก็ระวังๆ ไว้หน่อยล่ะ’

……………………………………

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here