-๕-

เอษะกาศ
…………..

อีกสิบนาทีสิบเอ็ดโมง พื้นที่หน้าห้องเรียนพิเศษวิชาตรรกะในอตรรกศาสตร์มีนักเรียนมาอออยู่เต็มไปหมด เยียรยงก้าวเข้ามาพลางกอดกระเป๋าผ้ารีทรายโก้บรรจุสัมภาระไว้ด้านหน้าเหมือนทุกที ที่จริงวันนี้เธอมีเรียนวิชาฝีซีกอีกตึกไม่ไกล แต่เรื่องที่อยากรู้มีกำลังมากกว่า นอกจากนั้น ฝีซีกเป็นวิชาที่เธอค่อนข้างถนัด แม้มันจะดูยุ่งยากเนื่องจากต้องใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์มาประยุกต์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ กระนั้นโจทย์จริงๆ มีอยู่ไม่กี่แนว ถ้าคุณจำวิธีแก้โจทย์ข้อเก่าๆ ได้ก็จะสามารถทำข้อใหม่ๆ ได้ และปกติ เยียรยงมักหยิบโจทย์ต่างๆ ในวิชานี้มาทำฆ่าเวลาระหว่างเข้าห้องน้ำอยู่แล้ว

กวาดสายตาหาผู้นัดหมาย เด็กสาวพบร่างสูงผอมของธนลภย์นั่งอยู่มุมด้านในสุด เจ้าตัวกำลังคร่ำเคร่งถึงกับหลับตาท่องตำราในกระดานไฟฟ้าของตัวเอง

“ดีนะ ไม่มีการบ้าน”

เสียงทักเรียกเจ้าตัวเปิดตา ริมฝีปากจีบหยักบอบบางที่พึมพำอยู่แต่แรกหยุดลง “หืม? มาแล้วเหรอ”

เยียรยงยิ้มให้ด้วยไมตรี ตอบคำถามแรก “ก็อ่านหนังสือได้แบบนี้ ไม่ต้องมานั่งยุ่งกะการบ้านแล้วไง”

อีกฝ่ายตอบอะไรบางอย่างพลางกดปิดหน้าจอ แต่เพราะเสียงตอบเบามาก ขณะที่เสียงแวดล้อมจากนักเรียนคนอื่นๆ ดังมาก ผู้มาใหม่จึงต้องร้อง “ฮะ?”

“ซิ่ว!” คราวนี้เสียงดังขึ้นหน่อย แต่ก็ยังชัดเจนว่าอีกฝ่ายกระแทกเสียงเหมือนไม่พึงใจที่ต้องพูดถึง

“อ้อ” เยียรยงเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ห่อริมฝีปากล่าง ด้วยรูปลักษณ์ขาวท้วม ใครๆ ก็บอกว่าเธอทำหน้าทำตาอย่างนี้แล้วดูน่ารักเหมือนรูปวาด เยียรยงจึงติดอาการเหล่านั้นเรื่อยมา “ขอโทษนะ”

เด็กหลายคนรู้สึกว่าการซิ่ว หรือปฏิเสธสิทธิ์ในคณะเดิมเพื่อมาสอบเข้าคณะใหม่คือรอยด่างของชีวิต เพราะพวกฝาถังที่ดูแลงานการศึกษาพยายามโหมกระแสว่าพวกเขาเข้ามากั๊กที่เรียน แถมทำให้โรงงานเสียต้นทุนสนับสนุนต่างๆ ไปอีกมากโข เด็กซิ่วจึงมักไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น เยียรยงเดาว่าธนลภย์ก็คงเช่นนั้น

คนตัวสูงถอนหายใจ สอดกระดานไฟฟ้าเข้ากระเป๋าแล้วเอาสะพายหลัง เมื่อเจ้าตัวลุกยืน เยียรยงเพิ่งสังเกตว่าแม้เสื้อผ้าของธนลภย์จะไม่ได้ดูแพงระยับ แต่กลับเรี่ยมเนี้ยบอย่างจะแสดงตัวตนของเขาได้ดี

เจ้าตัวตอบว่า “ไม่เป็นไร” แต่ก็เล่าต่อไปโดยไม่มองตา “ปีที่แล้ว เราติดรอบสอบตรงครั้งที่สาม แต่เป็นคณะที่แค่เลือกเผื่อๆ ไว้น่ะ ที่จริงคะแนนจ่อสำรองคณะที่อยากได้ แต่ดันมีคนกั๊กที่เยอะมาก สุดท้ายพวกนั้นไปเข้าที่อื่นกันเกินครึ่ง แต่หน่วยงานการศึกษาก็ไม่ยอมให้เลื่อนคนสำรองขึ้นมา อาม่าจะให้ลงทะเบียนเลย แต่เราไม่เชื่อ เลือกอัดเม็ดฉัน แต่สุดท้ายก็แพ้พวกโรงเรียนที่ปล่อยคะแนนเฉลี่ยเฟ้อๆ”

การสอบเอษะกาศเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็น ๕ รอบ รอบที่หนึ่งจัดช่วงเดือนธันวาคม พิจารณาจากแฟ้มสะสมงานสำหรับเด็กที่มีทักษะเฉพาะด้าน รอบที่สองจัดช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จัดสอบสำหรับเด็กในพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัย รอบที่สามจัดช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน เป็นการรับตรงของมหาวิทยาลัยโดยใช้ข้อสอบข้อเขียนร่วมกันจากหน่วยงานกลาง รอบที่สี่จัดช่วงพฤษภาคม มีชื่อเฉพาะว่ารอบอัดเม็ดฉัน เป็นการสอบแบบปรนัยโดยคิดคะแนนรวมกับคะแนนเฉลี่ย ม.ปลาย สุดท้ายจึงคือการรับตรงอิสระปิดท้ายของแต่ละมหาวิทยาลัย

นอกจากคำถามคำตอบในข้อสอบที่ถูกตั้งคำถามทุกปี ระบบการสอบของเอษะกาศก็มีผู้ร้องเรียนไม่ขาด ระบบที่ควรจะเอื้อให้เด็กได้เข้าเรียนในคณะที่อยากเรียนมากที่สุด ด้วยต้นทุนทางการเงินต่ำที่สุดเพื่อความเท่าเทียมกัน กลับกลายเป็นระบบที่สร้างปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอา เด็กที่มีฐานะดีกว่าจะสามารถรังสรรค์แฟ้มสะสมงานได้ตระการตา และทำออกมาได้หลายแฟ้มเพื่อส่งเข้าหลายมหาวิทยาลัย ครั้นขั้นตอนรอบสอง ระยะพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยก็ไม่มีหน่วยวัดตายตัว บางมหาวิทยาลัยถือว่าเด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในเขตโรงงานสยามอลังการล้วนมีสิทธิ์ ทำให้การสอบรอบนี้แทบไม่ต่างจากรอบสาม และก็ยังประสบปัญหาเดียวกัน คือเด็กที่สอบได้คะแนนสูงจะถูกพะชื่อเข้าในคณะต่างๆ ที่ตัวเองเลือกไว้แล้วพร้อมกันหลายแห่ง เมื่อเลือกแห่งหนึ่ง แห่งอื่นๆ กลับไม่ถูกนำชื่อออก กลายเป็นการกั๊กที่ เด็กในอันดับรองๆ ลงไปไม่สามารถเลื่อนขึ้นมาได้ เกิดพื้นที่ว่างหรือสุญญากาศขนาดใหญ่ ครั้นจะหวังกับรอบอัดเม็ดฉันก็ต้องพบกับความไม่เท่าเทียมกันระหว่างโรงเรียนมัธยม บางแห่งแจกคะแนนเด็ก บางแห่งแข็งกว่า ส่วนรอบสุดท้ายนั้นยิ่งเป็นที่ครหา ถูกจับตามองว่าการกั๊กจากรอบต่างๆ มีขึ้นสำหรับเด็กที่ยังหาที่เรียนไม่ได้ วิ่งเต้นด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อมีที่เรียนให้ได้ในรอบนี้

ชื่อเสียงของความอลเวงพันตูในแต่ละปี ยิ่งขยายขอบเขตการกั๊กที่เรียนของเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่างฝ่ายต่างกลัวตัวเองชวด ในที่สุดก็เป็นปัญหาสะสมให้กว่าร้อยละเจ็ดสิบของเด็กในโรงงานไม่ได้ที่เรียนที่ต้องการอย่างแท้จริง และส่งผลต่อไปยังแรงปรารถนาต่อตำแหน่งงานที่ตัวเองไม่ได้ชอบ การพัฒนาตัวเองที่หย่อนลง และท้ายสุดมีชีวิตอยู่ไปวันๆ ท่ามกลางความสนับสนุนเลี้ยงดูของฝาถังแบบวันต่อวัน

“รู้สึกว่าน่าเสียดายมั้ย ที่เราไม่เชื่ออาม่า” เจ้าของเรื่องเจือหัวเราะ แต่เป็นหัวเราะที่ขื่นเต็มที

“ไม่รู้สิ ก็นายชอบเรียนอีกอย่างมากกว่า…”

“ก็ไม่เชิง” สายตาคนตอบหม่นลง

“หือ?”

“ไม่เชิงว่าชอบน่ะ ที่เลือกเพราะได้ยินว่าเรียนแล้วน่าจะมีงานทำแน่ๆ แย่เนอะ” เจ้าตัวหัวเราะแบบเดิมอีกครั้ง “ฟังดูเหมือนพวกนโยบายเกษตรกรเลย”

“เกษตรกรอะไร”

“ก็นโยบายที่เขาชอบรณรงค์ให้ปลูกอะไรสักอย่าง แล้วเกษตรเอาแต่ปลูกต้นพวกนั้นเหมือนกันจนล้นตลาด สุดท้ายก็ไม่มีคนซื้อเหมือนเดิมไง”

คงเพราะเยียรยงยังเลิกคิ้วเหวอ อีกฝ่ายจึงตกใจ “นี่เธอไม่รู้จริงๆ เหรอ”

เด็กสาวส่ายหน้า

“แปลก”

คนแปลกยังคงตั้งคำถามผ่านสีหน้า

ธนลภย์ตอบว่า “ก็พวกคนเรียนเก่งอย่างเธอ ส่วนใหญ่จะมีงานอดิเรกแปลกๆ แบบนั้นไม่ใช่เหรอ”

“งานอดิเรกแปลกๆ?”

“ก็อย่างเช่น…” เขาลากเสียง “ชอบไปรู้อะไรที่ไม่จำเป็นต้องรู้น่ะสิ”

พอดีประตูห้องเรียนพิเศษเปิดออก เด็กคนอื่นๆ เริ่มออไปรวมกันตรงนั้น ธนลภย์จึงก้มลงกระซิบเบา “เราออกจากที่นี่แล้วค่อยคุยกันต่อดีกว่านะ”

. . . . . . . . .

 

รถประจำทางที่บริการอยู่ในสยามอลังการมีทั้งแบบร้อนและแบบเย็น แบบเย็นนั้นค่าตั๋วแพงกว่า สภาพรถก็น่านั่งกว่าเพราะนำเข้าแบบมือสองมาอีกที ขณะที่แบบร้อนประกอบกันขึ้นเองจากซากขยะ บนหลังคารถแต่ละคันเป็นแผงดำของโสรัจจ์เซียวอันเป็นแหล่งให้พลังงานเช่นเดียวกับบนหลังคาสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ในอาณาเขตโรงงานแห่งนี้ โสรัจจ์เซียวชนิดนี้เป็นเซียวแบบเก่า เยียรยงเคยเห็นแบบใหม่จากในรายการโทรทัศน์ต่างชาติ มันใช้ถึกโนนร้อยยี่โมฬีกุลสารอินทรีย์ มีลักษณะบางใสไม่ผิดแผ่นกระจก ดูดซับรังสีเฉพาะช่วงอยู่วีและอินทร์ฝ้าเร็จ แล้วใช้พลังงานรังสีอินทร์ฝ้าเร็จกระตุ้นเซียวไฟฟ้าสร้างพลังงานอีกต่อหนึ่ง

เพราะเป็นช่วงกลางวันวันอาทิตย์ และเป็นขาออกนอกเมือง รถประจำทางที่ธนลภย์ชี้ให้ขึ้นจึงยังพอมีที่นั่งว่าง เยียรยงกำลังจะเลือกเบาะใกล้ประตู แต่เพื่อนกลับนำเข้าด้านในซึ่งมีคนเบาบางกว่า กระเป๋ารถนำเครื่องอ่านมาเก็บเงินพวกเธอผ่านรหัสคิวอา กลิ่นกายแบบพวกขยะเปียกโชยมาน่าเวียนหัว ทั้งๆ ที่เยียรยงสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นไว้แท้ๆ เจ้าตัวจัดการช้ากว่าที่ควรเพราะมัวชะโงกมองรถสายเดียวกันคันหลัง พลางตะโกนบอกคนขับ “มันมาแล้ว! ปาดขวาดักไว้เลย!”

รอจนรายนั้นก้าวจากไป เยียรยงเกาะพนักตัวหน้าไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง หันหาคนที่นั่งติดกัน พยายามพูดแข่งกับเสียงเครื่องยนต์และสรรพสิ่งรายรอบ “นายพูดถึงเกษตรกร ตกลงในโรงงานนี่ปลูกต้นไม้ได้ด้วยเหรอ”

“เรื่องในประวัติศาสตร์น่ะ” ธนลภย์สวมหน้ากากเช่นกัน เขายื่นหน้ามาใกล้เพื่อใช้เสียงเบากว่า ท่าทางของเขาราวกับไม่ต้องการให้ใครได้ยิน “ตั้งแต่ยุคก่อนสงคราม สภาพแวดล้อมยังพอปลูกพืชได้ แต่คนใช้ปุ๋ยเค็มมีกับยาฆ่าแมลง แล้วพวกโรงงานอุตสาหกรรมก็ปล่อยน้ำเสียลงผิวดิน การรั่วซึมของสารเค็มมีต่างๆ น้ำมันจากยานพาหนะ ฝนกรด แล้วยังกัมมันตภาพรังสีอีก สุดท้ายดินเป็นพิษ จุลินทรีย์ในดินตายหมด ต้นไม้ก็ขึ้นไม่ได้ อาชีพเกษตรกรในหมู่คนไทยเลยหายไปตั้งแต่ตอนนั้น”

“ไปเอามาจากไหน” เยียรยงคอย่น เสียงสูง “ใครๆ ก็รู้กันว่าที่ดิน น้ำ อากาศเป็นพิษ ก็เพราะผลจากสงคราม”

“นั่นไม่ใช่ความจริง”

“มันจะเป็นอย่างที่นายว่าได้ยังไง พวกฝาถังสมัยก่อนไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่ เห็นกันอยู่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นยังไง” เธอวาดมือออกไปทางหน้าต่าง รถกำลังแล่นผ่านอะไรมองไม่เห็นถนัด หลังฝนหย่าไปนานฝุ่นก็กลับมาหนาแน่นเหมือนเดิม แถมอากาศยังร้อนจัดจนแทบทำให้พวกมันติดเปลว “พวกฝาถังเองก็มีลูกหลาน เขาจะไม่กลัวว่าลูกหลานตัวเองจะต้องมาอยู่ในโลกพังๆ อย่างนี้เหรอ ถ้าเรามีต้นไม้ อย่างน้อยอากาศก็ยังเย็นกว่านี้ มรสุมจะไม่แรงเท่านี้ แล้วยังแหล่งอาหารอีก”

“ก็นั่นไงพวกเขาถึงได้โกหก ถ้าเด็กๆ รู้ความจริงว่าบรรพชนของตัวเองเคยทำอะไรไว้บ้าง สร้างโลกแล้วก็สังคมแบบไหนรอไว้ให้ตัวเอง เธอคิดว่ามันจะเกิดผลยังไง”

เด็กๆ ก็จะไม่เคารพ ไม่ศรัทธาบรรพบุรุษอีกต่อไป

มันก็เป็นไปได้ ทุกวันนี้ พวกฝาถังสร้างระบบระเบียบโดยอาศัยความเคารพศรัทธาในบรรพบุรุษจากพลเมืองทั้งนั้น

ด้วยสายตาวาบวับ ธนลภย์สำทับว่า “ผู้ชนะเกมที่แท้จริงไม่ใช่คนทุ่มเทลงแข่ง แต่คือคนค้นจุดบอดของเกมจนเจอ แล้วใช้จุดบอดนั่นมาตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเองได้ตลอดไปใช่มั้ยล่ะ”

ส่วนคนที่รู้ไม่เท่า ก็จะยังโง่วิ่งตามกฎของเกมต่อไป และไม่ว่ายังไงก็จะแพ้วันยันค่ำ!

“นายไปเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน” เยียรยงเพ่งสายตาระแวงไปยังเขา รู้สึกถึงความข้นหนืดของน้ำลายในคอ

เด็กหนุ่มผู้มีร่างสูง และใบหน้าเป็นรูปรียาวหันกลับไปทางหน้ารถ วิธีพูดของเขาไม่ค่อยขยับปาก เหมือนสงวนรูปฟัน ทั้งที่มีฟันยาวเรียงเป็นแผงงดงาม “จากที่ที่กำลังจะพาเธอไปนี่ไง”

“ตกลงนายกำลังจะพาเราไปไหน”

“ก็ที่มาวันนี้ เป็นเพราะเธออยากรู้เรื่องเมื่อวานไม่ใช่เหรอ” เขาหันกลับมา แววตาในตาดำเล็กๆ ดูลึกล้ำ เสียงทุ้มก็ต่ำลง “มันเกี่ยวกับเรื่องนี้”

ผู้ฟังรู้สึกถึงหัวใจกระตุกเต้น เริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรรออยู่ปลายทาง ถึงกระนั้นเธอก็ยังนั่งนิ่ง

สองคนไม่คุยกันอีกพักใหญ่ เยียรยงขยำมือเกาะราวบนพนักเก้าอี้จากขยะรีทรายโก้ด้านหน้าไว้แน่น ราวกับกลัวว่าตัวเองจะลุกออกไปก่อนด้วยความแคลงใจเสียมากกว่า

ในที่สุด โดยไม่ได้หันมา ธนลภย์พูดว่า “ใกล้ถึงแล้ว” ร่างสูงของเขาลุกขึ้น ในระยะใกล้ทำให้เห็นว่าเสื้อเสมือนมือหนึ่งที่เขาสวมอยู่นั้นมีรอยชุน ใต้ช่วงวงแขนอยู่กว้างพอสมควร เยียรยงหันมองด้านนอกหน้าต่างเพื่อสังเกตว่าที่นี่คือที่ไหน พอดีกระดานไฟฟ้าที่ม้วนเก็บไว้ในกระเป๋าบนตักของเธอดิ้นพล่านเพราะมีสัญญาณเรียกเข้า

ก่อนจะลุกตามเพื่อนใหม่ เด็กสาวล้วงมันออกมาแง้มดู

‘เป็นไง วันนี้ไปเรียนเหรอ’

ข้อความจากท่านขุน!

นี่เขาจะมายุ่งอะไรกับเธอนักหนา!

ธนลภย์ก้าวล้ำไปถึงประตูซึ่งอยู่ตอนกลางของตัวรถแล้ว ร่างสูงเอี้ยวมองมา เยียรยงจึงรีบเก็บของก้าวตามไปว่องไว

. . . . . . . . .

 

ขุนระเบ็งส่ายหน้ายิ้ม เป็นไปตามคาดหมาย

ยัยนั่นอ่านแล้วไม่ตอบ

มือใหญ่อันกอปรด้วยส่วนที่แห้งแข็งเป็นไตรวบกระดานไฟฟ้าม้วนได้ด้วยมือแค่ข้างเดียว ชายหนุ่มใช้ปลายข้างหนึ่งของมันเกาหัว การมีผมเกรียนติดหนังหัวก็ดีไปอย่าง มันไม่เคยเสียทรง และเขาไม่เคยต้องเสียเวลาจัดทรง

ขุนระเบ็งเงยหน้าหาวหวอด รอจนเสียงจ๊อกๆ หยุดลง เขาตัวสั่น ใช้ปลายนิ้วสะบัดท่อนเนื้อขนาดมหึมให้แห้งแล้วเก็บเข้ากางเกงขาสั้น ฉี่กระเซ็นถูกปลายนิ้วและหลังมือนิดหน่อย แต่เขาไม่ใส่ใจ เพียงแค่ป้ายมันลงข้างสะโพก หมุนตัวก้าวกลับออกไปยังเตียงใหญ่ด้านนอก ผ่านบานกระจกขุ่นมัวเหนืออ่างล้างที่สะท้อนภาพเปลือยท่อนบนอันอุดมด้วยมัดกล้ามจนดูน่ากลัวมากกว่าจะสวยงาม บริเวณไหล่มีมีโคชี้ดัก คือกล้ามเนื้อที่ปูดเป็นลูกเท่ากำปั้นเรียงอยู่สี่ลูกเนื่องจากการยกของหนักยาวนาน แผงอกเขามีไรขนบางๆ สักรูปเสือเผ่นกับอะไรอีเหละเขะขะที่ได้มาเมื่อยังไม่ทันแตกหนุ่ม มันอาจแสดงถึงความไม่ฉลาดและขาดการวางแผนในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับเขา นั่นคือเครื่องหมายของความใจกล้าตั้งแต่ยังเยาว์ กล้ากว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

ไม่ทันพ้นกรอบประตูห้องน้ำออกไป โทรศัพท์ที่สอดอยู่ในหูตลอดเวลาตามหน้าที่ก็สั่นดิก

เดาะลิ้นเพื่อรับสาย ปลายทางคือพันยรรยง เสียงของมันร้อนรนรายงานว่า “ท่านขุนครับ เกิดเรื่องแล้ว–!”

ชายร่างใหญ่ก้าวต่อออกมาถึงพื้นที่ปลายเตียงแล้วตอนนี้ มีร่างหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนเตียง เห็นเพียงแผ่นหลังเนียนเรียบสีเข้ม ระเบ็งเก็บเจ้าหล่อนได้มาจากร้านกินดื่มแห่งหนึ่งเมื่อคืนนี้ เขามักไปขลุกอยู่ที่นั่นหลังเลิกงาน มันเป็นร้านชั้นต่ำของพวกขยะเปียก อันที่จริงระเบ็งมีเงินมากพอจะจับจ่ายความสุขในสถานที่ดีกว่า ทว่าเขาติดใจที่นั่น ผู้หญิงที่นั่นก็เหมือนเหล้าเถื่อนที่เจ้าของร้านหมักเองนั่นละ ร้อนแรง และปลุกความรู้สึกโลกโผน ชีวิตหนุ่มโสดไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่านี้

อย่างไรก็ดี หลังอิ่มหนำ ขุนหนุ่มไม่สนใจคนบนเตียงอีกต่อไป ไม่สนใจเช่นเดียวกับที่ไม่สนใจคนอื่นๆ ในคืนอื่นๆ เขาก้มหน้า พยายามอาศัยแดดใกล้เที่ยงที่ทะลุลอดขอบม่านหนาบนบานหน้าต่างเข้ามา แยกแยะว่าเสื้อผ้าบนพื้นนั้นมีชิ้นไหนบ้างที่เป็นของตัวเอง ระเบ็งใช้นิ้วเท้าเขี่ยยกทรงของเธอผู้นั้นออกไป แล้วค่อยๆ คีบเสื้อกับกางเกงของตัวเองขึ้นจากพื้น

“ไอ้พวกห่านี่เอาอีกแล้ว” เขาสบถตอบหลังจากปลายสายเล่าจบ หลังๆ เรื่องนี้เริ่มเกิดถี่จนไม่รู้สึกตื่นเต้น จะมีก็แต่โกรธปนรำคาญ

คงเพราะเสียงของเขา คนบนเตียงจึงโงหัวขึ้นทั้งผมยุ่งเหยิง “จะไปแล้วเหรอ”

“ใช่ เธอก็ด้วย” เขาใช้นิ้วชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทางด้านหลังแทนการหันบอก ไม่ต้องพูดถึงชื่อ ผู้หญิงพวกนี้ไม่มีค่าพอแก่การจดจำ “นี่กางเกงใน” เขาใช้นิ้วเท้าคีบมันขึ้นมา เอามือรับแล้วโยนให้เจ้าหล่อน “รีบใส่ซะ ส่วนอย่างอื่นเอาไปใส่ต่อข้างนอก”

“รีบอะไรขนาดนั้น” เจ้าของอาภรณ์ชิ้นน้อยยังงัวเงีย

เช่นเดิม ระเบ็งไม่สนใจแม้แต่จะฟัง เขากรอกเสียงตอบพันยรรยง “ผมจะรีบตามไปสมทบ พวกคุณอยู่ที่ไหน”

. . . . . . . . . . .

 

ทางลัดไปซอยพิชัย

เยียรยงอ่านป้ายไม้กะเทาะร่อนที่แขวนอยู่ตรงหน้า และแล้วลดสายตาเข้าไปภายในเส้นทางดังกล่าว

“นี่ละ” คนที่มาด้วยกันบอกย้ำ

เธอยังถาม “เราจะเข้าไปทางนี้จริงๆ เหรอ”

“มีทางเข้าอีกทาง เป็นซอยใหญ่ ดูดีกว่านี้ แต่ต้องอ้อมไปอีกไกลเลย” คนอธิบายคงเข้าใจความรู้สึกของเธอ เสียงตอนหลังจึงอ่อนเบาโน้มน้าว “ไปทางนี้ดีที่สุดแล้วละ”

เยียรยงพยักหน้า สายตากังวลยังคล้ายถูกกลัดติดกับภาพซอยแคบจนแทบเป็นซอกหว่างสองตึก ตัวตึกเก่าโทรมกว่าหอพักที่เธออยู่ มองดูคล้ายซากปรักที่ผ่านอัคคีภัยมาอย่างน้อยสองครั้ง ตึกหนึ่งคงปิดประตูเหล็กยืดมิดชิดนานมา สังเกตจากซี่เหล็กมีสนิมผุกร่อน ขณะที่อีกตึกเป็นร้านอะไหล่เซียงกง ภายในเต็มไปด้วยสายโซ่ขนาดต่างๆ ห้อยลงมาเหมือนม่าน บางส่วนขดพันกันบนชั้นวางไม่เป็นระเบียบ แม้แต่บนพื้นก็เป็นโซ่โบราณกาลทับถมจนแทบจะกลืนกลายเป็นพื้นสูงๆ ต่ำๆ ยากจะขุดแยกจากกัน สายโซ่เหล่านั้นมีสีต่างๆ ตั้งแต่ยังคงสภาพเงามันจนกระทั่งแดงด้านด้วยสนิมเขรอะ เช่นเดียวกับขอเหล็กขนาดต่างๆ ที่วางระเกะระกะ บางอันใหญ่ขนาดสามารถเกี่ยวคอคนแขวนลอยขึ้นไปได้เลย

“มาเถอะ” ธนลภย์เร่งพลางก้าวนำไปในซอยเล็กๆ ดังกล่าว ความเล็กของมันยิ่งสอบแคบเพราะขยะที่ถูกขนมาทิ้งข้างอาคาร มีทั้งโครงเหล็กและอุปกรณ์หักพังจากร้านโลหะข้างๆ ไปจนถึงขยะจากของกินดื่มประจำวัน รองเท้าไร้คู่ ซากหนูแห้งตาย กลิ่นโชยไล่ตั้งแต่เค็มขมจนถึงเหม็นปัสสาวะน่าอาเจียน

เยียรยงเบ้หน้า ได้แต่หวังว่าซอยเป้าหมายจะอยู่อีกไม่ไกล และขากลับเธอจะยอมเดินอ้อมดีกว่าย่ำผ่านทางนี้อีกหน

อันที่จริงเยียรยงเคยได้ยินชื่อซอยพิชัยมาก่อน มันมีชื่อเสียงในฐานะชุมชนชาวนาฏศิลป์ ผลงานของคนพวกนี้เป็นสิ่งที่คนไทยภาคภูมิ โดยเฉพาะพวกฝาถังและพวกใคร่ถัง หลายครั้งถึงกับเป็นตัวแทนไปงานแสดงนอกสยามอลังการ ซอยพิชัยยังเป็นแหล่งเรียนพิเศษเพิ่มทักษะเชิงนาฏศิลป์จำพวกรำไทย ดนตรีไทย เพื่อสอบเอษะกาศด้วย ไม่คิดว่าที่แท้มันถูกทิ้งอยู่แทบชายขอบของเขตขยะทั่วไป ข้างหลังสถานที่ที่ไม่น่าก้าวผ่านเช่นนี้

ซอยแคบสลับกว้างเรื่อยไป แต่ช่วงที่ควรจะกว้างก็มักจะแคบเพราะมีกองขยะพะเนินอยู่ เยียรยงสังเกตว่าขยะช่วงนี้เริ่มไม่มีโครงโลหะใหญ่ๆ อีกแล้ว กลายเป็นพวกดินเผา เศษธูปเทียนใช้เหลือ เลยไปถึงมาลัยดอกไม้ประดิษฐ์ ความน่ากลัวควรจะลดรา ทว่าไม่ใช่ กลิ่นของความน่ากลัวกลายเป็นอีกอย่างที่ลึกลับกว่า โดยเฉพาะในซอยเช่นนี้ บางช่วงแทบไม่มีเส้นแสงลอดลงมา เฉพาะควันกำยานบางอย่างชวนคลื่นเหียน แล้วบนระเบียงของบางตึกก็มีเศียรต่างๆ วางอยู่คล้ายเพ่งจ้องลงมาน่าขนหัวลุก

กลิ่นเหล่านั้นทำให้การหายใจเริ่มติดขัด ในที่สุดเยียรยงกับเพื่อนก็ถอดหน้ากาก

“เหมือนเราผ่านตรงนี้มาครั้งนึงแล้วนะ” เด็กสาวกระซิบบอกคนข้างหน้า ได้ยินเสียงของตัวเองเริ่มสั่นๆ “นายแน่ใจนะว่าเราไม่ได้หลง”

“ม่ะ…ไม่หรอก เราเคยมาหลายครั้งแล้ว” ทั้งที่พูดอย่างนั้น แต่คนพูดกลับเสียงสั่น

เยียรยงแอบโกรธขึ้นในใจ ถ้าไม่เพราะระยะทางที่ก้าวเข้ามาค่อนข้างไกลและไม่น่าพิสมัยเช่นนี้ บางทีเธออาจจะล้มเลิกความตั้งใจแล้วผละกลับออกไปเลย

ถึงสี่แยกเล็กๆ อีกครั้ง บนผนังด้านต่างๆ บริเวณนี้มีใบปิดรณรงค์การลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ใช้งานแผนแม่บทสยามติงสติวรรษต่อ ใบปิดของพวกฝาถัง ทั้งๆ ที่ประเด็นหนึ่งในแผนนั้นระบุว่าให้ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ก็แจ้งข่าวทางอรลายหมดแล้ว บนใบปิดเป็นรูปถ่ายท่าน กดอ. ผู้มีรูปร่างท้วมตัน รอยยิ้มแกนๆ ดูตลกจนเธอกับเพื่อนเคยคิดว่าเป็นฝีมือของพวกชังถัง พอรู้ว่ามันเป็นรูปจริง ขณะที่กระปุกกับสุราลัยยังขำต่อ เยียรยงก็พยายามเกลื่อนยิ้มและเหหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น

ขณะนี้ เด็กสาวกำลังภาวนาให้สักแยกหนึ่งมองเห็นช่องเปิดกว้างที่ปลายทาง แต่ก็ไม่มี

ขณะที่ถอนหายใจอย่างใกล้หมดความอดทน หางตาก็เผลอสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง เยียรยงรีบหันขวับ

เพราะผืนผ้าที่ตากห้อยลงมาบดบังบางอย่างนั้นกว่าครึ่ง ทั้งยังแง่เงาและควันขาวมัวซัว ตอนแรกเยียรยงจึงนึกว่ามันคือหุ่นปั้น ต่อเมื่อพินิจถนัดจึงบอกตัวเองได้ “นั่นคนนี่!”

ธนลภย์หันตามมา ถึงตอนนั้นเยียรยงก็ออกก้าวไปหาเจ้าของเท้าเปล่าที่ยืนอยู่บนพื้นห่างไปด้านในแล้ว “ไปถามทางเขาดีกว่า”

ไม่ว่าจะคิดเช่นไร ธนลภย์ก็ยอมเดินตามมาโดยดี เยียรยงยกมือปัดผ้าที่ห้อยบังอยู่ออกทีละผืน ทีละผืน จากเท้าเปลือยหันหลังอยู่บนพื้นปูนแตกๆ มีกำไลทองรัดเท้าทั้งสองข้าง ภาพที่เห็นค่อยไล่สูงขึ้นเห็นปลีน่อง กางเกงถูกสวมทับด้วยผ้านุ่งสีออกลิ้นจี่ ด้านข้างจีบฟูเป็นชั้น กึ่งกลางมีผ้าปิดก้นสีจันทร์ห้อยลงจากเอว มือที่ทิ้งนิ่งข้างตัวเหมือนหุ่นนั้นสวมทั้งแหวน และกำไลทองเรียงรอบด้วยมณีสีเขียวใบแค แบบที่เรียกว่าปะวะหล่ำ สวมทับหลายๆ ชั้นสูงเกือบครึ่งแขนท่อนล่าง ต่อด้วยเสื้อแขนยาวปักดิ้นกับเลื่อมระยับ ที่เอวมีสายรัดคล้ายเข็มขัด จากนั้นเป็นตัวเสื้อเข้ารูปสีรงทองปักลายละเอียดยิบ มีเส้นสังวาลทับไขว้เป็นรูปกากบาท ที่ไหล่คืออินทรธนูโค้งงอนปลายพู่

คงเพราะได้ยินเสียงผู้บุกรุก คนสวมชุดแปลกๆ ดังกล่าวจึงหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า พอดีกับที่เยียรยงเลิกผ้าผืนสุดท้าย

สิ่งที่เห็นทำให้เด็กสาวผงะเล็กน้อย

อีกฝ่ายจ้องตรงมาผ่านรูดำบนหัวโขนที่ครอบอยู่ ในที่แบบนี้ สภาพแสงและสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ หน้ายักษ์หน้าเขียว แสยะเขี้ยว ยิ่งดูน่าครั่นคร้ามกว่าทุกที ชฎาทองเรียวสูงปราศจากหน้ายักษ์อื่นๆ เฉกคุ้นตาอย่างเศียรทศกัณฐ์

ไม่ทันที่จะคิดออกว่าอสูรตรงหน้ามีนามว่าอะไร สติของเด็กสาวก็ถูกเรียกคืนจากความรู้สึกว่าถูกจ้องตรง

เยียรยงกระตุกริมฝีปาก บังคับให้ตัวเองถาม “ขะ…ขอโทษนะคะ พอจะรู้มั้ยว่าซอยพิชัยต้องเดินต่อไปทางไหน”

ก่อนคำตอบใดๆ จะเดินทางมา เด็กสาวเพิ่งสังเกตพบว่าพื้นที่ใต้หน้ากากตั้งแต่ช่วงคางลงไปถึงคอของคนตรงหน้ามีแผลเหวะหวะ เลือดแดงฉานค่อยๆ ย้อยยืดจากใต้หน้ากากบริเวณข้างคางลงสู่พื้นดังแหมะ!

เพราะมัวมองของเหลวดังกล่าว กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อได้ยิน “เยียระวัง!”

เด็กสาวเงยขึ้นตามคำเตือนของธนลภย์ซึ่งยังยืนอยู่ข้างหลัง จังหวะนั้นเองเธอพบว่า ผู้ถูกถามพุ่งจู่โจมเข้ามาเกือบถึงตัวแล้วด้วยความว่องไวและรุนแรงอย่างที่สุด!

……………………………………

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here