-๔-

รอยเขี้ยว
…………..

ถนนข้างนอกเขตกำแพงฝาถังมีเลนน้อยกว่า เล็กแคบกว่า ทั้งที่มีรถและคนคับคั่งกว่า ขนาดของรถก็ค่อนข้างใหญ่เทอะ เพราะเป็นยนตรกรรมตกยุค พวกนี้กดแตรดังระงมและจอดติดเป็นแพอยู่บนถนนนองน้ำ อันเป็นสภาพปกติที่ชาวขยะจะต้องเผชิญในวันฟ้ารั่ว

ทันทีที่เห็นรถซึ่งคงจะประทับตรา รปภ. หรือสัญลักษณ์บางอย่างของพวกฝาถัง ทั้งถนนก็โกลาหล รถคันอื่นๆ ที่จอดติดอยู่ต้องพยายามขยับหลีกทาง เพื่อให้ขบวนที่เยียรยงติดมาด้วยสามารถแล่นต่อไปได้ เด็กสาวรู้ว่าภายในรถเหล่านั้น คนจำนวนหนึ่งจะก่นด่าอยู่ในใจ แต่ก็ไม่มีทางปฏิเสธ นอกจากหมุนพวงมาลัยเปิดทางให้กว้างที่สุด แม้รถของตัวเองจะต้องขูดสีกับกำแพงหรือรถคันข้างๆ ก็ตาม

ตึกรามสองข้างทางยังเป็นอาคารขนาดใหญ่ ไม่สวยงามเท่าตึกด้านในเขตกำแพง แต่ก็สะอาดและแทบไม่มีกองขยะสุมข้าง ใต้รางรถไฟฟ้ามีเสาขนาดใหญ่เรียงรายกลางถนน ป้ายรถประจำทางใต้สถานีปลายทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เพิ่งเลิกงาน แต่ละคนหน้าดำคร่ำเครียดรอเวลาที่รถคันใหม่จะมาถึง และเตรียมเบียดเสียดขึ้นไปให้ถึงที่พักไวที่สุด หรืออย่างน้อยก่อนฟ้ามืดจะเทฝนห่าถัดไปลงมา

ฝนเป็นตัวการทำให้ทุกชีวิตต้องเสียเงินมากกว่าปกติ ชาวขยะรู้กันดีว่ารถไฟฟ้านั้นราคาหูฉี่ จนปัจจุบันโล่งร้างและแทบถูกจัดให้เป็นยานพาหนะเฉพาะพวกฝาถังเวลาเดินทางออกนอกกำแพงเท่านั้น — ใช่ แม้การก่อสร้างของมันจะเบียดขยี้ชีวิตชนชั้นล่างให้ทรมาทรกรรมกันมากกว่าปกติก็ตาม ทั้งอณูฝุ่นอันตรายที่ปกคลุมสยามอลังการชั่วนาตาปี ทั้งการสัญจรที่ทวีความยากลำบาก ส่วนรถรับจ้างก็กุมอำนาจเหนือลูกค้า บริษัทหัวสมัยเคยพยายามจัดระเบียบใหม่ ให้ผู้โดยสารสามารถเรียกรถผ่านแอบประเคนฉัน หรือใช้รถส่วนตัวปันที่นั่งกันได้ แต่สุดท้ายกลุ่มผู้ขับรถรับจ้างเดิม ทั้งเก๋งและรถจักรยานยนต์ ต่างก็ใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ ท้ายที่สุดระบบใหม่ต้องล่าถอยไป ท่ามกลางเสียงถอนหายใจของคนใช้ถนนตาดำๆ

‘ที่นี่ วงการอะไรก็ต้องมีฝาถังเป็นของตัวเอง ไม่งั้นไม่มีใครคุ้มครอง’

‘ก็เรามันเป็นแค่ขยะ’

ครั้นเก๋งที่เยียรยงนั่งอยู่แล่นไปตามทาง แผ่นน้ำรอการระบายก็ถูกตัดกลายเป็นคลื่นโถมผู้คนบนทางเท้าจนต้องหลบกันจ้าละหวั่น แต่ — เช่นกัน – ครั้นเห็นว่าต้นกำเนิดคลื่นมาแต่ไหน คนเหล่านั้นก็รีบหุบปากระงับคำเหมือนไม่มีอะไรเกิด เยียรยงเห็นว่าปากของพวกเขาหุบ เพราะหลังฝนตกอากาศค่อนข้างโปร่ง ฝุ่นบางลงมาก จึงแทบไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัยเช่นเวลาปกติ

อันที่จริง ตลอดมามีการรณรงค์ให้หาทางแปรสภาพน้ำรอการระบายเหล่านี้เป็นน้ำที่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ แต่ฝนแล้วฝนเล่าก็ยังตกลงมา ท่วม ซึม และระเหยสิ้นไป เหลือแต่ ‘น้ำลายของพวกฝาถัง’ (ตามวาทกรรมของพวกชังถัง) ที่ออกมาให้คำอธิบายว่าทำไมสยามอลังการจึงไม่สามารถทำได้

เยียรยงมองแพแมลงสาบกับหนูสกปรกที่ว่ายหนีน้ำขึ้นมาจากในท่อ อดแลบลิ้นเลียริมปากไม่ได้เมื่อนึกถึงจานโอชาที่เคยชิม นี่ถ้าเป็นเขตขยะเปียกหรือแม้แต่บางส่วนของเขตขยะทั่วไปคงไม่มีภาพอย่างนี้ให้เห็น ชาวขยะจะรีบนำอุปกรณ์ต่างๆ มาช้อนตักดักเก็บไปทำอาหาร พวกฝาถังรณรงค์ว่าแมลงสาบนั้นทำอาหารได้ใกล้เคียงกับกุ้ง (สัตว์ทะเลราคาแพงที่ไม่เคยมีให้เห็นแม้แต่ในตลาดของพวกขยะทั่วไป) ส่วนหนูท่อนั้นอร่อยเหมือนไก่ พวกผู้ใหญ่ชอบใช้แกล้มเหล้า ในจำนวนรายการอาหารทั้งหลาย เยียรยงชอบหนูย่างที่สุด หนังของมันกรอบหอม เนื้อหนูย่างถ้ากินกับขนมปังเป็นเบอะเก้อหนูก็สวรรค์ดีๆ นี่เอง ยิ่งโชคดีเจอลูกหนูตัวเป็นๆ ละก็ สามารถประกบขนมปังกินสดๆ ได้เลย

รถแล่นผ่านอาคารที่พักของพวกรีทรายโก้ และศูนย์การค้าซึ่งนับว่าทันสมัยที่สุดนอกเขตกำแพงฝาถัง ไม่ช้าก็เห็นแผนกกลั่นน้ำสะอาดทอดขนานไปกับแม่น้ำสายเดียวอันทำให้สยามอลังการกลายเป็นเมืองอกแตก ขณะนี้น้ำสีดำในแม่น้ำลอยเอ่อขึ้นมาเจือจางกับกับน้ำรอการระบายบนถนนและทางเท้า ส่วนหนึ่งไหลเข้าไปในอาคารของแผนกกลั่นน้ำด้วย เคยมีผู้ทวงถามมาตรการรักษาความสะอาดและปลอดภัยป้องกันน้ำใช้กับน้ำเสียปะปนกัน ผลคือผู้ทวงถามถูกฟ้องว่าปลุกปั่นทำให้เกิดความไม่สงบ

ชายขอบของเขตพวกรีทรายโก้ อาคารเริ่มเก่าโทรม พวกนี้มักเปิดชั้นล่างเป็นหน้าร้านรับซ่อมสิ่งของ ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งตั้งโทรทัศน์ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ไว้ด้านหน้า ทุกเครื่องกำลังแสดงภาพรายการบริจาคความสุขให้ประชาชน —แน่นอน คำว่าบริจาคนั้นเป็นของคู่กันกับพวกฝาถัง ชาวขยะล้วนชอบบริจาคเพื่อยกระดับจิตใจให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝาถังสักหนึ่งอึดใจก็ยังดี รายการนี้จัดขึ้นโดยท่าน กดอ. (ย่อมาจากกรรมการผู้จัดการโรงงานสยามอลังการ) นอกจากท่านจะได้ทำการกุศลแล้วยังสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีส่วนตัวด้วย เย็นวันเสาร์อย่างนี้ท่าน กดอ.จะเลือกหนังสือมาแนะนำชาวขยะ ทุกเล่มได้รับการบริจาคต่อมาจากเหล่าสำนักพิมพ์อีกที โดยมีกรอบชัดเจนว่าห้ามพูดถึงการเมือง แต่เนื่องจากทุกสิ่งในโลกล้วนเกี่ยวกับการเมือง ระยะหลังท่าน กดอ.จึงพูดถึงดาวเคราะห์นอกดาราจักรทางช้างเผือกแทนแทน เพราะเฉพาะในระบบสุริยะ ประเทศอื่นก็เริ่มก่อสงครามจับจองพื้นที่กันบ้างแล้ว

รอยต่อระหว่างเขตรีทรายโก้กับขยะเปียกเป็นอาคารสำนักงาน ส่วนมากทำกิจการนำเข้าขยะมาทำลาย กิจการเหล่านี้เป็นหน่วยงานของพวกฝาถัง (อันที่จริง ทางทฤษฎีแล้วเป็นของหน่วยงานกลาง แต่หน่วยงานกลางก็ถูกควบคุมด้วยพวกฝาถังอยู่ดี) ครอบครองพื้นที่แถบปากอุโมงค์ขนาดใหญ่ข้างภูเขาขยะข้างตัวเมือง ขยะของคู่ค้าถูกอัดให้เดินทางมาสู่สยามอลังการเหมือนระลอกคลื่น ว่ากันว่าอุโมงค์เหล่านี้เชื่อมไปยังตัวเมืองสำคัญของประเทศมหาอำนาจอันสยามอลังการอาศัยอยู่ ปากอุโมงค์เป็นทรัพย์สินของทั้งรัฐและเอกชน พวกหลังจะรับซื้อขยะจากทั้งภายในและนอกประเทศ กินกำไรส่วนต่างแล้วส่งต่อมาที่สยามอลังการอีกที แม้คนเหล่านั้นมีแผนปรับปรุงอุโมงค์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ป้องกันความเสียหายอันจะทำให้ขยะและสารพิษบางส่วนหลุดลอดออกไปในธรรมชาติ ทว่าความจริงมักถูกละเลย โดยเฉพาะในที่แล้งร้างห่างไกลอย่างทะเลทรายคลุกขี้เถ้ารอบตัวโรงงานซึ่งปราศจากผู้อยู่อาศัยมาหลายชั่วคน

พ่อกับแม่ของเยียรยงทำงานอยู่ในแผนกกำจัดขยะเปียก พวกนี้มักเป็นขยะอินทรีย์ มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าแต่เดิมใช้ทำปุ๋ยหรือสารปรับปรุงดินได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ยุคมหาสงคราม ทรัพยากรธรรมชาติก็พินาศจนยากจะเยียวยา แผ่นดินส่วนใหญ่ปลูกอะไรไม่ขึ้น ไม่ว่าจะพยายามปรับปรุงด้วยวิธีไหน ขยะเหล่านี้จึงไร้ค่าและกลายเป็นต้นทุนรอการกำจัด

การขจัดขยะแต่ละประเภทใช้วิธีต่างกัน สำหรับขยะเปียก พ่อเคยเล่าให้เยียรยงฟังว่า เมื่อมันเดินทางหลุดออกมาจากปากอุโมงค์ฝั่งนี้ เจ้าหน้าที่ขยะเปียกจะนำเข้าบำบัดด้วยเครื่องจักรกลและกระบวนการชีวภาพ จากนั้นจึงจะนำไปฝังกลบในภูเขาขยะได้ วิธีนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลเจ้าของประเทศที่สยามอลังการพึ่งพิงอยู่ พวกเขาไม่ต้องการให้ขยะเปียกก่อก๊าซชีวภาพอันจะเป็นสาเหตุของปัญหาภาวะเรือนกระจก

. . . . . . . . .

 

อาคารที่พักของเยียรยงตั้งห่างออกมาจากบริเวณกำแพงฝาถังมากพอควร ละแวกนี้ตึกรามแตกร่อน — แน่นอน ใบโอ่คอนกรีดแพงเกินกว่าชนชั้นอื่นนอกจากพวกฝาถังจะเอื้อมถึง – มันไม่ถึงกับสร้างจากขยะ แต่ถ้ามองผาดก็มีลักษณะไม่ต่างจากขยะอยู่ดี ตัวอาคารสูงยี่สิบเก้าชั้น มีหน้าต่างและช่องประตูเปิดออกสู่ระเบียงแคบๆ ลานตา ตึกแบบเดียวกันเหมือนถูกใช้ชุดคำสั่งสมองกลทำซ้ำและวางกระจายไปตลอดแนวถนน สลับคั่นด้วยภูเขาขยะลูกย่อมๆ ไม่ใหญ่โตเท่าเขตขยะเปียก

ขุนระเบ็งจอดส่งเยียรยงและพี่ชายข้างทางเท้าแคบๆ ในซอยที่อาคารที่พักตั้งอยู่ ยรรยงแสดงความเคารพแบบพวก รปภ. ส่วนเยียรยงยกมือไหว้แกนๆ จากนั้นรีบก้าวตามพี่ชายที่หมุนตัวเข้าไปในอาคารว่องไว

โถงแคบๆ ชั้นล่างมีพนักงานชายอ้วนเฝ้าอยู่ ไม่ว่าเมื่อไหร่เจ้าตัวก็นั่งตาปรือดูละครในกระดานไฟฟ้าส่วนตัว ไม่เคยหันมาทักหรือตอบรับเสียงทักใดๆ นี่อาจเป็นนิสัยของพวกที่อยู่ในชุมชนขยะทั่วไป ต่างคนต่างอยู่ รีบเร่ง จะสังเกตหน้าตาคนอยู่ใกล้ก็ด้วยความระแวงว่าอีกฝ่ายไม่หวังดีหรือไม่น่าเข้าใกล้ แตกต่างจากชุมชนขยะเปียกที่มักรู้จักกันตั้งแต่หัวซอยจดท้ายซอย เยียรยงตัดสินไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน อย่างน้อยพวกขยะทั่วไปก็เก็บซ่อนความสอดรู้สอดเห็นได้มิดเม้นกว่า และไม่ค่อยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งหรือกู้หนี้ยืมสิน คนในตึกนี้มีตั้งแต่ที่อยู่กันเป็นครอบครัวจนถึงอยู่ตัวคนเดียว ส่วนมากทำงานค่อนข้างเป็นหลักเป็นฐาน เนื่องจากค่าเช่าที่พักละแวกนี้มีราคาสูงขึ้นมากกว่ารอบนอกตัวเมือง

พี่ชายมีช่วงขายาวกว่า จึงก้าวมาถึงพื้นที่หน้าห้องเลื่อนก่อน ห้องเลื่อนว่างเปล่าจอดรออยู่แล้ว ครั้นเยียรยงตามเข้ามา ยรรยงก็กระแทกปิดประตูเหล็กยืดแล้วกดเลขชั้นแปด

คุ้นชินจนไม่สนใจหลอดไฟติดๆ ดับๆ ในห้องเลื่อน เยียรยงรีบหันหาพี่ชาย “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”

“ก็ไม่มีนี่” ยรรยงตอบเบาจนแทบถูกเสียงจักรกลของห้องเลื่อนกลบ

“แล้วทำไมเยียถึงต้องไปอยู่ที่นั่น”

“ก็แกตกบันไดบาดเจ็บ”

“แล้วคนพวกนั้น ป้าประไพ นักเรียนห้องเดียวกับเยียนั่นอีกล่ะ วันเนาว์?”

“ก็นี่ไง” พี่ตอบทั้งที่ยังเงยมองเข็มบอกเลขชั้น มันค่อยๆ ไล่ปัดตามลานครึ่งวงกลมไปทางขวา “แกบาดเจ็บ ส่วนเด็กคนนั้นไม่สบาย เลยต้องถูกส่งตัวไปดูแลเป็นพิเศษ”

ใช่! พิเศษเกินไปด้วย ถึงกับต้องไปรักษาในอาคารของพวกฝาถัง แถมได้ใช้เครื่องดึงความจำนั่น!

“ยังตอบไม่ครบ” น้องสาวกระชากเสียง “ลภ คูน  คนพวกนั้น แล้วป้าประไพล่ะ ไปทำไม”

“จะไปรู้เราะ แกก็เห็นว่าฉันอยู่แต่กับแก”

“ไม่เชื่อ!” เห็นพี่ชายไม่ยอมหันมา มือท้วมของเธอจึงดึงข้อแขนเขาซึ่งอยู่ในแขนเสื้อ พี่ชายสะดุ้ง ยกมืออีกข้างกุมท้องแขนไว้ แล้วดึงแขนข้างที่ถูกจับหนี เยียรยงเดาะลิ้นหงุดหงิดใจ “แล้วที่นั่นมันที่ไหนกันแน่ บอกมาสิ!”

เสียงติ๊ง! ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าห้องเลื่อนเคลื่อนมาถึงชั้นเป้าหมายแล้ว ยรรยงเปิดประตูเหล็กยืดแล้วรีบแทรกร่างผอมของตัวเองผลุนผลันออกไป เยียรยงอ้าปากค้าง ด้วยนิสัยไม่ยอมแพ้ใคร เธอถลันตาม เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องไปทั้งทางเดินแคบๆ ระหว่างห้องพัก กำลังจะคว้าข้อแขนของเจ้าตัวอีกครั้ง ยรรยงก็เหมือนรู้ทัน

“ไหง!”

เสียงทักนั้นสะกดความตั้งใจของเด็กสาวได้ชะงัด เยียรยงตามมาถึงพื้นที่เยื้องๆ หน้าห้องพัก เพิ่งเห็นว่าร่างของพี่ชายยืนบังใครบางคนที่ยืนห่างออกไป รายนั้นกำลังดึงประตูห้องปิดและลั่นกุญแจ

เลอไถงอายุเท่ากันกับเธอ แต่ดูเป็นสาวกว่ามาแต่ไหน เจ้าหล่อนมีรูปร่างสูง อวบอัดและเปล่งปลั่งไปทั้งตัว แต่ไม่ใช่อ้วน ไม่ถึงกับท้วมอย่างเยียรยงด้วยซ้ำ หลายส่วนของรายนั้นยังเห็นเป็นกล้ามเนื้อจากการออกกำลังสม่ำเสมอ เลอไถงมีผิวสีน้ำผึ้งเรียบเนียน เป็นสิ่งซึ่งเจ้าตัวภูมิใจจนมักใส่ชุดเปิดเผยเนื้อหนัง แม้แต่ผมก็ตัดสั้นและไถจนท้ายทอยเรียบโล่ง เพื่อแสดงรอยสักตัวอักษรต่างชาติกระจิริดไล่ยาวลงมาตามสันคอ

เจ้าตัวเลิกคิ้วพลางส่งยิ้มให้เยียรยงและพี่ชายอย่างคนรู้จักกัน ทว่าเด็กสาวเพียงเม้มปาก บอกพี่ “เข้าห้องก่อนนะ”

ยรรยงกระซิบ “ไม่ต้องบอกพ่อแม่ล่ะ”

นั่นหมายความว่า เป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวจะอยู่เสวนากับเพื่อนร่วมตึก

. . . . . . . . .

 

เยียรยงเข้าเรียนประถมในโรงเรียนวัดกลางชุมชนขยะเปียก ถ้าคุณถาม ครูชั้น ป.๑ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ใครนะ เยียรยง?’ นั่นเพราะเธอเป็นเด็กเงียบเชียบ ไม่ถึงกับเรียบร้อย แต่ก็ไม่ค่อยทโมน เทียบแล้วไม่ต่างจากตุ๊กตามือสองที่ตั้งเป็นฉากในห้องเรียนอันอัดแน่นด้วยนักเรียนตัวน้อย คำตอบนี้จะจางไปในหมู่คุณครูชั้น ป.๒ และแทบไม่ได้ยินในชั้น ป.๓ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนค้นพบว่าตุ๊กตาอ้วนขาวตัวนั้นมีมันสมองประดุจเพชร

เด็กคนอื่นที่มีบุคลิกใกล้เคียงกันอาจเสี่ยงต่อการถูกเพื่อนเกเรรังแก แต่เยียรยงเป็นชนชั้นที่เหนือกว่านั้น เธอให้เพื่อนลอกการบ้าน ได้รับความไว้วางใจจากครูให้จดชื่อคนคุยในคาบเรียนเวลาที่ครูไม่อยู่ ฟายเอกสารจดชื่อในกระดานไฟฟ้าจะขาวสะอาด ปรากฏแค่ชื่อเพื่อนไม่กี่ราย แต่ละรายคือพวกที่ชี้หน้าว่าเธอก็คุยเหมือนกันทำไมไม่จดชื่อตัวเอง เพื่อนคนอื่นๆ เข้าข้างเธอ (เพราะเธอไม่จดชื่อพวกเขา) และดูดายเมื่อเพื่อนรายนั้นต้องถูกลงโทษ โดยที่ครูไม่ฟังกระทั่งว่า เยียรยงแอบรับขนมและเงินเล็กๆ น้อยๆ จากเพื่อนที่รวยกว่าเป็นสินบนเพื่อพ้นผิด

แต่นั่นไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย คุณจะเห็นชัดว่า เยียรยงสามารถวางตัวอยู่ในกรอบ ‘ดีงาม’ (ตามคำแนะนำในแผนแม่บทสยามติงสติวรรษบทประยุกต์ หัวข้อที่ ๑ ว่าด้วยการประพฤติอันควรของพลเมืองโรงงาน) โดยที่เธอไม่ได้ต้องพยายาม อาจเพราะที่บ้านบ่มเพาะให้เป็นคนอย่างนี้ หรือไม่ เธอก็อาจคลอดมาพร้อมคุณสมบัตินี้

คุณสมบัติที่ไม่มีอยู่เลยในเลอไถง

อดีตเพื่อนร่วมห้องของเยียรยงมีชื่ออยู่ในฟายฟ้องครูเสมอ ไม่ว่าเธอหรือใครจดชื่อก็มี เลอไถงเป็นเด็กอยู่ไม่สุข ชอบรื้อทำลายข้าวของ ขณะเดียวกันกลับเกลียดขยะ เจ้าหล่อนจะโวยวายถ้ามีคนเอาของพวกนั้นมาใกล้ๆ และยังเกลียดการอ่าน ไม่ชอบถูกสอน นั่นทำให้เนื้อตัวของเจ้าหล่อนลายพร้อยเพราะโดนที่บ้านทำโทษเสมอ เมื่อมาอยู่ที่โรงเรียน บรรดาครูต่างระอา เพื่อนๆ ก็ไม่มีใครคบหา ถึงกระนั้นเด็กหญิงตัวแสบไม่อินัง

ตรงข้ามกับคนในครอบครัวที่สืบภูมิรู้ด้านยาและสมุนไพร เลอไถงหมกมุ่นอยู่ในโลกส่วนตัวอันแวดล้อมด้วยชิ้นส่วนโลหะ สายไฟ และของมีคม เฉพาะซากขยะจำพวกนั้นที่เจ้าหล่อนญาติดีด้วย แถมยังชอบสร้างเรื่องโกหกเพ้อพก ไม่ทันจบ ป.๖ ตามที่แผนแม่บทกำหนด เลอไถงก็ต้องออกจากโรงเรียน ท่ามกลางความโล่งใจของเพื่อนและครู ไม่มีใครสนใจรับรู้ว่าเจ้าหล่อนหายหน้าไปไหน คล้ายๆ เลอไถงเป็นของที่ถูกตัดสินแล้วว่าใช้การไม่ได้ ถึงที่สุดก็ถูกโละลงถังขยะ

หากถึงอย่างไร เพราะบ้านของเยียรยงกับเลอไถงอยู่ไม่ห่างกันนัก เด็กหญิงจึงได้ยินข่าวว่าเพื่อนหนีออกจากบ้าน ข่าวนั้นไม่ได้ลอยผ่านมาทางเพื่อนบ้าน ปกติพ่อแม่เธอไม่ค่อยสุงสิงกับใครจนมักโดนเอาไปนินทา ส่วนเยียรยงก็ยังเด็กเกินกว่าจะมีผู้ใหญ่เรียกไปเจรจาด้วย แต่ที่รู้ก็เพราะยรรยงเป็นเดือดเป็นร้อนจนถึงกับช่วยคนออกตามหาเลอไถง

อย่างเงียบเชียบ แต่ไม่พ้นไปจากสายตาของคนเป็นน้อง เยียรยงรู้ว่าพี่ชายแอบชอบเพื่อนหัวรั้นใกล้บ้านมานาน เธอไม่เคยคุยเรื่องนี้กับเขา ยิ่งเลอไถงหนีไปเสียก่อนก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องคุย อาจเพราะเยียรยงให้คำตอบง่ายๆ กับตัวเองได้ด้วย ไหงมันเป็นคนสวย พี่ยรรคงชอบเพราะอย่างนั้น

นานหลายปีกว่าจะกลับมาพบกันด้วยความบังเอิญ นอกจากอยู่ตึกเดียวกันแล้ว ยังอยู่ชั้นเดียวกันด้วย พี่ชายเกือบเดินสะดุดในครั้งแรกที่เห็นหน้า ตอนนั้นเยียรยงกับครอบครัวกำลังออกจากห้องไปตักบาตรวันมาฆบูชาที่หน้าหอพัก พอดีมีสาวสวยแต่งกายน้อยชิ้นผิดวิสัยคนในหอพักเดินสวนมา

‘ไหง!’

เสียงเรียกของพี่ชายดึงสายตาของเธอและพ่อแม่มองตาม

คนถูกเรียกหยุดก้าว ตาโตติดขนตาปลอมงอนยาวดูหรี่ปรือเหมือนง่วงงุนเต็มแก่ แม้แต่ท่าหันมาก็เหน็ดเหนื่อย

‘ไหงจริงๆ ด้วย’ ประโยคต่อมาของยรรยงบ่งความดีใจ เจ้าตัวหันเฉลยครอบครัว ‘ไหง เด็กที่เคยอยู่บ้านใกล้ๆ เราไง’

เลอไถงกวาดสายตาตามยรรยง หยุดค้างที่เธอครู่เดียวก็ปรากฏรอยยิ้มหยัน ยกนิ้วชี้อันกอปรด้วยเล็บทาสีดำสนิท ‘เยีย’

คำนั้นตามมาด้วยกลิ่นละมุด แสดงว่าก่อนหน้าคนพูดคงดื่มมาพอสมควร

‘ไหงพักอยู่ที่นี่เหรอ’ ยรรยงยังกระตือรือร้น

‘อือ’ อีกฝ่ายพยักพรื่ดแล้วอ้าปากหาวหวอด พูดทั้งๆ ยังหาว ‘ง่วง ไปนอนก่อนนะ’

ว่าแล้วก็ก้าวเซๆ ต่อไปยังห้องเยื้องๆ กัน จังหวะที่ล้วงกุญแจจากกระเป๋าถือออกมาไขประตู ศีรษะสะบัดเล็กน้อยคล้ายจะเรียกสติ ตาโตหรี่ลงเพื่อจะเพ่งจ้อง เป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย แต่พี่ชายของเยียรยงกลับยิ้มเอ็นดู

เช้าวันนั้น พ่อกับพี่ได้แต่คาดการณ์ไปนานา เด็กสาวที่หนีออกจากบ้านในชุมชนขยะเปียกกลับกลายเป็นเจ้าของห้องพักในอาคารขยะทั่วไปได้อย่างไร เฉพาะแม่ที่ส่ายหน้า ‘อย่าไปยุ่งกับเขาเลย’

เยียรยงจึงคงสงวนท่าทีกับเจ้าหล่อน เวลาพบกัน เลอไถงจะเป็นคนทักด้วยรอยยิ้มขัน กึ่งหยัน ยิ่งเห็นเธอแสร้งไม่สนใจก็จะยิ่งเรียกร้องความสนใจ ถึงอย่างนั้นผู้ถูกเรียกร้องมักออมคำ ตัดบท ตรงข้ามกับยรรยงที่ยังคอยหาช่องสนทนา ซื้อข้าวของมาฝาก เยียรยงคิดว่า ที่พี่ชายไม่เคยมีใคร อาจเพราะเจ้าตัวปักใจเพื่อนสาวของเธอมาตลอดก็เป็นได้ โชคดีที่เลอไถงไม่มีท่าทีสนใจ แล้วเวลาที่สองคนจะได้พบกันก็มีไม่มาก ฝ่ายหญิงไม่ค่อยอยู่ตึก ส่วนยรรยงก็มีหน้าที่รัดตัวจนแทบไม่ได้กลับบ้าน

เย็นวันนี้พี่คุยกับสาวในดวงใจแค่ไม่นาน เยียรยงงอนที่เจ้าตัวไม่ยอมเปิดปากเรื่องสถานปริศนา หลังจากกินอาหารเย็นที่แม่เตรียมไว้ให้แล้วจึงหลบเข้าห้องนอนมาทำการบ้าน

แม้การสอบปลายภาคของ ม.๖ ภาคการเรียนที่ ๒ และโดยเฉพาะการสอบเอษะกาศจะจ่อรออยู่รอมร่อ อาจารย์ที่โรงเรียนก็ยังสั่งงานไม่ต่างจากคาบเรียนวันแรก มีความเชื่อกันว่าการให้เด็กทำการบ้านมากๆ ย่อมเท่ากับเปิดโอกาสให้เด็กได้ทบทวนบทเรียนไปในตัว อาจารย์ท่านหนึ่งหัวเราะร่าเวลาเห็นเด็กพิโอดพิโอย แถมยังพูดเป็นบุญเป็นคุณทำนองว่า แกกำลังช่วยให้เด็กๆ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องบังคับใจอ่านหนังสือ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นภาระให้เพื่อนๆ ต้องมานั่งลอกการบ้านเธอตอนเช้าทุกวันเพื่อจะส่งให้ทัน ด้านอาจารย์เองก็ไม่เคยตรวจการบ้านเด็กครบถ้วนหรือทันเวลา

‘ถ้ามีเวลาตรวจสิแปลก’ สุราลัยเคยกระซิบพลางส่งค้อนใส่แผ่นหลังอันอุดมด้วยหนอกไขมันของอาจารย์ท่านนั้น

‘อาจารย์แกไปเปิดสอนพิเศษเหรอ’ กระปุกเดาอย่างกระตือรือร้น การเดานั้นเป็นกิจกรรมที่คนมองโลกในแง่ดีอย่างกระปุกโปรดปราน เจ้าตัวจึงมักจะยิ้มไปด้วย เวลายิ้ม ดวงตาใต้แว่นหนาจะดูเหลือกโพลง ลักยิ้มบุ๋มเป็นหลุมใต้มุมปากสองข้าง

สุราลัยส่ายหน้า ‘มีคนบอกว่าแกไปรับจ้างทำการบ้านให้เด็กในสุโนก!’

งานรับจ้างทำการบ้านในแอบประเคนฉันสุโนกนั้นได้รับความนิยมมานาน ไม่ใช่แค่การบ้านเด็กมัธยม แต่วิทยานิพนธ์ของเด็กปริญญาตรีปริญญาโทก็มี มีแม้แต่การบ้านของเด็กประถม! เคยมีเหตุวิวาทเพราะคนรับจ้างทำไม่ทัน ฝ่ายหลังโอดครวญว่าการบ้านที่อาจารย์ให้มาเยอะจริงๆ จนทีมงานก็ทำไม่ไหว หน่วยงานของพวกฝาถังที่รับผิดชอบด้านการศึกษาเคยพยายามกวาดล้างพวกรับจ้างแต่ก็ไม่สำเร็จ (สุราลัยอีกเช่นกันกระซิบพลางส่งค้อนใส่หน้าจอแอบประเคนฉันสุโนกว่า ‘มีคนบอกว่าพวกนี้ก็รับจ้างทำการบ้านให้เด็กเหมือนกัน!’) พวกนั้นจึงสนับสนุนนโยบายให้อาจารย์เพิ่มงานเด็กได้มากขึ้น เพื่อในที่สุด เมื่อเด็กมีเงินไม่พอจะจ้างคนนอกก็ต้องทำเอง เยียรยงเองก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อนให้รับจ้างทำการบ้านเหมือนกัน กระนั้นเธอรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ความถูกต้องเป็นสิ่งที่พ่อแม่ปลูกฝังเธอนานมา ‘ที่โรงเรียน ครูเขาก็สอนหนูเรื่องแผนแม่บทไม่ใช่เหรอลูก–’

คืนนี้ วิชาที่เยียรยงตั้งหน้าตั้งตาทำคือวิชาปรัชญา

เช่นเดียวกับวิชาอื่น อาจารย์ท่านนี้ให้การบ้านกองมหึมา เพียงแต่ให้เหตุผลว่า ปรัชญาเป็นวิชาที่ไม่ค่อยมีคนเห็นค่า การบ้านปริมาณมากจึงอาจสร้างคุณค่ามันให้แก่เด็กๆ ได้ โชคดีที่เนื้อหาส่วนใหญ่ของวิชาปรัชญานั้นซ้ำไปซ้ำมากับวิชาพระพุทธศาสนาและบางส่วนในแผนแม่บทสยามติงสติวรรษ เยียรยงจึงสามารถทำได้โดยไม่ต้องอ่านทบทวนมาก แอบคิดในใจด้วยซ้ำว่า เพราะวิชาสายศิลป์ง่ายและแคบอยู่เท่านี้ จึงไม่แปลกที่เด็กสายวิทย์จะได้รับการยกย่องว่าหัวดีกว่า

สามทุ่ม ตะวันเพิ่งลับเหลี่ยมเขาขยะ ฟ้าเริ่มมืดเป็นสีเดียวกับพื้นขี้เถ้า เยียรยงเสร็จการตอบคำถามข้อที่ว่า ‘ทำไมสตรีจึงควรถูกกีดกันจากการอุปสมบทในพระพุทธศาสนา’ เธอยังเหลือการบ้านอีกส่วน ทว่าภาพในดวงตาเริ่มมัว จึงลุกออกจากห้อง ตั้งใจจะเดินไปวักน้ำล้างหน้าแล้วค่อยกลับมาทำต่อ ปรากฏว่าพื้นที่หน้าห้องมืดสลัว – ไม่มืดสนิท ท่าจะมีใครกำลังใช้ห้องน้ำ

คำตอบมาถึงแค่สี่ก้าว ร่างผอมของพี่ชายยืนอยู่หน้าบานกระจกขุ่นมัวเหนืออ่างล้างหน้า แสงไฟจากหลอดประหยัดพลังงานอาบร่างผอมเปลือยท่อนบนของยรรยงจนเห็นเป็นซี่ก้าง แม้จะมีพอมีกล้ามเนื้อรวมอยู่ด้วยก็เพียงเล็กน้อย บนแผ่นหลังสีคล้ำมีหลายส่วนเป็นแผลเป็นจากการฝึกหนัก เจ้าตัวกำลังก้มหน้าทำอะไรกุกกัก บนอ่างล้างหน้ามีขวดยาแดง น้ำเกลือ และเศษผ้าเช็ดหน้าวางอยู่

“เป็นแผลจริงด้วย” คนเป็นน้องทักขึ้นเบาๆ แต่ก็ทำเอาพี่ชายสะดุ้งหน้าเผือด

เยียรยงขำ “อะไร เป็นถึงนายพัน ขี้ตกใจชะมัด”

“ก็มาเงียบๆ” คนบ่นยกแขนข้างที่เป็นแผลหนีห่าง ยาแดงที่เพิ่งราดลงไปไหลเป็นทาง

เยียรยงยกมือดึงแขนพี่กลับมา เจ้าตัวยังรั้นคล้ายจะเลี่ยง แต่ถึงขนาดนี้ไม่มีทางที่เธอจะไม่เห็น

“เฮ้ย!” เด็กสาวตาโต “ทำไมเป็นอย่างนี้!”

ท้องแขนซ้ายของพี่ชายมีแผลรูปวงรีแนวนอนไม่กว้างนัก เนื้อในวงนั้นคล้ายถูกคว้านออกไปทั้งหมดจนเป็นหลุมตื้นๆ เลือดส่วนใหญ่แข็งตัวแล้วกลายเป็นเยื่อแข็งๆ เฉพาะบางส่วนเป็นของเหลวซึมอยู่ พื้นที่รอบๆ แม้จะยังเป็นผิวหนังปกติแต่ก็มีสีม่วงคล้ำ ต่อเมื่อสังเกตดีๆ จึงจะเห็นว่า ขอบวงรีดังกล่าวขรุขระเป็นรอยประ มองดูละม้าย—

“รอยเขี้ยว!” คนร้องเงยจ้องพี่ “พี่ไปโดนใครกัดมา!”

“ก็…พวกคนร้ายน่ะ” คำตอบอ้อมแอ้ม “แกรู้ได้ไงว่าเป็นแผล”

เพราะได้คำตอบแล้ว และพี่ชายก็พยายามยื้อแขนออกไป เยียรยงจึงยอมปล่อยมือ “ก็วันนี้ตอนดึงแขน พี่สะดุ้งๆ แถมดึงมือออกเหมือนจะเจ็บๆ แต่ไม่คิดว่าแผลจะใหญ่ขนาดนี้”

“ไม่ต้องบอกพ่อกับแม่ล่ะ”

“รู้!” ครอบครัวของเธอเชื่อว่า การปกปิดเรื่องร้ายเพื่อความสงบและสะดวกใจนั้นเป็นเรื่องดี “มา เดี๋ยวช่วย”

มือป้อมคว้ายา ทว่าคนเป็นแผลใช้มืออีกข้างยันไว้ “เสร็จแล้ว”

“แต่ว่า–”

“ไม่ต้องมายุ่ง เดี๋ยวมัน…มีเชื้อโรค” คำท้ายทอดเสียงลง

“แล้วทำไมวันนี้ไม่ให้หมอเขาดู”

“เขาดูให้แล้วตั้งแต่ก่อนแกตื่น”

“เดี๋ยวนะ” เยียรยงเริ่มเอะใจ ยกมือข้างหนึ่งปัดเส้นผมที่กระจายจากทรงบ๊อบออกมาปรกหน้า “นี่พี่โดนตอนไปช่วยเยียใช่มั้ย รอยฟันนี่ก็ต้องเป็นของ–”

“อย่ายุ่งเลยน่ะ!” พี่ชายลงเสียงหนักจนแทบเป็นคำสั่ง “ว่าแต่แกน่ะ รู้มั้ยว่าเด็กคนนั้นมีเพื่อนสนิทบ้างรึเปล่า”

เยียรยงหน้ามุ่ย “ไม่เคยเห็นนะ ส่วนใหญ่ก็ต่างคนต่างเรียน”

“ไม่เคยคุยกันเลยรึไง ปกติแกคุยเก่งนี่”

“นี่ด่าหรือว่าชม”

“ไม่เคยก็ไม่เคย”

ก่อนจะได้อ้าปากว่าอะไร อีกฝ่ายก็ชิงดักต่อ “ไม่ต้องถามแล้ว ฉันจะรีบนอน พรุ่งนี้ต้องออกไปทำงานแต่เช้า”

“แต่พรุ่งนี้วันอาทิตย์”

“งานแบบนี้มันมีวันหยุดแบบคนปกติที่ไหน”

ใช่ ผู้รักษาความปลอดภัยของโรงงานคืองานแห่งความเสียสละและน่าภาคภูมิใจ

คนตอบกวาดอุปกรณ์ทำแผลบนอ่างล้างหน้าไปไว้ในท้องแขนข้างที่ไม่เจ็บ กำลังจะหมุนตัวออกจากห้อง แต่ต้องชะงักเพราะคำถามใหม่

“พี่คุยอะไรกับไหง”

เจ้าตัวถอนหายใจ ก้าวต่อไปในพื้นที่อันแสงสว่างเอื้อมไม่ถึง “ก็ถามไถ่ประสาเพื่อนบ้าน”

“ถามจริงๆ พี่ไม่ได้เลือกให้เรามาอยู่ที่นี่ เพราะรู้มาก่อนว่าเขาอยู่ที่นี่ใช่มั้ย”

มีเสียงข้อลั่นจากมุมห้องอีกฝั่ง เยียรยงมองไม่เห็น แต่จินตนาการได้ว่าร่างผอมในกางเกงขาสั้นตัวเดียวคงล้มตัวลงบนฟูกบางๆ ที่ปูอยู่กับพื้น “คิดอะไรบ้าๆ บอๆ”

“ก็พี่ยังชอบเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ”

คราวนี้ นอกจากเสียงผึบผับเหมือนเจ้าตัวขยับตีผ้าห่ม ยรรยงไม่ตอบอะไรอีก

เยียรยงหันกลับเข้าหาก๊อกน้ำ หมุนน้ำลงใส่มือเพื่อลูบหน้า หลับตาพูด “อย่าลืมก็แล้วกันว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไง”

แสงไฟดับลง เยียรยงกดปิดสวิตช์แล้วก้าวกลับห้อง กำลังจะลงมือพิมพ์ข้อความในฟายการบ้านต่อ แต่เห็นสัญลักษณ์แจ้งเตือนข้อความเข้า จึงกดเรียกดู

‘เข้านอนยัง’

หัวคิ้วของเยียรยงเป็นรอยกดจากความงุนงง เธอจำไม่ได้ว่าเคยติดต่อกับใครที่ใช้ชื่อแบบนี้และมีรูปภาพแสดงตัวแบบนี้ อีกฝ่ายคงรอนานและรู้ทัน จึงส่งข้อความใหม่เข้ามาว่า ‘ฉันขุนระเบ็งนะ จำได้มั้ย’

อีตานี่นี่เอง จะทักมาทำไม ปลายนิ้วป้อมพิมพ์ตอบแค่คำถามแรก ‘นั่งเอ้เตทำการบ้านคร้านจะนอน’

‘เฮ่ย’ หลังคำนั้นมีรูปคนหัวเราะ ‘คุยกับฉันไม่ต้องใช้ภาษาทางการก็ได้น่า’

แต่ว่าเขาเป็น รปภ. ต่อให้ตัวเขาเองจะไม่ใช้ภาษาทางการก็เถอะ ใครจะรู้ว่าสักวันหากไม่พอใจ บทสนทนาในลายนี้อาจถูกใช้เป็นหลักฐานว่าเยียรยงกระด้างกระเดื่องต่อการเป็นพลเมืองโรงงานที่ดีก็ได้!

‘ไม่ยากเย็นเป็นไทยใช้อย่างนี้ ภาษาดีแท้แท้พ่อแม่สอน’

‘ฮ่าฮ่า เหมือนโดนด่าแฮะ ว่าที่บ้านไม่มีคนสอน’

‘มิบังอาจลามปามทำต่อกร ท่านขุนอย่ากะบึงกะบอนออดไป ตะวันลาฟ้าดับกลับเพิ่งทัก ท่านคงจักมีเรื่องกวนด่วนใช่ไหม’

‘ก็ไม่เชิง แค่อยากรู้’

ข้อความถัดมาเรียกให้ร่องตรงหัวคิ้วลึกเข้า ‘นายลภนั่นเพิ่มเธอเป็นเพื่อนในลายรึยัง’

ปลายทางคงรู้ว่าเธองงหนัก จึงอธิบายต่อ ‘ตอนที่เธอบอกชื่อบัญชีลาย หมอนั่นจ้องใหญ่ ต้องเพิ่มเธอเป็นเพื่อนแน่ๆ’

เยียรยงจินตนาการเห็นภาพชายร่างใหญ่ยิ้มเยาะ พลอยให้รู้สึกฉุนขึ้นมา ปลายนิ้วรีบพิมพ์ ‘เขาไม่ได้เพิ่’ แล้วก็ค้างอยู่แค่นั้น เพราะในทันทีทันใด สัญลักษณ์แจ้งเตือนใหม่ตรงมุมบนหน้าจอกระดานไฟฟ้าบอกว่า เจ้าของบัญชีชื่อธนลภย์ได้ขอเธอเป็นเพื่อนเข้ามาจริงๆ!

เด็กสาวพ่นลมหายใจ กดลบข้อความที่กำลังพิมพ์ในหน้าต่างสนทนาของขุนระเบ็งด้วยอารามหงุดหงิด พอดีคำทักแรกจากธนลภย์ถูกส่งเข้ามา

‘สวัสดีเถิดออเจ้า เราธนลภย์ที่พบกันเพลาชาย มิแน่ใจออเจ้าจำได้หรือหาไม่’

ทั้งที่ยังลบไม่เสร็จ เธอจึงกดปิดหน้าต่างขุนระเบ็งไปเสียเลย

‘สวัสดีธนลภย์เพื่อนใหม่ จำได้มีอะไรโปรดว่ามา’

‘อ่านหนังสืออยู่ฤๅแม่’ ปลายทางส่งข้อความแรกมา แล้วเหมือนเพื่อรักษามารยาท รีบออกตัว ‘เราว่าออเจ้าน่าจักยังหาเข้านอนไม่’

‘กลับถึงบ้านก็ปั่นแต่การบ้าน คงอีกนานกว่าจะนอนหรรษา’

‘พรุ่งนี้ออเจ้าจักมาเรียนพิเศษวิชาตรรกะฯ กี่โมงเล่า’

หืม? เขางงแล้วละ ตรรกะในอตรรกศาสตร์เรียนแค่สัปดาห์ละวัน แล้วอาจารย์ก็ไม่ได้นัดเพิ่มด้วย

‘มันมีคำถามอยู่ เผื่อออเจ้ากังขาจักได้ปรึกษากัน’

สิ่งที่กำลังจะตอบกลับถูกล้างไป เยียรยงคิดว่าเธอเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เจ้าตัวบอก

‘งั้นพรุ่งนี้สี่โมงเช้ารีบเข้ามา เจอกันด้านหน้าห้องเรียนชัย’

เธอกดส่งข้อความ

……………………………………


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here