-๓-

ประวัติศาสตร์โรงงาน
…………..

แววตกใจบนดวงตาในกระจกเงาเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง ขุนระเบ็งกัดกรามแน่นจนข้างขมับปูดโปน เสียงกระซิบกรีดเฉือน “ไอ้พวกเหี้ย บ้านเมืองยิ่งจะชิบหาย!”

เยียรยงหันตามโดยอัตโนมัติ เพ่งผ่านกระจกหลังอันเต็มไปด้วยน้ำฝนท่วมท้น ทว่านอกจากถนนมืดๆ อันมีไฟสลัวรางเป็นหย่อมๆ กับเงาตะคุ่มของตัวอาคารไกลออกไป ไม่มีอะไรเลยนอกจากนั้น

“เกาะรถแน่นๆ!” เสียงเข้มดังอีก

ยรรยงตกใจ คำพูดคล้ายรู้ทันอะไรสักอย่าง “จะทำอะไร ทางนี้ไม่ให้–”

“จะเก็บมันไว้ทำซากอะไร!”

อย่างทันทีทันใด รถกระชากตัวสวนไปข้างหลังรุนแรง เยียรยงที่ไม่ทันระวังถึงกับหัวคะมำลงหว่างเบาะ “โอ๊ย!”

“เยีย!” พี่ชายประคองเธอ ร้องบอกคนข้าง “หยุดนะครับ!”

คราวนี้รถกระชากตัวจอด ร่างของเยียรยงลอยไปกระแทกพนัก ระหว่างนั้นขุนระเบ็งเพ่งมองกระจกหลัง คงไม่เห็นเป้าหมาย จึงเอี้ยวจ้องแทน

จังหวะนี้เอง เสียงโทรศัพท์สั่นดังอีกครั้ง เจ้าของโทรศัพท์เดาะลิ้นรับสาย เสียงเดาะหนนี้ดูอารมณ์ไม่ดีนัก

ปลายสายน่าจะถามอะไรสักอย่าง ขุนระเบ็งตอบด้วยสำเนียงก่อกวน “เปล๊า ไม่ได้จะทำอะไรทั้งนั้นน่ะ แค่รถมันลื่น”

แรงลม หรืออะไรสักอย่าง ปลายหางตาของเยียรยงพบว่าหมู่ไม้ในเงาสลัวเคลื่อนคล้ายคลื่นจากด้านหลังสู่ข้างหน้า – บริเวณรถคันหน้า

ขุนระเบ็งยังพูด “กำลังจะไปเดี๋ยวนี้–”

คำสะดุดเพราะเสียงเคล้งคล้างดังสนั่น ตามด้วยสัญญาณเตือนความปลอดภัยกรีดแหลม สายฝนยังพรางให้เห็นอะไรไม่ชัด แต่พอสังเกตได้ว่าจู่ๆ รถคันหน้าก็หยุดจอดห่างออกไปราวสามวา ห้องโดยสารเขย่าบนล้อยางสนิทนิ่ง น่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น บางอย่างที่เป็นต้นกำเนิดเสียง!

“ชิบหายแล้ว!” ขุนระเบ็งอุทาน มือซ้ายบังคับเกียร์ให้รถหยุดสนิท แล้วเอื้อมคว้าปืนจากหลังกางเกง สายตาเพ่งจับรถคันหน้าที่ยังเขย่า ไม่ช้าประตูหนึ่งก็เปิดออกทางขวา จากนั้นร่างสูงของใครบางคนวิ่งตัดฝนออกมาเป็นเงาๆ เจ้าตัวคงเห็นว่ารถคันหลังจอดใกล้ จึงก้าวกึ่งโดดโหยงเหยงตรงมา

“เกิดอะไรขึ้นกับเขา!” เยียรยงอุทาน ยังเห็นไม่ถนัดว่ารายนั้นเป็นใคร รปภ. คนขับ หรือเพื่อนที่นั่งอยู่ทางตอนหลัง เด็กสาวรีบหันข้าง ตั้งใจจะเปิดประตูรถฝั่งตัวเองลงไปช่วยตามสัญชาตญาณ

อย่างไรก็ดี พี่ชายรู้ทัน “เยียอย่า!”

มืออวบขาวชะงัก ต่อเมื่อพบว่าคนนอกรถสะดุดล้ม เด็กสาวก็คำราม “เขาบาดเจ็บ!” มือผลักประตูเปิด

เสียงซ่าดังแทรกเข้ามากึกก้อง พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนความปลอดภัยคล้ายรถกำลังกรีดร้อง ฟ้ากะพริบแวบวาบ ครืนครานประดุจเย้ยเยาะ

เยียรยงมีรูปร่างท้วมทว่าคล่องแคล่ว เธอวิ่งตัดฝนออกมาหยุดนั่งลงข้างใครจากรถคันหน้า ตอนนี้เห็นชัดแล้วว่าเขาคือเด็กหนุ่มหน้ายาวจากที่เรียนพิเศษนั่นเอง

“เป็นอะไรรึเปล่า”

“ช่วยด้วย!” ว่าพลางเจ้าตัวพยายามพยุงลุก

เยียรยงช่วยประคองเพราะอีกฝ่ายดูจะทำได้ไม่ถนัด

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงเข้มดังขึ้น เรียกให้ทั้งเธอและเพื่อนแปลกหน้าหันหา ร่างใหญ่ของขุนระเบ็งก้าวฉับๆ ออกมาเมื่อไหร่ไม่รู้

“ฟะ…ฟ้ามันผ่ากิ่งไม้หักลงมาทางกระจกหน้า” คงเพราะฝนหนัก คนตอบจึงพูดได้ไม่ถนัดนัก “คนขับตายแล้ว!”

ขุนระเบ็งตวัดสายตาไปยังรถคันหน้าทันที มันจอดห่างไปไม่ถึงสองวา ประตูที่นั่งเบาะหลังยังเปิดอยู่ ตัวรถหยุดเขย่า ราวกับไม่มีใครอยู่บนนั้นอีกต่อไป

“รีบพาเขาขึ้นรถ!” นาย รปภ.ใหญ่กำชับ

“แล้วคุณ–?”

เจ้าตัวไม่ฟังเสียงเธอ “ถ้ามีอะไรก็ให้พี่เธอขับไปเลย!”

“ว่าไงนะ”

“ไป!”

เยียรยงสะบัดหน้ากลับเพราะไม่พอใจที่ถูกตวาดมากกว่า พยายามประคองพาเพื่อนขึ้นรถโดยไวให้ดูหยิ่งทะนง แต่ทำได้ยากเนื่องจากเธอเตี้ยกว่าคนข้างๆ เหลือเกิน

“เป็นไงบ้าง!” ยรรยงร้องถามเมื่อเธอขึ้นรถแล้ว ตอนนี้พี่ชายเปลี่ยนมาประจำบนที่นั่งคนขับ คงได้รับคำสั่งจากขุนระเบ็งแต่แรก

เยียรยงตอบตามที่ได้รับคำสั่ง ขณะเดียวกันเพื่อนข้างๆ ขยับตัวลึกเข้าไปเพื่อให้เหลือที่นั่งสำหรับเธอกว้างขึ้น ทั้งสองคนเปียกปอน น้ำหยดติ๋งๆ

แต่ไม่มีใครสนใจน้ำเหล่านั้น เยียรยงแทบไม่สัมผัสความหนาวเย็นที่ทบทวีขึ้นด้วยซ้ำ สายตาเพ่งตรงไปยังรถเก๋งคันหน้า มันยังจอดนิ่ง ประตูข้างหนึ่งเปิดค้าง ร่างสูงใหญ่ของขุนระเบ็งหายไปแล้ว น่าจะก้าวอ้อมไปด้านหน้ารถมากกว่าเพราะว่ารถไม่เขย่าเลย

เป็นวินาทีที่จู่ๆ ต่างก็เงียบลงพร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ เยียรยงไม่รู้ว่าเกิดอะไร และไม่ว่าผู้ชายทั้งสองที่เธอนั่งใกล้กำลังคิดอะไรอยู่ ถึงกระนั้นเธอกลับรู้สึกถึงมวลความหวาดกลัวที่ค่อยๆ ขยายขึ้นคับห้องโดยสาร อึดอัดเหมือนถูกดันเบียดประตูรถ เสียงฟ้าฝนถูกตัดออกไป เหลือเพียงเสียงน้ำหยด เธอได้ยินเสียงหัวใจของพี่ชายและเพื่อนหนุ่มข้างๆ กระตุกเต้นก้องสะท้อนผ่านชีพจร เบาะนั่ง ผ่านพื้น ผนัง และโครงรถ

ในที่สุด เงาร่างใครบางคนก็ก้าวออกมาทางด้านข้างของตอนหน้ารถคันนั้น ยากจะแยกแยะว่าใช่ขุนระเบ็งหรือไม่

เสียงกึกกักดังขึ้น เยียรยงอุทานว่า “พี่!” ครั้นพบว่ามือของยรรยงคว้าเกียร์เตรียมถอยหลัง

เสียงหัวใจเต้น ผ่านพื้น ผนัง และโครงรถ ดังกว่าเก่าราวรัวกลอง ถึงตอนนี้ เท้าของพี่ชายเลื่อนไปวางบนคันเร่งแล้ว ถ้าเพียงแต่เห็นความผิดปกติ เจ้าตัวคงลงน้ำหนักทันที

อย่างไรก็ดี—“นั่นท่านขุน!”

เยียรยงอุทานเบาๆ

ร่างใหญ่ของรายนั้นค่อยๆ สืบห่างจากตัวรถคันหน้าด้วยท่าทีระแวดระวัง และแล้วค่อยก้าวถอยหลังกลับมาขึ้นรถบนฝั่งที่นั่งข้างคนขับ

ยรรยงถึงกับถอนหายใจเฮือก ทันทีที่ประตูรถกระแทกปิด

ขุนระเบ็งคาดเข็มขัด สายตามองกระจกมองหลังผ่านมายังชายข้างเยียรยง “เป็นแบบที่นายบอก” ปลายถ้อยหันสั่งยรรยง “กลับตึก”

ไม่มีใครพูดอะไรอีก ระหว่างที่ยรรยงค่อยๆ ขับผ่านรถคันหน้า เยียรยงสอดสายตาข้ามเพื่อนคนข้างๆ ไปสำรวจด้านใน ผ่านช่องประตูที่ยังเปิดค้างของรถคันนั้น

สภาพภายในรถไม่ต่างจากคันนี้ ห้องโดยสารมีแสงเรืองๆ จากบนเพดาน กระนั้นกลับดูมัวซัวด้วยสภาพบรรยากาศ กิ่งไม้ขนาดใหญ่ยังพาดคาจากหน้ากระโปรงรถทะลุถึงกึ่งกลางห้องโดยสาร เศษกระจกแตกกระจาย น้ำหนักไม้คงฟาดศีรษะคนขับจังใหญ่ เห็นได้จากการกระจายของของเหลวสีแดงบนหน้าต่างกระจกด้านข้าง เห็นอย่างนั้นแล้วเยียรยงถึงกับต้องเบะหน้าเบนหนี

นั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่แสงฟ้ากะพริบ หางตาของเธอเผลอเห็นบางอย่างที่อยู่เหนือขึ้น เยียรยงรีบหันมองอีกครั้งอย่างตกใจ – อย่างไม่ทันตั้งใจ

สูงขึ้นไปเหนือรถคันนั้น ค่าคบไม้ขนาดใหญ่อันเป็นต้นตอของกิ่งไม้มรณะเงื้อง่าเป็นเงาทะมึน ทว่าไม่มีสิ่งที่เยียรยงเห็นรางๆ เมื่อครู่ก่อน

เงารางของร่างคน!

กำลังจะบอกตัวเองว่าคงตาฝาด พลันแสงจ้าสาดมาจนต้องหยีตาหลบ เพ่งอีกทีจึงพบ มีรถคันใหม่แล่นตามมาถึงรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้น”

ต่อคำถามของเธอ เพื่อนที่นั่งข้างๆ ตอบ “ไม่รู้” ขณะที่พี่ชายมองผ่านกระจกมองหลังมา

รถคันใหม่จอดขนาบรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วอย่างรีบร้อน รปภ. ๓-๔ รายวิ่งพรูลงมา มือประทับอาวุธปืนมั่นคง รายหนึ่งแหงนส่องขึ้นไปยังค่าคบที่เยียรยงติดตาเมื่อครู่

“ไม่ต้องมอง!” เสียงพี่ชายตะคอกดัง เยียรยงกับเพื่อนข้างๆ ตกใจรีบหันกลับมาด้านหน้า วินาทีนั้นเอง เสียงเปรี้ยง! ลั่นขึ้นจนทั้งเขาและเธอสะดุ้งคอหด ตามมาด้วยอีกเปรี้ยง!

“น่ะ…นี่มัน…” เด็กสาวจะตั้งคำถาม แต่เห็นสายตาในกระจกของพี่แล้วจำต้องหุบปาก

เพราะอะไรถึงต้องหุบปาก หรือขุนระเบ็งนั่งอยู่นี่?

เด็กสาวร่างท้วมมุ่นคิ้วนิดหนึ่ง แค่นิดเดียว พ่อกับแม่เลี้ยงดูให้เธอเติบโตขึ้นมาด้วยการไม่สงสัยโดยไม่จำเป็น และบางครั้งก็อาจจำเป็นที่จะต้องไม่สงสัย

ด้วยเหตุนั้น แม้จะยังมีเสียงเปรี้ยง! ดังขึ้นต่อไปหลังจากรถแล่นห่างออกมามากแล้ว เยียรยงจึงยังสามารถทำเสมือนไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้น รถเริ่มเลี้ยวกลับเมื่อเธอหันถามคนข้างๆ “นายเป็นไงบ้าง”

ถามจบก็ต้องเบิกตา เพิ่งสังเกตว่าตรงตักของเจ้าตัวมีของเหลวซึมออกมาเป็นสีคล้ำ

“เศษกระจกคงกระเด็นมาโดนน่ะ” คนตอบยังมือสั่น พยายามกดเลือดไว้

“หวังว่ามันจะไม่ลึกนะ” เยียรยงเงยขึ้นเพื่อจะถามคนในตอนหน้า “หมอจะช่วย…เขาได้ใช่มั้ยคะ” คำสะดุดเล็กน้อยเพราะเธอยังไม่รู้ชื่อ

“ก็หมอ” ขุนระเบ็งตอบยียวน คล้ายจะเย้าว่า อาชีพก็บอกอยู่แล้ว

เด็กสาวไม่สนใจ หันกลับมาที่ผู้บาดเจ็บ “เราชื่อเยีย นายชื่ออะไร”

“ธนลภย์” เขาตอบ ร่างสูงจนเห็นแต่ฟันขาวซี่ยาวเรียงเป็นระเบียบ พื้นที่ตั้งแต่เหนือจมูกขึ้นไปตกอยู่ในเงาดำใต้หลังคารถ “เรียกว่าลภก็ได้”

. . . . . . . . . . .

 

ครอบครัวของระเบ็งสืบทอดอาชีพผู้รักษาความปลอดภัยของโรงงานมาถึงสามชั่วรุ่น รุ่นปู่ของเขาไม่ได้ใช้ชื่ออาชีพเดียวกันนี้ แต่เนื้องานมีลักษณะเหมือนกัน

ว่ากันว่าแค่ไม่กี่ปีที่ปู่เข้าไปทำงาน สงครามแห่งมนุษยชาติก็อุบัติ ประเทศมหาอำนาจสองฝั่งแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือน้อยเต็มที เสียงระเบิดและห่ากระสุน เสียงครวญครางร่ำไห้ดังยืดยาวกว่าทศวรรษ หลังจากนั้นแผ่นดินแถบสุวรรณภูมิก็กลายเป็นเถ้าถ่านไม่ต่างจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลก ประชากรมนุษย์ลดลง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณทรัพยากรก็ยังนับว่าล้นหลาม อาจล้นหลามกว่าซากปรักและสุสานขยะ เพราะมนุษย์สืบพันธุ์ได้ ซ้ำยังต้องเสพผลาญ

ประเทศไทยอยู่ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ คนไทยจึงรอดพ้นจากการตัดสินให้ต้องโทษฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (หรือที่รู้จักกันในนาม ‘การกำจัดขยะครั้งใหญ่’) นอกจากนั้น ด้วยความสามารถทางการทูต มหามิตรยังยินยอมให้คนไทยส่วนหนึ่งย้ายเข้ามาอาศัยในแผ่นดินของพวกเขา และรับภารกิจสำคัญคือการกำจัดขยะทั่วภูมิภาคอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ แม้ไม่มีชื่อจารในหลักศิลาวีรชนเยี่ยงพวกฝาถัง ระเบ็งก็ยังภูมิใจในปู่ของเขา ในตำนานของตระกูลที่จะถูกกล่าวขานไปไม่มีวันจบ ว่ามีส่วนร่วมในการสร้างแผ่นดินใหม่ของคนไทย — ที่นี่ พ่อของเขาสืบทอดเจตนารมณ์ของปู่ เช่นเดียวกับที่เขาสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่ออีกที ทำงานอันทรงเกียรตินี้ เพื่อพิทักษ์ความสงบราบคาบในสยามอลังการ

ขณะนี้ ด้วยหน้าที่ รปภ.หนุ่มกำลังจับจ้องภาพโฮระกำจากความทรงจำของธนลภย์

เครื่องดึงความคิดทรงประสิทธิภาพถึงกับทำให้ได้ยินเสียงแผ่วๆ ของฝนฟ้าขณะที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ในรถ เจ้าตัวกำลังเหลียวไปรอบๆ คล้ายจะสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และรถกำลังจะพาไปสู่ที่ไหนกันแน่ แต่ – แน่นอน – ฟ้ามืดและม่านฝนหนักเป็นเครื่องอำพรางชั้นเยี่ยม ภาพจำลองแสดงชัดว่าเด็กหนุ่มมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น และจะไม่มีคำตอบหรือคำบอกเล่าใดๆ เล็ดลอดออกไป สู่คนในบ้าน และวงสังคมแวดล้อมเดิมๆ ของเจ้าตัว

พลรถขับราบรื่นจนราวกับรถกำลังลอยนิ่ง ไฟหน้าพุ่งแหวกฝนไปไกลแค่เห็นท้ายรถคันหน้า และแล้ว อย่างไม่มีปี่ขลุ่ย จู่ๆ อะไรสักอย่างพุ่งใส่หน้ารถจนกระจกทั้งบานแตกกระจุย มุมภาพตัดลง แสดงว่าเจ้าของสายตาคงก้มหลบด้วยสัญชาตญาณ ภาพเริ่มสั่น จากนั้นสัญญาณเตือนความปลอดภัยกรีดร้อง เจ้าของสายตาก็ดูจะกรีดร้อง ทว่าเสียงร้องนั้นเป็นเพียงการสำลักลมหายใจ

มีเสียงกุกกักดังต่อเนื่อง ครั้นธนลภย์ค่อยๆ เงยขึ้น จึงพบว่ามือของคนขับพยายามบังคับเกียร์ให้เข้าตำแหน่งจอด แขนของรายนั้นค่อนข้างกระตุก ร่างทั้งร่างก็คงกระตุก ภาพจากมุมมองของธนลภย์เห็นไม่ชัดเพราะวัตถุมรณะบดบังไว้ มันคือกิ่งไม้ขนาดใหญ่ เพ่งลึกหว่างกลุ่มใบคือแง่แง่งแหลมคม

เงยขึ้นอีกนิด คราวนี้เห็นแต่สีแดงฉาน เจ้าของมุมมองรีบก้มหลบดังเดิม ค่อยๆ ยื่นมือประทับบนกำมืออันก่อเสียงกุกกักอยู่นั้น ขยับมันและเกียร์ภายใต้มันให้เข้าสู่ตำแหน่งจอด เพื่อตนเองจะได้ลนลานเปิดประตูออกมาอย่างปลอดภัย

ภาพควรจะจบแค่ตรงนี้ อย่างไรก็ดี ปลายนิ้วของนายแพทย์ผู้บังคับเครื่องดึงความทรงจำกลับชะงักเพราะขุนหนุ่มร้องดัง “กลับไปก่อนหน้านั้น”

“ย้อนไปไยในเมื่อเห็นแล้วเช่นนี้ เจ้าหนุ่มนี่ว่าสัตย์ใช่ปัดเป๋”

“ทำตามที่ผมบอกเถอะน่าหมอ”

“ไม่แจ้งเขารุกล้ำทำโมเม”

“สิทธิ์ในการตรวจสอบเพื่อความมั่นคงของสยามอลังการ!”

ได้ยินอย่างนั้น และคงเพราะเคยร่วมงานกันนานมา นายแพทย์ผู้เพิ่งรักษาเยียรยงไปเมื่อชั่วโมงก่อนจึงถอนใจอย่างติดจะหน่าย จำใจป้อนคำสั่งเครื่องตามที่ระเบ็งบอก

“พอๆ ตรงนี้ละ” ขุนระเบ็งร้องขึ้นโดยไม่ผละสายตาจากภาพโฮระกำ ขณะนี้ความทรงจำของเด็กหนุ่มที่นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้โดยมีหมวกไหมพรมรัดศีรษะ กำลังย้อนมาถึงตอนที่เจ้าตัวนั่งอยู่ในห้องเรียนพิเศษ

เก้าอี้ฟังบรรยายตัวที่ธนลภย์นั่งอยู่ตั้งค่อนมาทางหลังห้อง ในอากาศว่างเปล่าตรงหน้าปรากฏภาพโฮระกำของอาจารย์ผู้สอนซึ่งกำลังเฉลยโจทย์ข้อสอบวิชาตรรกะในอตรรกศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ความสนใจของเด็กหนุ่มหาได้อยู่ตรงนั้น

ภาพจากสายตาทำให้รู้ว่า ธนลภย์กำลังหันมองใครบางคนบนที่นั่งห่างออกไปสองแถวหน้า ร่างท้วมในเสื้อมือสองของพวกรีทรายโก้ กับทรงผมบ๊อบสั้นนั้นคุ้นตา แค่แวบเดียวขุนระเบ็งก็ระบุได้ว่า น้องสาวพันยรรยง

เยียรยงดูตั้งใจเรียนน้อยกว่าภาพลักษณ์ภายนอก ขุนหนุ่มไม่เห็นว่าเด็กสาวจะก้มลงทำโจทย์เหมือนเด็กคนอื่นๆ ในห้อง กลับยกกระดานไฟฟ้าขึ้นดูหน้าจอที่ไม่ใช่หนังสือเรียน ครั้นเขาเอื้อมมือเข้าไปถ่างขยายเพื่อดึงภาพระยะไกลเข้ามา จึงพบว่ามันคือแอบประเคนฉันซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น หัวข้อที่เจ้าหล่อนเพ่งดูคือข่าวคราวของดาราหนุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

ขุนหนุ่มส่ายหน้า พอดีกับที่ภาพโฮระกำสามมิติตรงหน้าส่ายไหว เจ้าของสายตาคงหันไปสนใจอะไรบางอย่างด้านข้าง

แถวนั่งข้างหน้าหนึ่งแถว บนที่นั่งด้านขวามือ เด็กสาวอีกรายกำลังหอบหายใจฟืดฟาด ขุนหนุ่มเบิกตาเมื่อพบว่าเจ้าหล่อนคือเด็กสาวต้นเรื่องวันนี้ – ผู้ป่วยที่สะบัดเยียรยงจนหัวกระแทกพื้นสลบ

วันเนาว์!

คงใกล้เลิกเรียนเต็มที อาการของรายนี้เริ่มแสดงชัด ผิวหน้าซีดเผือด หายใจเหมือนยากจะหายใจ ดวงตาปรือเหม่อต้องพยายามสลัดศีรษะเพื่อดึงสติกลับมา ใต้ผ้าเช็ดหน้าที่เจ้าตัวยกปิดปากปิดจมูก จากมุมมองด้านข้างทำให้เห็นชัด ที่ยืดเยิ้มเป็นสายลงมา หาใช่น้ำมูกจากรูจมูก ทว่าน้ำลายฟูมท่วมต่างหาก!

เหมือนในรายงานพวกนั้นไม่มีผิด!

ขุนหนุ่มประเมินในใจ เจ้าเด็กธนลภย์ก็คงเอะใจผิดสังเกตเช่นกัน มันจึงจ้องค้าง ไม่หันหนีโดยไวอย่างที่คนในสังคมเห็นแก่ตัวนี้มักเป็นกัน กระทั่งเสียงอาจารย์ผู้สอนดังขึ้นนั่นละ

‘—เอาละครับ วันนี้พอแค่นี้ กลับบ้านไปนักเรียนควรทบทวนข้อสอบบ่อยๆ–’

สายตาของธนลภย์เบนกลับไปที่เยียรยง รายนั้นกำลังม้วนเก็บกระดานไฟฟ้า มุมมองสายตาสลับไปที่วันเนาว์อีกครั้ง จากนั้นที่เยียรยง—

ขุนระเบ็งหรี่ตา

ไม่เสียทีที่ย้อนมาดู นี่น่าสนใจกว่าที่คิด!

. . . . . . . . .

 

“เป็นยังไงบ้างคะ”

เยียรยงลุกถามทันทีที่เพื่อนหนุ่มคนใหม่ก้าวออกมาจากห้องตรวจ เธอนั่งรอธนลภย์อยู่หน้าห้องพร้อมกับพี่ชายมาพักใหญ่

คนตอบกลายเป็นเจ้าของร่างใหญ่ที่ก้าวอาดๆ ตามออกมา “ก็เหมือนที่เขาเล่า”

“หนูถามลภต่างหาก” เด็กสาวอุบอิบ แล้วแหงนหาเพื่อนผู้มีส่วนสูงล้ำเธอไปกว่าศอก “แผลเป็นไงบ้าง”

ธนลภย์เป็นผู้ชายร่างสูง ทว่ากลับดูสงบเสงี่ยมเจียมตัวกว่า “หมอเขาทำให้ดีแล้วละ”

“คนอายุเท่ากันนี่คุยกันง่ายดีนะ”

เสียงเข้มที่ดังขึ้นอีกเรียกสายตาเด็กสาวหันไป “คะ?”

ขุนระเบ็งกำลังกอดอก ในท่านั้นอกเป็นมัดกล้ามของเจ้าตัวดูฟูขยายขึ้นไปอีก หน้านิ่วจนรอยแผลเป็นตรงหน้าผากกลายเป็นรอยย่น ปลายคางครึ้มเคราพยักเพยิด “ก็กับฉัน คุยกันก่อน แต่เธอไม่ยักพูดจาสนิทด้วยแบบหมอนี่”

เยียรยงถึงกับตอบไม่ถูก

ยิ่งงงหนักเมื่อปลายนิ้วเปิดเปิงของเจ้าตัวชี้ขึ้นมา “เอาลายมาหน่อย”

“หืม?”

ลายคือแอบประเคนฉันที่ชาวโรงงานนิยมใช้สนทนากันมากที่สุด

“ท่านขุน?” พี่ชายของเธอเป็นฝ่ายร้องอย่างจะตั้งคำถาม ขณะที่เยียรยงรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาแปลกๆ

“หน้าแดง” เสียงเข้มเหมือนจะล้อ แต่ก็ยังเข้ม “เกิดมาไม่เคยมีผู้ชายขอลายรึไง ฉันอยากจะถามเธอเรื่องวันเนาว์ เด็กผู้หญิงที่ป่วยแล้วชนเธอล้มวันนี้น่ะ”

“ติดต่อผมก็ได้นี่ครับ” ยรรยงออกตัว

“เอาของหนูให้เขาก็ได้” เยียรยงตัดบทอย่างคนใจกล้า หันไปบอกชื่อบัญชีที่เธอใช้ในแอบประเคนฉันดังกล่าว ระหว่างนั้น ขุนระเบ็งล้วงกระดานไฟฟ้าที่พับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อออกมากางออก จากนั้นกดเพิ่มชื่อผู้ติดต่อลงไป ใบหน้าที่ก้มลงทำให้เยียรยงไม่ทันเห็นว่าคนกดกำลังลอบมองไปที่ธนลภย์อย่างสนใจปฏิกิริยา

“หมดธุระแล้วใช่มั้ยคะ” เธอถามหลังบอกจบ

“ยัง”

เด็กสาวมุ่นคิ้ว

ขุนหนุ่มบอก สายตาจ้องเธอสลับกับเพื่อนหนุ่ม “อย่าลืม สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่เป็นความลับ ผู้หญิงชื่อประไพไม่ได้ไปที่สถานีรถไฟฟ้า แล้ววันเนาว์ก็แค่ป่วยหนัก”

เยียรยงนิ่วหน้า ต่อเมื่ออีกฝ่ายหันมาราวจะให้เธอป้อนคำถาม เด็กสาวก็ปิดปากฉับ คนหน้าดุพลอยหัวเราะในดวงตา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอันทำให้เธอร้อนวูบวาบบนใบหน้าได้อีกครั้ง

“งั้นกลับได้แล้วนะคะ” เธอเบี่ยงประเด็นไปอีกเรื่อง “เมื่อกี้มีคนแจ้งมาว่าข้างนอกเรียบร้อยแล้ว คันอื่นเขาก็กลับไปกันหมดแล้ว”

ยรรยงสำทับคำน้องด้วยการพยักหน้า ดวงตายังมีรอยกังวลและไม่เข้าใจ

ระเบ็งไม่ให้คำอธิบายใด “เชิญ”

“ขอกระดานหนูด้วยค่ะ” เยียรยงแบมือ

จังหวะที่ขุนระเบ็งล้วงกระดานไฟฟ้าซึ่งพับเก็บอยู่ในกระเป๋าเสื้ออีกข้างส่งคืนมาให้ นิ้วเปิดเปิงของเขาสัมผัสปลายนิ้วของเธอนิดหนึ่ง ให้ความรู้สึกแข็งสากยังกับสัมผัสท่อนไม้แห้งตายก็ไม่ปาน

ท่อนไม้ที่ทำให้หัวใจกระตุกเต้น

. . . . . . . . . . .

 

‘ชัดขึ้นทุกที แต่พวกสวะสาวกก็พยายามเถียงแทน ทั้งที่เห็นมันปลุกระดมล้มบ้านเมืองกันทุกวัน นี่รูปเก่าแฉสันดานของมันเองเลย ดูซิว่าจะแถยังไงกันต่อ

#ความเป็นมนุษย์กับเดรัจฉานต่างกันตรงนี้แหละ #หนักแผ่นดิน’

เยียรยงถอนหายใจเบื่อหน่าย ปลายนิ้วกดปุ่ม ‘เงียบ’ ไม่ให้ข้อความทำนองนี้โผล่ขึ้นมาขัดหูขัดตาระหว่างสำรวจข่าวต่างๆ อีก ยิ่งใกล้วันลงคะแนนเสียง ประกาศผรุสวาทในสุโนกก็ยิ่งหลุดมาปรากฏถี่ มีทั้งกลุ่มชังถัง และฝ่ายต่อต้านที่ขนานตัวเองว่ากลุ่มรักษ์ถัง (ซึ่งพวกชังถังขนานใหม่ให้ว่ากลุ่มใคร่ถัง แล้วกลับกลายเป็นชื่อที่คนนิยมเรียกกันมากกว่า) แต่ละฝ่ายตีความเหตุการณ์เดียวกันไม่เคยเหมือนกัน พยายามให้ร้ายกัน แต่ไม่ว่ากลุ่มไหนก็น่ารำคาญและชวนเสียสายตาไม่ต่างกัน

ประกาศนั้นหายไปจากหน้าจอ ขณะเดียวกัน แถบเตือนว่ามีข้อความใหม่เข้ามาในแอบประเคนฉันลายก็ปรากฏขึ้นที่มุมบนหน้าจอกระดานไฟฟ้า เยียรยงรีบกดเรียกข้อความดังกล่าวขึ้นมา

‘ดีแล้วที่แกไม่เป็นอะไร ฉันกับสุรานึกว่าแกหายไปไหน ลายถามตั้งนานก็ไม่ตอบ’

‘แกไม่น่าไปช่วยไอ้สองคนนั้นตั้งแต่แรกเลย เยีย’ สุราลัยส่งข้อความถัดมา

เยียรยงพิมพ์ตอบเพื่อนอีกนิดหน่อย บทสนทนาเหล่านั้น รวมกับการสำรวจข่าวสารในสุโนก ช่วยให้สรุปกับตัวเองได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สถานีรถไฟฟ้าเมื่อช่วงกลางวันนี้แทบจะไม่มีใครรู้เลย แม้แต่เพื่อนสนิทของเธอเอง!

เป็นไปได้ยังไง?!

ทั้งที่สงสัย แต่ก็เช่นเคย การเติบโตมาโดยไม่ได้รับการสนับสนุนให้สงสัย ทำให้เธอหาคำตอบมาสะสางได้รวดเร็ว

เรื่องมันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เรา วันเนาว์ กับคนพวกนั้นก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ คงไม่มีใครมาสนใจหรอก…

เมื่อตอบตัวเองได้ ไม่ว่านั่นจะเป็นความจริงหรือไม่ เยียรยงก็โปร่งใจขึ้น เด็กสาววางกระดานไฟฟ้าลงบนตัก เบนสายตาออกไปนอกหน้าต่างกระจกด้านข้างตัวรถ

ขณะนี้ฝนซาลงแล้ว แม้ฟ้ายังค่อนข้างมืด แต่พอจะเห็นทัศนียภาพสองข้างทางถนัดขึ้น

นี่เป็นถนนที่เธอไม่เคยมาเยือน ไม่เคยแม้แต่เห็น! มันกว้างขวางทั้งที่มีรถเบาบาง สีเส้นบนถนนเอี่ยมอ่องเหมือนเพิ่งถูกทาไม่นานนี้ บาทวิถีกว้างใหญ่ แต่ละตึกวิไลสะอาดตา ส่วนใหญ่ใช้สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างไทยกับยุควิคตอเรีย ประดับไฟและใช้สีทั้งแบบเรืองแสง – สะท้อนแสง คงเพื่อให้เห็นชัดในสภาพอากาศปกติซึ่งมีฝุ่นคลุ้งเหมือนม่านคลุม ตึกเหล่านี้ก่อสร้างด้วยวัสดุจำพวกใบโอ่คอนกรีด ภายในก้อนคอนกรีดมีส่วนผสมของบัคเตรี พวกมันสามารถรักษาซ่อมแซมตัวเองไม่ให้เกิดรอยแตกร้าว รูปแบบอาคารไม่สวยเท่าตึกในละครที่เยียรยงชอบดู แต่ก็นับว่างดงามปานเมืองสวรรค์เมื่อเทียบกับตึกที่เธอคุ้นชินอยู่ทุกวัน ตึกที่เธอเดินผ่านหรือใช้งานมาตลอดทั้งชีวิต

ดวงตาเบิกโตพินิจเสาโลหะประดับโคมรายทาง แต่ละต้นโค้งดัดประดิดประดอย ตรงยอดหล่อเป็นรูปกินรีเทินโคมชดช้อย ราวกับว่าใครทำเสียงดังหน่อยก็อาจตกใจสะบัดปีกหนีไปได้ ผู้คนที่กางร่มก้าวออกมาจากตัวอาคาร – ใช่แล้ว คนยังคงบางตาเหมือนรถบนถนนนั่นละ – ละล้วนแต่งไทยทั้งสไบเฉียง โจงกระเบน ฯลฯ ซิ่นของรายหนึ่งที่เพิ่งลงจากเก๋งประเปรียวริมทางนั้นสังเกตชัดว่าไม่ใช่ผ้าธรรมดา ถ้าเดาไม่ผิด เยียรยงคิดว่ามันทำขึ้นด้วยนวัตกรรมน่านโน้นถึกโนนร้อยยี่จากวัสดุจำพวกกะลาฟืน เธอเคยอ่านถึง เคยได้ยินมานานว่าวัสดุพิเศษนั่นยืดหยุ่น บางเบา แต่แกร่งขนาดต้านแรงกระสุนได้ เพิ่งจะได้มาเห็นของจริงกับตาก็วันนี้ ทั้งนี้เพราะมันมีราคาสูง สูงจนแม้แต่พวกรีทรายโก้ยังได้แต่โงหัวมอง พวกฝาถังเท่านั้นจึงจะมีไว้ในครอบครองได้ เยียรยงเคยนึกอิจฉาชาวต่างชาติที่มีของนี่ใช้สอยกันเป็นเรื่องปกติ แต่นั่นก็เพราะพวกเขามีเครื่องมือพร้อมสรรพ ต่างกับสยามอลังการที่ไม่มีอะไรสักอย่างแม้แต่องค์ความรู้ในการผลิต ทุกวันนี้จึงต้องนำเข้าสถานเดียว ราคาของเมื่ออยู่เมืองนอกอาจไม่แพงนัก ต่อเมื่อแปลงเป็นเงินไทยกลับกลายอักโข ไหนจะค่าขนส่งอีก

การเดินทางจากนอกโรงงานเข้ามาถึงในนี้มิใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยเครื่องบินระยะไกลเท่านั้น ในเมื่อรอบนอกของสยามอลังการคือทะเลทรายคลุกขี้เถ้าอันเวิ้งว้าง สลับกับเทือกเขาขยะเหยียดยาวลูกแล้วลูกเล่า อันเป็นประหนึ่งแหล่งคุมขังพวกชนชั้นขยะอันตราย — คนร้ายที่ถูกขับไล่ออกจากตัวเมืองโรงงาน คนเหล่านั้น ต่อให้ครั้งที่กระทำผิดยังเหลือจิตใจด้านดีอยู่บ้าง แต่ครั้นถูกอัปเปหิไปอยู่ในที่แล้งร้างดังกล่าวก็มักวิปลาสไป เที่ยวฆ่าฟันยื้อแย่งอาหาร ที่อยู่ หรืออาภรณ์ไม่ต่างจากส่ำดิรัจฉาน ว่ากันว่าพวกที่สมสู่แล้วออกลูกมา เด็กก็จะมีหน้าตาพิกลพิการกระเดียดไปทางสัตว์มากกว่ามนุษย์

ภาพอันรายล้อมบัดนี้ทำให้เยียรยงยืนยันกับตัวเองได้ว่า ที่ที่เธอถูกนำเข้ามา และกำลังจะถูกนำออกไป คือใจกลางนาคร! สถานอันเป็นที่อาศัยของพวกฝาถัง ถูกล้อมด้วยกำแพงสูงยากจะมีคนนอกผ่านเข้ามา และภาพความเป็นอยู่ภายในนี้จะเล็ดลอดออกไป ไม่มีแม้แต่แผนที่ลงรายละเอียดในแอบประเคนฉันต่างๆ ได้รู้เช่นนี้ เด็กสาวก็รู้สึกเปรมปรีดิ์จนแทบขนลุกไปทั้งร่าง ใครจะคิดว่าแค่ประสบอุบัติเหตุ เธอจะได้รับการส่งตัวเข้ามารักษาถึงในนี้ ถ้ารู้งี้ เรายอมเจ็บตัวตั้งนานแล้ว เจ็บอีกหลายๆ ครั้งก็ได้!

เยียรยงอยากจะคุย อยากจะถาม อยากจะยกกระดานไฟฟ้าขึ้นมาถ่ายรูป แต่ความเงียบในรถก็กดดันให้ไม่อาจทำได้ดังใจ ได้แต่คิดว่ากลับถึงบ้านเมื่อไหร่ จะซักพี่ชายให้พรุนเลยทีเดียว

ใช้เวลาไม่นานคนในรถก็เริ่มเห็นแนวกำแพงมหึมา ช่วงที่ฝนเพิ่งชะฝุ่นออกไปเช่นนี้ ถ้ามองจากด้านนอกเข้ามา จะเห็นกำแพงนี้เก่าคร่ำคร่าเหมือนปราการดึกดำบรรพ์ แต่ครั้นมองจากด้านในจึงจะเห็นว่า ฝั่งนี้ตัวกำแพงกรุด้วยจอภาพขนาดมโหฬาร แสดงทิวทัศน์ป่าเขาและแมกไม้ตระการตา ตัดกับสีท้องฟ้าซึ่งสามารถแปรให้เข้ากับท้องฟ้าจริงได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เยียรยงชะโงกชะเง้อได้เพียงนิด รถก็แล่นพ้นมาทางช่องประตูเล็กแคบ สู่ทางลาดลงพื้นล่าง มองออกไปเห็นเมืองขยะทรุดโทรมสีขี้เถ้าแผ่อาณากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา

……………………………………


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here