-๒-

เครื่องดึงความจำ
…………..

โถงรอคอยแผนกคัดกรองของโรงพยาบาลรอบนอกตัวเมืองโรงงานนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้ป่วยและญาติ เสียงจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นฉุนคละอวลชวนคลื่นเหียน แต่สมาชิกโรงงานตั้งแต่ระดับขยะทั่วไปลงไปนั้นมักคุ้นชินอยู่แล้ว เพราะอาหาร ที่อยู่ และสิ่งแวดล้อม ต่างก็หลอมรวมเป็นกลิ่นกายอันยากจะขจัดสิ้น เฉพาะบางรายที่เหม็นมากเป็นพิเศษ และเรียกแมลงไม่พึงประสงค์มาเวียนล้อมอยู่ตลอดเวลา พวกที่รู้ตัวจะพยายามหลบไปนั่งห่างๆ แถวมุมห้องไม่ให้รบกวนผู้อื่น

ผู้ป่วยส่วนมากมาพบแพทย์เนื่องจากโรคผิวหนังและโรคทางเดินหายใจ ความเป็นอยู่ในกองขยะและคลุกคลีกับพื้นท่วมขี้เถ้าเป็นสาเหตุหลัก อาทิตย์ก่อนตอนที่เยียรยงไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนพ่อ เธอได้ยินคนรอตรวจข้างๆ บอกว่านี่ยังไม่นับว่ามีคนมาก เด็กสาวถึงกับกลืนน้ำลาย มองตาและเข้าใจพ่อเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้พ่อบ่นเวียนหัวอ่อนเพลีย แต่พอให้มาตรวจกลับปฏิเสธ กระทั่งเยียรยงต้องลาเรียนแล้วคะยั้นคะยอให้พ่อมาด้วยกันนั่นละ เจ้าตัวจึงอุบอิบยอม

เยียรยงสุขภาพดีจนแทบไม่เคยต้องหาหมอ ที่แท้สภาพโรงพยาบาลที่คนบ่นกันเป็นแบบนี้ รอนานสามชั่วโมงกว่าจะได้พบแพทย์ จากนั้นตรวจสามนาทีเหมือนไม่มีความใส่ใจใดๆ ก็ให้ออกมารับยา เธอยังจำท่าทีที่หมอส่ายหน้าได้ถนัด ครั้นพ่อยื่นปลายนิ้วหนึ่งให้ดูแผลคล้ายถูกของมีคมบาด แต่ไม่รู้ถูกอะไรบาด เพียงแต่สงสัยว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับอาการที่เกิดขึ้น

‘สูเองยังบ่รู้ ตูข้าจักรู้เยี่ยงไรได้’

แพทย์ในโรงพยาบาลล้วนมีการศึกษาสูง จึงมักพูดด้วยลักษณะตามที่แผนแม่บทสยามติงสติวรรษระบุไว้ คนอาชีพนี้อยู่ในชนชั้นขยะรีทรายโก้ เป็นหลักการอุปมา ทำให้ขยะที่กำลังจะหมดค่ากลับมาใช้งานได้ใหม่

ตอนนั้นพ่อเริ่มทำหน้ารู้สึกผิด อันทำให้เยียรยงรู้สึกผิดยิ่งกว่า พยายามหาทางทำให้การมาครั้งนี้ไม่สูญเปล่า

‘เราพอจะใช้เครื่องดึงความจำได้มั้ยคะ’

นายแพทย์มองเธอด้วยหางตา ถอนหายใจน้อยๆ ราวกับว่าเธอพูดประโยคโง่ที่สุดออกมา

‘สูรู้ฤา โรงงานเรามีเครื่องมือนั่น?’

เด็กสาวยิ้มเจื่อน ยังตอบต่ออย่างคนอัธยาศัยดี ‘เห็นว่าในหนังใช้กันบ่อย–’

เท่านั้นมือในถุงมือของอีกฝ่ายก็ลดลงจากมือพ่อ ไม่แค่ปรายตา คราวนี้หันมาทั้งหน้าบึ้ง

พ่อรีบใช้ศอกสะกิดเธอ

‘ขะ…ขอโทษค่ะ’

‘เมื่อไม่รู้ สูจงอยู่เฉย’ ประโยคต่อไปหันหาพ่อ ‘รู้แล้วจึ่งแล่นมายังมิสาย!’

“แต่พ่อไม่สบาย!” เถียงออกไปเสียงดัง พร้อมๆ กันนั้นเยียรยงสะดุ้งเปิดตา นั่นเองเด็กสาวจึงพบว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องตรวจกับพ่อ ทว่าเป็นอีกห้องที่มีลักษณะต่างกันราวฟ้ากับเหว

ขณะนี้เธอกำลังนอนอยู่ในห้องไม่กว้างนัก ผนัง พื้น เพดาน และเครื่องใช้ต่างๆ ภายในห้องล้วนเป็นสีขาวสว่างดูสะอาดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิต อย่างกับว่าเราไม่ได้อยู่สยามอลังการ! ข้างกันคือชายสูงวัยในชุดคลุมแพทย์รูปแบบเดียวกับที่เธอเห็นในฝัน — ฝันจากเรื่องในอดีต จะต่างกันก็เพียงชุดนี้ขาวกว่า สะอ้านกว่า ถัดออกไปคือชายขึงขังในเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงงานอีกสองราย หนึ่งในนั้นคือ—

“พี่ยรร!”

พี่ชายอายุห่างกันถึงแปดปี ไม่มีส่วนไหนคล้ายคลึงเธอเลย แม่บอกว่าเยียรยงละม้ายพี่ชายคนกลางที่ตายไปตั้งแต่ยังแบเบาะมากกว่า อวบขาว และดูอารมณ์ดี ต่างจากยรรยงที่ผอมสูงและหน้าเศร้า ความผอมทำให้เห็นกระดูกช่วงโหนกแก้ม ขากรรไกร และไหปลาร้าของพี่ชัดแจ้ง บัดนี้เจ้าตัวยังอยู่ในชุดเครื่องแบบรปภ. อันมีลายพรางเฉดสีขี้เถ้าเข้ากับลักษณะภูมิประเทศภายในอาณาเขตโรงงานแห่งนี้ แสดงว่าพี่น่าจะยังอยู่ในเวลางาน

ยรรยงเพิ่งเริ่มทำงานได้สองปี ยังเป็น รปภ.ชั้นผู้น้อยยศนายพัน ต้องเข้างานแปดโมงเช้าเลิกสี่โมงเย็น หากอายุงานมากกว่านี้แล้วจึงจะเริ่มไปสาย ออกงานก่อนเวลา หรือเอกเขนกอยู่กับบ้านในเวลาที่ไม่มีเรื่องด่วนได้

‘นี่หมายความว่าตอนนี้ยังไม่สี่โมงเย็น’ บอกตัวเองอย่างนั้น แต่เยียรยงก็ยังนึกไม่ออกว่าควรจะเป็นเวลาเท่าไหร่ เธอไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน

ว่าแต่ทั้งพี่ ทั้งตัวเธอ มาอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไง

ชายผู้สวมชุดคลุมแพทย์เห็นเธอฟื้นแล้วก็หันบอกยรรยง “คนไข้ตื่นฟื้นทันไม่หวั่นไหว จากสีหน้าท่าทีไม่มีอะไร ชวนข้องใจว่าป่วยหนักน่ากังวล”

การพูดโดยจับฉันทลักษณ์นับเป็นวิธีพูดของสมาชิกโรงงานชนชั้นสูง เป็นการแสดงภูมิรู้ ความสามารถ และระดับการศึกษาของตัวเอง ยิ่งฉันทลักษณ์ยากก็ยิ่งควรค่าแก่การให้ความเคารพมาก หากพูดเข้าทำนองเสนาะ จะยิ่งนับว่าอยู่เหนือขึ้นไป

คนพูดตามฉันทลักษณ์อธิบายต่อไปว่า “แผลที่หัวตัวแขนและข้อเข่า เกิดแต่ทำจ้ำเบ้าไม่เอาผล ไม่ปอกเปิกแค่ช้ำทำชอบกล จะให้ยาคลึงวนสามเวลา ส่วนกะโหลกแลสมองไม่ต้องกลัว ที่บอกตัวตรวจไม่เห็นเป็นกังขา หมดสติไม่ข้ามคืนก็ตื่นมา พูดรู้เรื่องจำหน้าได้ว่าใคร”

นาย รปภ. ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พี่ชายของเยียรยงออกปาก รายนี้ดูสูงวัยกว่ายรรยงก้าวล้ำเข้ามา องอาจและมีรัศมีที่น่าครั่นคร้าม จนแทบจะทำให้พี่ของเธอดูหย็องกรอด ศีรษะรูปไข่ตัดผมสั้นติดหนังหัว เหนือหน้าผากขึ้นไปช่วงหนึ่งเป็นรอยแผลเป็นถากลึก หนวดและเครารอบริมฝีปากดกครึ้มสีออกเขียวขี้ม้า ช่วงแก้ม ขากรรไกรและใต้คางจนถึงลำคอแกร่งถูกโกนสั้นกว่าแต่ยังเหลือเป็นตอๆ ตาดุดำจัดและคมเหมือนมีด

นอกจากสูงใหญ่ เรือนกายยังแน่นตึงด้วยมัดกล้าม ป้ายบนอกตันแสดงชื่อ ขุนระเบ็ง เทพอุทัย

ขุนหนุ่มพยักคล้ายออกคำสั่ง “ถ้างั้นก็รีบเอาเข้าเครื่องเถอะครับหมอ เผื่อจะรู้เบาะแสอะไรมากขึ้นบ้าง”

“เราจะไม่ถามอะไรกันก่อนเลยเหรอครับ” ยรรยงยังดูไม่สบายใจ ระหว่างนั้นเยียรยงได้แต่หันไปหันมา นึกไม่ออกว่าคนทั้งหมดกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่

“ถึงยังไงเราก็ต้องเอาเข้าเครื่อง!” ระเบ็งว่าเสียงเข้ม “จะมาเสียเวลาใช้ปากพูดทำไม”

“หมอเห็นด้วยป่วยการจะออกปาก ไม่ยุ่งยากกู้ภาพเก่าเราฝังไว้ เป็นสัจจะเรื่องจริงกว่าสิ่งใด–”

“เดี๋ยวนะคะ” เยียรยงแทรกขึ้น “จะจับหนูไปเข้าเครื่องดึงความจำเหรอ โรงงานเรามีเครื่องแบบนั้นด้วยเหรอ!”

คนเป็นหมอตอบว่า “ในสยามมีใช้ไม่กี่ตัว เพราะราคาต่อเครื่องหลายเฟื้องนัก ใช้ต่อครั้งแพงหนักต้องคิดทั่ว–”

“งั้นเรื่องที่จะเอาจากสมองหนูคงมีมูลค่าสูงกว่า?”

กว่าอาการป่วยของพ่อด้วย!

น้อยหนึ่ง เยียรยงส่งตาเขียวไปทางพี่ชาย แม้ยรรยงจะไม่ได้กลับบ้านทุกวัน แต่สุดสัปดาห์นั้นเธอก็เล่าให้เขาฟังเรื่องที่พาพ่อไปโรงพยาบาล หลังจากฟังจบยรรยงไม่พูดอะไร ไม่มีคำแนะนำ ทั้งที่รู้ว่ามีเครื่องบ้านี่อยู่ในโรงงานจริงๆ และเครื่องนี้อาจจะช่วยให้พ่อหายป่วยได้แท้ๆ!

ขุนระเบ็งเพ่งมองเธอ ชี้นิ้ว “เสร็จตรงนี้แล้วเราจะพูดเรื่องนั้นกันอีกที”

. . . . . . . . . .

เครื่องดึงความจำมีลักษณะคล้ายเครื่องประหารด้วยไฟฟ้าเมื่อกาลก่อน ผู้ถูกดึงความทรงจำจะต้องนั่งลงบนเก้าอี้ สวมหมวกไหมพรม ดึงสายรัดที่ท้ายทอยให้แน่น เพื่อแผ่นโลหะและสายไฟเล็กๆ ซึ่งกระจายอยู่รอบๆ ภายในจะสัมผัสพื้นที่ศีรษะได้มากที่สุด ในภาพยนตร์ที่เยียรยงเคยดู บ่อยครั้งผู้ถูกดึงความทรงจำจะถูกให้หนีบเครื่องจับเท็จไว้ที่นิ้ว เพื่อตรวจสอบว่าภาพโฮระกำที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็นภาพจริงหรือถูกปั้นแต่งขึ้นมดเท็จ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าแพทย์ของโรงงานจะไม่ต้องอาศัยเครื่องดังกล่าวให้ยิ่ง ‘แพง’ และยุ่งยาก เนื่องจากมีอีกวิธีที่คงได้ผลดีไม่ต่างกัน

“น้ำยานี้มีไว้ให้เมามัว กึ่งเม็ดบัวเหยาะใต้ปลายโคนลิ้น”

ของเหลวที่ว่ามีรสขมและกลิ่นฉุนจัด ทันทีที่เข้าปากก็ซึมหายเข้าในเส้นเลือดทันที

เยียรยงเริ่มเวียนศีรษะ ภาพตรงหน้าลายตา แตกแยก แล้ววนเวียน เสียงที่ดังข้างหูก็แตกแยก แล้วสะท้อนวนเวียนเหมือนอยู่หว่างซอกผา (เธอไม่เคยไป เคยแต่ได้เห็นความเปรียบนี้ในหนังสือ)

เสียงแรกเป็นของพี่ชาย ที่ใหญ่กว่าเสียงพี่หลายเท่า “ราวจะรู้ด้ายยางงาย ว่าจาดึงภาพช่วงเวลาหนายออกมาครับ”

“ถ้าม่ายด้ายทำอารายผิดกฎ จากลัวทามมาย ดึงเวลาหนายออกมาก็ม่ายเหนเปนราย” นี่เสียงขุนระเบ็ง

อย่างไรก็ดี นายแพทย์ตอบว่า “ภาพโซงจามเรียงลึกม่ายสึกหรอ แต่ก็พอเปนภายด้ายเหม่หมิ่น ผู้ถูกดึงอาจสาบโสนปายโหมดสิ้น โผนคามส่างจาพางภินท์ผินเพี้ยนปาย”

“ถ้าง้านก็กำโหนดเฉพาะจุดที่ต้องช้ายเถอะครับ” ยรรยงพูด แม้เสียงจะเปลี่ยน ทว่ายังสัมผัสได้ถึงการวอนขอ

เยียรยงมึนจนไม่ทันสังเกตว่านายแพทย์ตอบด้วยอวัจนภาษาอย่างไร รู้สึกตัวอีกครั้งเพราะเจ้าตัวยกมือทั้งสองข้างขึ้นประคองใบหน้าเธอให้หันตรง จากนั้นแสงบางอย่างจากมือเขาส่องเข้ามาในตาเธอ

เสียงใหม่ดังขึ้น “เยียรยงเธอโคงเหนเส้นแสงนี่”

“ค่ะ”

“เข้ามาซีแล้วเวลาจาถอยหาย เธอจุ่งเคลื่อนสู่สถานีรถฟาย หลังเลิกเรียนช่วงบ่ายนายวานนี้”

เมื่อนั้น เยียรยงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดูดและเดินเข้าไปสู่ใจกลางแสงสว่าง ภาพต่างๆ ค่อยๆ เคลื่อนถอยหลัง ตั้งแต่เธอถูกหมวกไหมพรมสวมหัว ตั้งแต่เธอนั่งเก้าอี้ ตั้งแต่เธอก้าวตามพี่ชาย ขุนระเบ็ง และนายแพทย์จากเตียงมาตรงมุมห้องด้านนี้ และตั้งแต่ก่อนที่เธอจะตื่น ทุกอย่างแล่นย้อนไวขึ้นจนรู้สึกวูบโหวงใจคล้ายตกดิ่งในที่โล่งไร้ฐานรับ จากนั้นทุกอย่างก็ผ่อนช้า ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ติดกับอาคารเรียนพิเศษ เธอกำลังแบกเพื่อนร่วมห้องที่ไม่รู้จักกันก้าวตามเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งไป ได้กลิ่นกระทั่งน้ำลายยืดหนืดของคนข้างๆ

ทุกอย่างเวียนซ้ำตามเดิม เสียงเครื่องยนต์รถบุโรทั่ง เสียงรอบข้าง

‘เธอ…ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวก็ถึงห้องพยาบาลแล้วละ’

‘ไอ้พวกควาย!’

‘แม่ประไพ เบาเสียงหน่อยจ้า!’

‘กูสะใจมึงจะให้กูเงียบทำไม ไอ้คูน!’

ทุกอย่าง! จวบกระทั่งวินาทีที่คนข้างๆ หันหน้ามา สีหน้าและดวงตาที่เกือบกลายเป็นสีขาวทั้งดวงเธอขนลุกสะพรึง ไม่ทันทำอะไรก็ถูกจับโยนลงจากบันไดเลื่อน หัวกระแทกพื้น แล้วภาพทั้งหมดก็วับสูญ

ทันใด จู่ๆ แสงขาวสาดเข้านัยน์ตา แล้วดับ แล้วสว่างติดกันสองสามครั้ง พลันเยียรยงรู้สึกทั้งร่างกระตุกวูบเพียงเพื่อจะหยีตาได้สำเร็จ

เมื่อนั้นเอง เธอรู้สึกตัวว่ากลับมาสู่เก้าอี้ที่นั่งอยู่แต่แรก หมวกไหมพรมถูกถอดออกจากศีรษะ ขณะเดียวกัน เหนือโต๊ะกระจกด้านข้างที่ว่างเปล่าเมื่อครู่ กลับปรากฏภาพโฮระกำแบบเดียวกับที่เธอเห็นในมโนสำนึก — ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงทางออกโรงเรียนกวดวิชา จวบกระทั่งถึงตอนที่เธอถูกเหวี่ยงตกลงมาจากบันไดเลื่อน

“ไม่มีอะไรเลย สองคนนี้ไม่รู้จักกันจริงๆ!” ขุนระเบ็งสบถ ไม่ได้สนใจเธอ ทว่ากำลังเพ่งมองเข้าไปในกลุ่มภาพโฮระกำสามมิติ

‘ไอ้พวกควาย!’

‘แม่ประไพ เบาเสียงหน่อยจ้า!’

ขุนหนุ่มร่างใหญ่ยื่นมือเข้าไปท่ามกลางกลุ่มภาพในอากาศ กดปุ่มคำสั่งให้มันย้อนทวนเล่นซ้ำอีกที

“เนี่ยเหรอคะ มูลค่าสูงจนต้องใช้เครื่องดึงความจำ?” คำถามประชดประชันถูกส่งให้พี่ชายเป็นสำคัญ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมว่าเอาตัวเยียไปรวมกับคนในห้องนู้น–”

ยรรยงไม่ทันพูดจบ ระเบ็งก็หันมา จ้องตาเธอถมึงทึง “ไม่รู้อะไรสักอย่าง ไม่ต้องเอาไปรวมให้ยุ่งยาก มึงเตือนน้องตัวเองก็แล้วกัน”

“เตือน?”

พี่ชายไม่ตอบ ทว่าพยักเป็นเชิงให้เธอเงียบเสียงแล้วลุกตามออกจากห้อง

จังหวะที่เยียรยงจะยืน นายแพทย์บอก “เวลาน้อยหยดยาน้อยยังคงฤทธิ์ ระวังนิดลุกเหินอาจเดินเป๋”

“ขอบคุณครับ” พี่ชายเป็นฝ่ายกล่าวแล้วเข้ามาประคอง

“แล้วผู้หญิงคนที่เรียนห้องเดียวกับหนูเป็นยังไงบ้างคะ” เธอถามพลางลุกขึ้น ตอนแรกนึกว่าฤทธิ์ยายังตกค้างมากอยู่ ภาพตรงหน้าจึงมืดลงชั่ววูบ ต่อเมื่อได้ยินเสียงโครม! ตามด้วยพื้นใต้เท้าสะเทือนน้อยๆ จึงตระหนักว่าไม่ใช่ฤทธิ์ยา

“เกิดอะไรขึ้น!” แสงไฟกะพริบวาบกลับมา มองเห็นว่าชายทั้งสามมองตากัน มีความตกใจ แต่ก็เข้าใจในกันและกัน

“นั่นเสียงอะ–” ไม่ทันจบคำเด็กสาว เสียงโครม! ก็สนั่นอีกพร้อมแรงสะเทือน ตามมาด้วยเสียงเปรื่องปร่างละม้ายแก้วขนาดใหญ่แตก

“รีบพาน้องประคองไปไม่รวนเร!” นายแพทย์เร่งเร้ายรรยง

เยียรยงหงุดหงิดจะดื้อ แต่พี่ชายรู้ทัน เขม้นตาตอบ “เดี๋ยวค่อยคุย!” สองมือกระชับบนหลังไหล่ รั้งให้เธอก้าวตามออกไปจากห้อง

ประตูกระจกที่นี่ครึ่งหนึ่งใส อีกครึ่งขุ่น ไม่ใช่ขุ่นเพราะฝุ่นละอองแบบทัศนียภาพอันเจนตาในอาณาจักรโรงงานสยามอลังการ ทว่าขุ่นด้วยกะติ๊กเก้อแผ่นเบ้อเริ่มที่แปะกั้นไว้พรางสายตาคนนอก พ้นออกมา หน้าห้องคือโถงทางเดินกระจ่างสะอ้าน ตกแต่งด้วยลายไทยชดช้อยเป็นสีทองเอี่ยมอ่อง เพดานค่อนข้างเตี้ย กลิ่นหอมอ่อนๆ รื่นจมูก เสียงดนตรีคลอเบารื่นหู มีคนเดินไปมาไม่มาก ต่างคนแต่งตัวดีแบบที่เยียรยงเคยเห็นในภาพยนตร์เท่านั้น ถ้ามีคนบอกว่าเธอกำลังอยู่บนสวรรค์ เธอก็อาจจะเชื่อ

“ทางซ้าย” ขุนระเบ็งบอกเสียงเข้ม ร่างใหญ่ก้าวอาดๆ แซงเยียรยงและพี่ชายนำไปยังอีกโถงกว้างใหญ่

พื้นกระเบื้องสีขาวที่โถงนี้มีพรมดาดเต็มพื้นที่ ลายละม้ายก้านขดแต่งด้วยสีสันนานา แต่เน้นหงดินกับหงดินตัดเป็นหลัก กึ่งกลางมีกระถางสีมุกสุขเป็นรูปปูนปั้นตัวละครในวรรณคดีไทย เลี้ยงพรรณไม้ย้อยระย้า ซึ่งนับเป็นสิ่งน่าตื่นตาอีกเช่นกัน ในโรงงานใช่จะหาต้นไม้ได้ง่ายๆ แม้แต่หญ้าสักต้น ในเมื่อพื้นที่ล้วนแล้วแล้งร้าง เป็นทรายร้อน และขี้เถ้าอันเกิดจากการเผาเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อนโดยฝีมือพวกขบถ เพดานต่ำแสดงว่าน่าจะไม่ใช่โถงหลัก บนเพดานขาวเหลือบเลื่อมประภัสสรแสดงลายวรรณคดีจากเรื่องเดียวกัน ส่วนรอบด้านเป็นผนังทึบและทางแยก มีคนสัญจรไม่มากอย่างเส้นทางที่ผ่านมา หุ่นยนต์บริการสวมชุดไทยถูกทิ้งดายอยู่ตามมุม ดวงไฟสีแดงกะพริบวาบๆ คล้ายดวงตาที่กำลังจ้องมองผู้ผ่านมาใหม่

เยียรยงหันหลบหุ่นยนต์ไปยังอีกมุมหนึ่ง ตรงนั้นมีกลุ่มคนยืนอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนเงียบเชียบท่าทางกำลังเคร่งเครียด ในกลุ่มมีสองคนที่คุ้นตา รายหนึ่งคือเด็กหนุ่มผู้ขอให้เธอช่วยพาเพื่อนออกจากห้องเรียนพิเศษ กับอีกรายคือเด็กหนุ่มที่เธอจำได้ว่าเป็นคนพูด แม่ประไพ เบาเสียงหน่อยจ้า!

นั่นเองที่ทำให้ตาสว่าง

เด็กสาวร่างท้วมตอบตัวเองได้ กลุ่มคนส่วนหนึ่งตรงหน้า – ที่ไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบ รปภ. – ล้วนคือคนที่อยู่ในรอบๆ บันไดเลื่อนของสถานีรถไฟฟ้าก่อนเธอหมดสติ ทุกคนยังสวมชุดเก่า นั่นหมายความว่านี่ยังเป็นวันเดียวกันจริงๆ

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ไม่ทันตอบคำถามตัวเองได้ จู่ๆ เหมือนมีขนนกเขี่ยหัวใจ เอ๊ะ! หัวคิ้วเด็กสาวกดเป็นร่อง

ใช่แล้ว! อย่างน้อยๆ ในกลุ่มนี้มีคนหายไปสอง!

ป้าคนนั้น กูสะใจมึงจะให้กูเงียบทำไม ป้าที่เด็กหนุ่มชื่อคูนเรียกว่าแม่ประไพ กับอีกรายคือคนข้างๆ กายเธอ เพื่อนร่วมห้องที่ป่วยหนัก!

เพราะอย่างนี้ ทันทีที่ก้าวไปรวมกลุ่ม เด็กสาวจึงยกมือสะกิดเพื่อนร่วมห้องเรียน “เธอ เพื่อนเธอเป็นไงบ้าง”

คำถามของเยียรยงเรียกความสนใจจากทุกคนในกลุ่มจนเธอพลันงุนงงแกมประหม่า พวกที่สวมเครื่องแบบ รปภ.หันมาจ้องแน่วทันที

เด็กหนุ่มร่างสูงบุคลิกดีดูไม่สบใจ “เขาไม่ใช่เพื่อนเรา!”

“เออ นั่นละ” เธอตอบอย่างเพิ่งนึกได้

บรรยากาศตึงๆ กลับหย่อนลงทันใด รูปตาค่อนข้างเป็นขีดของคนถูกถามช้อนกวาดมองคนอื่นๆ และแล้วกลับมาหยุดที่เธอ ผ่อนลมหายใจ

เสียงตอบลดความขุ่นเคืองลง “ตอนนี้ถึงมือหมอแล้ว”

“ค่อยยังชั่ว” เด็กสาวเผยยิ้ม “หวังว่าจะไม่เป็นอะไรมากนะ”

ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจงใจไม่ตอบ หรือไม่มีโอกาสตอบ สิ้นคำนั้น เสียงขึงขังก็ดังขึ้น

“รถมาแล้ว!” ขุนระเบ็งนั่นเอง เจ้าตัวยกมือขึ้นแตะที่หู เยียรยงเพิ่งสังเกตเห็นว่าในนั้นมีโทรศัพท์เครื่องเล็กเสียบติดไว้อยู่ ปลายสายคงโทรมาแจ้ง นี่แสดงว่าเจ้าตัวน่าจะมียศสูงกว่ารายอื่น ทุกคนดูเชื่อฟัง

“เข้าแถว นั่งแยกกันคนละคัน” เจ้าตัวออกคำสั่ง รปภ.คนอื่นๆ จึงเข้าบังคับให้คนนอกบีบตัวเข้าแถว

ชายชื่อคูนถูกผลักผ่านหน้าเยียรยง ปากร้อง “เดินเองได้คร้าบพี่ ไม่ต้องดันเยอะ!”

เธอฉวยจังหวะนั้นสะกิดถาม “ป้าที่มากับนายไปไหนซะล่ะ”

“หืม?” คูนหันมองมา เนื้อตัวมีกลิ่นสาบขยะเปียกชัดเจน แต่ต้องยอมรับว่าเจ้าตัวเป็นคนหน้าตาดี ดวงตาพราวระยับ จมูกโด่ง และมีลักยิ้มข้างแก้ม

“ป้าประไพน่ะ”

เกือบๆ จะเหมือนตอนที่เยียรยงถามเพื่อนหนุ่มร่วมห้องเรียน ทุกคนหันมาสนใจ บรรยากาศตึงเครียดทันควัน

อย่างไรก็ตาม คูนยิ้มร่า ยักไหล่ ตอบเสียงดัง “ป้าที่ไหน มาคนเดี๊ยว!”

“ไปอยู่ท้ายแถว!” รปภ.อีกรายไล่เธอ เยียรยงหมุนตัวไปต่อเพื่อนหนุ่มจากห้องเรียนแทน จังหวะนั้นยังเห็นคูนหัน ตาขยิบยิ้มให้

. . . . . . . . .

สุดโถงกว้างนั้นคือประตูบานไม้แท้ขนาดใหญ่ ใหญ่จนนึกไม่ออกว่าเจ้าของสถานที่แห่งนี้ไปหาไม้ดังกล่าวมาจากไหน ความตะลึงพรึงเพริดของเด็กสาวจบลงทันใดเมื่อมันวาดตัวออก

เสียงหวือดังอื้อทะลวงหู ลมชนิดหนึ่งกรูเข้ามาพร้อมละอองฝนจนคนทั้งกลุ่มต้องยกมือกัน เด็กสาวหยีตา เพ่งฝ่าออกไปเห็นว่าขณะนี้ด้านนอกมืดเหมือนกลางคืน หรือมันคือกลางคืน แต่หมอบอกเองว่าเราหลับไปแค่ไม่นาน?

นึกแล้วมืออวบก็ล้วงเข้ากระเป๋ากระโปรง ปกติเธอพับกระดานไฟฟ้าเก็บไว้ในนั้น เพิ่งสำเหนียกว่าตอนนี้มันไม่อยู่ “กระดานหาย!”

ชายหน้ายาวที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันหันมาบอก “เจ้าหน้าที่เขาเอาไป”

“เดี๋ยวถึงบ้านก็ได้คืน” ยรรยงที่ก้าวเคียงเธอขยายความ จ้องขวางๆ พลางพยักเป็นทำนองให้เด็กหนุ่มข้างหน้าหันกลับไป

คำตัดบทของพี่ชายทำให้เยียรยงไม่ถามต่อว่าเป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว

ขบวนคนนอกถูกนำก้าวออกมาทางประตูนั้น ชายคาอาคารไม่กว้าง ห่างไปคือเงาตะคุ่มของพื้นที่ละม้าย…สวนทั้งที่จริงสยามอลังการไม่น่ามีสวน

เยียรยงบอกตัวเองว่ามันอาจเป็นของปลอม หรือเธออาจเข้าใจผิด ฝนตกหนักและมีแสงไม่มากพอ ทัศนวิสัยมองไกลได้ไม่กี่วา แต่ที่แน่ๆ นี่ไม่น่าเป็นด้านหน้าอาคาร ข้างๆ มีทางเดินสายไม่กว้างตัดออกไปหว่างพื้นที่สวน เหนือทางเดินมีหลังคา ทว่าด้านข้างโปร่งตลอด ลมแรงจึงกวาดเข้ามาจนแต่ละรายต้องคอยยึดอาภรณ์ไว้มั่น

สุดทางมีบันไดทอดลงไปบนพื้นถนน บัดนี้มีรถยนต์แล่นมาต่อแถวกันยาวตามจำนวนคนนอกที่ดูจะได้รับ ‘เชิญ’ เข้ามาในสถานปริศนาแห่งนี้ แขกหนึ่งคนต่อหนึ่งคัน ครั้นแขกขึ้นรถ รปภ.ที่ควบคุมมาเกือบจะรายตัวจึงหมุนกลับ ปล่อยให้สารถีบังคับพารถแล่นออกไปช้าๆ เยียรยงยังคงรู้สึกแปลกๆ กับสถานการณ์ขณะนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกใจหนึ่งอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้นั่งรถยนต์ส่วนตัว

ตลอดอายุ ๑๘ ปี เด็กสาวมีโอกาสนั่งรถประเภทนี้ไม่กี่หน หนหนึ่งเพราะเพื่อนบ้านถูกหวย จึงพาลูกตัวเองและเธอขึ้นรถเก๋งรับจ้างนั่งชมเมือง อีกหนอาจารย์ที่โรงเรียนขับพาเธอและเพื่อนไปแข่งขันตอบปัญหา จำได้ว่าในรถเก๋งนั้นนิ่มสบาย ไม่จอแจ ไม่มีกลิ่นเหม็นสารพัด หรืออากาศเหนอะหนะอย่างในรถประจำทาง การมีรถเก๋งเป็นของตัวเองคือความฝันหนึ่งของเด็กๆ ตั้งแต่ชนชั้นขยะทั่วไปลงไป เยียรยงแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ เธอไม่ทิ้งฝันนี้แม้จะโตขึ้นมาก ด้วยความสามารถทางการศึกษา เด็กสาวฝันว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้งานที่ดี และมีโอกาสเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทนี้กับเขาบ้าง

แถวคอยร่นเข้ามา หัวใจของเธอยิ่งกระทุ้งหนัก รถที่นี่ดูดีกว่ารถที่เธอเคยนั่งเสียอีก แม้ไม่ถึงกับเงาวับอย่างในภาพยนตร์ก็เถอะ

“ขึ้นไป!” ระเบ็งออกคำสั่งเมื่อรถคันสุดท้ายแล่นมาเทียบแทบบันได ขุนหนุ่มไม่ได้ปล่อยให้เยียรยงกับพี่ชายก้าวไปลำพัง ทว่าย่ำลงไปเคาะประตูฝั่งคนขับ ส่งสัญญาณมือให้รู้ว่าตัวเองจะเป็นผู้ขับเอง

สารถียอมถอยออกมา ยรรยงพยักให้เธอเปิดประตูเข้าไปนั่งตอนท้าย ส่วนเขานั่งข้างคนขับ

ทันทีที่ประตูรถปิด เสียงลมฝนข้างนอก ตลอดจนเสียงครืนครานก็แผ่วเบาลง

เป็นเช่นคาด ด้านในรถคันนี้หรูหราและสบายกว่ารถที่เธอเคยนั่ง มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำกว่าด้วย เด็กสาวหันสำรวจรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น ขณะที่รถค่อยๆ เคลื่อนตัวตามขบวนด้านหน้าไป

ที่แผงหน้ารถมีจอภาพซึ่งขณะนี้ถูกปิดมืด อาจเพราะคนขับเลือกขับด้วยตัวเองแทนที่จะใช้ระบบช่วยเหลืออื่น มุมบนแผงมีเพียงตัวเลขแสดงเวลา ๑๖:๑๕

ฝนลงแรงจนสารถีต้องเปิดก้านปัดกระจกไปมาส่งเสียงเอียดอาด ถึงกระนั้นทัศนวิสัยก็ยังไม่ดี มองตรงไปเหมือนมีคนเทน้ำสาดหน้ารถตลอดเวลา เห็นเพียงไฟหน้ารถพุ่งไปในความมืดสลัว กับแสงไฟท้ายรถคันหน้า – คันที่เพื่อนหนุ่มหน้ายาวในห้องเรียนพิเศษเดียวกันโดยสารไป คนขับต้องพยายามประคองให้รถแล่นช้าๆ ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจหงุดหงิดอย่างใจร้อน

ไม่มีเสียงอื่นใดในรถอีกระยะหนึ่ง เยียรยงรู้สึกได้ว่าตัวตนของคนขับกำลังกดทับพี่ชายของเธอ ยรรยงไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่กับน้อง ปกติเจ้าตัวไม่เงียบขรึมแบบนี้ เพราะอย่างนี้ ผู้เป็นน้องจึงจำเก็บปากคำไว้ ตั้งใจจะไปซักกันที่บ้าน

ความตั้งใจผลัดลงเมื่อจู่ๆ เสียงหนึ่งดังแทรกเสียงฟ้าและเสียงฝนเข้ามาในตัวรถ

หวอ…! หวอ…!

“เกิดอะไรขึ้น”

คำตอบกลายเป็นเสียงสั่นอืดๆ ที่มาของมันคือโทรศัพท์เครื่องเล็กที่ในหูของขุนระเบ็ง เจ้าตัวเดาะลิ้นแทนการกดรับ โดยไม่พูดอะไร ปลายทางคงแจ้งอะไรบางอย่างไม่ยาวนัก ทางนี้ตอบ “ครับผม”

“เป็นยังไงบ้างครับ” ยรรยงหันถาม คงคะเนได้ว่าปลายสายตัดบทไปแล้ว

“เราต้องกลับตึก”

เยียรยงยื่นหน้าไประหว่างเบาะคนทั้งสอง “ทำไมค–”

ปลายเสียงหาย เพราะตำแหน่งใหม่ทำให้เห็นใบหน้าของสารถีในกระจกมองหลังชัดขึ้น

ขุนระเบ็งกำลังมองผ่านกระจกเงาไปทางท้ายรถ บัดนี้ บนดวงหน้าดุดันเหมือนไม่เคยครั่นคร้ามสิ่งใด ดวงตาคมกริบกลับกลายเบิกโพลง!

……………………………………


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป 

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here