-๑๖-

หญิงสูงศักดิ์
…………..

จากซอยด้านหลังอาคารสถานีเนติ์สั้น พื้นถนนคอนกรีตเรียบๆ ค่อยๆ เชื่อมหายไปในความขรุขระของเส้นทางอันถูกถมด้วยมูลฝอย เริ่มจากอัดแน่นพอเดินสะดวก แล้วค่อยโปร่งชนิดแยกแยะรูปร่างขยะแต่ละอย่างได้ถนัด มันสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นกำแพง แล้วสูงเลยกำแพงกลายเป็นภูเขา เหยียดยาวกว่าภูเขากลายเป็นเทือกเขาขยะใจกลางมหานครสยามอลังการ

เนื่องจากอยู่ในเขตขยะรีทรายโก้ แต่เดิมฝ่ายปกครองจัดระเบียบให้คัดขยะประเภทต่างๆ สุมแยกจากกันเพื่อง่ายต่อการนำไปแปรรูปหรือใช้ซ้ำ อาทิ ภูหนึ่งเป็นขยะพลาสติก ภูหนึ่งพวกแก้ว อีกหนึ่งเป็นภูกระดาษ ภูโลหะ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การนำกลับไปใช้ซ้ำนั้นเชื่องช้ากว่าที่คาด โดยเฉพาะช้ากว่าขยะใหม่ที่ถูกนำมาสุมเพิ่ม แล้วการคัดแยกก็เริ่มยุ่งยากเมื่อแต่ละภูเริ่มขยายอาณาเขตจนเชื่อมกัน คลุกรวมกันด้วยเหตุต่างๆ โดยเฉพาะอุทกภัย ท้ายที่สุด เดี๋ยวนี้จึงแทบไม่มีการแยกประเภทขยะอีกต่อไปแล้ว แล้วพื้นที่ ‘พักขยะชั่วคราว’ ก็กลายเป็นขุนเขาสุสานถาวร ผู้อยู่อาศัยละแวกนี้เคยเรียกร้อง แต่ฝ่ายปกครองไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แถมภูเขาขยะยังเติบโตต่อไปจนเริ่มท่วมทับที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน คนเดือดร้อนต้องหาทางย้ายออกกันเอง ไม่ช้าอาคารเหล่านั้นก็ถูกกลืนไว้ในกระเพาะของขุนเขาขยะ ปัจจุบันมันขยายอาณาเชื่อมไปถึงภูเขาขยะแห้ง เจ้าหน้าที่กำจัดขยะทั้งสองแผนกมีเรื่องเบาะแว้งกันเสมอ

เจ้าของร่างผอมโผนไปบนภู พื้นใต้เท้าค่อยๆ ยุบยวบลงไปทุกที เนื่องจากใจกลางขุนเขา ขยะไม่ถูกอัดแน่นเท่าไรนัก เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าปกติมีมนุษย์ผ่านเข้ามาถึงแถวนี้บ้างรึเปล่า

นั่นละที่ทำให้เด็กหนุ่มเลือกเส้นทางนี้ ยิ่งไม่มีคนคิดถึงก็ยิ่งดี ยิ่งปลอดภัยสำหรับเรา!

ครั้นมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครตาม มือผอมจึงถอดเครื่องอำพรางจากใบหน้า มันทำมาจากกระดาษค่อนข้างหนา ตั้งแต่รู้ข่าวว่าวันนี้จะมีนัดชุมนุม เด็กหนุ่มก็วางแผน หาทางหนีทีไล่จนมาพบเส้นทางในภูเขาขยะแห่งนี้ จากนั้นจึงประดิษฐ์หน้ากากกับเสื้อคลุมที่สวมอยู่นี่เองกับมือ

การเรียกร้องสิทธิชาวขยะก็เรื่องหนึ่ง อีกหนึ่งที่ผลักดันให้เขาต้องตัดสินใจมา เพราะนี่อาจเป็นไม่กี่หนทางที่เขาพอจะช่วยเธอได้

เลอไถงจะพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ แล้วมันก็คือการโต้คืนไอ้พวกที่ทำกับเธออย่างเจ็บแสบ!

ธนลภย์หยุดเท้า ก้มลงวางมือทั้งสองข้างบนเข่าพลางหอบหายใจ ปกติเขาไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มากที่สุดก็แค่ช่วยอากงกับอาม่าทำความสะอาดบ้าน หรือขนของไปส่งลูกค้าในละแวกร้าน

พอเริ่มหายเหนื่อย ตัดสินใจก้าวต่อ แค่ก้าวแรก พื้นขยะใต้เท้าก็ยุบยวบลงไป มูลฝอยที่สุมอยู่นั้นร่วงพรูดึงดูดเขาตกไปสู่ช่วงลาดรวดเร็ว ในที่สุดก้นเขาจ้ำเบ้าลงบนแผ่นโลหะขนาดยาวคล้ายกระดานลื่น ร่างของเขาคงไถลต่อไปแล้วถ้าคอเสื้อไม่ทันเกี่ยวไว้กับแง่งแหลมคมของโลหะเสียก่อน

จังหวะที่พยายามขยับตัวเพื่อค่อยๆ ลุกขึ้น เสียงแกร็ก! ดังขึ้น ผลคือส่วนที่เกี่ยวกับแง่งโลหะคงขาดหลุดออก ร่างเขาร่วงพรวดต่อไปอีกราวๆ สองวา

เด็กหนุ่มสูดปากเมื่อประคองร่างลุก โลหะและขยะบางส่วนข่วนผิวเขาจนเกิดรอยขีด เลือดซึมซิบพอแสบๆ แต่สิ่งที่ดึงสายตาหาใช่แผลสด

เด็กหนุ่มตาเบิกกว้าง ตรงหน้าคือเนินเตี้ยๆ สีดอกอุบลอร่าม แปลกตาจากสภาพขะมุกขะมอมรอบด้าน ราวกับเป็นสถานเหนือจริง สวยเกินจริง!

ครั้นลองก้าวไปดูใกล้ๆ พบว่ามันคือเม็ดพลาสติก น่าจะเป็นพวกโพลีโพรพิลิน พลาสติกชนิดนี้มักนำไปทำถ้วยนมเปรี้ยว กระป๋องมันฝรั่งทอด หรือเนยเทียม สภาพเม็ดแบบนี้น่าจะนำไปรีไซเคิลได้ไม่ยาก ไม่รู้ทำไมมีคนนำมันมาเททิ้งกองมโหฬารเช่นนี้

แต่ในเมืองนี้ ความมักง่ายไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาด

ธนลภย์บอกตัวเองแล้วหันกลับ อึดใจที่บอกให้ตัวเองหันกลับ ความคิดกลับชะงักน้อยๆ

หันกลับไปทางไหน

แต่ต้น เด็กหนุ่มพยายามจดจำแผนที่ หาจุดสังเกตจากมุมมองที่ดาวเทียมสามารถส่องเจาะลงไปได้เสมือนเขาเดินลงไปดูจริงกับตา กะเกณฑ์ทิศทางไว้ เนื่องจากตั้งใจไม่หยิบกระดานไฟฟ้ามาด้วย หากเผลอทำหล่นที่เนติ์สั้น มันจะถูกใช้เป็นหลักฐานสาวมาถึงตัวได้ง่ายๆ หรือถึงเอามา เขาก็ไม่อยากดึงมาเปิดใช้อยู่ดี สัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจระบุตัวตนว่าเขาอยู่แถวนี้ในเวลานี้ หากเกิดอะไรขึ้นต่อไป เขาจะดิ้นหนีความผิดของพวกฝาถังได้ยาก

เราต้องใช้แผนที่ตามที่จำมา…

สูดลมหายใจระงับความตื่นเต้น ปกติธนลภย์เป็นคนจำแม่นพอสมควร เด็กหนุ่มเพียรปลอบใจตัวเอง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ คิด เดี๋ยวก็นึกได้…

. . . . . . . . .

 

เกือบเที่ยง รถเข็นขายอาหารและสิ่งละอันพันละน้อยที่เคยจอดดักนักเรียนอยู่หน้าทางเข้าโรงเรียนในช่วงเช้าหายลับไปหมดแล้ว จะเหลือก็แต่รถรณรงค์หาเสียงของฝ่ายปกครอง ซึ่งจอดรอเวลาเด็กๆ พัก เพื่อขับเข้าไปทำกิจกรรมข้างในโรงเรียนต่อ

รถรับจ้างจอดห่างจากรถคันดังกล่าวพอสมควร ชนชั้นล่างส่วนใหญ่ไม่ประสงค์เข้าใกล้ฝ่ายปกครองถ้าไม่จำเป็น รอจนพี่ชายจ่ายเงินเสร็จ เยียรยงก้าวตามเจ้าตัวลงจากรถ

“จากตรงนี้ เดี๋ยวฉันนั่งรถประจำทางต่อไปเอง ถูกกว่า” พี่ชายพับเก็บกระดานไฟฟ้าเข้ากระเป๋าเสื้อ หลังจากดึงมันออกมาชำระเงินค่ารถ คงเพิ่งเห็นว่าเม็ดพลาสติกสีชมพูจากกองขยะเกาะชายเสื้อมาด้วยจึงปัดทิ้ง

ต่อเมื่อเยียรยงยังยืนนิ่ง อีกฝ่ายจึงถามพลางพยักไปทางประตูโรงเรียน “มีอะไร ไม่เข้าไปล่ะ”

สีหน้าเด็กสาวเคร่งเครียด “พี่แน่ใจนะว่าจะทำอย่างนี้”

คำสั้น แต่เป็นอันเข้าใจกันระหว่างพี่น้อง ผิวหน้าของพี่ชายตึงขึ้นทันทีพร้อมรอยขุ่นในดวงตา

เรื่องที่เธอกับเขาต่างก็ตัดสินใจเก็บเงียบ ไม่รายงานกลุ่มผู้บริหารเรื่องการถูกคุกคามที่หน้าประตูหนีไฟนั่น

เรื่องภาพเคลื่อนไหวของเธอที่กำลังจะกลายเป็นจดหมายดำ!

“แกมาพูดตอนนี้ ก็แสดงว่าคิดเหมือนกันกับฉัน ยังจะต้องถามอะไรอีก”

เยียรยงเม้มปาก ดวงตาเป็นประกายวับเหมือนคมมีด

ถูกละ ตอนนี้เยียรยงปรุโปร่ง เธอไม่ใช่คนของฝั่งไหน — ฝาถัง ชังถัง ไม่ใช่ทั้งนั้น! แล้วต่างฝ่ายก็กำลังฉวยใช้เธอเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบให้ตัวเอง ไม่มีใครหรอกที่คิดถึงตัวเธอ พี่เธอ ครอบครัวเธอ!

ในความเป็นจริง ชนชั้นล่างว่าเล็กแล้ว ต่อเมื่อแยกส่วนเป็นปัจเจก กลับยิ่งเล็กลงไป เล็กกว่าภัสมธุลี! เยียรยงเคยคิดว่าเธอเป็นปัจเจกที่ยิ่งใหญ่ เธอเรียนดี เพื่อนๆ ต้องพึ่งพา ถึงขณะหนึ่ง แม้แต่ฝาถังยังต้องพึ่งพา ต่อให้สำเหนียกว่าอาจารย์กรุณากับบางรายในกลุ่มผู้บริหารมองเหยียดเธอกับพี่ชายโจ่งแจ้ง นั่นจึงมิใช่ปัญหา เพราะอาจารย์กับพวกมันก็เป็นปัจเจกที่เล็กกว่าชนชั้นผู้ปกครองทั้งชนชั้นเช่นกัน การที่ทั้งชนชั้นนั้นให้ความสำคัญกับเธอ ย่อมทำให้เธอมีอำนาจเหนือกว่าแค่ความไม่รักไม่ชอบของปัจเจกไม่กี่คน

เยียรยงจึงไม่เคยสนใจว่าคมวาวจับผิด ชิงชัง และซุ่มด้วยไฟริษยาอย่างลึกซึ้งในดวงตาอาจารย์กรุณานั้นเกิดแต่ไหน เธอคิดแบบที่คิดกับสุราลัยนั่นละ การมีคนริษยาแสดงว่าเธอกำลังอยู่เหนือ เราชอบโดนอิจฉา! อาจารย์กรุณาอาจคิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นสูง ทำงานแทบตาย แต่สุดท้ายเด็กชั้นต่ำเมื่อวานซืนกลับคาบผลงานไปเสียฉิบ ซึ่งช่วยไม่ได้! ไม่ว่าความเหนือกว่าของเธอจะเกิดจากอะไร เยียรยงก็ยินดีเสมอ เธอไม่ทำตัวหงอแบบพี่ แต่ยิ้มสวย ซื่อใส วางกิริยาน่ารักน่าให้กำลังใจ ใช่แล้ว มันเป็นบทที่ช่ำชอง ผู้วางตัวฝั่งตรงข้ามจะทำลายตัวมันเอง ยิ่งเร่าร้อน ยิ่งใช้วาจาหยามหมิ่น คะแนนพิศวาสจากคนรอบด้านจะยิ่งหลั่งรินมาทางเธอ

แต่วันนี้ สิ่งที่ชายใส่หน้ากากทำกับเธอหน้าประตูหนีไฟได้ประกาศทุกอย่าง นี่คงคือสันดานชนชั้นต่ำเฉกที่ฝาถังส่วนใหญ่รับรู้ สันดานที่ชนชั้นล่างไม่เคยเห็นและไม่เคยเข้าใจ เธอสิ้นฉงายอีกต่อไปในอาจารย์กรุณาและกลุ่มผู้บริหารเหล่านั้น ตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนรถรับจ้าง ระยะทางไกลขึ้นก็ยิ่งตระหนักมากขึ้น ชนชั้นบนรังเกียจชนชั้นล่าง ก็เพราะชนชั้นล่างมันทำตัวน่าสะอิดสะเอียนเอง เหมือนไอ้ผีปลอมตัวนั้น เหมือนนังสุรา!

เพราะอย่างนี้ เยียรยงจึงยอกแสยงขึ้นมาในใจ ถ้าเธอนำเรื่องจดหมายดำขึ้นรายงานที่ประชุม ความชั่วของพวกชั้นต่ำก็จะยิ่งย้อนกลับมาพอกพูนเธอ แถมยังไม่แน่ใจด้วยว่าอาจารย์กรุณากับลูกน้องจะตัดสินใจเช่นไร บางทีนี่อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายต้อนให้พวกแกตัดสินใจปลดเธอทิ้ง ควานเด็กหญิงชนชั้นฝาถังน่ารักๆ สักคนขึ้นแทนที่ คนที่ประวัติดีกว่า ยากต่อการแปดเปื้อนกว่า

ยอมรับ แม้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียงอวยอันกึกก้องและสถานะใหม่… ที่แท้เป็นแค่เรื่องจอมปลอม แต่เยียรยงเสพติดมัน ไม่อยากปล่อยมือจากมันแล้ว เธอต้องการเป็นบุคคลพิเศษต่อไป

เด็กสาวอ้างกับตัวเองว่าก็นี่เป็นทางเดียวมิใช่หรือ ถ้าหลุดจากตรงนี้ ไม่ใช่แค่สถานะพิเศษ แม้แต่สถานะปกติ เธอกับพี่ กับพ่อ กับแม่ ก็ยังอาจร่วงล้ม สังคมจะประณาม ดีไม่ดีพี่ต้องออกจากงาน ไม่ต้องนึกเลยว่าต่อจากนั้นทุกอย่างจะพินาศถึงขั้นไหน เธอจะยังมีเงินเรียนต่อหรือไม่ การสอบสัมภาษณ์เข้าระดับมหาวิทยาลัยจะผ่านรึเปล่า ประวัติเธอไม่เคยด่างพร้อย และมันไม่ควรจะด่างพร้อยตลอดไป!

แค่คิดถึงมันก็ปวดหัวจนจะสำรอก แค่นึกว่าจะต้องกลับไปนั่งกินแต่ปักปักกับแมลงสาบก็คลื่นเหียน ใช่ เธอเคยคิดว่ามันอร่อย แต่นั่นไม่ใช่ตั้งแต่ได้ลองลิ้มรสหมู ไก่ หรือปลาแท้ๆ เยียรยงเจียดเงินที่ได้จากการออกรายการต่างๆ ไปจับจ่ายของดีๆ พรรค์นั้น แต่ต้นคิดแค่ว่ามันเป็นอีกประสบการณ์ ไม่นึกว่าเธอกลับติดใจประสบการณ์ใหม่ๆ จนไม่อยากหวนไปแตะประสบการณ์เก่า แม่บอกว่าเธอเสพติดการทำตัวสูงศักดิ์ เยียรยงไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ในใจเธอคิดแค่นี่ต่างหากอาหาร ส่วนที่เคยกินมันคือขยะ และเราไม่อยากต้องกลับไปแทะขยะ!

น่าแปลก แทนที่คำขู่ของผีปลอมรายนั้นจะทำให้เธอหวาดกลัว และวิ่งเข้าหาความจริง บทสรุปในใจกลับกลายตรงกันข้าม

นับจากนี้ เพื่อจะอยู่สถานะนี้ต่อไปให้ได้ ถ้าต้องโกหก เราก็จะโกหก ถึงต้องตอแหลยิ่งกว่าเก่า เราก็ยินดีจะตอแหล!

ใช่ โทษเธอไม่ได้ ต้องโทษพวกมัน

ไอ้สารเลวชั้นต่ำ!

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถาม “แต่ถ้าเราเงียบๆ แล้วเดินตามอาจารย์กรุณาต่อไป แล้วไอ้พวกนั้นเอาภาพเคลื่อนไหวไปลงประกาศอย่างที่ขู่จริงๆ ล่ะพี่”

“เราจะไม่เดินตามแผนของใครทั้งนั้น” เสียงพูดของพี่ต่ำลง เบา แต่เต็มไปด้วยอำนาจแปลกๆ แววตาของพี่ก็ดูแปลกๆ “เราจะสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเอง”

“ยะ…ยังไง”

“แกจะต้องเป็นตัวแทนพูดถึงการสืบหาสาเหตุ แล้วก็การป้องกันโรคร้ายนั่น ต่อหน้าชาวขยะทุกคน!”

“เฮ่ย!”

“จุดประสงค์ของไอ้ผีปลอมไม่ใช่เพื่อทำลายเรา–”

“ไม่ทำลายเรา?!” เธอแทรกเสียงสูงทันใด

“ฟังให้จบก่อนสิ” พี่ดุ

เยียรยงมุ่นคิ้วอย่างน้องสาวผู้ถูกตามใจมาเป็นส่วนมาก ถึงอย่างนั้นก็ยอมปิดปาก

พี่ชายพูดต่อ “มันบอกว่ามันจะปล่อยภาพเคลื่อนไหว ‘ถ้า’ เราโกหกต่อ แสดงว่ามันยังให้ทางเลือกเรา ไม่ได้ตั้งใจจะทำลาย มันน่าจะเป็นพวกเดียวกับคนประท้วงพวกนั้น มันอยากให้ฝ่ายปกครองแถลงความจริงเรื่องโรคของวันเนาว์มาต่างหาก”

เยียรยงคิดตาม เธอไม่อยากยอมรับ แต่ก็ยังไม่เห็นข้อแย้ง จึงเงียบต่อ

“เราจะหาโอกาสพูดเรื่องนี้ ทั้งต่อที่ประชุม แล้วก็ต่อหน้าสื่อ แบบนี้ไอ้พวกผีปลอมนั่นจะคิดว่าเราประนีประนอมกับมัน แล้วชาวขยะอีกส่วนก็จะเทคะแนนนิยมกลับมาที่แก ในฐานะที่เป็นปากเป็นเสียงแล้วก็เป็นห่วงคนที่นี่ พอคนรักแก อำนาจการต่อรองของแกก็จะมากขึ้น”

“แต่ถึงคนจะรัก แต่เราก็ยังเป็นแค่คนตัวเล็กๆ เป็นแค่ขยะเปียกด้วยซ้ำ ถึงที่สุดฝ่ายปกครองน่ะเหรอจะฟังเรา”

“แกน่าจะรู้จักผีใต้ถังไม่ใช่เหรอ”

พวกชั้นต่ำที่สนับสนุนหมอกุฎีดาว คนตัวเล็กๆ ที่สร้างอำนาจต่อรองด้วยการลักพาตัวชนชั้นสูงไปฆ่า!

“เฮ่ย!” พี่หัวเราะ คงเพราะจับความคิดของเธอทัน “ฉันไม่ได้หมายความว่าจะฆ่าใคร”

เสียงหัวเราะนั่นไม่จริง แววตาของพี่ก็ยิ่งบอกว่าคำพูดนั้นไม่จริง!

“แกรีบกลับเข้าโรงเรียนไปเถอะ แล้วก็อย่าก่อเรื่อง” เจ้าตัวตัดบทเพียงเท่านั้น

เยียรยงถอนหายใจ พยักรับ กำลังจะหมุนตัวไปที่ประตู ปลายเท้ากลับชะงักเพราะคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังก้าวมาแต่ไกล

“ขุนระเบ็ง!” เสียงใสเหมือนกลายเป็นคนละคน เรียกให้พี่ชายหันมองตาม

ยรรยงหน้าหงิกกว่าเดิมทันที

“ว่าแล้ว เดี๋ยวเด็กดีอย่างเธอต้องกลับเข้าโรงเรียนต่อ” ขุนระเบ็งยิ้มทักเด็กสาวเมื่อก้าวมารวมกลุ่ม วันนี้ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อคอกลมขาวกับกางเกงยีน ดวงหน้าเกลี้ยงเกลากว่าปกติคงเพราะเพิ่งโกนหนวด เจ้าตัวดูเด็กลงและสดใสขึ้นอักโข — แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเขายิ้มกว้างจนตาหยีอย่างนั้น

“มารอนานแล้วเหรอคะ”

“ฮื่อ” เขาพยักอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ “วันนี้เป็นไงบ้าง ตัวยุ่ง”

เยียรยงยู่หน้า ดวงตาเป็นประกายผิดกับครู่ก่อน “เรื่องอะไรเรียกหนูแบบนั้น”

“จริงด้วย” คนเรียกหัวเราะ “วันนี้ต้องขอบใจเธอต่างหาก ที่ช่วยแก้ต่างแทนฉันต่อฝ่ายปกครอง แล้วก็ต่อคนทั้งสยามอลังการด้วย”

เหมือนมีดอกไม้บานสะพรั่งในใจ แต่เยียรยงไม่รู้จะตอบอะไรนอกจาก “ค่ะ”

“เยีย!” พี่ชายขนาบเสียงบูด

“เลิกกระฟัดกระเฟียดน่าพันยรร” ขุนระเบ็งยกมือพาดไหล่อดีตลูกน้องซึ่งมีร่างเล็กกว่า ยิ่งยืนเทียบกันอย่างนี้ ยรรยงดูไม่มีราศีเอาเสียเลย “ตอนนี้ผู้ปกครองกับคนทั่วไปก็เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ต่อไปนี้ผมก็จะ… ‘ประสาน’ –” คำนั้นตั้งใจแฝงนัยชัดแจ้ง “–กับน้องคุณได้โดยไม่ต้องกลัวปัญหา”

“แต่ว่า–!” พี่ชายของเยียรยงพยายามเบี่ยงตัวเองออกจากวงแขนดังกล่าว

เจ้าของแขนยกมุมปาก “หืม?”

ในที่สุด ยรรยงหลุดออกมาได้ด้วยความรุนแรง จ้องตาอีกฝ่ายถมึงทึง เสียงก็ถมึงทึง “น้องผมยังเด็กครับท่าน!”

น้องสาวไม่ชอบใจ “ปีนี้เยียสิบแปดแล้ว!”

“นี่แก–!”

คำพูดของพี่ชายสะดุดปากเพราะขุนระเบ็งหัวเราะลั่น

ยรรยงทำเสียงจึ้กจั้ก ประกาศกร้าว “ผมอาจจะสั่งท่านไม่ได้ แต่ผมขอสั่งน้องผม” มือแห้งสากลากข้อแขนน้องถลามาชิดตัว

“โอ๊ย!”

“แกต้องเลิกยุ่งกับท่านขุน!”

“อะไรของพี่!”

“เรื่องนี้ยุ่งมากพอแล้ว!”

ขุนระเบ็งกอดอก ยังยิ้มสบาย “ฉันก็จะมาช่วยแก้ ไม่ได้จะทำให้มันยุ่งเพิ่มขึ้นซะหน่อย”

“ใช่” เด็กสาวพยักเห็นด้วย “คนที่ทำให้ทุกอย่างมัน ‘ยุ่ง’ –” เธอย้ำคำเพื่อสื่อถึงเรื่องที่เกิดวันนี้ “คือผู้หญิงที่พี่รักนั่นต่างหาก!”

“ผู้หญิงที่แกรัก?” ดวงตาขุนระเบ็งละม้ายสุนัขล่าเนื้อที่พลันเห็นเหยื่อ “อย่าบอกนะว่า…” คำทอดเพียงเท่านั้น คนทอดก็หัวเราะ เงยหน้ายกมือตีหน้าผาก “โอ้! มิน่า เมื่อวานพันยรรถึงพยายามปล่อยตัวเลอไถงไป!”

“หา!” เยียรยงแหว “นี่พี่–?!”

“อย่าห่วงเล้ย ทุกอย่างจะดีเอง” ขุนระเบ็งเอื้อมมือวางบนไหล่เธอบ้าง ไม่ใช่แค่ปลอบ การขยำแน่นๆ สองครั้งบ่งบอกถ้อยความยิ่งกว่านั้น

เจ้าตัวดึงมือกลับก่อนที่ผู้เป็นพี่ชายจะกระชากออกเสียเอง พูดต่อว่า “วันนี้แค่จะมาบอก หลังสัมภาษณ์ของเธอเมื่อเช้า มีอีกรายการโทรเข้ามาชวนเราไปออกคู่กัน เขาให้ค่าเสียเวลาให้ด้วยนะ”

“เยียไปไม่ได้!” พี่ชายตอบแทนเสร็จสรรพ

คนชวนเลิกคิ้วขอเหตุผล เยียรยงเองก็จ้องอย่างจะขอเหตุผล ยรรยงตอบน้องด้วยสายตา แกลืมแล้วรึไงว่าเพิ่งโดนขู่อะไรมา!

สิ่งที่ตอบนายเก่าเป็นอีกเรื่อง “ช่วงนี้เยียมันไปบ่อยแล้ว ถ้าฝ่ายปกครองมาขอก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ไปเองอาจารย์ที่โรงเรียนคงไม่ค่อยชอบใจ”

“ไม่เป็นไรหรอก” เสียงน้องกลับสวนขึ้น พี่ชายตวัดสายตามองฉงนราวจะถาม แกบ้าไปแล้วเราะ!

เยียรยงจ้องตอบพี่ชาย เป็นคำตอบถึงความมั่นใจบางอย่าง แต่เขากลับเดาไม่ถูก

ยังคงเดาไม่ถูกเมื่อน้องหันไปยิ้มให้ท่านขุน “เยียไปได้ จะหาทางแจ้งฝ่ายปกครองแล้วก็ขออนุญาตโรงเรียนเองค่ะ”

“ดี” ขุนระเบ็งยิ้มหวานน่าหมั่นไส้ “เจอกันวันจันทร์ เดี๋ยวจะส่งรายละเอียดให้”

“แกเข้าเรียนไปได้ละ” ยรรยงแทรกไสน้อง

เยียรยงยังมองแค่ขุนระเบ็ง “แล้วพบกันค่ะ”

อีกฝ่ายยิ้มตอบ ยกมือแทนคำลา ท่าทีเก้ๆ กังๆ ดูเหมือนจะบ่งบอกว่าไม่น่าเคยทำให้กับใคร นั่นทำให้ผู้ได้รับลอบยิ้มหน้าแดงด้วยความเอ็นดู

รอจนเด็กสาวก้าวลับ ยรรยงยิงคำถามด้วยความขัดใจ “ท่านขุนจะทำอะไรกันแน่!”

ทิ้งมือลง รอยยิ้มเดิมผันสู่ยิ้มอีกอย่าง ยิ้มแบบที่คนยิ้มเองเคยได้ยินคนให้นิยามว่า ยิ้มแบบจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นตอนนั้นหรือตอนนี้ ขุนหนุ่มไม่ใส่ใจ ยักไหล่ “ก็เปล่านี่”

ยรรยงพ่นลมหายใจ “ผมจะช่วยหาตัวเลอไถง แต่ท่านต้องเลิกยุ่งกับน้องผม”

ระเบ็งเลิกคิ้วจนเกิดรอยคลื่นกลางหน้าผาก พับริมฝีปากล่างขึ้นยวนยี “แต่ที่ผ่านมา น้องมึงต่างหากล่ะที่ช่วยกู แล้วเมื่อกี้เยียรยงว่าอะไร คนก่อเรื่องน่ะ อีกระหรี่คนรักมึงไม่ใช่เราะ”

ยรรยงขบกราม เห็นได้ชัดว่าพยายามสูดลมหายใจระงับบางอารมณ์ในอก “ท่านไม่จำเป็นต้องเรียกไหงอย่างนั้น!”

“เฮอะ!” ระเบ็งแค่นหัวเราะ “มึงจะให้กูเรียกมันว่าท่านผู้หญิงรึไง!”

พอเยียรยงไม่อยู่ สรรพนามที่ใช้แทนตัวเองกับคู่สนทนาก็ไม่จำเป็นต้องปรุงภาพสุภาพบุรุษอีกสืบไป

“บอกตามตรงนะ ตอนนี้น้องมึงกำลังช่วยกูกู้ชื่อ เรื่องอี ‘กระหรี่’ นั่นน่ะ กูไม่ห่วงละ”

ผู้ฟังกำมือแน่นต่อคำที่เขาจงใจใช้ ริมฝีปากบนและล่างบีบหากันแน่น

ระเบ็งพูดต่อไปว่า “ยาที่อีนั่นใช้น่ะ ปกติถูกเจ้าของบังคับให้ขายได้ทีละน้อยๆ ตัวอีเลอไถงก็คงไม่ได้อภิสิทธิ์อะไรเหมือนกัน แถมเมื่อคืนตอนยื้อกันยังมาทำร่วงอีก กูว่าอีกไม่นานมันคงพี้หมด ทีนี้ละ นรกจะเล่นงานเอง! รู้ว่าโดนจับตาขนาดนี้ มันคงขยาดแสงนิลไปอีกนาน คราวนี้ก็มาดูกันว่ามันจะเอาชนะฤทธิ์เสี้ยนยาด้วยวิธีไหน!”

คำพูดหยุดลงแค่นั้นเพราะมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ระเบ็งยังจ้องตาคู่สนทนาขณะดึงกระดานไฟฟ้าจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาคลี่ออก ทันทีที่ลดสายตามองชื่อและภาพผู้ติดต่อเข้ามา หัวคิ้วกดลงเล็กน้อย เขาสบตายรรยงที่ยังยืนทื่ออีกครั้ง จากนั้นหมุนก้าวจากไปยังเก๋งของตัวเองที่จอดแอบอยู่ข้างทาง

สอดตัวเข้านั่งประจำตำแหน่งสารถีแล้วดึงประตูปิด ตอนนั้นเอง แววตาหงุดหงิดฉายขึ้น หล่อนโทรมาทำไม!

ภาพที่ใช้เป็นตัวแทนคนโทรเข้ามานี้คือภาพที่เขาดาวหลดจากภาพข่าว เจ้าหล่อนมีลักษณะเฉกสตรีสูงศักดิ์ทุกกระเบียดนิ้ว งดงามและดูบอบบางประหนึ่งตุ๊กตากระเบื้อง ร่างเล็ก ดวงหน้าหวานนั้นกอปรด้วยดวงตาที่ถ่ายทอดสู่ระเบ็งอย่างหมดจด เครื่องประทินโฉมกับการบำรุงอย่างสุดขีดช่วยให้เจ้าตัวดูอ่อนเยาว์ราวอายุแค่เลขสาม ทั้งที่ปีนี้ล่วงเข้าเลขห้า เครื่องแต่งกายตัดเย็บใหม่ด้วยวัสดุจำพวกกะลาฟืน ซ่อนลวดลายละเอียดลอออย่างไทยกลืนๆ ไปกับสีพื้น ทำให้ไม่ดูรก เรียกว่าเป็นความพิถีพิถันอันช่วยสร้างความสะอาดตา แต่ร่างกายกับจิตใจคนใส่จะสะอาดหรือไม่นั่นอีกเรื่อง!

ชายหนุ่มเสียบหูฟังก่อนกดรับสาย กรอกเสียงเป็นการเป็นงาน “สวัสดีครับ ท่านผู้หญิง” คำท้ายนั้นเป็นตำแหน่งจริง แต่เสียงเรียกตำแหน่งคลับคล้ายเมื่อถามยรรยงเมื่อครู่ มึงจะให้กูเรียกมันว่าท่านผู้หญิงรึไง!

“ได้ยินว่าช่วงนี้มีเรื่อง” เสียงปลายสายห่างเหินไม่แพ้กัน ยิ่งกว่านั้นยังไม่บ่งความรู้สึกใด

“ท่านคงไม่ได้ติดต่อมาเพราะว่าเป็นห่วง” คำพูดติดจะขำมากกว่า

อีกฝ่ายกระแอม “ฉันไม่อยากเห็นเธอมีปัญหา”

แทนคำขอบคุณ เขาพูดว่า “บอกปัญหาของท่านมาดีกว่า”

ปลายสายนิ่งไปนิดหนึ่ง เขาอยากจะคิดว่าหล่อนสะอึกที่ถูกรู้เท่า

ประโยคใหม่ยังนิ่ง และ — แน่นอน – ไร้ความรู้สึก “เรื่องที่ให้ตาม ถึงไหนแล้ว”

เรื่องที่ให้ตาม… คนถูกถามถึงกับต้องนึกทวนในใจ

อีกฝ่ายส่งเสียงแทรกกลางความคิด คราวนี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิด “เรื่องท่านเจ้าพระยา”

เท่านั้นระเบ็งก็แทบหลุดขัน เป็นขันอันมีรสขมเรื่อๆ

‘ท่านเจ้าพระยา’ ที่ว่าคือผัวคนที่สามของเจ้าหล่อน — นับเฉพาะผัวที่แต่งออกหน้า เพราะไม่รู้ว่าผัวชั่วคราว ชั่วคืน หรือชั่วครั้งจะมีอีกสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นละ แค่สามผัวก็แสดงอยู่ว่าหล่อนไม่ได้เรียบสะอ้าน หรืออ่อนต่อโลกเฉกพยายามแสดงออก นั่นอาจเป็นเหตุผลที่หล่อนต้องใส่กระโปรงยาวๆ ตลอดเวลา อ้าขากลัวกลิ่นปลาเค็มโชย!

ภาพลักษณ์ลวงโลกละม้ายผ้าพับไว้ทำให้คุณฉัฐมดีดูมีค่ากว่าความจริง จากผัวคนที่หนึ่ง รปภ.ชนชั้นขยะแห้งผู้เป็นวีรบุรุษ ผัวแรกตายก็ขยับไปได้ผัวใหม่เป็น รปภ.ชนชั้นสูง สิ้นผัวสองก็คว้าได้ผัวสามเป็น รปภ.ชนชั้นสูงที่กินตำแหน่งสูงที่สุดตำแหน่งหนึ่งในสยามอลังการอีก นี่ถ้ามีอีกสักสองผัวสามผัว แม่งคงเป็นเมียเจ้าของสุริยจักรวาล! หล่อนคงไม่แยแสเรื่องที่รายนี้เคยมีข่าวพัวพันกับการขนยาเสพติดเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ก็ขนาดฝ่ายปกครองกับพวกใคร่ถังทั้งหลายยังไม่แยแสนี่นะ! นักกฎหมายศรีธนญชัยอ้างว่านั่นไม่ใช่ความผิดในเขตโรงงาน เห็นได้ชัดว่าท่านผู้หญิงฉัฐมดีเปรื่องปราดและหน้าด้านยิ่งกว่าศรีธนญชัย หล่อนยังเชิดหน้าด้านๆ สวยๆ ไปได้ถึงไหนต่อไหน อันที่จริง ถ้าระเบ็งไม่รู้ว่าเขากับหล่อนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ก็คงหวังจะขย่มหล่อนให้ได้สักครั้งหรอก

เปล่า ที่ไม่นึกอยากขย่มไม่ใช่เพราะเกรงวิบัติประเวณี หรือผลร้ายจากการแอบตีท้ายครัวผู้บังคับบัญชา คนอย่างเขาไม่ใส่ใจเรื่องอย่างนั้นให้รกขมอง แต่ที่ไม่ ‘เอา’ เพราะรู้ว่าไส้ในของหล่อนเน่าเฟะ แล้วจิตใจก็ด้านดำอย่างกับสัตว์นรกต่างหาก!

ชายหนุ่มยังจำได้ วันแรกที่เขาได้พบหล่อน หลังจากแอบลวงถามเจ้าหน้าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลัง ‘ทำ’ เสร็จ

มันเป็นวันที่คุณฉัฐมดีแวะมาเยี่ยมผัวในกองพันซึ่งเขาประจำอยู่ — ใช่แล้ว เพราะรู้ว่านี่คือผัวใหม่ของหล่อน ระเบ็งจึงพยายามตะกายจนได้มาประจำกองพันนี้ มีหมอนั่นเป็นผู้บังคับบัญชา ชายหนุ่มหวังว่าสักวันจะมีโอกาสจับพลัดจับผลูพบหญิงที่ทิ้งเขาไป ได้บอกให้รู้ว่าความร่านระยำของหล่อนหาได้ทำให้เขาตกนรกหมกไหม้ ทว่าเติบโตสมบูรณ์เหมือนอย่างพ่อ

ระเบ็งได้เห็นแววตาตกใจอย่างที่อยากได้เห็น แต่นอกจากนั้น มันยังแฝงความหวาดกลัว สะเทือนใจ และไม่มั่นคง หาใช่เชิดลำพองปราศความใส่ใจดังคาด

อย่างไรก็ดี แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หญิงร่างเล็กผู้งามพร้อม สะอาดไปทุกกระเบียดนิ้วก็คืนสู่ลักษณะระเหิดระหง หล่อนก้าวตรงจากไป ไม่พูดอะไร ไม่เหลียวกลับ ราวกับว่าเขาเป็นแค่ฝุ่นละอองเท่านั้น

ระเบ็งเจ็บใจระคนงุนงง ตกลงหญิงผู้นั้นเป็นฉันใดแน่ เขาถึงกับนอนลำพัง ไม่ออกตระเวนซ่องนางโลมถึงสามคืน เพื่อตกในวังวนครุ่นคิด ท้ายสุดจึงตัดสินใจว่า นั่นน่าจะเป็นแค่มายาอำพราง หล่อนคงจงใจแสดงท่าทางน้อยหนึ่งเป็นของขวัญหลอกเด็ก ว่ายังมีเยื่อใย กล่อมให้เขาซึ้งใจ จะได้ก้าวไปพ้นทาง ไม่หวังทำลายหล่อนอย่างตัวละครในนิยายน้ำเน่า

เถอะ! เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก ไม่มีเวลาพอจะสนใจ! สิ่งที่เขาจดใจคืออุดมการณ์ของปู่กับพ่อ แล้วก็ความร่านสวาทของผู้หญิงอีกทั้งโลกต่างหาก เขากับหล่อนคงแยกทางกันตั้งแต่นั้น ถ้าไม่เพราะผัวรายที่สองของหล่อนพึงใจใช้งานเขาทุกบ่อย จนเขามีโอกาสเข้าถึงในบ้าน และแล้วได้พบกับไอ้ยรรยง

คุณฉัฐมดีวางตัวเป็นนาย ใช้งานเขาเยี่ยงบ่าว เพิ่งจะมีครั้งหลังสุดนี่เองที่แสดงว่ายังระลึกถึงสายสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับเขา

ต้นเดือนก่อน หล่อนเรียกเขาเข้าพบเป็นการส่วนตัวที่บ้าน ที่ที่หล่อนแจ้งคุณสมบัติ ที่นี่เก็บความลับได้ดีที่สุด

‘ฉันอยากให้เธอไปตามสืบเรื่องสามีของฉันสักหน่อย’ สัตว์นรกออกปาก แต่ไหนแต่ไรสายตาคู่นั้นแทบไม่เคยจ้องเขาโดยตรง มักเสมองไปทางอื่นเสมอราวกับกลัวว่าเขาเป็นพญามัจจุราชจะมากระชากหัวหล่อนกลับขุมอเวจี

‘ทำไมต้องตาม’ เมื่ออยู่ลำพัง เขาจะแสร้งไม่ลงหางเสียง แม้แต่น้ำสียงก็มักติดประชดประชัน

ตอนนั้น คู่สนทนาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเชิงผมที่ท้ายทอย แต่เขารู้ว่าหล่อนกำลังกระดากมากกว่า

‘ฉันสงสัยว่าเขาแอบไปเที่ยวผู้หญิง…ชั้นต่ำ’ ราวกับว่าพูดออกมาแล้วระคายปาก คนพูดรีบกลบเกลื่อนด้วยประโยคถัดไป ‘ผู้หญิงที่เคยมีเรื่องนั่นก็เป็นคนหนึ่ง’

‘ผู้หญิงที่เคยมีเรื่อง?’

‘ถวัลย์’ นานๆ ครั้งหล่อนจึงจะลงน้ำหนักเสียง ‘คนที่แม่เขาไปเจอศพในภูเขาขยะเปียก พยายามรื้อคดี แต่สุดท้ายตัวเองโดนคดีแม่เล้า’

อ้อ ระเบ็งจำได้ เรื่องนี้อยู่ในข่ายคดีพิเศษที่เขารับผิดชอบเช่นกัน การสอบสวนพบว่านางสาวถวัลย์มีอาการแปลกๆ ทำร้ายเพื่อนที่มหาวิทยาลัย และ ใช่ ในที่สุดเพื่อพิสูจน์หาความจริงเกี่ยวกับเจ้าหล่อน เหล่า ‘สัปเหร่อ’ ถึงกับตัดศีรษะถวัลย์ออกตรวจสอบ เพียงเพื่อจะพบกับความว่างเปล่าของเงื่อนงำ

คุณฉัฐมดีพูดต่อไปว่า ‘บางราย เขาก็แอบเอามาทำตำบอนถึงในห้องนี้ ทั้งที่มีเอกสารสำคัญตั้งมากมาย…’

ตรงข้ามกับเสียงอ้อมแอ้มของแม่ ชายหนุ่มเสียงสูง ‘หา?! แก่ขนาดนี้แล้วยังจะ–’

‘นี่!’ คำสวนเบา ไว้ตัวชัด แต่สายตาตวัดจ้องแข็งขึ้นมา ‘ฉันเรียกเธอมาไม่ใช่เพราะอยากได้คำวิจารณ์ แต่คิดว่าจะช่วยเก็บความลับได้’

‘เพราะถึงยังไง ‘แม่’ ก็เป็น ‘แม่’ ’ แทบจะเป็นไม่กี่ครั้งที่เขาใช้คำนั้นต่อหน้าหล่อน คำที่หล่อนไม่เคยพูด ‘นึกว่าผมจะอายเราะ ถ้าคนอื่นรู้ว่านี่คือแม่ที่ทิ้งตัวเองไปหาผัวใหม่!’

อย่างไรก็ตาม คำแดกดันหาได้มีผลกับหล่อน คุณฉัฐมดีผู้สูงส่งยังคงนั่งนิ่ง ลากสายตาสบเขาวิบวับ คำพูดกัดฟันเบากว่ากระซิบ ราวกับว่ายิ่งดังจะยิ่งเป็นเสนียดปาก ‘คงไม่ต้องให้ฉันสาธยายนะว่าเพราะผัวเก่าลูกเก่ามันแย่ยังไง!’

ระเบ็งหัวเราะเสียงดัง ดังแทบจะเหมือนเพื่อกลบเสียงครวญคราง ‘ผัวใหม่ที่แสนดีคงตัณหากลับตอนแก่ เพราะเมียใช้การไม่ได้แล้ว!’

คู่สนทนาไม่ว่าอะไร เสสายตาไปทางอื่น ทว่าผู้เป็นลูกแทบจะสัมผัสได้ว่าผิวหน้าเจ้าตัวเต้นยิบๆ ราวจะลุกติดไฟ

เขาจึงช่วยโหม ‘คงจะพักใหญ่ๆ แล้วสินะ!’

‘ฉันไม่ได้เดือดร้อนเรื่องนั้น’

‘แล้วทำไมเพิ่งมาถามหา’

อีกฝ่ายถอนหายใจ ยังคงไม่มองมา คำตอบอุบอิบ ‘โรค’

‘หา?!’

‘ไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่ฉัน ‘รังเกียจ’ !’

คำท้ายลงหนัก กอปรกับการกวาดตามาสบกัน จึงราวจะประกาศว่าเขาก็เป็นเช่นนั้น โรคอีกอย่าง และฉันรังเกียจ!

กลายเป็นผิวหน้าเขาที่เต้นปะทุ แต่ชายหนุ่มยังพยายามกลบเกลื่อนด้วยการแค่นหัวเราะ ‘รู้แล้วจะทำอะไรได้’

‘ไม่ใช่เรื่องของเธอ’

บทสนทนาวันนั้นจบลงที่เขาแสร้งพ่นลมหายใจ ‘เฮ่อ!’ จากนั้นตบโต๊ะเด้งตัวลุก ‘เอาไว้จะหาทางดู แต่เรื่องนี้คงต้องคิดเงินแพงหน่อยละ!’

จากวันนั้น เจ้าหล่อนเงียบไปนาน เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่คิดว่า ‘ท่านผู้หญิง’ จะยังคาดหวังในผลลัพธ์ คาดหวังเรื่องของตัวเอง ในวันที่ลูกกำลังย่อยยับ!

เขาเหยียดมุมปากเป็นรอยหยัน กรอกเสียงตอบ “ถ้ามีความคืบหน้าแล้วจะติดต่อไป ช่วงนี้ท่านก็เห็นว่าผมยุ่งๆ”

“มีเรื่องแบบนี้ นึกว่าจะว่าง–”

ไม่ทันรู้ว่าตัวเองอยากฟังต่อหรือไม่ ปลายนิ้วของเขากระตุก กลายเป็นกดตัดสายทันที

. . . . . . . .

 

บริเวณศาลาวัดอันเป็นสถานจัดงานศพของนางประไพยังมีแขกหนาแน่น แน่นขนาดล้นออกมานอกศาลา เนื่องจากแม่ของคูนโฆษณาว่า คืนนี้อาหารที่บริการแขกจะยกระดับจากข้าวต้มแมลงสาบ กลายเป็นข้าวต้มกระดูกหมูจริงๆ

ทั้งนี้ ฝ่ายปกครองยื่นข้อเสนอว่า จะช่วยนำอาหารชั้นดีมาเลี้ยง เพียงแต่ญาตินางประไพยินยอมให้มีรถเข้ามาเปิดเครื่องขยายเสียงรณรงค์การลงคะแนนสนับสนุนยืดอายุแผนแม่บท ระหว่างที่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

หนึ่งในคนที่ขานรับข้อเสนอก็คือคูนนั่นเอง เขาไม่เห็นว่ามันจะเป็นปัญหาตรงไหน ในเมื่อที่จริง เสียงของฝ่ายปกครองยังศักดิ์สิทธิ์กว่าเสียงพระสวดด้วยซ้ำ แล้วไม้คลอฝนจากรถหน้าศาลาที่หอนเสียดแหลมชวนขนลุกนั่น ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกต่างจากขนลุกตอนที่พระพรมน้ำมนตร์เลย

คืนนี้ หลังส่งพระสงฆ์ออกจากศาลา แม่ก้าวมาบอกคูนว่า “กูกะว่าจะสวดป้ามึงต่อให้ครบเจ็ดวัน”

ตอนแรกครอบครัววางแผนไว้แค่สาม แต่คูนพยักเข้าใจ “ฮื่อ”

“แล้วกูอยากให้มึงบวชด้วย”

“หือ?” คราวนี้เสียงรับสูงขึ้น

“ช่วงนี้กระแสกำลังมา พาเงินพาทองเข้ามาด้วย มึงกะจะโกยแค่เจ็ดวันรึไง”

“แต่ฉันไม่ได้อยากบวชนี่แม่ ต้องโกนหัวโกนคิ้วอีก–”

“เฮ่ย! เขาว่าเป็นพระเงินดีนะมึง” อีกรายที่ยืนข้างกันแทรกกระตือรือร้น “สวดศพคืนนึงก็รับกันเปรม คนรู้จักกูแม่งไปบวชกะเก็บเงินเลย”

“เพื่อนมึงฉลาด” แม่พยักเพยิด “แล้วคิดดู ตอนนี้วัดดีๆ ก็เปิดทางรับพวกมึงแน่ วัดแบบนี้มีแต่คนรวยเข้า ตอนเช้ามึงก็จะได้กินอาหารอย่างเหลา แล้วเงินทำบุญ ปัจจัยห่าเหวอะไรต่อมิอะไรอีก”

“ไม่มีคนตรวจสอบ ภาษีก็ไม่ต้องจ่าย”

“พูดยังกะมึงเคยจ่ายภาษี” ไอ้พวกลิ่วล้อโห่ฮากันเอง “ปีหน้าก็โดนเขาเรียกไปช่วยกำจัดขยะ!”

“เออแม่” ไอ้ตัวหัวใจนึกอะไรได้ใหม่ พวกนี้นับถือแม่เขาเป็นแม่ทุกคน “เราทิ้งระยะไว้นิดนึงก็ดีนะ ไม่งั้นมันดูเป็นงานเดียวกัน แขกเหี้ยบางรายแม่งจะไม่ใส่ซอง”

“มึงความคิดดี” แม่ดีดนิ้ว แล้วสรุป “เป็นอันว่าพวกมึงไปเตรียมตัวกัน ใครอยากบวชไม่อยากบวชบ้าง กูจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ ออกหน้าว่าบวชให้พี่ไพ คราวนี้คงได้เงินอีกโข เนี่ย นอกจากพี่ไพ กูก็จะได้เกาะชายผ้าเหลืองมึงขึ้นสวรรค์ด้วย ฮะฮ่า!”

คูนหัวเราะตาม แต่ไม่ใช่เพราะคำที่แม่ว่า เขารู้ ต่อให้ตัวเองไม่บวช ยังไงวันนี้วิญญาณป้าก็จะขึ้นสวรรค์ นั่นเพราะเขาได้ทวงแค้นคืนให้ป้าแล้ว

ต้องขอบคุณไอ้พวกชังถังเองนั่นแหละ

เมื่อคืน ในงานศพของป้าไพ หลังจากหนึ่งในสมุนของเขากดกระดานไฟฟ้ามั่วซั่วจนทะลุเข้าสู่หน้าเว็จไซร้แปลกประหลาด

‘แม่ง เหี้ยขึ้นอีก’

‘อะไรวะ’

ปรากฏว่ามันชื่อพีเจี๋ยนอะไรสักอย่าง ลักษณะคล้ายสุโนก แต่ลึกลับกว่า เป็นแหล่งรวมข้อความเหยียดโลกของพวกชังถังอย่างแท้จริง

เขาคงกดลบทิ้ง ถ้าไม่เพราะสิ่งที่เพื่อนเจอ คือข้อความชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานีช่องเนติ์สั้นในเช้าวันพรุ่ง เหตุที่เดาได้ว่า พิธีกรสาวใหญ่เสียงแห้งน่าจะเชิญอีเด็กดีตอแหลมาสัมภาษณ์ ฐานที่เกิดเหตุภาพหลุดกับนาย รปภ.คนนั้น

คูนไม่ใช่คนโง่ อย่างน้อยเขาก็ฉลาดพอจะรู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อให้ได้อะไร ชายหนุ่มวางแผนกับเพื่อน มั่นใจว่าถ้าอีเยียรยงไปออกรายการแล้วเจอเหตุการณ์อย่างนั้น มันจะต้องหาทางเลี่ยงการเผชิญหน้ากลุ่มผู้ชุมนุม ด้วยเหตุนี้ เขากับเพื่อนจึงอาศัยช่วงชุลมุนที่ไอ้พวกชังถังสร้างขึ้นเอง ดอดเข้าไปสำรวจทางเข้าออกอาคารแห่งนั้น มันถูกปิดไว้เกือบทุกทางเพื่อป้องกันผู้ประท้วงกรูเข้าไป เหลือแค่ประตูใหญ่ด้านหน้าซึ่งถูกคุมเข้ม ประตูหลังเดียวที่เหลืออยู่และไม่มีผู้คุม คือทางออกหนีไฟ…

แต่ไฟในชีวิตของอีตอแหลไม่มีทางออก ตราบใดที่มันยังฉวยใช้ความตายของป้าเป็นสะพานสู่หอคอยงาช้าง

‘มึงตอแหล ถ้าทุกคนในสยามอลังการได้ดูภาพเคลื่อนไหวนี่ ทุกคนก็จะรู้เหมือนกูซะที ว่ามึงตอแหล — จำเอาไว้! ถ้ามึงยังไม่เลิกตอแหล เห็นแก่ตัว กูจะปล่อยภาพเคลื่อนไหวนี่ออกไปให้ว่อน คงรู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น!’

. . . . . . . . . . .

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here