-๑๓-

สังคมกินโต๊ะ
…………..

อังคาร ๒๖ กุมภาพันธ์

๒๒ วันก่อนลงคะแนน

“–เด็กฉลาด ชาติเจริญ เด็กฉลาดอย่าหลงฟังใครเพลิน ๒๐ มีนา กายืดอายุแผนแม่บทสยามติงสติวรรษ! ยืดอายุสยามติงสติวรรษ!–”

เสียงแว่วๆ ลอยขึ้นมาจากหน่วยรณรงค์เคลื่อนที่ชั้นล่าง ยิ่งใกล้วันลงคะแนน เสียงทำนองนี้ก็ดังขึ้น และดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกโรงเรียนเปิดโอกาสให้ทางการเข้ามาประชาสัมพันธ์เฉพาะช่วงเที่ยง วันนี้กลับมีมาต้อนรับทัพนักเรียนตั้งแต่เช้า

ห้องน้ำหญิงตั้งอยู่ตรงมุมชั้นสองของอาคารเรียน ช่วงเช้าเช่นนี้ไม่ค่อยมีคน เพราะทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้เด็กๆ ขึ้นอาคารก่อนเคารพธงชาติ ครั้นบานประตูแง้มออก แสงจากข้างนอกก็ส่องเข้ามา ช่วยให้อาณาเขตไม่กว้างนักสว่างขึ้น เงาของผู้ผลักทอดยาวเข้ามาก่อน เจ้าตัวจ้ำตรงมา ปล่อยให้บานประตูเหวี่ยงปิดเองโดยไม่เกรงเสียงดัง เพื่อนที่นั่งกินขนมอยู่บนแท่นหน้าบานกระจกเงากำลังจะเอ่ยทัก ทว่าไม่ทันเปิดปาก ผู้เข้ามาใหม่ก็ชูกระดานไฟฟ้า “นี่อะไร!”

สุราลัยกำลังกินคุกกี้โคลนอาหารเช้าเร่งด่วนส่วนตัว เจ้าหล่อนไม่ไว้ใจกับข้าวที่ครอบครัวทำกันเองที่บ้าน บอกว่าอาหารจากกองขยะมีโอกาสปนเปื้อนสารพิษมากมาย เยียรยงเคยย้อนถามว่า แล้วดินเหลืองแถวแอ่งน้ำเน่ากลางเมืองโรงงานที่เอามาทำคุกกี้นี่ไม่มีภัยเหรอ ถึงสภาพยังดูดี แต่ข่าวว่าเดี๋ยวนี้ทรัพยากรใดๆ ตามธรรมชาติล้วนมีไม้คลอพลัดกระติกปะปนเสมอ ตอนนั้นสุราลัยชะงักเคี้ยวไปนิดหนึ่ง แต่แล้วก็ลอยคอว่า ‘ถ้าหลบขนาดนี้แล้วยังเจอก็ไม่รู้จะทำยังไงละ น้ำที่แกกินอยู่นั่นมันก็คงมีอีกหลายสาร เพราะเวลาน้ำท่วม พวกฝาถังมันก็ยังปล่อยให้น้ำเน่าท่วมเข้าไปเจือ’

เจ้าของคำเชือดเฉือนในตอนนั้นทำหน้างงงวยในตอนนี้ แทบจะผงะนิดๆ เมื่อถูกยื่นกระดานไฟฟ้าใส่หน้า

ไม่รอให้เพื่อนตอบ เยียรยงตะคอก “รูปกูหลุดมาได้ยังไง!”

“เฮ่ยเยีย ใจเย็นก่อน” กระปุกที่นั่งเล่นกระดานไฟฟ้าอยู่ข้างกันตกใจ ที่ตกใจน่าจะเพราะ “ทำไมต้องขึ้นกูขึ้นมึง”

“นั่นดิ อะไรของแก” สุราลัยพูดทั้งที่เต็มปากเต็มคำ เอี้ยวหยิบแก้วน้ำแดงที่วางอยู่ข้างตัว

เยียรยงหน้าแดงจัดขึ้น เสียงก็ดังขึ้น “เลิกตีหน้าตอแหลได้ละ ไม่เนียน!” ไม่พูดเปล่า มือท้วมแย่งแก้วน้ำจากมือเพื่อนแล้วสาดใส่เจ้าตัวจนหมดแก้ว

“เฮ่ย!” ทั้งสุราลัยและกระปุกร้องพร้อมเพรียง รายหลังถึงกับเด้งตัวยืนบนพื้น

เจ้าของแก้วอ้าปากหวอ หันมองเยียรยงอย่างเริ่มโกรธ “เป็นเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย!”

เยียรยงบิดริมปาก “มึงจะได้เข้าใจไง ว่าเวลาโดนสาดสีมันเป็นยังไง!”

“เดี๋ยวนะ ลายเรียกมารอที่ส้วมตั้งแต่ไก่โห่นี่ เพราะนึกว่ากูทำ?!” คนถูกสาดสีชี้นิ้วไปยังหน้าจอกระดานไฟฟ้าของเยียรยง มันกำลังแสดงประกาศในสุโนกรูปเยียรยงกับขุนระเบ็งพร้อมคำโปรยแสบสันต์ ‘นี่หรือ #เด็กดีแห่งสยาม พ้นรั้วโรงเรียนไม่กี่ก้าวก็ระริกระริกรี้หาผู้ชาย แถมยังเป็น รปภ.ที่ทำความผิดจนถูกพักงานด้วย #เด็กดีโป๊ะแตก’

เจ้าของเรื่องดึงกระดานไฟฟ้าพับเก็บใส่กระเป๋าโจงกระเบน ดวงตายังจับเพื่อนราวจะจ้องจนกว่าสุราลัยลุกเป็นไฟ “ก็ถนัดไม่ใช่เหรอ เห็นวันๆ อ่านสุโนกแค่ประกาศเดียวก็ใส่สีให้คนอื่นได้แล้วว่าเขาเป็นยังไง ปากแบบมึงมันไม่ใช่เสรีการพูด เขาเรียกมีปากเหมือนมีรูตูด!”

“เยีย ใจเย็น” กระปุกถลาเข้ามาแตะบ่า “สุราก็เป็นเพื่อน มันจะทำทำไม”

“กระปุก!” เด็กสาวเอียงคอ มองคนปราม “แกตาบอดเหรอ ไม่เห็นจริงๆ เหรอว่าที่ผ่านมาอีเหี้ยนี่มันขี้อิจฉาขนาดไหน” เมื่อหันกลับมายังคนตัวเปียก เงาดำในห้องน้ำสลัวพาดบนใบหน้าที่แดงคล้ำอยู่แล้วด้วยโทสะ ใต้ตาคล้ำจัดเหมือนไม่ได้ผ่านการนอนมาตลอดคืน ริมฝีปากก็ระแหง เหลือแต่ประกายตาที่ยังวาวโรจน์

“เกิดมาโง่ก็ต้องยอมรับว่าโง่ สู้เขาไม่ได้! ไม่ใช่คอยแขวะคนอื่น พอกูใจดีไม่ถือสาคงยิ่งตัวสั่นอะดิ แล้วนี่เห็นกูเจริญขึ้นอีก มึงคงจะอกแตกตายเลยใช่มั้ย ถึงใช้วิธีชั่วๆ แบบนี้!”

“โอ๊ยยย อีเจริญแล้ว!” สุราลัยกระเถิบลงยืนบนพื้นบ้าง ขยับแว่นที่เลื่อนเฉให้เข้าที่ “ตัวหอมตีนหอมขยะแห้งเหลือเกิน! กูว่าละ เห็นเงียบๆ ที่แท้ก็สันดานใคร่ถัง! ภูมิใจมาสิท่าเวลาได้คะแนนดีกว่าชาวบ้านเพียงเพราะกากบาทตรงกะข้อที่ไอ้พวกฝาถังมันบังคับให้เลือกเนี่ย เดินตีนไม่ติดพื้นเลยใช่มะเวลาได้เกรดดีเพราะวิชาที่พวกมันออกแบบให้ แล้วก็เวทน้ำหนักตามใจมันน่ะ กูจะบอกให้นะ ถ้าต้องอยู่ใต้ตีนไอ้พวกเหี้ยนั่นแบบนี้ ต่อให้มันเวทคะแนนมาทางสังคมแทนวิทย์แล้วได้ท้อป กูก็ไม่เห็นว่าจะน่าตีปีกตรงไหน อารมณ์เดียวกับถ้าได้ดีเพราะพวกมันช้อนขึ้นมาจากบ่อเกรอะ ปั้นประวัติเฟ้กๆ ให้น่ะ กูสนใจปัดขี้เถ้าที่ติดซอกตีนยังดีกว่าเลย–!”

“งั้นมึงก็ไม่ต้องมาสาระแนเรื่องของกู–!”

“กูอยากมากนักหรอก!” สุราลัยลอยหน้าสอดเสียงได้เร็วกว่า “จะบอกให้นะ ทุกวันนี้ก็บล็อกแฮชแท็กมึงจนไม่รู้จะบล็อกยังไงละ”

“สุรา” กระปุกเดาะลิ้นแล้วพ่นลมหายใจอย่างหนักอก จากนั้นหันหาเยียรยงบ้าง “เยีย แกคิดดีๆ ก่อนได้เปล่า คนในโรงเรียนเมื่อวานก็มีตั้งเยอะ ที่เห็นแกไปกะ รปภ. คนนั้นน่ะ”

“แต่มีแค่แกกะอีนี่ที่รู้ว่าเขาเป็น รปภ.โดนปลด เพราะเราบอก!”

“แต่เราเป็นพยานได้ว่าตอนแกออกไปกะเขา เราไม่เห็นสุราถ่ายรูปเลยนะเว่ย”

“แน่ดิ! ก็เมื่อวานเย็นแกแยกออกไปจัดบอดให้อาจารย์ก่อน!”

“เยีย…” กระปุกทำหน้าเหนื่อยคล้ายอยากจะร้องไห้เต็มแก่

“กูสงสัยตั้งแต่ตอนโดนขุดพักตร์สมุดคราวที่แล้วละ ประกาศอันนั้นมันตั้งค่าให้เห็นเฉพาะเพื่อนกับครอบครัว ก็คิดอยู่ตั้งนานว่าเพื่อนเหี้ยที่ไหนมันจะหักหลังกันได้ขนาดนั้น ที่แท้!”

“แต่ว่า–”

ในที่สุดสุราลัยพ่นลมหายใจบ้าง ยกมือบอกกระปุก “พอ! คนมันใจเหี้ยก็คิดได้หมดละ!”

“เออ ใจเหี้ยแล้วมันก็คิดก็ทำได้หมดแหละ!” เยียรยงเลียนคำด้วยริมฝีปากเหยียด พูดจบก็หมุนตัวจะเดินออกไป

“เยีย” กระปุกหันตาม ไหล่ตก

เสียงเพื่อนเรียกให้เด็กสาวเสกลับแค่ใบหน้า ฝีเท้าช้าลง แต่ไม่หยุดก้าว “ระวังจะโดนเห็นเป็นส้วมนะ ขี้เสร็จมันก็คงแว้งมากัดแกบ้างแหละ!”

กระปุกสะดุ้ง เหลียวดูสุราลัย เจ้าตัวจ้องกลับด้วยตาดุ ในที่สุดกระปุกจึงรีบก้าวออกประตูตามมา

“เยีย!”

เยียรยงไม่สนใจคนข้างหลัง เห็นได้ชัดว่าคงตัดใจมาตั้งแต่ที่บ้านแล้ว ระเบิดเสร็จก็ดึงกระดานไฟฟ้าออกมาอ่านต่อ ทุกประกาศที่ติดหัดแถก #เด็กดีแห่งสยาม และ #เด็กดีโป๊ะแตก เหมือนเปลวไฟไล่เลียให้เธอยิ่งร้อน

ตลอดชีวิตสิบแปดปี เยียรยงแทบไม่เคยมีรอยด่างพร้อย เธอถูกตำหนิน้อยครั้ง ใช่ แม้แต่พ่อกับแม่ — และโดยเฉพาะแม่ที่พูดเยอะ แต่ก็แค่บ่น ไม่ใช่ตำหนิ และยิ่งไม่ใช่ด่า — สิ่งที่พวกคนในสุโนกทำอยู่ตอนนี้มิใช่แค่ด่า แต่ดูถูกหยามหยันประหนึ่งเธอไปฆ่าพ่อแม่มันตาย หรือเคยใช้นิ้วหัวแม่ตีนบี้หน้าสมัยมันยังเป็นทารก คนแล้วคนเล่าเข้ามาสำราก หย่อนมูลเหนือจริงไว้ก้อนหนึ่ง อีกคนก็มาหย่อนมูลเหนือจริงให้อีกก้อน ต่อยอดกันไปจนแทบไม่มีความจริงใดๆ อีกเลยนอกจากชื่อของเธอ

‘—อยู่โรงเรียนต้องแจกการบ้านให้เพื่อนลอก ไม่งั้นไม่มีใครคบ ถ้าสวยกว่านี้ก็คงต้องเอาตัวเข้าแลกอาจารย์ แต่นี่ไม่สวย 555–’

‘—เฮ้ยๆ ด่ากันเกินเบอร์มาก นางไม่ได้ทำอะไรผิดเปล่า แค่คันhe 555–’

‘—ผีบ้ามันไม่กัดไม่ใช่เพราะเป็นเด็กดี แต่เน่าจนกินไม่ลงปะ–’

‘—ที่บ้านแม่กูน้องกูอวยนางจนจะอ้วก สมเป็น represent ฝาถัง #โตไปไม่ร่าน–’

‘—ได้ข่าวพวกฝาถังส่วนมากแม่งแก่ๆ กะดอฝ่อนะ เต้าไต่เลื่อนชนชั้นเสร็จ นางจะไม่หิวเสียวแย่เหรอวะ–’

‘—น่าสมเพช ยอมให้ฝาถังเชิดจนอัดอั้น–’

มือที่ถือกระดานไฟฟ้าอยู่กำแน่นขึ้นทุกขณะ ร้อนผ่าวขึ้นทุกทีจนเหมือนเปลวใต้ผิวหนังลามขึ้นมาที่ใบหน้า

เยียรยงอยากกรีดร้อง อยากจะทุบของในมือกับกำแพงริมทาง จากนั้นก็เขวี้ยงมันลงไปชั้นล่างให้ถูกหัวใครต่อใครจนแตกให้หมด!

ทุกคนคงเปิดสุโนกดูหน้าหัดแถกนี้แล้วหัวเราะเยาะเย้ย เห็นเธอเป็นเครื่องระบายความโกรธแค้นทุกอย่างในโลก ความเจ็บปวดสิ้นหวัง น้ำท่วมเหรอ รถติดเหรอ พ่อป่วยรักษาไม่หาย ผลการเรียนตกแก้ไม่ได้ เข้าสุโนกไปด่าเยียรยงสิ!

หล่อนไม่มีทางทำอะไรได้หรอก เพราะหล่อนมีชื่อ เป็นที่รู้จัก ถ้าหล่อนหลวมตัวโผล่มาด่ากลับ ชื่อก็จะยิ่งเน่า พวกฝาถังจะปลดหล่อนโยนลงบ่อเกรอะตามเก่า นั่นสิ แล้วทำไมพวกฝาถังถึงไม่เลือกเรานะ มันน่าโกรธตรงนั้นละ ความผิดที่แท้ของเยียรยงอยู่ตรงนั้น นังสารเลวนี่แย่งฉลากรางวัลล้ำฟ้าของเราไป ฉะนั้นนางสมควรต้องโดน!

ความปราดเปรื่องทำให้เธอปรุโปร่ง ยิ่งปรุโปร่งก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งหลงลืมไปว่า ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ต่างจากคนเหล่านั้น อาศัยหัดแถกเชือดชาวบ้านเป็นความบันเทิงหนึ่งในชีวิต หย่อนใจจากบทเรียนและการบ้าน แทะกินมันต่างอาหารสะอาดและเลิศรสที่ไม่เคยได้กิน กระทืบเท้าหัวร่อใส่มันแทนเครื่องเล่นอีกโพ้นฟ้าที่ไม่มีโอกาสได้ขึ้น ซดเลียคำจิกกัดอันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แทนการเสพงานศิลปะที่ไม่มีมาให้ชม หรือถึงมีมา ก็ไม่มีปัญญาเข้าไปชมอยู่ดี

ใช่ เธอไม่เหมือนสุราลัย ไม่เคยลงประกาศร่วมกระทืบใครที่กำลังจมดิน แต่นั่นไม่ใช่เพราะสงสาร หรือเห็นค้านกับคนส่วนใหญ่ (อันที่จริง ต่อให้เห็นค้านกับคนส่วนใหญ่ เธอก็คงไม่ลงไปกลั้วดาหม้าอยู่ดี ด้วยเห็นว่านั่นไม่เกี่ยวกับตัวเอง)

ที่เธอไม่ลงไปร่วมกินโต๊ะ เพราะลึกๆ ในใจแอบเปรียบเทียบตัวเองกับสุราลัยอยู่นั่นละ เพื่อนที่หน้าตาน่าเกลียดกว่าเธอ ฐานะทางบ้านแย่กว่าเธอ ผลการเรียนห่วยกว่าเธอ แถมมีคนรักและชื่นชมน้อยกว่าเธอ

อย่างลึกลับ แท้ที่จริงเธอยอมให้สุราลัยจิกแขวะอยู่เสมอก็เพราะในทางหนึ่ง เธอแปลความว่ามันคือเครื่องยืนยันว่าตัวเองยังอยู่เหนือเพื่อน! สุราลัยคงไม่ริษยาถ้ามันเอาชนะเธอได้ง่ายๆ เธอชอบเห็นว่ามันร้อนรน ยิ่งร้อนรนมันจะยิ่งทำตัวร้ายกาจ ซึ่งนั่นจะตัดเป็นภาพตรงข้ามกับเยียรยงผู้แสนดี ด้วยเหตุนี้ ในเมื่อเธอมีดีกว่ามัน ก็ไม่ควรลดตัวลงไปทำอะไรแย่ๆ เหมือนมัน แย่ แถมยังโง่ แทนที่จะเอาเวลาไปอ่านหนังสือ พัฒนาตัวเองให้ไต่กระดืบขึ้นไปยืนเหนือกว่าจนได้!

ใช่ เธอคงคิดเช่นนั้น ถ้าถึงตอนนี้ยังบอกตัวเองได้ว่า สังคมกินโต๊ะนั่นไม่ใช่เรื่องของเรา — ไม่เกี่ยวกับเรา — หรืออยู่ห่างไกลเรา! มันก็เหมือนเวลาเรามองไฟที่ไหม้บ้านคนอื่นกับไหม้บ้านตัวเองนั่นละ ถึงตอนนี้สติกระเจิดกระเจิง หัวจิตหัวใจและในสมองมีแต่ความต้องการทำลายล้าง

มันเริ่มมาตั้งแต่กลางดึก ทันทีที่เห็นประกาศนั้นในสุโนก เยียรยงก็เบิกตา พยายามกดรายงานกับเจ้าของแอบประเคนฉันเพื่อให้มันถูกลบทิ้ง แต่ปรากฏว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ ยิ่งแต่ละนาทีผ่านไป ตัวเลขจำนวนปันก็ยิ่งทะยานขึ้น จากสิบ เป็นร้อย เป็นพัน และในไม่ช้าคงถึงหมื่นถึงล้าน โดยเฉพาะเมื่อมันถูกโยงเข้าไปกับเกมการเมือง กลายเป็นเป้าโดดเด่นแทนตัวฝ่ายปกครอง ให้ไอ้พวกชังถังเข้ามาทำลายล้างดั่งสำเร็จความใคร่

เมื่อทำอะไรไม่ได้ เธอกลั้นใจ พยายามปิดตา บอกตัวเองให้หลับ อะไรพวกนั้นไม่มีค่า มันไม่ใช่เรื่องจริง ฝ่ายปกครองจะต้องไม่เชื่อ หรือถึงจะเชื่อ แล้วไง? อย่างมากเธอก็แค่ถูกปลด กลับมาเป็นเยียรยงคนเก่า คนที่ใช้ชีวิตเงียบๆ ต่อให้ไม่ใช่เด็กดีแห่งสยาม ก็ยังเป็นเด็กดีของพ่อแม่ ของชั้นเรียน ของโรงเรียน ของอาจารย์ และของใครต่อใคร คนที่รักหรือรู้จักกันจริงจะต้องไม่เชื่อเรื่องพวกนั้น

ถึงจะบอกตัวเองอย่างนั้น เยียรยงก็ยังหลับตาไม่ได้ เธอไม่คุ้นชินกับการรับมืออะไรทำนองนี้ ชีวิตที่เพียบพร้อมด้วยคำชื่นชมไม่เคยถูกฉีกสับอย่างนี้ และทั้งที่รู้ว่ามันจะไม่หยุด รู้ว่าเธอจะยิ่งถูกแหวะขย้ำได้แผลเหวอะหวะต่อไป และต่อๆ ไปในทุกทีที่เปิดเข้าไปในสุโนก เธอก็ยังไม่วายอดใจไม่อยู่

ความอยากรู้คือยาพิษยิ่งกว่ายาพิษจริงๆ เสียอีก แม้เมื่อในสุโนกหน้าปกติไม่พบว่ามีใครบริภาษเธอ เยียรยงก็ยิ่งใจเต้น ทุกๆ ทีที่เลื่อนนิ้ว ทุกๆ อึดใจที่กวาดสายตา หวั่นระแวงว่าจะมีใครโผล่มาทิ่มแทงเธอด้วยมีด ทุบกะโหลกเธอด้วยหิน หรือสาดเธอด้วยมูตรคูถหรือไม่ ถ้อยคำใหม่จะรุนแรงร้ายยิ่งกว่าคำเก่าหรือเปล่า แล้วเมื่อความกลัวกังวลนั้นพุ่งถึงขีด เธอก็จะขัดใจที่ยังไม่เจอ สุดท้ายจึงค้นเข้าไปในหัดแถกเสียเอง ทะยานลงไปในดงหนาม แหวกว่ายลงไปในทะเลน้ำกรด

ความเจ็บปวดสาหัสนั้นอัดอั้นในใจเธอ จะกรีดร้องก็กลัวพ่อแม่ได้ยิน จะบอกเล่าก็กลัวพ่อแม่เสียใจกว่า พี่ยรรก็ไม่กลับบ้าน ในที่สุดได้แต่เอาหมอนอุดปากแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา น้ำตาอันมีฤทธิ์ประหนึ่งกรด! เธอไม่รู้จะระบายกับใคร แม้ขุนระเบ็งทักเข้ามาด้วยถ้อยห่วงใย และขอโทษที่เป็นต้นเหตุ เธอก็ไม่ยอมคุยกับเขา ไม่มีอารมณ์จะคุยกับเขา เพราะตลอดเวลานั้นกระสับกระส่ายสาปแช่งให้ทุกคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามต้องมอดไหม้ สลับกับคิดค้นสืบไปว่าใครเป็นตัวการ มันทำไปเพื่ออะไร และเธอจะทำอะไรกับมันเพื่อให้สาสมกับที่มันทำเธอในครั้งนี้!

จนกระทั่งพบ

ไม่มีใครอีกแล้วที่ทำได้นอกจากมัน ไม่มีใครอีกแล้วที่เปี่ยมแรงจูงใจพอเท่ากับมัน อีสุรา!

ถึงตอนนี้ เธอยังแหวกว่ายในวังวนเหล่านั้น เป็นภักษาหารของความเกลียดแค้นชิงชัง คาดโทษ และแผนการในจินตนาการ

อีเพื่อนชั่ว มึงรอก่อน พรุ่งนี้จะต้องมีหัดแถกใหม่ของมึงมาแทนกู แต่ตอนนี้กูจะฟาดกะไอ้พวกเหี้ยนี่ก่อน!

เปล่า — ก็เหมือนทุกที – เยียรยงไม่โง่พอจะสละตัวเองลงไปละเลงกับคนพวกนั้น สุโนกยอมให้คนเราสร้างชื่อบัญชีได้เป็นล้านๆ เธอก็เลือกสร้างใหม่ขึ้นมา ๒-๓ ชื่อ จากนั้นไล่สลับโต้ตอบทุกรายที่บังอาจฉีกขยี้เธอ

มึงไม่รู้ซะแล้วว่ากูเป็นใคร! พ่อกู แม่กู พี่กู ยังไม่เคยทำเหี้ยๆ กะกูอย่างนี้!

ระหว่างบรรเลงข้อความแสบสันต์ตอบไป ทีละประกาศ ทีละประกาศ เยียรยงเห็นภาพในอดีตของตัวเอง เด็กน้อยแสนดีที่เพียรรักษาภาพแม้วันที่กระหายการสวนกลับ เด็กคนนั้นเคยแกล้งนั่งแหกปากร้องไห้เสียงดังจนจบคาบ เพียงเพราะครูดึงหูเธอหลังจากเธอตั้งคำถาม เด็กคนเดียวกันเคยลอบใช้เหล็กแหลมกรีดหน้าจอกระดานไฟฟ้าของเพื่อนที่ตัวเองเกลียดขี้หน้า กรีดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ แต่ละเครื่อง ของแต่ละคน ด้วยตัวอักษรแต่ละตัว แล้วก็ทิ้งเศษเหล็กนั้นไป ไม่รู้ ไม่ชี้ รอให้ครูจับเพื่อนที่เธอเกลียดที่สุดไปทำโทษด้วยความเข้าใจผิด เพียงเพราะมันชอบภาษาอังกฤษ แล้วก็มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวกับของมีคมมากที่สุด ช่วยไม่ได้นี่นะ! ก็มันอยากหาเรื่องจับผิดเธอ ว่าเธอเป็นหัวหน้าห้องที่เลือกจดชื่อคนคุยแค่บางคน แต่กับคนที่แบ่งข้าวของต่างๆ ให้ เธอกลับไม่จด

‘—อยู่โรงเรียนต้องแจกการบ้านให้เพื่อนลอก ไม่งั้นไม่มีใครคบ ถ้าสวยกว่านี้ก็คงต้องเอาตัวเข้าแลกอาจารย์ แต่นี่ไม่สวย 555–’

ตอบ ‘—แหม อยากดูหนังหน้ามึงจัง ว่าจะเอาตัวไปแลกอะไรได้บ้าง 555–’

‘—เฮ้ยๆ ด่ากันเกินเบอร์มาก นางไม่ได้ทำอะไรผิดเปล่า แค่คันhe–’

ตอบ ‘—ลองใช้ยาแก้คันตัวเดียวกับที่นางทา he ป้ายปากตัวเองดูนะ 555–’

‘—ที่ผีบ้ามันไม่กัดคงไม่ใช่เพราะเป็นเด็กดี แต่เน่าจนกินไม่ลงปะ–’

ตอบ ‘—น่าทดลองมึงบ้างนะ พ่อมึงตายยัง ลองเอาบรรพบุรุษไปล่อดิ 555–’

‘—ที่บ้าน แม่กูน้องกูอวยนางจนจะอ้วก สมเป็น represent ฝาถัง #โตไปไม่ร่าน–’

ตอบ ‘—ไม่ต้องรอร่านตอนโตหรอก เพศแม่ในโคตรตระกูลมึง โดนหมอทำคลอดตบตูดก็แหกขาร้องร่าน! ร่าน! แล้ว สัส–’

ฯลฯ

แปลก ความรู้สึกของเธอตอนนี้กับตอนนั้นกลับคล้ายกันเสียฉิบ แทนที่ตอบโต้พวกคนร้ายแล้วเธอจะสบายใจ ในใจกลับร้อนรนด้วยความกลัวว่าจะถูกเท่าทัน ต้องพยายามสงบปลอบใจตัวเองว่าไม่มีทางถูกเท่าทัน! ก็เหมือนกี่ครั้งที่ผ่านมาแล้ว ทุกอย่างจะไม่มีทางแปดเปื้อนมาถึงเราได้ เยียรยงจะยังเป็นเหมือนโลกยูโทเปียอันพิสุทธิ์ใส ส่วนในดิสโทเปีย ก็ปล่อยให้เป็นโลกมืดหม่นของคนอื่น!

. . . . . . . . .

 

‘—ที่ผีบ้ามันไม่กัดคงไม่ใช่เพราะเป็นเด็กดี แต่เน่าจนกินไม่ลงปะ–’

ตอบ ‘—น่าทดลองมึงบ้างนะ พ่อมึงตายยัง ลองเอาบรรพบุรุษไปล่อดิ 555–’

“เหี้ยอะไรวะเนี่ย!” เพื่อนรายหนึ่งจากสามคนที่กำลังรุมจ้องกระดานไฟฟ้าของคูนสบถเสียงดัง เงยหน้าถาม “มึงว่าไง นี่มันอีเด็กนั่นปลอมมาตอบเปล่าวะ!”

คนถูกถามดึงกระดานไฟฟ้ากลับทั้งหน้านิ่วคิ้วขมวด แสงไฟอันทอดออกมานอกศาลาวัดทำให้ร่องที่หัวคิ้วดูลึกลง เช่นเดียวกับร่องรอยแผลเป็นของหลุมสิวขนาดใหญ่ทั้งสองข้างแก้ม

คูนคีบบุหรี่ส่งเข้าปาก ใช้ริมฝีปากเม้มงับไว้ หรี่ตาขณะใช้ปลายนิ้วข้างที่เป็นอิสระจิ้มหน้าจอตรงชื่อบัญชีผู้ตอบประกาศนั้นของเขา จากนั้นหันแสดงมันให้เพื่อนๆ ดูต่อ ดึงบุหรี่ออกจากปากก่อนพูดว่า “กูไม่แน่ใจ มันตามตอบไอ้พวกที่ด่าอีเด็กดีแห่งสยามนี่อยู่ห้าหกประกาศ เพิ่งตั้งชื่อบัญชี แต่ก็พอจะมีประกาศอื่นลงบ้าง” เป็นการลงซ้ำประกาศของคนอื่น ซึ่งล้วนแล้วแต่ชมพวกฝาถังและนังเด็กเยียรยงนั่น

“ก็จริง” เพื่อนรายหนึ่งตอบ “ใช้ชื่อว่า ‘โห่ฮาการเมือง’ ด้วย ไอ้พวกเหี้ยนี่ละที่จะทำให้ฝาถังเสียหาย!”

คูนกับพรรคพวกพยักเพยิดพลางพ่นควันออกมาเป็นม่านเทา

จังหวะที่พวกเขาเงียบเสียงลง เสียงหึ่งๆ ก็ระงมขึ้นจากในศาลางานศพแทน ด้านหน้าศาลานั้นตั้งโลงไม้ปลอม พร้อมรูปถ่ายของนางประไพป้าของเขา ปกติครอบครัวเขากับป้าพอจะมีคนคบหาจำนวนหนึ่ง แต่หลังจากข่าวนังผีบ้าวันเนาว์แพร่ออกไป ความตายของป้ากลายเป็นข่าวดัง แขกเหรื่อก็ล้มหลาม แม่บอกว่า พอคนเรามันดัง ใครๆ ก็อยากเกี่ยวข้อง!

ขณะนี้เจ้าของคำกำลังต้อนรับแขกอยู่แถวหน้าโลงนั่นละ เสียงพูดจากจุดนั้นดังมาถึงตรงนี้

“–ท่านใจดีมากๆ รู้ว่าพี่ไพถูกอีเด็กเปรตนั่นฆ่า บ้านเราก็หมดผู้นำ แค่ทำกินยังลำบากจะไปหาเงินจากไหนมาจัดงานศพนี่ ท่านเลยช่วย–”

“นั่นสิ ไม่ได้ท่านละแย่แน่ พวกนักข่าวตามมารุมทำข่าวงานศพพี่มึงตั้งแยะ ถ้าไปจัดวัดแถวบ้านละก็ เหย! อายไปทั้งโรงงาน ซอมซ่อยังกะอะไร แล้วนี่เขาไปไหนกันหมดแล้วล่ะ”

“ท่านงานยุ่ง มีเวลามาแป๊บเดียว ศพเศิพยังไม่ทันได้ไหว้เล้ย นักข่าวเอาแต่รุมสัมภาษณ์–”

ท่านที่ว่าคือหนึ่งในฝ่ายปกครอง เจ้าตัวก้าวเข้างานมาแล้วไหว้ดะไปทั่ว ขณะที่ผู้ติดตามแจกจ่ายใบปลิวรณรงค์ยอมรับแผนแม่บทสยามติงสติวรรษ ซึ่งกำลังจะมีการลงคะแนนในเร็ววันนี้ ใบปลิวพวกนั้นเตรียมไว้เกินจำนวนแขก คูนกับพรรคพวกจึงรับอาสานำไปแจกจ่ายต่อในวันพรุ่ง ตอบแทนที่ท่านช่วยให้ครอบครัวเขาได้มาจัดงานศพป้าไพที่นี่

วัดในสยามอลังการแบ่งเป็นวัดหลวงกับวัดราษฎร์ ว่ากันว่าหลังกำแพงฝาถัง วัดราษฎร์ใหญ่กว่าวัดหลวง แต่ข้างนอกนี้ยังไงวัดหลวงก็ใหญ่กว่า สภาพดีกว่า เพราะมีเงินบำรุงจากทางการ เวลามีงานสำคัญ ใครๆ ก็อยากจัดในวัดหลวง เพราะความโอ่โถงงดงามช่วยให้ดูมีหน้ามีตา หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดหลวงแต่ละแห่งมักเรียกร้อง ‘ซอง’ หนาๆ เสมือนค่าแรกเข้า วัดสวยจึงมีแต่คนแต่งตัวสวยๆ ขวักไขว่ คน ‘ไม่สวย’ ก็ตะเกียกตะกายเพื่อจะได้จัดงานและเดินเป็นคนสวยบ้าง นี่เป็นอีกเหตุผลที่วัดสวยๆ ไม่ยอมให้คนฐานะไม่สวยเข้าวัดเด็ดขาด เพื่อรักษาระดับของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่น

ก่อนจะถูกวันเนาว์ทำร้ายถึงแก่ชีวิต นางประไพชอบทำตัวเหมือนคนฐานะสวย หน้าใหญ่ โก้หร่าน ครั้นสิ้นชีพฐานะที่แท้จึงถูกประกาศว่าตรงกันข้าม ครอบครัวคูนไม่มีเงินมากพอ ระหว่างนี้เริ่มมีรายการต่างๆ เชิญเขากับแม่ไปพูดคุยเกี่ยวกับป้า แลกด้วยค่าจ้างเท่ากับเงินที่เขาวิ่งจักรยานยนต์หลายวัน คูนกับแม่นั่งไล่รายการในสยามอลังการที่น่าจะสนใจเรื่องของพวกเขา ตั้งใจว่าถ้าไม่เชิญมาก็จะลองติดต่อไปเอง แต่เดิมป้าเป็นหัวหน้าครอบครัว หาเงินเก่งที่สุดในบ้าน ไม่น่าเชื่อว่าขนาดตายไป ป้าก็ยังทำเงินได้มหาศาล

ฝันหวานมีอันสะดุดเมื่อนังเด็กเยียรยงที่รอดตายนั่นเสือกดึงความสนใจไปมากกว่า ได้ดิบได้ดีกว่าทั้งที่ไม่ต้องสูญเสียอะไรเลย แถมคำพูดแต่ละอย่างที่ให้สัมภาษณ์ก็เต็มไปด้วยคำตอแหล อย่านึกนะว่าเจอหน้ากันแค่ไม่กี่นาทีแล้วเขาจะไม่รู้ ถึงคูนจะไม่ปราดเปรื่องนัก หากทว่าสายตาก็คมกริบมาแต่ไหน ชายหนุ่มเป็นหน่วยตรวจตราประจำคิวรถ เห็นจักรยานยนต์แปลกปลอมคันไหนมารับมาส่งคนในอาณาเขต เขาสามารถกะเกณฑ์ได้แม่นยำว่าคันไหนเป็นไอ้พวกรถจรที่ใช้แอบประเคนฉันรับจ้าง พวกนี้มันระยำ ไม่ต้องเสียอะไรให้ใครสักบาท เสือกหน้าด้านมาแย่งทางหากิน ใช่ ก็เหมือนอีเยียรยงนั่น ไม่ต้องเสียอะไรให้ใครสักอย่าง เสือกหน้าด้านมาแย่งทางหากิน!

ชายหนุ่มแบมือรับกระดานไฟฟ้าคืนจากเพื่อน พูดด้วยมาดนิ่งอันส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้ทรงภูมิที่สุดในกลุ่ม “กูไม่โกรธไอ้ ‘โห่ฮาการเมือง’ อะไรนี่หรอก มันเข้าข้างฝาถัง ก็แสดงว่าเป็นพวกเดียวกับเรา เพียงแต่มันถูกอีเด็กระยำนั่นหลอก–”

“เหมือนกับที่ฝาถังโดนอีเยียรยงหลอก”

“อือ” เขาพยัก “มึงเริ่มฉลาดแล้วก็มีตรรกะขึ้นแล้วนี่หว่า ไอ้แหย”

“คว-” พรรคพวกขำรับ

แต่คูนยังวางหน้าเคร่ง แบบที่พระเอกในหนังในละครทำแล้วดูฉลาด “กูว่าบ้านเมืองฉิบหายเพราะคนเรามันโกรธไม่ถูกคนนี่แหละ ตัวเองสันดานขี้เกียจเสือกด่าว่าไม่มีจะแดกเพราะฝาถัง!”

เขาแสร้งพูดเสียงดังเพื่อให้ลอยลมได้ยินเข้าไปถึงในศาลา

แขกหลายรายคือเพื่อนบ้านในชุมชนขยะเปียก กว่าครึ่งของคนพวกนี้วันๆ นั่งด่าฝาถังและพยายามเรียกร้องนั่นนี่ไม่มีหยุด ชอบด่าลอยๆ ว่าครอบครัวเขาเป็นพวกใคร่ถัง โดนกดจนสมองเสื่อม คิดไม่ได้ว่าทุกวันนี้ตัวเองลำบากเพราะใคร เวลาได้ยิน ป้าไพจะด่าลอยๆ กลับ กูไม่รู้หรอกว่าลำบากเพราะใคร แต่กูรู้ว่าใครทำให้กูสบาย!

ป้าสบาย – หมายถึงสบายกว่าเพื่อนบ้านอื่นๆ เพราะป้าขยันกว่าคนอื่นๆ แล้วป้าก็ฉลาดพอจะใช้แนวทางที่พวกฝาถังสงเคราะห์ไว้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อป้าทำตามความเชื่อความคิดของตัวเองแล้วเกิดประโยชน์งอกเงยจริงแท้ คูนจึงศรัทธาในความเชื่อและความคิดของป้าว่าจริงแท้ จริงแท้กว่าการบ่นลอยๆ แต่ไม่รู้จักแก้ไขที่ตัวเองก่อน

ป้าเป็นแม่ค้าเปิดแผงในตลาดพระเครื่อง เหรียญแต่ละรุ่นให้เช่าราคาไม่เท่ากัน พวกที่ราคาพุ่งก็เป็นเพราะฝาถังผลักดันในสื่อต่างๆ บางพวกที่ราคาดีตลอดกาลนั่นเพราะถูกพูดถึงในตำราเรียน ป้าเคยว่าถ้าไม่มีฝาถัง ป้าก็ยังไม่เห็นว่าของพวกนี้จะราคาดีได้อย่างไร แค่ดินแค่โลหะปั้นสลัก ทุกอย่างจะมีค่าก็เพราะคนให้ค่า ฝาถังให้ค่าพระเครื่อง เราก็ต้องให้ค่าฝาถัง

ใช่ ก็เหมือนราคาเหล้า ราคาบุหรี่ที่คูนสูบอยู่นี่ละ ฝาถังรณรงค์ให้คนหากินหาแดกยาก ที่จริงก็เพื่อให้ค่าปั่นราคาของที่พวกนั้นทำกันเอง

การให้ค่าของพวกฝาถังยังทำให้เดี๋ยวนี้คนในตลาดพระสรรเสริญป้ากันทั่ว ความตายของแกเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้พระรุ่น ม.๔๔ ราคาดี แถมขายดีสวนกระแสเศรษฐกิจเป็นประวัติการณ์ นี่ถ้าไม่เพราะเขากับแม่มัววุ่นวายจัดงานศพและหวังค่าจ้างจากรายการสัมภาษณ์ต่างๆ ป่านนี้เขาก็จะโจนเข้าไปร่วมรวยด้วยพระรุ่นนี้เหมือนกัน

ขี้เถ้าปลายบุหรี่ยาวโง้งแล้วร่วงลง เพื่อนสาวรายหนึ่งในกลุ่มหน้าย่น คูนถาม “เหม็นบุหรี่กูเราะ”

เจ้าตัวเบ้ปากข้างหนึ่ง ทำให้มีลักยิ้มโผล่ขึ้นตรงมุม ควรน่ารัก แต่อีนี่หน้าตาห่างไกลจากคำว่าน่ารัก “เมื่อไหร่พวกมึงจะพูดเพราะๆ กันบ้าง”

“โอ้โห อีสัตว์”เขาแค่นขำ “ได้เรียนโรงเรียนดีๆ เข้าหน่อยทำเป็นหูบาง หรือเป็นเดือดเป็นร้อนเพราะกูด่าเพื่อนโรงเรียนเดียวกะมึง–”

มันไม่ฟังเสียงเขา ทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวลอยคอเดินจากกลุ่มที่ล้อมรถจักรยานยนต์ของเขาอยู่ ถ้าเป็นคนอื่น คูนคงเขวี้ยงก้นบุหรี่ใส่หัวมันแล้ว แต่อีนี่เป็นญาติ ถึงจะแค่ห่างๆ ก็ยังเป็นญาติ การสูญเสียป้าไพ ย่อมเป็นส่วนหนึ่งที่อีกระปุกรู้สึกเช่นกัน

เขาดึงสายตากลับมาเพราะหนึ่งในพรรคพวกอุทานขึ้น “แม่ง เหี้ยขึ้นอีก”

“อะไรวะ”

กระดานไฟฟ้าถูกส่งต่อมาที่เขา ตอนนี้หน้าจอไม่ใช่หน้าต่างสุโนก ทว่าถูกกดต่อไปยังเว็จไซร้แปลกๆ บางอย่าง

เว็จไซร้ชื่อพีเจี๋ยน…

. . . . . . . . .

 

นั่งอยู่ในเก๋งที่เพิ่งได้มา ยรรยงยอมรับว่ามันช่วยให้เขาสะดวกสบายขึ้น แต่ความสบายกายอาจไม่เกี่ยวกับสบายใจ

เปล่า นี่ไม่ใช่ของขวัญตอบแทน แต่การที่ฝ่ายปกครองให้ค่าเขา ก็เหมือนการให้ค่าไอ้เยีย ซึ่งจะวนกลับมาสู่การความน่าเชื่อถือของเด็กดีแห่งสยามซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์หนึ่งของฝ่ายปกครองเองต่างหาก

ชายหนุ่มขับกลับมาถึงใต้หอได้พักใหญ่ แต่ยังไม่ขึ้นห้อง

เรื่องความน่าเชื่อถือของเด็กดีแห่งสยามนั่นเอง ตอนนี้มันไม่ได้แค่ถูกตั้งคำถาม ฝ่ายปกครองมีประสบการณ์พอจะชี้ชัดว่า การถูกตั้งคำถาม คือหนทางนำไปสู่การทำลาย!

‘ประมาณค่าประมูลมามากกว่าตัว โง่ชั่วมั่วเลวทำเหลวไหล ก่อเรื่องจนเบื้องบนหม่นใจ ใครใครวุ่นแก้เพราะแม่เยีย เลือกคนข้นแค้นแทนฝาถัง ต้องระวังแมวย้อมปลอมตัวเหี้ย สันดานเก่าเน่าดำทำจิตเพลียสถาบันพลันเสียเพราะเชียมา!’

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาจารย์กรุณากริ้วหนัก ยรรยงรู้มาว่าแกเดียดฉันท์ชนชั้นต่ำอยู่เป็นทุน และพยายามยกย่องญาติรุ่นเยาว์ของตัวเองมาตลอด การที่จู่ๆ เยียรยงโด่งดังตัดหน้า อาจารย์กรุณาคงครั่นระคายนัก ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานพลิกวิกฤตวันเนาว์ให้กลายเป็นโอกาสเรื่อง ‘เด็กดีแห่งสยาม’ กำลังจะทำให้แกได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ฝ่ายปกครองของสยามอลังการ แต่ปัญหาที่น้องเขาสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว กลับเลื่อยขาบันไดของแกจนง่อนแง่น

‘ขอประทานโทษเถิดขอรับ’ ระหว่างเหตุการณ์เหล่านี้ ยรรยงกลายเป็นกระโถงท้องพระโรง ทำอะไรไม่ได้นอกจากพินอบพิเทา ‘น้องกระผมอาจไปกับขุนระเบ็งจริง แต่กระผมเชื่อว่าไม่ใช่ด้วยเรื่องริยำตำบอนเยี่ยงที่คนในสุโนก–’

‘กล้าพูดมาได้ไม่กระดาก แหมอยากแล่ลิ้นกินแทนหมา แค่เดินเกี้ยวก้าวใกล้ในพารา ก็นับว่าเกินระยำทำตำบอน!’

‘ขออภัยขอรับ’

‘ขอโทษตัวโทษใช่ลดได้ จุ่งไปล่าลากนางสมร มารื้อดงทรงจำก่อนกำจร เพราะดัสกรปันว่อนลงอรลาย!’

‘ม่ะ…ไม่ได้นะขอรับ’ ทั้งที่ค้าน เสียงค้านยังเครือ

อาจารย์กรุณาถลึงตาใส่ในที่ประชุม กลุ่มลูกน้องที่กำลังเร่งลบประกาศในโลกเสมือน และลงประวัติปลอมของเยียรยงกลบเกลื่อนข่าว ก็พลันเงยหน้าจ้องเขา

‘ท่านหมอเคยเตือนว่าเครื่องดึงความจำของสยามอลังการยังเป็นรุ่นเก่า ไม่ปลอดภัยกับสุขภาพผู้ถูกนำเข้าเครื่องนัก อีกอย่าง เราน่าจักเรียกตัวเยียมาสอบถามก่อนได้ น้องผมหาใช่ผู้ใฝ่ต่ำทุรยศมดเท็จ มันจักต้องมีเหตุผลที่ไปเกี่ยวด้วยขุนนางเปื้อนผิดนั่นแน่’

‘ห่วงน้องมากกว่าฝาถัง ระวังปากกล้าพาฉิบหาย!’

‘หามิได้ขอรับ’ เขายังก้มหน้า เสียงสั่น ‘พวกชังถังปลอมปนในกลุ่มคนปกครองมากมาย หลายเรื่องหลุดลอดลงอรลายเพราะเหตุนี้ หะนี้เยียอยู่ในความสนใจ เกรงว่าจะกลายเป็นตัวล่อให้เรื่องเครื่องมือลับนั่นแพร่ออกไป ฝ่ายตรงข้ามจะยิ่งจั่วหัวว่าเราเอาภาษีพวกมันมาใช้ในการมิชอบ แถมที่แท้ ฝ่ายปกครองเอาเด็กดีแห่งสยามเข้าเครื่องดึงทรงจำ ย่อมเท่ากับไม่เชื่อใจคนที่ตัวเองยกยอเสียเอง เยี่ยงนี้จักมีแต่ความเสื่อมเสียมาถึงฝ่ายปกครอง และตัวอาจารย์เองนะขอรับ’

‘ที่พันยรรพูดมาก็มีส่วนถูกนะครับอาจารย์’ หงามุก หัวหน้าสายตรงคนใหม่ของเขาซึ่งเข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มงานนี้ด้วยออกความเห็น ทำงานร่วมกันแค่ไม่กี่วัน ยรรยงยังดูไม่ออกว่าเจ้าตัวเป็นคนอย่างไรแน่ นอกจากแม่นและมั่นในหลักการอย่างที่ขุนระเบ็งเคยกระแหนกระแหน

คนแม่นและมั่นจะตั้งใจช่วยเรารึ

เมื่อนั้น อาจารย์กรุณาหันมาจ้องเขาราวจะจุดไฟด้วยสายตาเหี้ยม

‘หวังว่าคำว่าหามักง่าย เฉกพี่ชายปกป้องน้องรัก จงใจปิดแผลแม่เยียทำ เรื่องแดงจะซ้ำกรรมหนัก’

‘พรุ่งนี้ผมจักเร่งนำมันมาพบท่านอาจารย์เพื่อสอบความจริงขอรับ และจักให้อาจารย์คาดโทษมันด้วย จักไม่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน!’

‘ฟังสูดูท่าน่าขันนัก ฉลาดชักเรือใบให้หลงทิศ แค่คาดโทษใช่ทำโทษดั่งลดโทษ ลวงโจทก์หมดท่าน่าอายจิต จะถือว่าระดับต่ำทำสิ้นคิด ทั้งน้องพี่ถูกผิดจึงบิดพลิ้ว’

จะถือว่าระดับต่ำทำสิ้นคิด ทั้งน้องพี่ถูกผิดจึงบิดพลิ้ว…

เสียงนั้นอึงอลวนว่อนในหัวเขา กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ก็พบน้องสาวนั่งอยู่ในวงข้าวกลางห้องพัก เขาก้าวอย่างไร้สติขึ้นมาถึงและเปิดประตูห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

หลอดไฟเก่าให้แสงไม่กระจ่างนัก จากมุมมองนี้ ข้าวของที่เหน็บไว้ตามฝาห้องให้เงาทะมึนน่าประหลาด วงข้าวอันประกอบด้วย พ่อ แม่ และน้องของเขาก็เงียบเหงากว่าทุกที คงเพราะกังวลใจเรื่องที่เกิด รอคำตัดสินของฝ่ายปกครองว่าจะเอายังไง ทันทีที่เห็นยรรยง ต่างฝ่ายจึงเงยขึ้นงุ่นง่าน

“เอ้อ…เอ็งมาซะที ยรร” พ่อทักเงอะงะ

“แกไปไหนมากับท่านขุน” เสียงแรกของเขาห้าวต่ำจนเหมือนไม่ใช่เสียงตัวเอง แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนคนที่พูดไปไม่ใช่ตัวเอง เป็นร่างกายของตัวเองที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิญญาณ มันเอาแต่หลบซ่อนอยู่ใต้เปลือกของความเครียด คลั่งแค้น และรู้สึกผิด

น้องสาวเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก ถึงอย่างนั้นร่างกายของเขาก็ยังตะคอก “แกมีอะไรจะต้องไปยุ่งกับเขา!”

“ใจเย็นๆ น่าเจ้ายรร” พ่อลูบด้วยน้ำเย็น “คุยกันดีๆ เจ้าเยียเอาน้ำให้พี่หน่อย กลับมาเหนื่อยๆ”

แทนที่จะทำตามพ่อบอก เยียรยงแหงนมองมาดวงตาเฉยเมย แต่น้ำเสียงฟังดูลึกล้ำแฝงนัยบางอย่าง “เพราะนังไหงมันนั่นละ”

“ไหง?”

“ใช่!” เยียรยงกระแทกเสียง “ผู้หญิงที่พี่ชอบ มันเป็นตัวการให้หัวหน้าพี่ถูกปลด!”

ยรรยงงงงวย เฉพาะได้ยินชื่อนั้นก็งงนักแล้ว ยิ่งได้รู้ว่าเลอไถงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยิ่งดูเหนือจริง

โดยไม่มีใครแตะต้องอาหาร น้องสาวเริ่มเล่าว่าระเบ็งเข้ามาขอความช่วยเหลือเธอ เพราะพี่จงใจตัดสายเขาตลอด! แล้วอย่างจับพลัดจับผลู ถึงตอนนี้ ระเบ็งกับเยียรยงรู้แล้วว่าผู้ที่ขโมยความลับฝ่ายปกครองออกไปเผยแพร่คือหญิงสาวในดวงใจ

“—วันนี้ท่านขุนขึ้นมาขอตรวจห้องไหงมัน ตอนนี้เขาได้หลักฐานที่พอจะพาไปตามตัวมันได้แล้ว!”

“อะไร!” เขากระชากเสียง

เป็นครั้งแรกระหว่างบทสนทนา เยียรยงแสร้งเมินหน้าลงไปหากับข้าว ตักน้ำแกงขึ้นซดอย่างลีลา “ก็เข้าห้องนั้นไปดูเองสิ!”

ยรรยงพ่นลมหายใจฟืดฟาด กำหมัดแน่น กำลังจะหมุนตัวออกประตูไป แต่ก็นึกได้ เจ้าของหอพักไม่ยอมให้เราเข้าไปตอนนี้แน่ ไม่มีหมายค้น—

เดี๋ยวนะ…

ท่านขุนปลอมหมายค้น?!

ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมา ย่ำเท้าจนถึงตัวน้อง แทบจะกระชากแขนน้อง “เรื่องในสุโนกนั่น วันนี้แกคงไม่กล้าออกไปเจอเขาอีกหรอก หลักฐานที่ว่าน่ะเขาส่งมาให้แกดูใช่มั้ย”

น้องยังทำลอยหน้า ยรรยงจึงหมดการควบคุมตัว ก้มไปบีบแขนแน่น

“โอ๊ย!”

“ไอ้ยรร!” พ่อเสียงดัง

อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่สนใจ ผลักน้องตัวลอยขึ้นนิดหนึ่งก็เห็นว่ากระดานไฟฟ้าถูกม้วนอยู่ในกระเป๋ากางเกง เขารีบล้วงมันออกมา “ใส่รหัส!”

เยียรยงยอมทำตามทั้งที่ยังคอแข็ง นิ้วแข็งกดเรียกรูปถ่ายล่าสุดออกมาแสดง

สิ่งที่เห็นทำให้เขาเบิกตากว้าง

……………………………………

ปราบต์
ปราปต์รักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มจรดดินสอเขียนเรื่องทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่เขียนนั้นเรียกว่า ‘นวนิยาย’ งานเขียนของปราปต์ได้รับรางวัลและผ่านเข้ารอบการประกวดทางวรรณกรรมหลากหลาย อาทิ กาหลมหรทึก นิราศมหรรณพ ลิงพาดกลอน ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here