♦ ฝ่ามือมหรรณพ ♦
…………..

จ้าวฉลามขาวและดำส่งเสียงรับคำ สะอึกกายออกไป ขยับดาบยาวในมือ ซิเล้งเหลือบมองท่าเท้าเคลื่อนไหวและการกระชับดาบของจ้าวฉลามขาว ก็ทราบว่าบุคคลนี้มีฝีมือสูงล้ำ แม้เจียะฉั้งฮ้งมีอาวุธอยู่ในมือยังพอจะหักล้างกันบัดนี้มันมือเปล่าเท้าเปลือยไหนเลยเป็นคู่มือได้?

ยามนั้นเทพไตรทะเลได้สั่งจ้าวฉลามขาวหลายประโยค ทำให้ปฏิกิริยาของมันชักช้าไปเล็กน้อย ขณะเดียวกันจ้าวฉลามดำก็สะบัดดาบจู่โจมใส่อาเฮ็กหมายทำร้ายส่วนสัดสำคัญของนาง

อาเฮ็กกุมกระบี่สั้น สาดประกายเจิดจ้าออกไป จ้าวฉลามดำทราบว่ากระบี่นี้มิใช่อาวุธสามัญ เป็นของวิเศษในวังมีนามฮุงปอ (แยกประกาย) สามารถทำลายศาสตราวุธธรรมดา จึงมิกล้าเลินเล่อตวัดดาบพลิกแพลงเปลี่ยนเป้าหมาย

แต่อาเฮ็กพอมีพลังฝีมืออยู่บ้าง รีบกรีดกระบี่ใส่ตัวดาบที่พุ่งมา ได้ยินเสียงระเบิดเบาๆ เมื่ออาวุธทั้งสองปะทะกัน อาเฮ็กรู้สึกพลังภายในจากคมดาบของฝ่ายตรงข้ามเข้มแข็งยิ่งนัก จนสลายกำลังส่วนใหญ่ที่แผ่ออกไป ทำให้มิอาจทำลายอาวุธของคู่ต่อสู้

นางสะท้านใจอย่างรุนแรง คิดรั้งกระบี่ล่าถอยพลันคำนวณว่าฝ่ายตรงข้ามต้องกระหน่ำซ้ำเติมตามสภาวะ จึงได้แต่ผนึกพลังหักโหมกับจ้าวฉลามดำอย่างดุเดือด

ในยามนั้น จ้าวฉลามขาวก็สะบัดดาบฝ่าอากาศดังอื้ออึงคะนึงหู โหมรุกจนเจียะฉั้งฮ้งถดถอยอย่างทุลักทุลีมิมีกำลังตีโต้กลับไป

เทพไตรทะเลเห็นสถานการณ์มีเปรียบอย่างเด่นชัดถึงกับเปล่งเสียงหัวร่ออย่างชั่วร้าย

ทันใดปรากฏพลังรุนแรงขุมหนึ่งแหวกฝ่าอากาศจู่โจมมา จึงถลันหลบหลีกอย่างเร่งรีบ ปรากฏวัตถุสิ่งหนึ่งพุ่งเฉียดใบหูไป ที่ด้านหลังได้ยินเสียงแผดร้องอันโหยหวนขึ้น

เทพไตรทะเลทราบว่าอาวุธลับได้ปลิดชีวิตบริวารของมันไปผู้หนึ่ง จึงบังเกิดความเดือดดาลอำมหิตกวาดตาสำรวจมอง แลเห็นซิเล้งถลันมาเบื้องหลังของจ้าวฉลามดำ ประกบนิ้วสกัดใส่ในบัดดล

ดรรชนีของซิเล้งยังอยู่ห่างจากร่างจ้าวฉลามดำเชียะเศษ กระแสพลังกลับทะลักมาถึงแล้ว มันพลันรู้สึกปวดชาวูบหนึ่งเรือนร่างส่ายโงนเงนล้มฟุบลง

ซิเล้งตะปบคว้าดาบยาวที่ตกหล่นสู่พื้นดิน สะบัดมือพุ่งฝ่าอากาศใส่หลังของจ้าวฉลามขาวอย่างดุร้าย จ้าวฉลามขาวจึงรีบเคลื่อนกายหลบหลีก

เจียะฉั้งฮ้งยื่นออกรับด้ามดาบไว้ บังเกิดกำลังขวัญฮึกเหิม รวบรวมพลังตีโต้ใส่จ้าวฉลามขาวท่าดาบกราดเกรี้ยวพลิกแพลงผิดสามัญ

ปฏิกิริยาที่ซิเล้งจี้สกัดจุดจ้าวฉลามดำ เหวี่ยงดาบช่วยเหลือเจียะฉั้งฮ้ง ล้วนสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว ยามนี้ขยับร่างพุ่งกายเข้าประจันหน้ากับเทพไตรทะเลแล้ว

เทพไตรทะเลรับทราบจากบริวารว่า ซิเล้งใช้ตะปูใหญ่บนเสาศิลาตัวหนึ่ง ซัดพุ่งบริวารผู้หนึ่งตกตายไปมันเป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ จากพลังตะปูตัวนั้น ก็สังเกตพบว่าฝ่ายตรงข้ามมีพลังฝึกปรือลึกล้ำ จึงตกลงใจทุ่มเทความสามารถปลิดชีวิตบุคคลนี้ก่อน

แต่มันยังต้องการสืบเสาะความเป็นมาของฝ่ายตรงข้าม เพื่อหาทางวางแผนคอยต้านรับการรุกรานจากญาติมิตรของศัตรู จึงลอบผนึกลมปราณกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า

“เจ้ามีฝีมือยอดเยี่ยมนัก แต่มิทราบว่ากล้าประกาศสังกัดสำนักหรือไม่?”

มันทราบนามของซิเล้งมาแล้ว ซิเล้งพลันสะท้านใจวาบคำนึงขึ้น

‘…มันหากมิไต่ถามความเป็นมา เราแทบลืมเลือนว่าคราครั้งกระโน้นผู้กล้าหาญดาบทองประกาศเราเป็นศิษย์ทรยศ ในวงนักเลงมีผู้รับทราบมิน้อย มันขอเพียงสืบเสาะก็จะทราบได้ และเรื่องนี้คงแพร่งพรายถึงหูของผู้กล้าหาญดาบทองด้วย…’

พอฉุกคิดเช่นนี้ พลันบังเกิดเพลิงอำมหิตลุกฮือโหมแต่ซิเล้งก็ทราบดีว่า ฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือสูงส่ง สำหรับข้อนี้คำนวณจากความสำเร็จของจ้าวฉลาม ก็สามารถสันนิษฐานได้

อาเฮ็กร้องขึ้นว่า

“อย่าได้บ่งบอกมัน หาไม่แล้วเหล่าซือแป๋พวกพ้องของท่านจะประสบเภทภัยถูกทำลายล้าง”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ นี่กลับมิอาจไม่ระมัดระวัง”

เทพไตรทะเลแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า

“เจ้าแม้มิบอกเล่าฮูภายในสามกระบวนท่าก็สามารถหยั่งทราบได้”

พร้อมกับวาจาเอื้อนเอ่ย ฝ่ามือทั้งสองสะบัดวูบ ชายเสื้อทั้งสองข้างพลันยื่นยาวออกมาครึ่งเชียะอย่างพิสดาร สืบเท้าก้าวล้ำหน้า ชายเสื้อโหมกวาดทะลักใส่ด้วยความหนักหน่วงดุดัน

ซิเล้ง คราก่อนขณะอยู่ในสังกัดของผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง เคยรับคำแนะนำจากยอดฝีมือจำนวนมาก ดังนั้นวิชาฝีมือที่ฝึกปรือได้จึงสับสนอลวนยิ่ง

ในยามนี้ฝ่ามือซ้ายรีบปิดสกัดภาวะจู่โจมจากฝ่ายตรงข้าม ส่วนมือขวาประกอบนิ้วจี้สกัดใส่ข้อศอกของคู่ต่อสู้ พลังดรรชนีสาดพุ่งออกอย่างรุนแรง กระบวนท่านี้เปี่ยมอานุภาพอันเข้มแข็ง

เทพไตรทะเลกล่าวอย่างตื่นเต้น

“เอ๊ะ นี่เป็นแนววิชาสำนักเสียวลิ้ม”

พลางขยับเขยื้อนเคลื่อนตำแหน่ง แขนเสื้อที่ยาวเหยียดทั้งสองข้างแฝงไว้ด้วยกระแสพลังอันอื้ออึง ระดมปาดกวาดมาตามลำดับหน้าหลัง หนึ่งมุ่งทำร้ายหลังศีรษะ หนึ่งโหม่จู่โจมเป้าสำคัญใต้ชายโครง

ซิเล้งรีบพลิกกายฝ่ามือทั้งสองข้างกระแทกออกโดยพร้อมเพรียงในสภาวะต้านรับยังแฝงการลุกไล่ด้วย นับว่ายอดเยี่ยมเลิศล้ำนัก

เทพไตรทะเลอุทานดังเอ๊ะ กล่าวเบาๆ ว่า

“นี่เป็นวิชาหัตถ์กระจายของตระกูลงัก”

ยามกล่าววาจา เคลื่อนฝีเท้ามาทางซ้ายหนึ่งก้าว แล้วกรีดร่างพุ่งใส่ดุจดังเมฆคล้อยลอยละล่องฉกฉวยภาวะอันเหมาะสม กรีดปาดชายเสื้อเข้าหา

ซิเล้งตวัดฝ่ามือกรีดพุ่งดรรชนี เท้าเหยียบย่ำในตำแหน่งเก้าปราสาท สามารถต้านรับภาวะจู่โจมของฝ่ายตรงข้ามได้อีก ซึ่งกระบวนท่านี้เป็นแนววิชาสำนักบู๊ตึง

ดังนั้นเทพไตรทะเลยิ่งพิศวงคลางแคลง คำนึงขึ้น

‘…ทารกนี้อายุยังเยาว์ แม้มีความรอบรู้ไพศาล แตกฉานวิชาทุกสำนัก แต่ยามใช้ออกย่อมไม่เข้มแข็งแกร่งกร้าวถึงปานนี้ หรือมันผ่านการฝึกฝนมาเนิ่นนานปีทีเดียว…’

สมควรทราบว่า ชนชาวบู๊ลิ้มยามประหัตประหารกัน แม้จะพยายามปกปิดแนววิชาของสำนักตัวเองโดยเปลี่ยนแปลงท่าร่างเป็นค่ายสำนักอื่น แต่ในสายตาของผู้ทรงฝีมือจะสังเกตได้ว่ากระบวนท่านั้นผ่านการหมกมุ่นฝึกปรือหรือไม่

หากแม้นใช้วิชาของผู้อื่นย่อมติดขัดมิคล่องแคล่ว อย่าว่าแต่ในสถานการณ์อันคับขันยิ่งมิอาจไม่ฟื้นฟูใช้วิชาของสำนักตนเอง แสดงสภาพความจริงออกมา

เทพไตรทะเลแม้มิหวั่นเกรงในท่าร่างที่ปนเปของฝ่ายตรงข้าม แต่ยังจู่โจมออกไปอีกสองท่าร่างต่อเนื่องกัน ซิเล้งก็ใช้วิชาของค่ายสำนักแห่งอื่นต้านทานรับไว้อีก

ยามนั้น เทพไตรทะเลได้ลงความเห็นไว้สองประการ หนึ่งคือซิเล้งมีแนวทางฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด ดังนั้นแม้จะใช้วิชาอื่นก็แผ่อานุภาพอย่างเต็มที่ อีกข้อหนึ่งคือสำนักของซิเล้งหาได้บัญญัติวิชาประจำตัวเพียงรวบรวมปมเด่นของสำนักต่างๆ มา ยามใช้ออกจึงสามารถทุ่มเทอย่างเต็มที่

ในยามกะทันหัน ความคิดคำนวณยังมิปักใจเชื่อมั่นข้อหนึ่งข้อใดดังนั้น จึงทดสอบต่อไป

แลเห็นชายเสื้อทั้งสองของเทพไตรทะเล บัดเดี๋ยวสะบัดบัดเดี๋ยวม้วนกวาดพลิกแพลงพิสดารตลอดเวลา กระแสพลังทะลักออกอย่างรุนแรงเสียดประสาท มีอานุภาพแม้แต่กำแพงศิลาผนังเหล็กกล้ายังต้องถูกทำลายย่อยยับ

ซิเล้งที่ระดมใช้วิชาของสำนักต่างๆ กัน เริ่มรู้สึกมิอาจต้านทานรับไว้ จวบจนบัดนี้เพิ่งทราบแจ้งว่าเทพไตรทะเลผู้นี้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยมอย่างแท้จริง มิน่าเล่าอาเฮ็กจึงหวั่นวิตกว่าพวกตนจะต้องถูกฝ่ายตรงข้ามปลิดชีวิตไป

วินาทีนั้น พลังจากชายเสื้อเสมือนกับเป็นพะเนินเหล็กที่หนักหน่วง จู่โจมมาอย่างไร้สภาพกดดันโถมทับจนแม้ลมหายใจยังแทบขาดห้วง!

ซิเล้งมิกล้าชักช้าอีกต่อไป ทันใดร่างถอยปราดมาสองก้าวผนึกลมปราณขึ้น ดวงตาพลันสาดประกายเป็นโชติช่วง สะบัดฝ่ามืออย่างหักโหมโดยทุ่มเทฝ่ามือมหรรณพทันที

สภาวะฝ่ามือเพิ่งแผ่กระจายออก ทั่วทั้งห้องก็ถูกพลังลมอันปั่นป่วนดาลเดือดกดดันทั่ว กลางอากาศแว่วสำเนียงครืนครั่น!

เทพไตรทะเลคาดมิถึงว่า คู่มือเยาว์วัยผู้นี้สามารถใช้กระบวนท่าอันเกรี้ยวกราดอำมหิตเช่นนี้ ในพริบตาเดียวจึงแตกตื่นจนเหงื่อกายแตกชุ่มโชก มันคำนวณจากภาวะจู่โจมของฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามิอาจหลบเลี่ยงหลีกพ้น

ดังนั้นห้วงสมองบังเกิดความคิดอันชั่วร้าย รวมรั้งลมปราณทั่วทั้งร่าง บิดเอวย่อกายต่ำลง สะบัดหมัดกระแทกออกไปอย่างหนักหน่วงดุดัน

กระแสพลังอันแกร่งกร้าวทั้งสองสายพอปะทะหักล้างกัน บังเกิดสำเนียงระเบิดดังกัมปนาท ซิเล้งทรงกายอย่างมั่นคงปานบรรพต เพียงแต่ว่าร่างท่อนบนส่ายโงนเงนเล็กน้อย

ฝ่ายเทพไตรทะเล เรือนร่างกลับปลิวละลิ่วราวกับว่าวที่ขาดป่านพุ่งไปกระแทกกับผนังห้อง แล้วค่อยร่วงหล่นลงบนพื้นดิน หลังจากสั่นกระตุกสองสามคราก็แน่นิ่งมิเคลื่อนไหว ลมหายใจขาดห้วงสิ้นชีวิตในบัดดล!

ส่วนซิเล้งที่ยืนหยัดอยู่นั้น ความจริงเลือดลมภายในกายพลุ่งพล่านปั่นป่วน แทบอาเจียนออกจากปาก จึงรีบสูดลมปราณเข้าไปลึกๆ แผ่ซ่านพลังภายในจากจุดตังชั้งโคจรกระจายตามจุดเส้นชีพจรในร่างกาย

สภาพที่พลาดพลั้งเสียเปรียบ พอเริ่มปรากฏเข้าสู่คลองจักษุของจ้าวฉลามขาว ก็สร้างความแตกตื่นหวั่นไหวจนขวัญกระเจิดกระเจิงดังนั้นเพลงดาบจึงสับสนรวนเร

เจียะฉั้งฮ้งพลันตวาดดังกึกก้อง เรือนร่างพุ่งขวับตัวดาบตวัดใส่แฉลบวูบมาถึงเบื้องหน้าของจ้าวฉลามขาวอย่างฉับไว ประกายดาบพอกรีดผ่านทรวงอกจ้าวฉลามขาวปรากฏบาดแผลโลหิตทางยาวและพลิกกายล้มฟุบลงบนพื้นดิน

อาเฮ็กได้ส่งเสียงร้องว่า

“เจียะฉั้งฮ้ง รีบกำจัดบริวารที่หลงเหลือ”

นอกห้องทัณฑสถาน ความจริงมีบุรุษฉกรรจ์อยู่สองคน แต่หนึ่งในสองได้ถูกซิเล้งซัดตะปูปลิดชีวิต บัดนี้จึงหลงเหลือเพียงลำพัง

เจียะฉั้งฮ้งได้ถลันร่างออกไปราวกับสายฟ้าแลบ พุ่งกรีดดาบเสือกแทงใส่บุรุษฉกรรจ์ผู้นั้น ขณะนี้จิตใจท้อแท้ทอดอาลัย มีความคิดเพียงหมายเตลิดหนีแต่ท่าดาบจากเจียะฉั้งฮ้งคุกคามข่มขู่จนจำต้องปัดป้องเป็นพัลวัน

อาเฮ็กกวาดสายตามาทางซิเล้ง พบว่ากำลังโคจรลมปราณด้วยสีหน้าอันหมกมุ่น จึงมิกล้ารบกวนสาวเท้ามาที่ข้างกายของจ้าวฉลามดำ ซึ่งถูกจี้สกัดจุดนอนฟุบอยู่

นางย่อกายลง ดึงกระบี่สั้นออกมา เสือกแทงเข้าใส่อย่างเหี้ยมหาญ ทะลวงสู่ทรวงอกของจ้าวฉลามดำ โดยที่มันมิสามารถขัดขืนดิ้นรนดวงวิญญาณก็หลุดลอยออกจากร่างไป

ทางด้านนอกแว่วเสียงแผดร้องโหยหวนแสดงว่าเจียะฉั้งฮ้งได้กำจัดคู่ต่อสู้แล้ว ในยามนั้นซิเล้งมีสติสัมปชัญญะฟื้นฟูขึ้นมา ระบายลมหายใจยาวๆ ออกจากปาก กล่าวว่า

“เทพไตรทะเลอันร้ายกาจ ข้าพเจ้าแทบได้รับบอบช้ำทีเดียว”

ประกายตาพอกวาดมอง จึงพบว่าศัตรูถูกประหารตกตายไปสิ้น จึงคำนึงในใจ

‘…เฮ็กโกวเนี้ยนี้อำมหิตนัก…’

เจียะฉั้งฮ้งส่งเสียงกล่าวว่า

“ซิเฮียมีความสำเร็จเลิศล้ำปานนี้ เรารู้สึกเลื่อมใสอย่างจริงใจ”

อาเฮ็กพลันกล่าวว่า

“ในวังวารียังมีอีกสองคน ศักดิ์ศรีแม้อ่อนด้อยกว่าห้าจ้าวฉลามอยู่ชั้นหนึ่ง แต่พลังฝีมือสูงล้ำยิ่ง จำต้องกวาดล้างเพื่อกำจัดเภทภัยในภายหลัง”

ทั้งหมดจึงออกจากห้องหับโดยพร้อมเพรียง เร่งรุดมาถึงห้องศิลาอันกว้างใหญ่ ซึ่งทอดสู่ที่โดยสารนาวาทอง พอเหยียบย่างเข้าไป ก็เผชิญกับบุรุษฉกรรจ์ท่วงท่าดุร้ายสองคน

พวกซิเล้งทั้งสามมิทันมีปฏิกิริยา ประกายดาบอันเกรี้ยวกราดก็กรีดกระจายจากสองบุรุษที่จู่โจมระดมใส่ ล้วนเป็นท่าร่างอันเหี้ยมโหด

ซิเล้งประจันหน้ากับหนึ่งในสอง รีบเบี่ยงกายเลี่ยงหลบจากท่าร่าง สะบัดฝ่ามือมหรรณพอันหนักหน่วงกระแทกออกอย่างหักโหม

เสียงดังโครม เมื่อคู่ต่อสู้ปลิวกระเด็นไปวาเศษ ขาดใจตายทันที ซิเล้งเบือนหน้ามาอีกด้านหนึ่ง แลเห็นเจียะฉั้งฮ้งกำลังพัวพันกับบุรุษที่หลงเหลือ ซึ่งล้วนแต่สำแดงวิชาดาบอันเหี้ยมหาญรุนแรง

ซิเล้งหวนนึกไปถึงอลัชชีโลกันตร์ บุคคลนี้ประกอบแต่กรรมชั่ว สร้างสมบริวารที่ป่าเถื่อนดุร้าย โดยนัยเจียะฉั้งฮ้งแม้เป็นชาวต่างแดน ดำเนินอาชีพโจรสลัด กลับเคารพหลักธัมมะ มิเคยปล้นฆ่าอย่างป่าเถื่อนย่ำยีผู้อ่อนแอมาก่อน

พอฉุกคิดเช่นนั้น ซิเล้งถึงกับมีโลหิตระอุพลุ่งพล่าน ถลันร่างเข้าหาบุรุษฉกรรจ์ผู้เป็นคู่มือของเจียะฉั้งฮ้ง ฝ่ามือมหรรณพถูกจู่โจมใช้ออกกระแทกใส่กึ่งกลางทรวงอกของฝ่ายตรงข้ามและสิ้นสุดชีวิตไป

พร้อมกับนั้น ซิเล้งก็ส่งเสียงหนักๆ ว่า

“บุคคลเหล่านี้ เท่ากับหนุนส่งจอมอสูรประกอบกรรมชั่ว ข้าพเจ้ามิสมควรมีจิตเมตตาเฉกเช่นอิสตรี สมควรเข่นฆ่าให้สิ้นซาก”

อาเฮ็กพลันกล่าวว่า

“มิทราบพวกเราจะปฏิบัติการต่อไปอย่างไร?”

เจียะฉั้งฮ้งเหลือบมองซิเล้งกล่าวว่า

“หากสามารถฉวยโอกาสนี้กำจัดจ้าวฉลามแดงและประมุขโจรสลัดญี่ปุ่นด้วยก็นับว่าประเสริฐยิ่ง”

ซิเล้งกล่าวอย่างตัดสินใจ

“ตกลง ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะรอคอยอยู่ในวังวารีก่อน”

ทั้งหมดเข้ายึดห้องพักของเทพไตรทะเลเป็นที่อาศัย อาเฮ็กได้ระดมสตรีทั่วทั้งวังมาโดยพร้อมพรัก และอ้างว่าจะช่วยเหลือพวกนางพ้นจากวังวารีเพื่อให้มีอนาคตอันรุ่งโรจน์ต่อไป

จากนั้นได้จัดหาอาหารมารับประทาน พอเสร็จสิ้นก็เป็นยามค่ำคืน ทั้งหมดจึงจุดแสงโคมไฟและหารือแผนดำเนินการในวันรุ่งขึ้น

ซิเล้งเริ่มสอบถามเรื่องราวที่เกี่ยวกับเทพไตรทะเล ซึ่งอาเฮ็กก็กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าสนใจในความเป็นมาของเทพไตรทะเลอยู่ตลอดเวลา สืบทราบว่ามันเป็นหนึ่งในสามยอดฝีมือซึ่งอยู่ใต้สังกัดของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักมหากาฬ

“สำหรับผู้ก่อตั้งสำนักมหากาฬคือผู้ใด กลับมิอาจทราบได้เพียงแต่ความสามารถของประมุขสำนักมหากาฬนี้ เทพไตรทะเลมิมีความนับถืออย่างจริงใจ และเทพไตรทะเลเป็นศิษย์อันดับสอง”

ซิเล้งรู้สึกว่าสำนักมหากาฬนี้ คือขุมกำลังที่ทรงศักดานุภาพ น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง อดมิได้ต้องกล่าวว่า

“บอกกล่าวตามความสัตย์ เทพไตรทะเลผู้นี้นับเป็นยอดฝีมืออันสูงส่ง ฝ่ามือของข้าพเจ้าได้ทุ่มเทจนสุดกำลัง มีอานุภาพทำลายศิลาแหลกสลาย แต่ยังถูกพลังหมัดตีโต้จนลมปราณแตกซ่าน แทบบาดเจ็บบอบช้ำ”

เจียะฉั้งฮ้งกล่าวว่า

“มันเป็นเพียงหนึ่งในสามยอดฝีมือในสังกัดสำนักมหากาฬ ยังมีซือแป๋ที่สูงส่งกว่าอีก นับว่ายากที่ผู้คนจะเชื่อถือจริงๆ

ความหมายในวาจาแสดงว่าประมุขผู้ก่อตั้งสำนักมหากาฬ มีความสำเร็จสูงล้ำจนซิเล้งมิใช่คู่มือทัดเทียม

อาเฮ็กพลันกล่าวว่า

“ยังมีบุคคลอันร้ายกาจกว่าอีก ซึ่งข้าพเจ้ามิอาจทราบนาม เพียงยกย่องเป็นท่านปรมาจารย์เฒ่า เท่าที่รับทราบประมุขสำนักมหากาฬ ถึงกับต้องรับฟังคำบงการจากมัน”

เจียะฉั้งฮ้งรับฟังอย่างแตกตื่น ซิเล้งกล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“ปรมาจารย์เฒ่าผู้นั้น ข้าพเจ้าทราบว่ามันคือราชันย์ในมวลหมู่อสูร มีความปรารถนาจะก่อกวนทั่วใต้หล้าให้คละคลุ้งด้วยมรสุมโลหิต บุคคลนี้ยกย่องตัวเองว่าอลัชชีโลกันตร์

“อลัชชีโลกันตร์มีน้องชายร่วมสาบานผู้หนึ่ง สมญาเฒ่าเอกะประหลาด ซึ่งก็คือผู้ก่อตั้งสำนักมหากาฬเท่าที่ข้าพเจ้าคาดคิดมา อาศัยความสามารถของเฒ่าเอกะประหลาด ย่อมเป็นปรมาจารย์ของค่ายสำนักหนึ่งได้”

เจียะฉั้งฮ้งกล่าวอย่างสงสัยว่า

“เรามีความสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในวงนักเลงมาก่อน ไฉนจึงมิเคยรับทราบสมญานามของบุคคลประดานี้เลย”

ซิเล้งถามว่า

“ในวงนักเลงมีผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง เจียะเฮียเคยได้ยินมาหรือไม่?”

“ผู้กล้าหาญดาบทองมีเกียรติภูมิเลื่องลือไปทั่วพิภพจบแดน เรารู้สึกนิยมนับถือ เพียงไร้วาสนาคบค้าได้”

“มันก็คือศิษย์คนโตของเฒ่าเอกะประหลาด ส่วนข้าพเจ้าเป็นบุคคลในสังกัดของผู้กล้าหาญดาบทอง”

เจียะฉั้งฮ้งกับอาเฮ็กต่างมีสีหน้าสงสัยมิเข้าใจ ซิเล้งจึงอธิบายประกอบว่า

“แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าหาใช่ศิษย์ของผู้กล้าหาญดาบทองแล้ว นับแต่เป็นศิษย์ในสังกัด ข้าพเจ้าก็มิเคยได้รับการถ่ายทอดฝีมือ กลับเผชิญกับการถูกประทุษร้าย…”

ขณะเอื้อนเอ่ย ซิเล้งต้องหวนคำนึงถึงการที่ผู้กล้าหาญดาบทองใส่ไคล้หมายทำร้ายตน มิทราบกระทำไปโดยมีเจตนาใด? ไฉนคราก่อนอุปการะเลี้ยงดูรอจนเติบใหญ่จึงคิดทำลายล้าง?

ปมปริศนาที่ไม่มีทางคลี่คลายเหล่านี้ทับถมอยู่ในจิตใจของซิเล้งตลอดเวลา รอคอยให้ตนไปสืบเสาะ

ขณะนั้นอาเฮ็กไต่ถามซิเล้งว่า

“ต่อมาภายหลังท่านคงฝึกปรือวิชาฝีมือที่เยี่ยมยอดประการอื่น ซือแป๋ของท่านย่อมเป็นยอดคนอันสูงส่ง?”

“ซือแป๋ผู้อบรมคือขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียงแห่งหาดผู้ชราภาพ”

เจียะฉั้งฮ้งอุทานดังอ้อ กล่าวว่า

“ซือแป๋ท่านสยบเหล่าโจรสลัดทั่วใต้หล้า มิน่าเล่าซิเฮียจึงมีบุคลิกอันฮึกเหิมคุกคามคน ที่แท้เป็นทายาทรับช่วงฝีมือของขุนพลไร้กรนั่นเอง”

 

เมื่อยามอรุณของวันรุ่งขึ้น ซิเล้งและพวกก็เริ่มปฏิบัติตามแผนการกำหนดไว้

คราแรกที่นาวาทองแล่นหวนกลับสู่วัง ได้บรรทุกนำจ้าวฉลามแดงและประมุขโจรสลัดญี่ปุ่นมา ซึ่งการคร่ากุมพวกมันสามารถกระทำอย่างง่ายดาย ทั้งนี้เพราะจ้าวฉลามแดงมิทราบการเปลี่ยนแปลงของวังวารี ดังนั้นมันเพิ่งมุดกายออกจากนาวาทองอันแคบเล็ก ก็ถูกซิเล้งสกัดจุดไว้

ฝ่ายประมุขโจรสลัดญี่ปุ่นก็ตกเป็นเชลยจากการลงมือของเจียะฉั้งฮ้งในเวลาแทบพร้อมกัน และคร่ากุมเข้าสู่ห้องทัณฑสถาน

ซิเล้งกล่าวเสียงเย็นชา

“เทพไตรทะเลตายแล้ว ท่านนับว่ามีชะตาประเสริฐเลิศกว่า เพียงแต่ท่านคิดดำรงชีวิตสืบไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านเอง”

จ้าวฉลามแดงกวาดตาพบเห็นซากศพของเทพไตรทะเลซึ่งยังอยู่ในห้อง จึงมิอาจไม่เชื่อถือ มันเป็นบุคคลที่กลอกกลิ้งชั่วร้าย ดังนั้นแสร้งแสดงสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงแต่ในใจคำนึงขึ้น

‘…เราขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ย่อมต้องมีโอกาสส่งข่าวต่อท่านปรมาจารย์ทั้งสองท่าน หลังจากนั้นทารกเหล่านี้รับรองว่าไม่มีทางรอดชีวิตได้…’

ซิเล้งกล่าวว่า

“หากท่านตอบคำถามตามความสัตย์ ข้าพเจ้าจะไว้ชีวิตท่าน ข้อแรกเทพไตรทะเลเคยห้ามพวกท่านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับสถานที่หรือบุคคลบางประเภทหรือไม่ เป็นผู้ใดหรือดินแดนใด?”

จ้าวฉลามแดงคาดมิถึงว่าจะพบกับคำถามเช่นนี้ งงงันเล็กน้อยคำนึงในใจ

‘…เด็กผู้นี้กลับปราดเปรื่องยิ่ง เราหากมิเปิดเผยคงเผชิญกับทัณฑ์ทรมานแล้ว แต่ก็มิอาจบ่งบอกโดยสิ้นเชิงจนเป็นผลร้ายต่อสำนักมหากาฬ…’

มันยังแสดงสีหน้าหวาดผวา กล่าวว่า

“มิปกปิดท่านผู้กล้าหาญ พวกเราเคยรับคำสั่งห้ามมิให้ตอแยกับบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นยอดคนสูงเยี่ยม พำนักในละแวกทะเลสาบไท้โอ้วแห่งกังหนำ บริเวณนั้นเรียกว่าเซียงยิ้นโพ่ว (ตลิ่งเทพยดา)…”

ซิเล้งคำนึงในใจ

‘…ยอดคนที่มันอ้างอิง เราพอจะคำนวณออก แต่ซือแป๋เคยบ่งบอกว่าอลัชซีโลกันตร์และเฒ่าเอกะประหลาดมีความเกรงกลัวในตัวซือแป๋ผู้เฒ่าอยู่บ้าง แต่ไฉนจ้าวฉลามแดงถึงมิเอ่ยอ้างถึง สำหรับเรื่องนี้ย่อมต้องมีเลศนัยอยู่…’

ขณะครุ่นคิดจึงกล่าว

“สถานที่ซึ่งท่านกล่าวถึง ข้าพเจ้ามิเคยได้ยินมาก่อน ท่านหากต้องการสร้างความเชื่อถือให้แก่ข้าพเจ้า ก็ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย”

จ้าวฉลามแดงมีสีหน้ายุ่งยากลำบาก แต่แล้วกล่าวว่า

“เรามีเรื่องราวประการหนึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้ กล่าวคือเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน ศิษย์ของยอดคนท่านนั้นเร่งรุดมาถึงริมทะเล เผอิญพบพานสองจ้าวฉลามเหลืองและเขียว เพราะสาเหตุประการหนึ่ง จึงเกิดการทุ่มเถียงขึ้น

“จ้าวฉลามเหลืองและเขียวมิทราบความเป็นมาของฝ่ายตรงข้าม จึงคิดลงมือหมายสั่งสอน หาคาดไม่ว่าเพียงสามกระบวนท่าก็ถูกฝ่ายตรงข้ามช่วงชิงดาบคู่มือไป ค่อยรู้ซึ้งถึงศักดิ์ศรี ทั้งสองถึงกับโขกศีรษะวิงวอนขอชีวิต

“ยังประเสริฐที่สำนักเรามีความเคารพยำเกรงต่อตลิ่งเทพยดามาตลอดเวลา ดังนั้นศิษย์ของยอดคนท่านนั้นเพียงตวาดดุด่า ละเว้นชีวิตสองจ้าวฉลามนั้น…”

ซิเล้งพลันบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่ง คล้ายคลี่คลายเรื่องราวจนกระจ่างกล่าวว่า

“คำว่าสำนักเราของท่าน ย่อมหมายถึงสำนักมหากาฬแล้ว หมายความว่าแม้แต่ประมุขสำนักมหากาฬ ก็หวั่นเกรงในตัวยอดคนแห่งตลิ่งเทพยดาด้วย?”

จ้าวฉลามแดงได้แต่ส่งเสียงรับคำ ซิเล้งจึงกล่าว

“เฮอะ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ากลับสมควรมุ่งสู่ตลิ่งเทพยดา เพื่อขอความคุ้มครองมิให้พวกท่านติดตามทำร้ายแล้ว ยังมีสถานที่แห่งอื่นอีกหรือไม่?”

“หามีไม่”

“ฮาฮา จ้าวฉลามแดง อุบายยืมดาบประหารของท่านร้ายกาจนัก การที่ท่านกล่าวนามตลิ่งเทพยดาออกมา เนื่องจากสำนักมหากาฬมีไมตรีอยู่กับยอดคนในตลิ่งเทพยดา ข้าพเจ้าหากไปขอความอารักขาก็เท่ากับแส่หาความตาย น่าเสียดายที่แผนการของท่านมิประสบผล”

จ้าวฉลามแดงลอบคร่ำครวญในใจอย่างหวนโหย รีบกล่าวว่า

“ความจริงสำนักเรา แม้เคารพต่อตลิ่งเทพยดา แต่ฝ่ายตรงข้ามมิเคยให้ความสนใจด้วย ท่านเข้าใจผิดพลาดไปแล้ว”

มันเกรงว่าซิเล้งจะอาศัยเหตุผลที่ปั้นแต่งขึ้นประหารมันไป จึงกล่าวต่อ

“เราจะขอบอกสถานที่อีกแห่ง ซึ่งสำนักเรามีความหวาดผวายิ่งกว่า เพียงแต่สถานที่นี้ภายหลังได้เชื่อมไมตรีกับประมุขสำนักเรา พวกท่านแม้รับทราบไปก็ไร้ประโยชน์

“ดินแดนแห่งนั้นอยู่ในอาณาเขตมณฑลซัวตังที่เทือกบรรพตลู่ซัวขนานนามว่าอั้งโล้วปี่คู (อาณาจักรอัคคี) แต่บริวารนั้นจะมีสภาพเช่นใดเรามิอาจทราบได้”

ซิเล้งหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“ข้าพเจ้ากลับทราบ ประมุขอาณาจักรแห่งนั้นคืออลัชชีโลกันตร์ ซึ่งพวกท่านยกย่องเป็นปรมาจารย์เฒ่าใช่หรือไม่?”

จ้าวฉลามแดงมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป เนื่องจากสมญาอลัชชีโลกันตร์ ทั่วใต้หล้าแทบปราศจากผู้คนรับทราบเลย

ได้ยินซิเล้งกล่าวอีกว่า

“สหายยอดคนที่พำนักในตลิ่งเทพยดาผู้นั้น ย่อมต้องเป็นเทพเจ้าสันโดษ ส่วนศิษย์ของมันมีนามกิมเม้งตี้ คงมิผิดพลาดกระมัง?”

จ้าวฉลามแดงพอพบว่า ฝ่ายตรงข้ามรู้แจ้งในทุกสิ่ง จึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว แสยะยิ้มกล่าวว่า

“ทารกบัดซบ เจ้าคิดเป็นคู่อริบาดหมางกับสำนักเรา? นับว่าเจ้ารำคาญในการมีชีวิตสืบไปแล้ว”

ซิเล้งหลังจากสืบสวนฝ่ายตรงข้าม จนรับทราบเรื่องราวสำคัญล่วงรู้ที่พำนักของอลัชชีโลกันตร์ จึงกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า

“อลัชชีโลกันตร์กับทุกผู้คนในสำนักมหากาฬ ล้วนแต่เป็นอสูรร้ายจำแลงมา ข้าพเจ้าได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า จะต้องหาหนทางกำจัดกวาดล้างให้จงได้!”

จ้าวฉลามแดงพลันตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“เจ้ากำลังฝันไป”

เรือนร่างที่ถูกสกัดจุดพลันขยับเคลื่อนไหว พุ่งละลิ่วเข้าหาซิเล้งอย่างว่องไวสุดจะเปรียบ

ที่แท้จ้าวฉลามแดงฉกฉวยโอกาสที่ตอบโต้กับซิเล้ง ลอบผนึกพลังทะลวงจุดที่ถูกสกัดจวบจนคลายออกได้ก็ลงมือจู่โจมทันที

อาวุธของจ้าวฉลามแดงถูกปลดออกแต่แรก เห็นมันตวัดฝ่ามือทั้งสองข้างฟาดออก ท่ามกลางเสียงกระดูกที่สั่นไหวดังเกรียวกราว มรสุมคลุ้มคลั่งก็โหมทะลักใส่ซิเล้งอย่างดุดัน!

ซิเล้งขณะถูกพลังลมครอบคลุมคุกคาม รีบเคลื่อนกายมาด้านข้าง ฝ่ามือมหรรณพกระแทกออกในยามฉุกละหุกเพียงเกร็งกำลังหกส่วน แต่อานุภาพยังปานประหนึ่งคลื่นใหญ่โถมใส่หน้าผา

เสียงระเบิดดังกึกก้องหวั่นไหว จ้าวฉลามแดงแผดร้องเสียงหวนโหย ปลิวกระเด็นไปอีกด้านหนึ่งสิ้นใจตายทันที!

เจียะฉั้งฮ้งส่งเสียงว่า

“ประมุขโจรสลัดญี่ปุ่นผู้นี้ ก็สร้างสมเภทภัยมิน้อย สมควรสังหารทิ้งด้วย”

พลางประกอบนิ้วจี้สกัดใส่จุดชีวิตของประมุขโจรสลัด ได้ยินมันส่งเสียงออกจากลำคอครั้งหนึ่ง ดวงวิญญาณก็หลุดลอยออกจากร่าง

ซิเล้งรีบโคจรลมปราณ สำรวจร่างกายทราบว่าอวัยวะภายในไม่ถูกกระทบกระเทือน จึงระบายลมหายใจพึมพำว่า

“บัดนี้ ห้าจ้าวฉลาม เหลือเพียงจ้าวฉลามเหลืองและเขียว ภายภาคหน้าต้องพยายามสืบเสาะจนพบพานให้จงได้”

ขณะนี้แผนการที่กำหนดขึ้น นับว่าลุล่วงไปแล้วซิเล้งกับเจียะฉั้งฮ้งจึงขึ้นจากวังวารีก่อน เพื่อยึดครองเรือสำปั้นบนผิวน้ำ ค่อยช่วยเหลือให้ผู้หลงเหลือออกจากวัง

นาวาทองซึ่งบังคับด้วยกลไก พุ่งฝ่าผิวน้ำขึ้นมาบนทะเลกว้าง ลอยละล่องด้วยเรือสำปั้นลำหนึ่ง โดยมีประมุขเรือมรสุมดำกับสลัดชาวญี่ปุ่นสองคนรอคอยประมุขโจรสลัดญี่ปุ่นอยู่

เจียะฉั้งฮ้งมุดกายออกจากนาวาทองขึ้นสู่ลำเรือเจ้าของเรือมรสุมดำ พอพบเห็นสีหน้าต้องหวาดหวั่นกระอักกระอ่วน ในที่สุดติดตามโจรสลัดที่ร่วมทางมาอีกสองคนคุกเข่าลงคำนับฝ่ายตรงข้าม

การขนย้ายผู้คนจากวังวารี กระทำถึงยามเที่ยงค่อยเสร็จสิ้น จากนั้นวังวารีก็ถูกทำลายปิดตายตลอดกาล

เรือมรสุมดำที่คราแรกถูกซิเล้งก่อกวนจนชำรุด ได้ซ่อมแซมจนสามารถออกเดินทางได้ ภายใต้การนำของเจียะฉั้งฮ้ง

เจียะฉั้งฮ้งส่งซิเล้งถึงชายหาดซึ่งอยู่ห่างจากที่ซึ่งตนพำนักอยู่ประมาณยี่สิบลี้ ซิเล้งถามว่าจะจัดการกับผู้ร่วมทางทั้งหมดอย่างไร

เจียะฉั้งฮ้งตอบว่า

“ซิเสียโปรดวางใจ เราจะสอบถามชาติกำเนิดของสตรีทุกนางที่ถูกนำมาจากวังวารี จากนั้นส่งกลับคืนสู่บ้านช่องดังเดิม”

ซิเล้งปรายตาไปยังอาเฮ็กที่อยู่ห่างไปประมาณสองวายิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“หากแม้นมีใครมิยอมหวนกลับสู่มาตุภูมิถิ่นเกิดเล่า?”

เจียะฉั้งฮ้งเข้าใจความหมายเป็นอย่างดีจึงกล่าว

“นางเคยช่วยชีวิตของเรา เราก็เคารพในตัวนางยิ่ง ขอเพียงนางยินยอมอยู่ร่วม นับว่าเป็นวาสนาของเราทีเดียว”

ซิเล้งอ้างว่าจะส่งเสริมบุรุษและดรุณีคู่นี้ จึงสาวเท้ามาที่ข้างกายอาเฮ็กกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าต้องไปแล้ว”

อาเฮ็กกล่าวเสียงละห้อยหวน

“ข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านยิ่ง ท่านยังมีหลักแหล่งพักพิง ข้าพเจ้ากลับต้องดำรงชีวิตด้วยตนเอง เพราะข้าพเจ้ากำพร้าแต่เยาว์วัยปราศจากมาตุภูมิได้”

“ท่านกำหนดอนาคตประการใด?”

“ข้าพเจ้าคิดฝากฝังชีวิตกับสถาบันแห่งธรรม สละจากโลกีย์วิสัย นั่นนับเป็นหลักแหล่งที่ประเสริฐยิ่ง”

ซิเล้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

“ท่านอายุยังเยาว์ ไฉนต้องปลงผมออกบวช? ข้าพเจ้ากลับมีข้อเสนอแนะ มิทราบท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

“ท่านหมายถึงเจียะฉั้งฮ้งกระมัง?”

ซิเล้งเห็นนางเฉลียวฉลาดยิ่ง ได้แต่ผงกศีรษะ

อาเฮ็กแหงนหน้าถอนหายใจยาวๆ ฝืนหัวร่อกล่าวว่า

“เจตนาดีงามของพวกท่าน ข้าพเจ้าตื่นตันยิ่งนัก แต่มิอาจรับไว้ได้ ข้าพเจ้าเพิ่งสำนึกว่าชีวิตนี้ มิอาจมีความสุขแล้วมาตรแม้นเจียะฉั้งฮ้งมิสลัดทอดทิ้ง แต่ข้าพเจ้าก็มิสามารถลืมเลือนอดีตกาลอันแหลกเหลวได้”

สีหน้าของนางปรากฏแววระทมขมขื่น กลับแสดงออกถึงความงามสะคราญอีกแบบหนึ่ง

ซิเล้งงงงันไปครู่หนึ่ง จึงกล่าว

“ข้าพเจ้าเพียงต้องการทราบว่าท่านชมชอบเจียะฉั้งเฮียหรือไม่?”

“เขาเคร่งขรึมมีปัญญาเปี่ยมบุคลิกเหนือมนุษย์ เป็นบุคคลในความคิดใฝ่ฝันของสตรีทีเดียว”

ซิเล้งผงกศีรษะเป็นเชิงรับทราบ กล่าวคำอำลา จากนั้นโดยสารเรือเล็กขึ้นเทียบฝั่ง เจียะฉั้งฮ้งติดตามมาส่งด้วยตนเอง ซิเล้งถ่ายทอดคำสนทนากับอาเฮ็กให้รับทราบจนหมดสิ้น

เจียะฉั้งฮ้งเต็มไปด้วยความสะทกสะท้อนยิ่ง บอกว่าตนจะพยายามทัดทานและรายงานผลสุดท้ายต่อซิเล้งในภายหลัง

ทั้งสองต่างอำลาจากกันด้วยความอาลัย แม้จะคบหากันมินาน แต่กลับเพาะน้ำใจขึ้นอย่างลึกล้ำ

ซิเล้งเร่งรุดหวนกลับสู่หาดผู้ชรา ยามเที่ยงพอบรรลุถึงเห็นบนโขดศิลาที่สูงตระหง่านง้ำ ปรากฏเงาร่างสูงโปร่งสายหนึ่งยืนหยัดอยู่

ผมเผ้าสีขาวโพลงพลิ้วปลิวไสวตามลม คล้ายรอคอยอันใดอยู่

ซิเล้งจิตใจถึงกับพลุ่งพล่านปั่นป่วน ตื้นตันจนน้ำตาเอ่อคลอ ร้องดังๆ ว่า

“ซือแป๋…”

ขุนพลไร้กรบนโขดศิลาพลันหันขวับกลับมา จากนั้นพุ่งปราดเข้าหาอย่างรวดเร็ว ขุนพลไร้กรเกาะกุมต้นแขนของซิเล้งโยกคลอนไปมาอย่างรุนแรง หัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว กล่าวว่า

“ทารกอันประเสริฐ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว”

หนวดเคราที่ขาวสะอาดถึงกับสั่นระริก ท่ามกลางเสียงหัวร่อหยาดน้ำตาไหลริน ซิเล้งคุกเข่าโครมลงบนพื้นดิน โอบกอดสองเท้าชายชรา อดมิได้ต้องร่ำไห้ออกมา

ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“ขอบคุณฟ้าดิน เจ้าคล้ายเข้มแข็งกว่ากาลก่อนมากนัก คาดว่าคงเผชิญกับภยันตรายที่คับขันมาคราหนึ่ง… ลุกขึ้นเถอะ พวกเราจะกลับสู่ที่พักเพื่อสนทนากัน”

ทั้งสองพอกลับมาถึงห้องศิลา ซิเล้งจึงบอกเล่าประสบการณ์ของหลายวันที่ผ่านมาโดยละเอียด สีหน้าขุนพลไร้กรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บัดเดี๋ยวลิงโลด บัดเดี๋ยวพรั่นพรึง

ขุนพลไร้กรพอฟังจบจึงกล่าว

“เกี่ยวกับอลัชชีโลกันตร์ เจ้าต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง มันผู้นี้มีพลังฝีมือไม่อ่อนด้อยกว่าซือแป๋ มิหนำซ้ำยังเปี่ยมอุบายโฉดชั่วพฤติการณ์โหดเหี้ยม เจ้าแม้มิคิดเสาะหามัน มันก็ไม่ละเว้นเจ้า

“จากเรื่องราวที่เจ้าสืบสวนได้มา เทพเจ้าสันโดษคงถูกฝ่ายอธรรมเกลี้ยกล่อมยุยงแล้ว หากแม้นเทพเจ้าสันโดษถึงกับปรากฏกายขึ้นช่วยเหลือ เกรงว่ากระทั่งซือแป๋ก็มิอาจรับไว้ได้”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ศิษย์หลังจากใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างสุขุม เข้าใจว่าเทพเจ้าสันโดษผู้อาวุโสคงมิแสดงตนขึ้น แต่ศิษย์ของมันกิมเม้งตี้ อาจเข้าสนับสนุนฝ่ายอธรรมด้วย”

“นั่นก็มิผิด เทพเจ้าสันโดษทระนงถือดี ขอเพียงซือแป๋ไม่ออกจากหาดผู้ชราภาพ ฝ่ายอลัชชีโลกันตร์ก็ยากจะเกลี้ยกล่อมมันได้ ตอนนี้ปัญหามีอยู่ว่า เฒ่าเอกะประหลาดจะสืบทราบถึงเหตุการณ์ที่วังวารีถูกทำลายล้างหรือไม่?”

 

หลายวันมานี้ ซิเล้งคืนสู่กิจวัตรดังเดิม หลังผ่านการเผชิญภัยครั้งนี้ ขุนพลไร้กรถึงกับกำชับให้ซิเล้งพากเพียรพยายามยิ่งขึ้น เพื่อคอยต่อต้านฝ่ายอธรรม นอกจากนั้นศิษย์ของเทพเจ้าสันโดษ นามกิมเม้งตี้ ก็เป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว

พริบตาเดียวผ่านไปสามเดือน ซิเล้งหลังจากเคี่ยวเข็ญฝึกปรือฝีมือ ก็รุดหน้าอย่างใหญ่หลวง แม้แต่ขุนพลไร้กรยังรู้สึกพึงพอใจยิ่ง ความสำเร็จของซิเล้งครั้งนี้ ถึงกับนับเป็นปาฏิหาริย์ได้

ค่ำคืนหนึ่ง ขณะที่สองซือแป๋และศิษย์กำลังจะเข้านอน ขุนพลไร้กรพลันกล่าวว่า

“หนูเอย พวกเราพอดับโคมไฟแล้ว มาเล่นซ่อนหากันเป็นอย่างไร?”

ซิเล้งคาดมิถึงว่าซือแป๋ผู้เฒ่าจะมีจิตใจรักสนุก จึงหัวร่อพลางกล่าวว่า

“ประเสริฐ ผู้ใดหลบหนีก่อนเล่า?”

“เล่าฮูหนีก่อน เจ้าพยายามไล่จับให้จงได้”

กล่าวจบวาดมือออกดับโคมไฟซึ่งจุดไว้ทันที

ซิเล้งมีสายตาคมกล้า สามารถแลเห็นวัตถุในยามวิกาล เห็นเงาร่างสูงตระหง่านพุ่งปราดออกจากหน้าต่างรอจนกะพริบตาอีกที ร่องรอยของซือแป๋ก็สาบสูญไป ซิเล้งลอบหัวร่อในใจ จงใจรอคอยอยู่ครู่ใหญ่ ค่อยเปิดประตูกระโดดปราดออกไป

ท้องฟ้าถูกม่านราตรีคลี่กาง เป็นเวลาที่ระลอกคลื่นเริ่มสร่างซา ฝั่งทะเลปรากฏชายหาดสีเทาจางๆ ผืนใหญ่ ซิเล้งหมอบฟุบอยู่หลังเนินทรายแห่งหนึ่ง เงี่ยหูสดับฟังสรรพสำเนียงรอบกาย

ชั่วครู่ให้หลังพลันแว่วเสียงฟองคลื่นแตกกระจายจากพื้นทะเล ต่อมาบนหาดทรายปรากฏสำเนียงฝีเท้าเหยียบย่ำ แผ่วเบาปราดเปรียวยิ่งนัก แสดงว่าเป็นยอดฝีมืออันสูงล้ำ

แลเห็นเงาร่างสีดำสายหนึ่งพุ่งปราดสู่ตึกศิลาที่ชายหาด ซิเล้งพอพบพานจึงฉุกใจได้ คิดคำนึงขึ้น

‘…ที่แท้ซือแป๋ผู้เฒ่าพบว่า มีลำนาวามาจากโพ้นทะเล จึงแสร้งแสดงเจตนาเล่นซ่อนหา เพื่อให้เราออกมาสังเกตการเคลื่อนไหวของผู้มานั่นเอง…’


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here