ตอนที่ 4…..ผจญปิศาจไพร

ซิเล้งเดินทางอย่างเร่งร้อนมุ่งสู่ทิศบูรพา ตนทราบดีว่าผู้กล้าหาญดาบทองมีอานุภาพไพศาลยิ่ง ดังนั้นจึงปลอมแปลงรูปโฉมเป็นขอทาน ทอดทิ้งอาชาเดินเหินด้วยเท้าเผชิญแต่ความยากลำบาก

จวบจนวันนี้ มาถึงหมู่บ้านนอกตัวเมืองแห่งหนึ่ง มีครอบครัวอาศัยกว่าห้าร้อยหลังคาเรือน แต่พอเหยียบย่างเข้ามา กลับพบแต่ความรกร้างสงบสงัด

ซิเล้งจึงคำนึงด้วยความสงสัย

‘…หมู่บ้านละแวกใกล้เคียงอีกสองแห่ง เราก็ผ่านมา ล้วนมีสภาพวิเวกวังเวงเช่นนี้ด้วย มิทราบเป็นเพราะสาเหตุใด…?’

ยามนั้นพลันเหลือบเห็นที่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่ง ปรากฏสตรีชรานางหนึ่งกำลังแหงนมองท้องฟ้าถอนหายใจรำพันว่า

“ท้องฟ้าใกล้มืดค่ำแล้ว”

ซิเล้งรีบสาวเท้าเข้าปฏิสันถาร ประสานมือคารวะกล่าวว่า

“ท่านผู้เฒ่ากลัดกลุ้มหม่นหมอง มิทราบมีความหวั่นวิตกในเรื่องใด?”

สตรีชราจับจ้องซิเล้งครู่หนึ่ง จึงกล่าว

“เมื่อค่ำมืดลง พวกเราในละแวกนี้ต่างหวาดผวากันทั้งสิ้น เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา ปรากฏปิศาจภูตพรายมาก่อกวนอาละวาดจนครอบครัวทุกครัวเรือนไม่อาจสงบสุขได้”

“อ้อ ปิศาจนั้นก่อกวนอย่างไร?”

สตรีชราสีหน้าพลันประหวั่นพรั่นพรึง กล่าวด้วยสำเนียงที่มิเป็นปรกติ

“เมื่อสองเดือนก่อน ปรากฏปิศาจประหลาดคุกคามหมู่บ้านทั้งสี่ในละแวกใกล้เคียง มีผู้คนประสบเคราะห์กรรมไปสิบหกคน

“ปิศาจตัวนี้คร่ากุมมนุษย์ไปในแถบรกร้าง แล้วดูดโลหิตในร่างจนเหือดแห้ง ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นซากศพ สำหรับผู้หลงรอดมาได้ บ้างวิปลาสฟั่นเฟือน บ้างเป็นอัมพาต บ้างหน้าตาเหลืองซีดไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจประกอบอาชีพได้

“ทางกรมเมืองเคยส่งหน่วยปราบปรามมา แต่ถูกปิศาจร้ายดูดโลหิตตกตายไปสามคน พากันถอยกลับด้วยความตื่นตระหนก พวกเราทั้งหมดจึงตกอยู่ในภาวะแห่งความตาย”

ซิเล้งพอรับฟัง ถึงกับคำนึงในใจว่า

“…เรามิเชื่อว่าในใต้หล้าจะมีปิศาจอเวจี นี่สมควรสืบเสาะติดตามสภาพความจริง…”

พลางเอ่ยปากซักถามถึงสถานที่ปรากฏร่องรอยของปิศาจนั้น รับทราบว่าทุกครั้งที่ปิศาจร้ายคร่ากุมมนุษย์ไปแล้ว วันรุ่งขึ้นคนในหมู่บ้านจะร่วมกันไปเสาะหาที่อารามฉื้ออึงยี่ (อารามเมตตา) ห่างจากสถานที่นี้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณแปดเก้าลี้ และมักพบพานผู้ประสบเคราะห์กรรมที่วิหารกลางเสมอ

ซิเล้งจึงจากสตรีชราผู้นั้นมา อาศัยวิชาตัวเบาวิ่งตะบึงไปตามทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตลอดรายทางมิได้พบพานร่องรอยผู้คนแม้แต่น้อย มีแต่ความสงัดวังเวงปกคลุมอยู่

ห้วงสมองซิเล้งใคร่ครวญอยู่ตลอดเวลาว่าหากเผชิญกับปิศาจร้ายสมควรจัดการอย่างไร? ยามนั้นริมโสตพลันแว่วเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาท

สำเนียงแผดร้องแม้แว่วมาจากที่ห่างไกล แต่ยังสะท้านแก้วหูจนอึงอล เสมือนกับสัตว์ป่าอันดุร้ายส่งเสียงสยบขวัญ

ซิเล้งถึงกับใจสะท้านหวั่นไหว รีบวิ่งปราดไปตามต้นเสียงซึ่งเป็นดงพฤกษ์อันหนาทึบ เรือนร่างเพิ่งแฉลบเข้าไปก็แว่วสำเนียงคำรามขึ้นอีก จนต้องเงยหน้าขึ้นกวาดมอง

การเหลือบแลครั้งนี้ สร้างความแตกตื่นจนสมองพองโตแทบระเบิด ที่แท้เบื้องหน้าสายตาปรากฏตัวประหลาดร่างมหึมายืนตระหง่านอยู่ สูงถึงแปดเชียะ บุคคลสามัญมีส่วนสัดเสมอแค่ทรวงอกของตัวประหลาดเท่านั้น

ตัวประหลาดนี้ใบหน้าเขียวคล้ำ เขี้ยวแหลมงอกเงยจากริมฝีปาก จมูกระบายลมหายใจอันหนักหน่วงออกมา ทรวงอกอันกว้างใหญ่สะท้อนขึ้นลงยามระบายลม ทำให้ขนสีแดงตามสองแก้มเคลื่อนไหว สารรูปดุร้ายน่าพรั่นพรึง แสดงว่ามิใช่บุคคลชนชั้นสามัญจะปลอมแปลงได้

ปิศาจร้ายตัวนี้บนร่างมีอาภรณ์พันกายเพียงชิ้นเดียว สองแขนสองเท้าล้วนเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อบึกบึนเส้นเอ็นพองโตขนสีแดงรุงรังทั่วทั้งร่าง

ซิเล้งยืนตะลึงอยู่กับที่ พลันได้ยินตัวประหลาดมหึมาคำรามสะท้านโสตอีก แล้วเรือนร่างอันสูงตระหง่านก็เคลื่อนไหวตรงเข้ามาอย่างดุร้าย กลิ่นอันฉุนเฉียวจากร่างกายของมันกระทบนาสิกจนแทบสิ้นสติไป

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวอย่างเหี้ยมหาญ ตัวประหลาดนั้นส่งเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวว่า

“เรากงซัวเจีย (ปิศาจไพร) มีโลหิตอันหอมหวานได้ดูดดื่มแล้ว!”

ซิเล้งแตกตื่นยิ่ง ตัวประหลาดนี้กลับสามารถเอ่ยภามนุษย์ได้ มันมีเรือร่างดุร้าย แสดงว่ามิใช่บุคคลทั่วไป

ปิศาจไพรพลันร้องอย่างเกรี้ยวกราด พอขยับกายก็พุ่งโถมเข้ามาประชิด ความว่องไวในการเคลื่อนกาย ก็นอกเหนือความคาดหมายของซิเล้งอย่างยิ่ง

ซิเล้งรีบสะบัดฝ่ามือทั้งสองออก พลังภายในอันหนักหน่วง ซึ่งผนึกอย่างสุดกำลังก็ทะลักทลายเข้าใส่ทันที

ปิศาจไพรมีร่างกายใหญ่โต ย่อมตกเป็นเป้าหมายอย่างดี สภาวะจู่โจมเมื่อระดมใช้อย่างฉับพลัน จึงไม่มีทางคลาดเคลื่อนพลาดผิด ได้ยินเสียงดังโครมดังกึกก้อง แต่ปิศาจไพรมิมีอาการกระทบกระเทือนแม้แต่น้อย

ซิเล้งบังเกิดความแตกตื่นขวัญฝ่อ ที่แท้พลังลมปราณของตน แม้สามารถกระแทกผ่านผิวกายขนรุงรังของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่พอกดดันเข้าไป ร่างของปิศาจไพรก็บังเกิดกำลังต้านทานสลายพลังจู่โจมจากภายนอกได้

ปิศาจไพรนี้ที่แท้กอปรขึ้นจากอะไร?!

วินาทีนั้น ปิศาจไพรพลันกวาดแขนข้างที่ยาวเหยียดคุกคามเข้าใส่ บังเกิดพลังลมอันปั่นป่วนปานมรสุม ทำให้ซิเล้งรู้สึกยากที่จะควบคุมร่างกายให้มั่นคงได้

ซิเล้งได้แต่สะบัดแขนหมายพุ่งเลี่ยงหลบ แต่ทว่าฝ่ามือที่ใหญ่โตข้างหนึ่งของปิศาจไพรได้ตะปบเข้ามา คว้ากุมแขนข้างซ้ายของตนไว้แล้ว

เล็บนิ้วทั้งห้าที่หยาบกร้าน บีบเค้นท่อนแขนของซิเล้งจนกระดูกแทบแหลกละเอียด ปิศาจไพรพลันกวัดแกว่งข้อมือวูบหนึ่ง

ร่างของซิเล้งพลันลอยขึ้นจากพื้น พุ่งละลิ่วไปเบื้องหน้ากว่าสองวา แล้วกระแทกลงดังโครมใหญ่ สร้างความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างแทบแหลกกระจายออกจากกัน

ซิเล้งกล้ำกลืนความเจ็บปวด ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ขณะนั้นริมโสตแว่วเสียงกู่ร้องเกรี้ยวกราด

ปิศาจไพรเคลื่อนไหวเข้าใกล้แล้ว สองแขนรวบกระชับเข้าหากันแล้วกระแทกใส่ เป็นพลังหนักหน่วงดุดันราวกับพะเนินเหล็กกดกระหน่ำ

ซิเล้งเนื่องจากอยู่ในระยะประชิดใกล้ ไม่มีทางหลบหลีกได้ ในใจลอบคร่ำครวญหวนโหย ยามนั้นพละกำลังอันคลุ้มคลั่งก็โถมทะลักมาแล้ว

โครม!

ร่างซิเล้งปลิวกระเด็นไปอีกทิศหนึ่ง ท่ามกลางความเจ็บแปลบปลาบที่รุมเร้า ซิเล้งยังมีสติแจ่มใสพยายามบังคับร่างกาย ผ่อนปรนความเร็วไว้ จวบจนกระแทกลงบนพื้นดินดังกึกก้อง

ครั้งนี้ ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างสาหัสแต่ยังประเสริฐที่มีการพยายามรักษาดุลย์น้ำหนักขณะลอยอยู่กลางอากาศ มาตรมิเช่นนั้นพอร่วงละลิ่วลงมาคงมีส่วนสัดใดทุพพลภาพไปแล้ว

ปิศาจไพรดวงตาสาดประกายอัคคีแดงฉานโชติช่วง ทอแววดุร้ายกว่าคราแรกมากนัก คล้ายดั่งกมลสันดานอันป่าเถื่อนได้กำเริบขึ้นมา

ซิเล้งใคร่ครวญอย่างว่องไว

‘…พละกำลังของตัวประหลาดนี้น่าตระหนกยิ่ง เรามีพลังฝีมืออ่อนด้อย หากหักโหมด้วยกำลัง กระทั่งชีวิตก็มิอาจรักษาได้…’

พอฉุกคิดเช่นนั้น รีบพลิกกายลุกขึ้น กล้ำกลืนอาการเจ็บปวด หันกายพุ่งร่างออกจากดงพฤกษาอันหนาทึบ

ซิเล้งทุ่มเทฝีเท้าวิ่งตะบึงอย่างสุดกำลัง พริบตาเดียวห่างมาไกลโข แต่ริมโสตยังแว่วเสียงครืนครั่นดังก้องโสต แลเห็นต้นไม้โบราณแข็งแกร่งหักโค่นระเนระนาดตลอดเวลา

ดงพฤกษาบังเกิดความปั่นป่วนอึงคะนึง ซิเล้งถึงกับชมเชยวาสนาตัวเอง หากชักช้าเลินเล่อ มาตรแม้นมิถูกปิศาจไพรบดขยี้ คงกลับกลายเป็นซากศพเพราะการล้มทับของต้นไม้นั่นเอง

ซิเล้งพอจากมา ห้วงสมองพลันบังเกิดความคิดคำนึงขึ้น

‘…เราเมื่อเตลิดหนีมา ปิศาจไพรคงรุกรานหมู่บ้านคร่ากุมชาวบ้าน เราหากหวั่นหวาดต่อความตายปานนี้ ดวงวิญญาณของบิดาในปรภพ คงผิดหวังแล้ว…’

ซิเล้งถอนหายใจออกมาอย่างรวดร้าวใจ ชะงักฝีเท้าลงพลันเหลือบเห็นในพุ่มทางซ้ายมือห่างประมาณลี้เศษ มีอารามโบราณหลังหนึ่ง จึงฉุกใจได้คิด รีบวิ่งปราดตรงไป

แลเห็นหน้าประตูจารึกอักษรอารามฉื่ออึงยี่ ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งชาวบ้านรวมกำลังมาเสาะหาผู้ถูกคร่ากุมตัวไป คาดว่าคงเป็นที่พำนักของปิศาจไพร

ดังนั้นรีบสาวเท้าเข้าไปในอาราม พลางกวาดสายตาสำรวจอย่างระมัดระวัง พอเหยียบย่างถึงวิหารใหญ่ แลเห็นบนแผ่นอิฐในวิหารมีคราบโลหิตสีดำคล้ำแปดเปื้อนอยู่

ซิเล้งแม้สำนึกทราบว่า สถานที่นี้มีภยันตรายอย่างใหญ่หลวง แต่จิตใจบังเกิดความฮึกเหิมองอาจ มิประหวั่นพรั่นพรึง มาถึงหลังวิหาร ประกายตาพอกวาดมอง กลับมิพบพานสิ่งผิดปรกติใดๆ คำนึงขึ้น

‘…หากแม้นปิศาจไพรพำนักอยู่ที่นี้จริง ย่อมมีร่องรอยให้พบพาน…’

ยามนั้น ซิเล้งพลันเห็นหอระฆังที่สูงตระหง่านหลังหนึ่ง แขวนระฆังมหึมาอยู่เบื้องสูง ด้านล่างใช้ศิลาแข็งแกร่งก่อเป็นหอ หลวงจีนหากจะย่ำระฆังต้องปีนป่ายบันไดที่จัดสร้างอยู่ภายในหอขึ้นไป

ซิเล้งมุดกายเข้าไปในหอระฆังสำรวจดู พบว่าด้านบนยังมีแผ่นไม้อยู่ชั้นหนึ่งจึงกระโดดขึ้นไป แลเห็นบนพื้นไม้ที่มีความกว้างสองวานั้น มีเศษกระดูกทิ้งเรี่ยราด หัวหมูครึ่งหัว และท่อนขาของวัวใหญ่ซีกหนึ่ง ล้วนแต่มีโลหิตชุ่มโชก

ระฆังแขวนทางด้านบนยังมีเชือกหยาบใหญ่เส้นหนึ่งห้อยลงมา มิเพียงห้อยถึงพื้นกระดานไม้ที่ยืนหยัดอยู่ ยังมีความยาวอีกมิน้อย โดยขดเป็นม้วนหนึ่ง

ซิเล้งคำนวณได้ว่า หอระฆังแขวนสูงขึ้นจากพื้นไม้นี้ประมาณวาเศษ ระฆังใหญ่โตปานนี้คงต้องมีน้ำหนักถึงพันชั่ง จึงวางแผนการขึ้นทันที

คราแรกซิเล้งปีนขึ้นไปบนหอระฆังก่อน เคลื่อนระฆังใหญ่มาอยู่เหนือไม้ขวางท่อนหนึ่ง ใช้มีดสั้นเล่มหนึ่งที่พกติดตัว ตัดเส้นเชือกส่วนที่เกินเลยขาดไป การปฏิบัติครั้งนี้ต้องสูญเสียเรี่ยวแรงมิน้อย แต่เส้นเชือกก็ถูกตัดขาดจนได้

ระฆังใบนี้ที่ใช้เชือกหยาบแขวนลอยไว้นั้น เนื่องจากยังสร้างมิเสร็จสมบูรณ์ โดยตระเตรียมว่าหลังจากหล่อหลอมใบระฆังแล้วค่อยคลายเชือกนำระฆังลงมา ดังนั้นทิ้งเส้นเชือกยาวอีกช่วงหนึ่ง เพื่อใช้สำหรับนำระฆังลง

ซิเล้งนำเส้นเชือกมาผูกล้อมไม้ขวางท่อนนั้น แล้วจึงนำไปคล้องผ่านหูระฆัง จากนั้นค่อยห้อยย้อยลงมา ด้านหนึ่งขมวดปมเป็นเงื่อน จัดวางบนแผ่นไม้ชั้นล่างของหอระฆัง

และแล้วกระโดดปราดออกจากหอระฆัง คิดหาไม้ไผ่ยาวๆ ตามกอไผ่ ซึ่งมีความยาวเท่ากับระยะห่างระหว่างหอระฆังกับพื้นกระดานชั้นล่างพอดี

ซิเล้งต้องสูญเสียกำลังใหญ่หลวง ค่อยสามารถดัดไม้ไผ่ยาวท่อนนั้นให้งองุ้ม ปลายหนึ่งของไม้ไผ่สอดเข้าไปในรอยแตกของแผ่นศิลาบนหอระฆัง จนเชื่อมั่นว่าจะไม่ดีดออกมา

ส่วนอีกด้านหนึ่งของไม้ไผ่ ถูกเส้นเชือกอีกสองเส้นซึ่งเสาะพบในภายหลังผูกมัดเอาไว้ เส้นหนึ่งใช้สำหรับกระตุกให้ท่อนไม้ไผ่ดีดพุ่งขึ้น ส่วนอีกเส้นหนึ่งก็มีผลประโยชน์ แต่ยังจะไม่อธิบาย

หลังจากทดสอบดูสามครั้งเกี่ยวกับความรวดเร็วและกำลังแรงของท่อนไม้ไผ่ยามดีดพุ่งจนพอใจ จึงสอดไม้ไผ่กลับเข้าไปอีก แล้วนำเส้นเชือกที่ผูกปลายไม้ไผ่เส้นที่สอง ผูกรัดสร้างเงื่อนเป็นอยู่ในบริเวณกับเชือกเส้นหยาบที่ห้อยลงมาในหอระฆัง

เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีผู้คนเหยียบย่างเข้ามาในขอบเขตของเงื่อนเป็น เส้นเชือกที่ผูกอยู่ปลายไม้ไผ่พอกระตุกลำไม้ไผ่ก็จะพุ่งออกจากรอยแตกของศิลา ทำให้เส้นเชือกอีกเส้นขมวดเป็นเงื่อน ฉุดกระชากขึ้นสู่เบื้องสูงรัดเงื่อนให้แน่นเข้าไปอีก

แต่ทว่าพฤติการณ์นี้ก็ไร้ประโยชน์ ทั้งนี้ก็เพราะผู้ที่ถูกเส้นเชือกหยาบคล้องพันเอาไว้นั้น อย่างมากก็เพียงล้มคว่ำลง หรือถูกกำลังดีดจากลำไม้ไผ่พาลากออกนอกหอระฆัง มิได้รับอันตรายแต่ประการใด

โดยเฉพาะบ่วงล่อนี้คิดใช้จัดการกับปิศาจไพร เรือนร่างของมันใหญ่โตยิ่งนัก พละกำลังก็มหาศาล สามารถคาดคะเนได้ว่าแรงดีดจากลำไม้ไผ่ ไม่มีทางทำให้มันล้มคว่ำคะมำลง แม้จะหลงพลัดเข้าสู่กับดัก ก็มีหนทางกลับคืนสู่อิสรภาพได้

แน่นอน ซิเล้งย่อมต้องมีแผนการอื่น ประการแรกเส้นเชือกหยาบที่ผูกเงื่อนเป็นไว้ มาตรแม้นยาวยิ่งนัก แต่ก็ได้คำนวณวัดระยะแล้ว และตัดทิ้งไปส่วนหนึ่ง ทำให้เงื่อนเป็นนี้จัดวางอยู่บนพื้นไม้ชั้นล่างของหอระฆังพอดิบพอดี

ประการสอง ซิเล้งขณะปีนป่ายขึ้นไปบนหอระฆังได้ใช้มีดสั้นตัดเส้นเชือกหยาบที่ใช้ห้อยโยง ระฆังใบมหึมาจนขาดไปเศษสองส่วนสามแล้ว

ยามนี้ ซิเล้งถึงกับมีเหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก เกรงว่าเส้นเชือกที่เหลือเพียงหนึ่งส่วนสาม จะไม่สามารถทานน้ำหนักของระฆังได้ และก็หวั่นวิตกว่าขณะที่ปิศาจไพรเข้ามาในกับดักขณะอาละวาดอยู่นั้น จะมิอาจทำลายเชือกเศษหนึ่งส่วนสามเส้นนี้ให้ขาดออกจากกัน

สมควรทราบว่าซิเล้งดำเนินแผนการใช้สติปัญญาหักล้างกับปิศาจไพรครั้งนี้จุดประสงค์เพื่ออาศัยระฆังมหึมาใบนี้ กดกระแทกปิศาจไพรจนเสียชีวิต แต่หากคิดให้ระฆังใบมหึมาร่วงหล่นลงมา ก็ต้องใช้บ่วงเชือกที่สร้างจากเงื่อนเป็นนั้นด้วย

เนื่องจากหากแม้นปิศาจไพรถูกเงื่อนรัดพันไว้ ย่อมต้องกระชากเส้นเชือกหลุดออกมาด้วยความวู่วาม ตอนนั้นเนื่องจากอีกปลายหนึ่งของเชือกหยาบได้คล้องไม้ขวางผูกติดกับบนระฆัง เท่ากับมันกระตุกให้ระฆังมหึมาหล่นลงมาโถมทับเอง

ซิเล้งสำรวจดูการจัดสร้างของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยซุกเก็บมีดสั้น จากมาอย่างระมัดระวัง หยิบเส้นเชือกละเอียดที่ผูกอยู่บนลำไม้ไผ่ ก้าวหลบเลี่ยงมาอีกด้านหนึ่ง คอยสังเกตเหตุการณ์อย่างเงียบงัน

การปฏิบัติงานครั้งนี้ สูญเสียเวลาอันยาวนานและพละกำลังอย่างใหญ่หลวง สร้างความเหน็ดเหนื่อยจนหอบหายใจ แขนขาทั้งสี่ข้างอ่อนล้าระโหยยิ่ง

ท้องฟ้าใกล้มืดค่ำ ซิเล้งเริ่มใจเต้นระทึก พลันได้ยินเสียงกู่อันเกรี้ยวกราดดังแว่วมา คราแรกคล้ายดั่งอยู่ห่างไกลยิ่งนัก แต่พอสำเนียงกู่ร้องดังเป็นครั้งที่สอง เงาร่างอันมหึมาสายหนึ่งก็ปรากฏเข้ามาในวิหารแล้ว

ซิเล้งพยายามระบายลมหายใจอย่างแผ่วเบา จิตใจบังเกิดความตื่นเต้นตึงเครียดอย่างใหญ่หลวง ทราบดีว่าวันนี้จะมีชะตากรรมอย่างไร อาศัยกับดักที่ขบคิดขึ้นจากปัญญานี้เท่านั้น

ซอกแขนปิศาจไพรหนีบร่างของบุรุษหนุ่มคนหนึ่ง แลเห็นมันอ้าปากที่ใหญ่โต เผยเห็นถึงเขี้ยวอันคมวาวคิดขบกัดลงบนร่างของชาวหมู่บ้านแต่แล้วพลันหยุดชะงักไว้

ซิเล้งเริ่มบังเกิดความพิศวงสงสัยขึ้น อันปิศาจไพรนี้แสดงว่านิยมดื่มโลหิตมนุษย์ แต่ตอนนี้เหตุใดไม่ขบกัดผู้เคราะห์ร้ายในซอกแขน หรือมันมีการุณยธรรมหลงเหลืออยู่?

ทันใด ปิศาจไพรพลันมีประกายตาเกรี้ยวกราดชั่วร้าย ฝังริมฝีปากลงบนต้นคอ ชาวบ้านในซอกแขนส่งเสียงอันแผ่นเบาขึ้น ปรากฏโลหิตสดๆ ฉีดพุ่งจากต้นคอถูกดูดดื่มเข้าสู่ลำคอปิศาจไพรอย่างรวดเร็ว

ซิเล้งจับจ้องจนดวงวิญญาณแทบหลุดลอยออกจากร่าง กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนสุดจะกล้ำกลืนอีกต่อไปส่งเสียงกรีดร้องดังๆ ว่า

“ปิศาจไพร หยุดมือ”

ปิศาจไพรพลันเหวี่ยงร่างคนในซอกแขนปลิวกระเด็นไป โถมกายมาทางด้านนี้อย่างดุร้าย

ในยามคับขันนั้น… เท้าข้างหนึ่งของปิศาจไพรพลันก้าวขึ้นอยู่เหนือเส้นเชือกม้วนที่สร้างดัก จากนั้นเหยียบย่ำลงอยู่ในเขตของเชือกม้วนที่สร้างเงื่อนเป็นโดยมิผิดพลาด

ซิเล้งยังมีสติสัมปชัญญะแจ่มใสจึงมิชะลอชักช้า รีบกระชากเส้นเชือกเล็กๆ ในมืออย่างสุดกำลัง ทำให้ไม้ไผ่ท่อนที่สอดอยู่ที่รอยแตกของแผ่นศิลาถูกดึงออกและดีดขึ้นไปอย่างรุนแรง

ไม้ไผ่พอดีดออก ก็นำเอาเงื่อนเป็นนั้นลอยเฉียงๆ ขึ้นสู่เบื้องบนด้วย และเนื่องจากเท้าอันหยาบใหญ่ของปิศาจไพรถูกคล้องพันไว้ เงื่อนเป็นจึงรวบเข้าหากันเอง จัดการกับท่อนขาของมันจนแนบแน่น

อาศัยสภาวะดีดขึ้นของลำไม้ไผ่ ความรุนแรงของกำลังหากเป็นบุคคลธรรมดาย่อมสะดุดล้มลง แต่ปิศาจไพรมีร่างกายบึกบึน จึงยังยืนหยัดอย่างมั่นคงได้

ปากของมันส่งเสียงคำรามกึกก้อง ยกเท้าขึ้นโหมสลัดแต่เงื่อนเป็นกลับรัดแน่น ไหนเลยสลัดหลุดได้?

ปิศาจไพรบังเกิดความเดือดดาลทะยานจิต ตะปบคว้าเส้นเชือกอันหยาบกร้าน ดึงกระชากอย่างวุ่นวาย มันมีพลังมหาศาล การฉุดกระชากครั้งนี้ กลับลากระฆังมหึมาขึ้นสูงไปหลายนิ้ว

แต่สภาวะพอผ่อนปรน ระฆังใบนั้นก็กดกระแทกต่ำลง ทำให้เส้นเชือกที่คล้องระฆังอยู่ก่อนขาดออกจากกัน

ระฆังใบมหึมาตกวูบลงมาอย่างรวดเร็ว ปิศาจไพรแม้มีร่างกายมโหฬาร แต่ประการหนึ่งเนื่องจากมิทันระมัดระวัง อีกประการหนึ่งเรือนร่างของมันไหนเลยเปรียบเทียบกับระฆังที่หนักหลายพันชั่งได้ จึงพลัดตกล้มลง เท้าข้างหนึ่งก็ถูกเส้นเชือกที่ผูกเงื่อนเป็นฉุดลอยขึ้นไป

ระฆังกำลังพุ่งต่ำ ปิศาจไพรก็ลอยร่างขึ้น ดังนั้นจึงปะทะกันอย่างถนัดถนี่ ได้ยินเสียงดังโครมกึกก้อง ปิศาจไพรถูกระฆังกระแทกจนปลิวกระเด็นไป

ระฆังมหึมาพอเผชิญกับสิ่งกีดขวาง ความเร็วจึงผ่อนปรนลง ดังนั้นแม้ร่วงหล่นลงบนไม้ขวางในหอระฆัง จนบังเกิดการสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แต่หอระฆังก็ยังไม่พังทลาย

ปิศาจไพรแขวนร่างห้อยโยงอยู่กลางอากาศตลอดทั้งร่างอ่อนระทวย มิเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ราวกับว่าถูกกระแทกเสียชีวิตไปแล้ว

ซิเล้งบังเกิดความปีติลิงโลดอย่างใหญ่หลวง รีบพุ่งกายมาถึงหอระฆัง แลเห็นปิศาจไพรที่ห้อยแขวนอยู่กลางอากาศ ดวงตาปิดสนิท มุมปากมีน้ำลายแตกฟอง แต่จมูกยังมีลมหายใจอันหนักหน่วงระบายออก

ดังนั้นรีบตะปบมีดสั้นที่ซุกอยู่ที่ต้นแขนออกมา ทราบดีว่าปิศาจไพรตอนนี้เพียงสลบสิ้นสติ หากมิฉวยโอกาสกำจัด ภายหลังย่อมบังเกิดความยุ่งยากอย่างแน่นอน

ซิเล้งแผ่พุ่งกำลังสะบัดมีดสั้นออก เสือกแทงใส่ทรวงอกปิศาจไพรทันที ได้ยินเสียงดังเพียะคมมีดกลับมิสามารถเสือกแทงเข้าไปได้!

หลังจากทดลองเสือกแทงตำแหน่งแห่งอื่นบนร่างปิศาจไพร ก็ยังมิอาจทะลวงผิวหนังอันแข็งแกร่งของมันได้ ต้องบังเกิดความเขม็งตึงเครียดเป็นที่ยิ่ง

ขณะนั้นพลันเหลือบเห็นเส้นโลหิตบนขม่อมของปิศาจไพรพองโตขึ้น ซึ่งสาเหตุเกิดจากการที่ร่างห้อยโยงอยู่ โลหิตทั้งหมดจึงถ่ายเทไปทางศีรษะ

ซิเล้งลองใช้มีดสั้นเสือกแทงเข้าไปในขม่อมของปิศาจไพรก็ยังมิสำเร็จ แต่เส้นโลหิตที่พองโตได้สะกิดภูมิปฏิภาณ

ของตน สังเกตดูเส้นโลหิตบริเวณลำคอของตัวประหลาดอันดุร้าย พบว่าเบ่งพองโตขึ้น

ตนจึงใช้มีดสั้นกรีดตวัดลงบนเส้นโลหิตที่ลำคอ ได้ยินเสียงดังเบาๆ โลหิตลำหนึ่งฉีดพุ่งออกมา ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ซิเล้งพยายามข่มกลั้น ความรู้สึกที่แทบอาเจียนล่าถอยมาด้านข้าง พริบตาเดียวทั่วทั้งร่างของปิศาจไพรก็ถูกชโลมด้วยโลหิต แปดเปื้อนพื้นไม้ตรงชั้นล่างของหอระฆังด้วย

ปิศาจไพรเนื่องจากห้อยร่างลง โลหิตขณะฉีดพุ่งออกจากปากแผลจึงรุนแรงยิ่งนัก ชั่วครู่ให้หลัง ปิศาจไพรพลันขยับร่างเล็กน้อย ลืมตาขึ้นมาอย่างแช่มช้า

หลังจากที่ปิศาจไพรฟื้นคืนสติ ก็ดิ้นรนอย่างรุนแรง แผดเสียงคำรามดังกึกก้อง อาละวาดจนหอระฆังทั้งหลังแทบล่มทลาย ยังประเสริฐที่หอระฆังนี้ก่อสร้างอย่างแข็งแรง จึงมิได้ล้มละลายลง

ซิเล้งจำต้องพลิ้วกายออกมาอีกด้านหนึ่ง ไปตรวจดูบุรุษหนุ่มที่นอนฟุบอยู่ในวิหาร แต่เนื่องจากสูญเสียโลหิตมากมายจึงเสียชีวิตไป

ยามนี้ม่านราตรีคลี่กางลง ปิศาจไพรยังส่งเสียงคำรามอย่างน่าพรั่นพรึง พร้อมกับเสียงหอบหายใจที่หนักหน่วง

ซิเล้งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียยิ่ง จึงกลับออกมาทางหน้าวิหาร เสาะหาที่สงบแล้วทรุดกายลงนอนหลับไป ราตรีได้ผ่านพ้นไปท่ามกลางอารมณ์ที่ผันผวนไม่สงบสุข

ยามอรุณรุ่งของวันใหม่ ซิเล้งตื่นขึ้นมาลองเงี่ยหูรับฟัง ก็ปราศจากสำเนียงใดๆ อีก จึงผุดลุกขึ้นก้าวไปยังหอระฆังปีนป่ายขึ้นสู่ด้านบนตามบันไดไม้อย่างระมัดระวัง

พลันแว่วเสียงครางอย่างหวนโหนดังขึ้น ซิเล้งถึงกับสะท้านทั้งร่าง คำนึงในใจ

‘…ที่แท้ปิศาจไพรยังไม่ตาย…’

ซิเล้งกวาดตาไป พบว่าปิศาจไพรยังถูกแขวนห้อยอยู่บนอากาศ สองแขนปล่อยห้อยลงอย่างอ่อนล้า พื้นไม้บนหอมีแต่โลหิตชโลมทั่ว แห้งเกรอะกรังจนเป็นสีม่วงคล้ำชวนสะอิดสะเอียน

และที่ปากแผลตรงเส้นโลหิตบริเวณลำคอของปิศาจไพร ยังมีโลหิตหยดหยาดออกมา ทั้งๆ หลั่งโลหิตมาเป็นเวลาหนึ่งคืนเต็มๆ จวบจนบัดนี้ยังมิเหือดแห้ง หากใช้ถังน้ำขนาดใหญ่มาบรรจุโลหิตคงได้หลายถังทีเดียว

ซิเล้งรู้สึกว่าปิศาจไพรแม้จะชั่วร้ายทารุณ แต่มิสมควรรับทัณฑ์ทรมานเช่นนี้ มิว่าฝ่ายตรงข้ามจะก่อเกิดเภทภัยหรือไม่ก็สมควรปลดปล่อยมันลงมา

พอตกลงใจเช่นนั้น จึงยื่นมือไปคว้าจับเส้นเชือกอันหยาบกร้าน ใช้มีดสั้นตัดจนขาดออก ได้ยินเสียงดังโครม เมื่อร่างของปิศาจไพรล้มลงมาบนพื้นไม้ดังสนั่น

ปิศาจไพรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างยากลำบากครั้งหนึ่งแล้วจึงส่งเสียงดังออกจากปากว่า

“เจ้าเป็นผู้วางแผนสังหารเรา?”

ซิเล้งพอได้ยินฝ่ายตรงข้ามใช้ภาษามนุษย์เช่นนี้ ความหวาดหวั่นก็ปลาสนาการไป กล่าวอย่างจริงจังว่า

“เพื่อความสงบสุขของหมู่บ้าน ข้าพเจ้าจำต้องจัดการกับท่าน เพียงแต่ท่านไฉนจึงเอื้อนเอ่ยวาจาได้?”

เราความจริงเป็นมนุษย์สามัญ เคยมีเกียรติภูมิในวงนักเลง แต่บัดนี้กลับมีสารรูปอันอัปลักษณ์น่าหวาดหวั่น สามารถตกตาย เช่นนี้นับว่าพ้นเคราะห์กรรมไป”

ซิเล้งบังเกิดความสงสัยใจอย่างใหญ่หลวง ปิศาจไพรคล้ายดั่งกลับคืนเป็นมนุษย์มีสามัญสำนึกจึงถามว่า

“หรือท่านคราก่อนหามีสภาพเช่นนี้ไม่?”

“เราเนื่องจากถูกบ้วนเงี้ยกฮวบซือ (อลัชชีโลกันตร์) คัดเลือกไป ภายหลังจึงถูกประทุษร้าย จนมีสภาพเฉกเช่นปิศาจอเวจี เราบางครั้งพอมีสติสัมปชัญญะเป็นของตัวเอง มักพยายามหักห้ามตัวเองมิให้ประกอบพฤติการณ์อันชั่วช้า”

หยุดหอบหายใจครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อ

“ครั้งกระโน้น เรามีวิชาฝีมือสูงล้ำ รูปร่างสง่าคมคาย กอปรกับปราดเปรื่องในอักษรศาสตร์ ขณะอยู่ในวงนักเลงจึงมีเกียรติภูมิอยู่บ้าง และได้รับความสนใจจากอิสตรีงาม แต่ภายหลังเรายังมิอาจทะลวงผ่านด่านราคะ จนมีสภาพอันอเนจอนาถ”

ซิเล้งกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า

“อลัชชีโลกันตร์เป็นใคร?”

ปิศาจไพรกล่าวว่า

“มันมีรูปโฉมสำรวมน่ายำเกรง ดุจดั่งเทพเจ้าจุติมาจากสรวงสวรรค์ แต่ความจริงมันเป็นจอมอธรรมอันดับหนึ่ง สร้างสรรค์ความชั่วช้าอย่างที่ตั้งแต่โบราณกาลมามิมีผู้ใดเทียบเทียมได้

“ความจริงแล้ว มันเป็นจอมมารร้ายอันดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะชนชาวอธรรมในใต้หล้า ส่วนใหญ่เกิดจากการประกอบของมัน เช่นเราเป็นตัวอย่างธรรมดาเท่านั้น

อลัชชีโลกันตร์มีความสามารถสร้างสรรค์ตัวประหลาด แต่ตอนนี้ มันเพียงปลดปล่อยบุคคลที่มีหน้ากากอันจอมปลอม แต่ที่แท้มีจิตโฉดชั่วออกมาจำนวนหนึ่ง

อันชนชั้นธัมมะจอมปลอมเหล่านั้น ยามประกอบกรรมสร้างยุคเข็ญ ยากที่จะถูกผู้อื่นตรวจพบ มิหนำซ้ำยังให้ความเคารพยำเกรง ดังนั้นไม่มีผู้ใดทราบว่า เป็นการสร้างสรรค์ของอลัชชีโลกันตร์เลย!”

ซิเล้งใจสะท้านปานจะขาดรอน มาตรแม้นตนจะมีความห้าวหาญเปี่ยมน้ำใจระอุคุกรุ่น บัดนี้พอได้ทราบความลับอันสะท้านโลกก็ถึงกับรับฟังอย่างแตกตื่นตระหนก

ยามนี้เรือนร่างของปิศาจไพรพลันย่อเล็กลง แต่ซิเล้งมิทันสังเกตเห็น

ปิศาจไพรหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ จึงกล่าว

“อลัชชีโลกันตร์มักบ่งบอกว่า มนุษย์เรามีกมลสันดานเหี้ยมโหดอยู่ในตัวเอง บุคคลผู้หนึ่งการที่เสริมสร้างความดีงาม วิจารณ์หลักธัมมะ ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่ขัดแย้งจากอุปนิสัยใจคอที่แท้จริง

“มันเพียรฝึกฝนวิชานานาชนิด เพื่อชักนำสันดานที่โหดร้ายของมนุษย์เราให้แสดงออก เพื่อนับแต่นี้ไป ปุถุชนจะไม่ประกอบเรื่องราวที่ขัดแย้งกับกมลสันดานเดิม!”

ซิเล้งคาดมิถึงว่า อลัชชีโลกันตร์ผู้นี้จะมีเหตุผลอ้างอิงถึงปานนี้ ต้องงงงันไปวูบ

ควรทราบว่าในใต้หล้า บุคคลที่เป็นมิจฉาชีพล้วนมิมีเหตุผลมาค้ำจุนความชั่วเหล่านั้น ผู้ที่เป็นอธรรมเลวร้ายมักมีอุปนิสัยเห็นแก่ตัว ละโมบไร้ขอบเขต จึงเปลี่ยนแปลงจนอำมหิตทารุณ และก็เพียงประพฤติความเลวร้าย โดยมิกระทบกระเทือนถึงทัศนะวิสัยของบุคคลอื่น

แต่ทว่า อลัชชีโลกันตร์นี้กลับมีเหตุผลต่อความเลวร้ายต่ำช้า และย่อมต้องมีชนชาวอันเลวร้ายที่เคารพข้อวิจารณ์ของมัน จนก่อกำเนิดเป็นสถาบันที่สนับสนุนการประกอบความชั่วแล้ว

ด้วยสามัญสำนึก ซิเล้งเริ่มมีโลหิตระอุคุกรุ่น บังเกิดสรณะยึดมั่นว่า จะต้องหาทางขัดขวางพฤติการณ์อันชั่วร้ายของอลัชชีโลกันตร์พิทักษ์หลักธรรมยืนยงให้จงได้

ดังนั้นจึงกล่าว

“อลัชชีโลกันตร์มีพลังฝีมือเป็นอย่างไร?”

ปิศาจไพรตอบว่า

“สูงล้ำจนสุดยอด แนววิชาที่มันฝึกฝน ไม่มีแขนงใดที่มิใช่หลักวิชาอันพิสดารชั่วช้า ในด้านพลังฝีมือมันสามารถฝึกปรือยอดวิชาหลายประการ ล้วนแต่ประหลาดพิกล

“วิชาจี้สกัดจุดของอลัชชีโลกันตร์ จุดเส้นบางแห่งบนร่างกายมนุษย์ที่มิใช่จุดสำคัญ แต่มันหากลงมือก็เป็นจุดตาย มิเพียงไม่อาจตบคลายแก้ไข ยังจะมีอาการแผดหัวร่อหรือร่ำไห้จนเสียชีวิต”

มันหอบหายใจเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า

“นอกจากนั้น อลัชชีโลกันตร์ยังแตกฉานวิชาค่ายคูประตูกล การพลิกแพลงด้านพยุห วิชาเหล่านี้ทำให้มันฝึกฝนวิชาพิสดารเร้นกายหายสาบสูญร่องรอยได้

“หมายความว่ามันอาศัยความลึกล้ำของขบวนพยุห ทำให้บุคคลอื่นบังเกิดมายาภาพ เราเคยทดสอบแนววิชานี้ของมัน ทราบว่ามันฝึกปรือกระแสจิตที่ไพศาลพิเศษประการหนึ่ง ดังนั้นเราเชื่อมั่นว่า วิชาซ่อนเร้นร่องรอยนี้ คงใช้กระแสจิตทุ่มเทเข้าไปด้วย”

ซิเล้งรับฟังด้วยอารมณ์ที่หวั่นไหว ปิศาจไพรกล่าวในตอนท้ายว่า

“เราคร่ำเคร่งกับตำราของนักปราชญ์ พฤติการณ์ชั่วชีวิตนับว่ามิได้มีใจละอาย แต่เคราะห์ร้ายที่ต้องตกอยู่ในเงื้อมหัตถ์อสูรร้าย ในที่สุดมิอาจหักห้ามอารมณ์ปรารถนา ถูกมันฉกฉวยใช้ตัวยาทำร้าย จนเป็นตัวประหลาดดุร้าย

“เจ้าคงทราบในอุปนิสัยใจคอของทุกคน มีสันดานของสัตว์ป่าอยู่ ตัวยาของมันก็ชักนำเอาสันดานสัตว์ป่าของเราเปลี่ยนแปลงเป็นบุคคลที่นิยมดื่มโลหิตมนุษย์ โดยไม่มีทางควบคุมอารมณ์ได้”

ซิเล้งถึงกับขนลุกเกลียวกราวด้วยความหวั่นไหว ลอบสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ คำนึงว่า

‘…พี่ท่านนี้มีพลังฝีมือสูงล้ำมาก่อน แต่ยังประสบเคราะห์กรรมอันอเนจอนาถ เรามีความสำเร็จต่ำทรามและกำลังเพียงลำพัง จะกำจัดกวาดล้างราชันย์อสูรร้ายนั้นได้อย่างไร?…’

ซิเล้งพลันสังเกตว่า ร่างกายของปิศาจไพรพลันหดย่อจนมีลักษณะแทบเท่ากับบุคคลสามัญ จึงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นสงสัย

ปิศาจไพรบังเกิดรอยยิ้มขึ้น ยามนี้เค้าหน้าของมันได้กลับคืนสู่รูปโฉมดั่งเดิม กล่าวว่า

“ในที่สุด มโนธรรมประจำใจของเรา ได้หักล้างสันดานสันดานสัตว์ป่านั้นได้ ในวาระสุดท้ายนับว่าฟื้นคืนเป็นมนุษย์ นี่เป็นเรื่องราวอันน่าปลาบปลื้มประโลมจิต”

สำเนียงของมันพลันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนระโหย ภายหลังแทบมิอาจจำแนกวาจาได้

ซิเล้งพลันหวนนึกถึงเรื่องราวประการหนึ่ง รีบร้องว่า

“พี่ท่าน อลัชชีโลกันตร์ผู้นั้นอาศัยอยู่ที่ใด?”

ปิศาจไพรอ้าปากขึ้น ในลำคอส่งสำเนียงดังพิกลเพียงจับใจความได้ว่าสุสานโบราณอะไรเท่านั้น

ซากศพปิศาจไพรแข็งทื่ออย่างรวดเร็ว ซิเล้งขนย้ายซากศพของมันจากอารามหลังนี้ เสาะหาพลั่วเหล็กขุดเป็นหลุมฝังศพให้ แล้วค่อยชะล้างคราบโลหิตที่แปดเปื้อนตามร่างกาย

ยามนี้เป็นยามเที่ยงแล้ว ซิเล้งหวนกลับมาที่หมู่บ้าน เสาะพบสตรีชรานางนั้นแล้วบอกเล่าเหตุการณ์ที่ปิศาจไพรถูกกำจัดไป สร้างความลิงโลดให้ จนถึงกับจัดอาหารเลี้ยงต้อนรับ ซิเล้งพอรับการสมนาคุณจนอิ่มหนำก็เริ่มเดินทางต่อไป


น.นพรัตน์
น.นพรัตน์ สุดยอดนักแปลนิยายกำลังภายในของประเทศไทย สามารถแปลผลงานของกิมย้ง ได้ครบทั้ง 15 เรื่อง ทั้งแปลงานของโก้วเล้ง ได้มากกว่าผู้แปลท่านอื่น ๆ ด้วย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here