๓๖
♦ นัดพบในชาติหน้า ♦
……………

กิมเม้งตี้พอครุ่นคิดก็รู้สึกว่า มีเหตุผล อาศัยความชาญฉลาดของกี้เฮียงเค้ง ย่อมขบคิดถึงแผนการที่จูกงเม้งอาศัยวิชาไม้ตายแลกเปลี่ยนกับชีวิต และนางต้องขัดขวางอย่างแน่นอน

            มันพอใคร่ครวญตลบหนึ่งแล้ว ก็ส่งเสียงขึ้นว่า

“โกวเนี้ยขอให้มาสักคราหนึ่ง”

นางแมงมุมขาวที่ร่วมอยู่ หาได้ทราบซึ้งถึงการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ จึงสาวเท้าก้าวเข้ามาถามว่า

“เรื่องอันใด?”

กิมเม้งตี้ก็มิทราบว่า ผู้กล้าหาญดาบทองจะดำเนินวิธีใดสยบนาง จึงได้แต่ชี้มือไปทางจูกงเม้งกล่าวว่า

“ท่านจับจ้องมัน”

นางแมงมุมขาวเบือนสายตามองไปทางจูกงเม้ง พลันตะลึงลานไป ดวงเนตรเบิกค้าง กิมเม้งตี้รู้สึกพิศวงสงสัย ชำเลืองแลจูกงเม้งวูบหนึ่ง

แลเห็นมันได้เบิ่งตาขึ้น จนโปนโตกว่าบุคคลธรรมดาหนึ่งเท่าตัวสาดประกายแวววาว มีสภาพพิสดารน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!

กิมเม้งตี้เหลียวมองมาที่ใบหน้าของนางแมงมุมขาว แลเห็นนางมีอิริยาบถที่ขัดขืนดิ้นรนอย่างสุดกำลัง และระโหยโรงแรงเป็นที่ยิ่งกิมเม้งตี้มีสมองปราดเปรื่อง สำนึกทราบว่าผิดท่าแล้ว

มันรีบยื่นมือจี้สกัดจุดของนาง นางแมงมุมขาวก็สูญสิ้นสติสัมปชัญญะไป หนังตาตกลงมา ในที่สุดก็พริ้มตาจนแนบแน่น

กิมเม้งตี้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างแผ่วเบา มาถึงหน้าประตูด้านข้างริมโสตได้ยินซิเล้งกำลังสนทนากับปึงเซียะ มันมิชักช้าลังเลอีก รีบบดเปลือกขี้ผึ้งออก ตัวเองก็ปิดสกัดลมหายใจ

ชั่วพริบตาเดียว ภายในห้องข้างเคียงก็ปราศจากสรรพสำเนียงใดๆ กิมเม้งตี้ชะโงกศีรษะมองเข้าไปแลเห็นซิเล้ง ปึงเซียะและฉี้อิงสามคน พากันนั่งระทวยอยู่บนเก้าอี้ นัยน์ตาพริ้มสนิท

กิมเม้งตี้พลิ้วกายกลับมาทางด้านผู้กล้าหาญดาบทอง ซึ่งจูกงเม้งขณะที่สูดลมหายใจเข้าไปตามปรกติก็ห้อยศีรษะลงสลบไสลมิได้สติ

ในยามนี้ กิมเม้งตี้มิกล้าอาศัยสืบไปอีก รีบล่าถอยออกมานอกห้องโถง วางจูกงเม้งลงบนพื้นดิน ประกบดรรชนีจี้สกัดใส่บริเวณชายโครงของฝ่ายตรงข้าม แต่ฝ่ายจูกงเม้งหามีปฏิกิริยาอันใดไม่

กิมเม้งตี้จึงเชื่อมั่นว่า ตรงข้ามสลบไสลไปจริงๆ ที่แท้ตำแหน่งที่มันจู่โจมเป็นจุดลับตำแหน่งหนึ่งบนร่างกายของมนุษย์ หากจี้สกัดจุดนี้เมื่อยามที่มีความรู้สึกสำนึก ย่อมต้องแผดหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง

มันเพียงมั่นใจว่า จูกงเม้งต้องการมีชีวิตรอด  มิกล้าดำเนินอุบายใดๆ แต่ทว่าขณะสยบควบคุมนางแมงมุมขาว ฝ่ายตรงข้ามได้ใช้วิชาสะกดวิญญาณทีเดียว

วิธีนี้เป็นแนววิชาอันเร้นลับพิสดาร หากแม้นควบคุมกระแสจิตของนางแมงมุมขาวได้แล้ว จูกงเม้งก็สามารถบงการให้นางแมงมุมขาวรอจนพวกมันหลบหนีไป ลงมือสังหารพวกซิเล้งฉี้อิง!

ยังประเสริฐที่กิมเม้งตี้มีความรอบรู้กว้างขวาง พอสังเกตพบว่าจูกงเม้งใช้วิชาอันชั่วร้าย จึงรีบจี้สกัดสุดนางแมงมุมขาวจนสิ้นสติไป ไม่ถูกวิชาสะกดจิตสยบข่มขู่

กิมเม้งตี้ขณะคิดจะทำให้ จูกงเม้งฟื้นตื่นขึ้นมา ก็พลันได้ยินสำเนียงอันนุ่มนวลของกี้เฮียงเค้งดังมาจากทางด้านหลังห้องโถงว่า

“เอ๊ะ เราไฉนอ้อมวกมาทางเบื้องหลังด้วย”

สำเนียงเพิ่งดังขึ้น กิมเม้งตี้ก็รีบหนีบร่างของจูกงเม้ง โลดแล่นพุ่งกายอย่างว่องไวปานสายฟ้า

ทางหน้าต่างบานหลัง มีสำเนียงเปิดออก กี้เฮียงเค้งได้ถลันกายเข้าไปในห้องโถง รีบสาวเท้ามาถึงเบื้องหน้าของนางแมงมุมขาว พอพินิจจับจ้อง จึงทราบว่าจุดเส้นแห่งหนึ่งของนางถูกสกัดเอาไว้

กี้เฮียงเค้งหลังจากอาศัยร่วมกับกิมเม้งตี้ชั่วเวลาหนึ่งแล้ว ก็เรียนรู้วิชาจี้สกัดจุดของมันด้วย บัดนี้นางมิแตกตื่นลนลาน ล้วงหยิบเข็มทองเล่มหนึ่งจากร่างกาย ปักตรึงลงบนจุดเส้นแห่งหนึ่งที่ต้นคอของนางแมงมุมขาว แล้วค่อยตบคลายจุดที่ถูกสกัด

นางแมงมุมขาวหลังจากส่งเสียงครวญครางเบาๆ ก็ยื่นมือลูบคลำหน้าผากกล่าวว่า

“อา เค้งเจ้เจ๊ เรารู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย”

ประกายตาพอกลอกกลิ้ง ก็พลันร้องโพล่งว่า

“กิมเม้งตี้กับจูกงเม้งเล่า?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ท่านมิต้องลนลาน ขบคิดเสียก่อนว่า ได้บังเกิดเรื่องราวอันใด”

“อ้อ เมื่อครู่นี้ จูกงเม้งได้เปลี่ยนแปลงร่างกายเป็นอลัชชีโลกันตร์ก่อกวนเราจนหมดสติเลอะเลือน แล้วก็สลบไสลไป”

วาจาเหล่านี้ บุคคลอื่นพอรับฟังย่อมมิเข้าใจว่า เป็นเรื่องราวอย่างไรกัน แต่กี้เฮียงเค้งได้ผงกศีรษะกล่าวว่า

“นั่นเป็นวิชาสะกดจิตที่ถูกจูกงเม้งฝึกปรือขึ้น ท่านคงจดจำได้ว่าคราก่อนวิธีการที่ท่านควบคุมเหล่าบริวาร ก็มีดวงจิตคำนึงถึงอลัชชีโลกันตร์ ทำให้ตัวเองกลับกลายเป็นมัน แล้วค่อยบงการเหล่าบริวาร

เหตุผลดังกล่าว เป็นเฉกเช่นกับจูกงเม้งลงมือต่อท่าน หากแม้นมิใช่กิมเม้งตี้ฉุกใจได้คิด จี้สกัดจุดของท่าน หลังจากนั้นแล้วท่านก็ต้องรับฟังคำบงการของจูกงเม้ง ปลดปล่อยเทพแมงมุมดำออกประทุษร้ายผู้คนทั้งหมด นี่เป็นแผนการตอบโต้ขั้นสุดท้ายของจูกงเม้ง”

นางแมงมุมขาวกล่าวว่า

“แต่บัดนี้จูกงเม้งไปที่ใดแล้ว?”

กี้เฮียงเค้งมิตอบคำ นำพานางไปในห้องข้างเคียง ท่ามกลางแสงโคมที่สาดส่องอย่างริบหรี่ ปึงเซียะ ซิเล้งกับฉี้อิงนั่งอ่อนระทวยบนเก้าอี้ สูญเสียสติสัมปชัญญะไป

นางแมงมุมขาวร้องอย่างแตกตื่นว่า

“ปึงเซียะ ท่านเป็นอย่างไร?”

พอเข้าไปตรวจตรา จึงทราบว่ามันยังมีชีวิตอยู่ค่อยวางใจได้ หลังจากตรวจอาการของซิเล้งกับฉี้อิง ก็พบว่าทั้งหมดล้วนแต่สิ้นสติสมประดี ทำให้จิตใจประหวั่นลนลาน

กี้เฮียงเค้งเพิ่งกล่าวว่า

“กิมเม้งตี้ได้นำพาจูกงเม้งหลบหนีไปแล้ว เพราะเหตุใดเล่า?”

“เนื่องจากจูกงเม้งมีวิชาเร้นลับแขนงหนึ่ง กิมเม้งตี้ปรารถนาใคร่ฝึกหัด จึงได้ช่วยชีวิตของมัน”

นางแมงมุมขาวกล่าวอย่างแตกตื่นว่า

“ฟ้าเอย ซิตั่วกอ (พี่ใหญ่แซ่ซิ) กับฉี้เจ้เจ๊พอรับทราบแล้ว มิขุ่นเคืองจนตกตายก็แปลกไปแล้ว”

“จะเดือดดาลจนตกตายหรือยังไม่เป็นเรื่องรองลงมา ที่น่าหวาดหวั่นกลับเป็นเรื่องราวอีกประการหนึ่ง”

“เอ๊ะ ยังมีเรื่องราวอันใด?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“จากการที่จูกงเม้งสามารถฝึกฝนไม้ตายอันเลิศล้ำเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงมิอาจไม่คาดคิดว่า อลัชชีโลกันตร์คงได้รับบันทึกของเทพโฉดสะท้านโพยมกับมหาสมณะโพธิสัตว์

ชนชั้นเฉกเช่นจูกงเม้ง นับว่ายากจะพบพานแล้ว แต่เพราะมีอายุสูงวัยเกินไป จึงฝึกปรือสำเร็จเพียงสี่ส่วน ซึ่งก็นับว่าร้ายกาจยิ่งนักหากแม้นแตกฉานถึงเจ็ดส่วน ไยมิใช่แม้แต่กิมเม้งตี้ก็ไม่อาจต้านทานได้

มาตรแม้นว่า อลัชชีโลกันตร์ได้อัจฉริยะอันยอดเยี่ยม และเคี่ยวเข็ญอบรม ฝึกหัดวิชาอันยอดเยี่ยมเหล่านั้น พอมีความสำเร็จ ก็นับว่าปราศจากบุคคลทัดเทียบทั่วใต้หล้าทีเดียว!”

นางแมงมุมขาวรับฟังอย่างงงงัน พลันกล่าวว่า

“เหตุไฉนผู้ทรงฝีมือเฉกเช่นจูกงเม้ง มิอาจฝึกปรือวิชาจนแตกฉานสำเร็จเล่า?”

“ประการสำคัญ เนื่องจากรากฐานของมันเป็นแนวทางอีกแบบหนึ่ง ต้องดัดแปลงแก้ไข นอกจากนั้น มันยังมีอายุสูงวัย เคยมีภรรยาและพัวพันอิสตรีจำนวนมาก ซึ่งเป็นข้อห้ามของผู้ฝึกปรือฝีมือ ดังนั้นจึงไม่อาจบรรลุถึงขั้นสูงล้ำสุดยอด”

“อ้อ หากแม้นอลัชชีโลกันตร์ได้คัดเลือกฝึกฝนอัจฉริยะเช่นนั้นจริงๆ พวกเราเมื่อเร่งรุดสู่อาณาจักรอัคคี ไยมิใช่เดินทางไปแสวงหาความตายเล่า?”

กี้เฮียงเค้งตอบว่า

“ถูกต้อง ท่านว่าเรื่องนี้น่าหวั่นไหวหรือไม่?”

นางเงียบงันไปเล็กน้อย พลันถอยหายใจยาวๆ ออกมากล่าวว่า

“ม่วยม่วย ชีวิตของท่านมิใคร่พัวพันกับชนขาวโลก ดังนั้นจึงมีจิตใจบริสุทธิ์แฝงความไร้เดียงสา หากแม้นข้าพเจ้าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นท่าน ก็นับเป็นวาสนาแล้ว”

นางพลันกล่าววาจาอันสะทกสะท้อนขึ้นมา นางแมงมุมขาวจึงซึมทราบได้ว่า ฝ่ายตรงข้ามมีดวงจิตอันหมกมุ่น และพกเอาความอัดอั้นกังวลยากแก้ไข

นางมิมีหนทางช่วยเหลือกี้เฮียงเค้ง จึงได้แต่กล่าวอย่างเห็นใจว่า

“เค้งเจ้เจ๊ ท่านอย่าได้ครุ่นคิดให้มากความก็ใช้ได้แล้ว”

กี้เฮียงเค้งฝืนหัวร่อ แล้วปลุกปลอบตัวเองจนกระตือรือร้นขึ้นมากล่าวว่า

“ม่วยม่วย ต้นคอของท่านมีเข็มทอง อยู่เล่มหนึ่ง บัดนี้สามารถถอนออกมาแล้ว”

นางแมงมุมขาวยื่นมือไปลูบคลำ กล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“เข็มทองเล่มนี้มีประโยชน์อย่างไร?”

กี้เฮียงเค้งให้นางนั่งลง ค่อยกล่าวว่า

“เข็มนี้มีประสิทธิภาพทำลายวิชาสะกดจิตของจูกงเม้ง บัดนี้มิเป็นไรแล้ว สามารถถอนออกได้”

นางแมงมุมขาวปฏิบัติตาม ถอนเข็มทองออกมา พลันมีดวงตาพริ้มลง สลบไสลไป

กี้เฮียงเค้งนำเข็มทองกลับมา และสาวเท้าออกนอกห้องโถงแลเห็นบนลานตึกอันกว้างขวาง ได้มีเงาร่างสายหนึ่งโลดแล่นวิ่งวนเวียนอยู่อย่างว่องไว

บนพื้นดินหน้าลานตึก ได้จัดตั้งกิ่งไผ่สีขาวอยู่จำนวนมากและกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ เงาร่างสายนั้นก็วิ่งตะบึงอยู่ท่ามกลางต้นไผ่เหล่านั้น

กี้เฮียงเค้งก้าวเท้าเดินเข้าไป ลดเลี้ยวอยู่มิกี่ครั้งก็เข้าใกล้เงาร่างสายนั้น ซึ่งประจวบเหมาะกับฝ่ายตรงข้ามวิ่งตะบึงมาทางด้านของนาง ทั้งๆ ที่พุ่งเฉียดไป แต่คล้ายดั่งมิได้พบเห็นนาง

นางพลันยื่นมือคว้าจับบุคคลผู้นั้น กล่าวว่า

“เม้งตี้ ท่านจะไปที่ใด?”

กิมเม้งตี้ที่ซอกแขนยังหนีบร่างของจูกงเม้ง พอถูกกี้เฮียงเค้งฉุดรั้ง ก็ชะงักฝีเท้าลง เหลียวแลไปรอบกาย สีหน้าปรากฏแววอันมึนงง เหลียวแลไปรอบกาย สีหน้าปรากฏแววอันมึนงง เสมือนกับมิได้พบเห็นกี้เฮียงเค้งที่อยู่ทางเบื้องหลัง ปากก็กล่าวว่า

“เป็นอาเค้งหรอกหรือ ท่านอยู่ที่ใด?”

กี้เฮียงเค้งตอบไปว่า

“ท่านนำพาจูกงเม้งหลบหนีไป เท่ากับสร้างอริบาดหมางต่อซิเล้งกับฉี้อิง นับแต่นี้ไปจะกลับกลายเป็นคู่อาฆาตที่มิยอมอยู่ร่วมฟ้า

นางขณะกล่าววาจาก็ล้วงหยิบเข็มทองออกมา ผนึกพลังแล้วลงมือในบัดดล แลเห็นเข็มทองกระจายวูบ ก็ปักตรึงเข้าไปในจุดเทียนเล้งบนขม่อมของจูกงเม้ง โผล่พ้นออกนอกเนื้อเพียงเล็กน้อย และจูกงเม้งยังสลบไสลอยู่ จึงไม่ขยับเคลื่อนไหว

กี้เฮียงเค้งถอนเข็มทองออกมา แล้วทยอยกันทิ่มแทง ลงไปบนจุดเส้นบริเวณลำคอและทรวงอกของจูกงเม้งสามแห่ง ยามซุกเก็บเข็มทอง ใบหน้าที่งามสะคราญ มีเหงื่อกาฬไหลซึม คล้ายดังสูญเสียเรี่ยวแรงมิน้อย

นางยามลงมือปากก็เอื้อนเอ่ย กิมเม้งตี้ได้เงี่ยหูรับฟังจนคล้ายดั่งไม่รับทราบพฤติการณ์ของนาง และมันพลันกระชากเสียงกล่าวว่า

“ท่านมิต้องบ่งบอกแล้ว เราเคยเกรงกลัวผู้ใดมาก่อน?”

กี้เฮียงเค้งใช้ชายเสื้อเช็ดหยาดเหงื่อ กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“เอาเถอะ นับว่าท่านมิแยแสพวกมัน แต่สำหรับข้าพเจ้าเล่า?”

กิมเม้งตี้มีสีหน้าอันเดือดดาล แต่แล้วก็มิเอื้อนเอ่ยวาจาที่ระคายโสตออกมา ชั่วครู่ให้หลังค่อยกล่าวว่า

“เราทราบว่า พฤติการณ์นี้สร้างความยุ่งยากให้กับท่าน แต่จูกงเม้งได้อาศัยวิชาเทพโฉดสะท้านโพยมกับมหาสมณะโพธิสัตว์ร่วมบัญญัติขึ้น เรียกว่าดาบพุทธไร้เทียมทาน แลกเปลี่ยนกับชีวิตของมัน และเราต้องฝึกหัดวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน จึงจะเป็นผู้ทรงฝีมืออันดับหนึ่งอย่างแท้จริง”

กี้เฮียงเค้งเห็นว่ามันมิได้ตวาดแผดด่า กลับบอกกล่าวเหตุการณ์ตามความสัตย์ ในดวงใจจึงบังเกิดความปลาบปลื้มอย่างประหลาดล้ำ รู้สึกอบอุ่นคำนึงว่า

“…ในใจของมันได้มีการคำนึงถึงเราแล้ว…”

ได้ยินกิมเม้งตี้กล่าวว่า

“อาเค้งท่านอยู่ที่ใด ไฉนเราจึงมิอาจพบเห็นท่าน?”

“ข้าพเจ้าอยู่ข้างกายของท่าน แต่ท่านหากได้เห็นข้าพเจ้าแล้วจะทำอย่างไร?”

“เราหากเป็นกาลก่อน ย่อมต้องให้ท่านปรากฏกายขึ้น แล้วลงมือสังหารไปเสีย!”

กี้เฮียงเค้งพอได้ยินก็สะท้านใจอย่างรุนแรง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ซึ่งหากแม้นนางมิมีความรักต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างลึกซึ้ง ย่อมไม่ตื่นตระหนกถึงปานนี้

กิมเม้งตี้กล่าวอีกว่า

“บัดนี้เรามิอาจตัดใจอย่างอำมหิต ท่านออกมาพบเราเถอะ”

ห้วงสมองอันปราดเปรื่องของกี้เฮียงเค้ง ได้มีปฏิกิริยาตามความเคยชินขบคิดว่า กิมเม้งตี้อาจจะแสร้งกล่าวแฝงเลสนัยอันชั่วร้าย แต่แล้วก็ฉุกคิดว่า มันมีไมตรีต่อนาง ไหนเลยจะลงมือสังหาร?

กี้เฮียงเค้งพลันล้วงหยิบเอาคบไฟแล้วจุดขึ้น จัดการเผาใยของเทพแมงมุมดำที่รัดพันข้อมือทั้งสองของจูกงเม้งจนขาดออกเสียก่อน แล้วจึงใช้ปลายเท้าเตะกิ่งไม้สองท่อนล้มลง

กิมเม้งตี้ พลันรู้สึกสว่างเจิดจ้าที่เบื้องหน้าสายตาจวบจนบัดนี้เพิ่งพบว่า ตัวเองยังอยู่ที่ลานกว้างหน้าห้องโถง แต่ทว่าในความรู้สึกเมื่อครู่นี้ คล้ายดั่งรอนแรมเป็นระยะทางหลายสิบลี้

มันกวาดสายตาเหลือบแลตลบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า

“มิน่าเล่า ท่านเมื่อครู่นี้จึงไปปรากฏตัวที่หลังหน้าต่าง ที่แท้ท่านได้จัดตั้งขบวนพยุหอยู่ในที่นี้แล้ว”

กิมเม้งตี้ยังมิกล้ามีพฤติการณ์อันวู่วาม ส่งเสียงถามไถ่อย่างนุ่มนวลอีกว่า

“พวกมันยังอยู่ในห้องหับ และมิทราบเรื่องราวประการนี้ใช่หรือไม่”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าเกรงว่าพวกมันจะล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่ ข้าพเจ้าใช้ขบวนค่ายกลนี้กักกันท่าน จึงมิกล้าช่วยเหลือพวกมันจนฟื้นตื่น”

“ท่านทราบโดยอย่างไรว่า เราจะนำพาจูกงเม้งจากไป?”

“บึงเร้นอาคารลับของข้าพเจ้าในยุคสมัยที่ผ่านมา ได้ประดิษฐ์วัตถุสิ่งของอันพิสดารจำนวนมาก สมมติว่าคราแรกข้าพเจ้าอยู่นอกห้องโถงรับคำสนทนาของพวกท่านได้อย่างชัดเจน ราวกับข้าพเจ้าได้ไปยืนหยัดอยู่ข้างกาย นั่นเป็นเครื่องมือมีลักษณะรูปทรงกรวย จัดสร้างอย่างละเอียดประณีตสุดจะบรรยาย”

นางพลันย้อนถามว่า

“ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าปรากฏกาย และข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตามแล้ว มิทราบว่ามีวาจาอันใด?”

กิมเม้งตี้แหงนหน้ามองท้องฟ้า สีหน้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงตลอดเวลา ชั่วครู่ให้หลังจึงกล่าวว่า

“ท่านติดตามไปกับเราด้วยได้หรือไม่?”

“มิได้ หากเป็นเช่นนั้น อาเล้งกับอาอิงย่อมต้องชิงชังข้าพเจ้าอย่างยิ่งยวด”

กิมเม้งตี้พลันยื่นฝ่ามือซ้ายออกราวกับสายฟ้าแลบพุ่ง ตะปบคว้าที่ข้อมือของนางกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“ท่านหากมิติดตามเราไป ก็แสดงว่าจะช่วยเหลือซิเล้งเป็นศัตรูต่อเราแล้ว”

กี้เฮียงเค้งพริ้มตาลง สีหน้าปรากฏแววอันรันทดหดหู่ กล่าวเสียงละห้อยว่า

“หากแม้นเป็นเช่นนั้น ท่านคิดจะจัดการกับข้าพเจ้าอย่างไร?”

“เราไม่เกรงกลัวพวกมัน แต่ท่านชาญฉลาดเกินไป มีแต่สังหารท่านในขณะนี้เลย”

กี้เฮียงเค้งรู้สึกว่า พลังจากปลายนิ้วของกิมเม้งตี้ได้เพิ่มพูนขึ้น ทรวงอกมีอาการอัดอั้น สำนึกทราบว่ามันขอเพียงเร่งเร้าพลังภายใน ก็สามารถปลิดชีวิตของนาง

ในช่วงเวลาความเป็นความตายเช่นนี้ นางกลับมีจิตใจสงบปราศจากความพรั่นพรึง

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า

“ท่านมิเกรงกลัวต่อความตายจริงๆ หรือ?”

“เกรงกลัวไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าพเจ้ามิอาจหักล้างกับท่าน อย่าว่าแต่ข้าพเจ้ายินยอมตกตายในเงื้อมหัตถ์ของท่าน”

“ท่านมีสติปัญญาสูงล้ำกว่าเรา กลับเสแสร้งแกล้งเย้ยหยัน เฮอะ หรือว่าเรามิมีความสำนึกทราบแจ้งเลย?”

กี้เฮียงเค้งถอนหายใจออกมา ลืมตาขึ้น ดวงเนตรสาดประกายอันพิสดาร กล่าวว่า

“เชื่อหรือไม่แล้วแต่ท่าน แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถหักล้างกับท่านอย่างแท้จริง”

กิมเม้งตี้เป็นชนชั้นประเภทใดแล้ว พอได้ยินนางกล่าวทบทวนเช่นนี้ จึงเข้าใจเจตนารมณ์ของฝ่ายตรงข้าม และมันมาตรแม้นจะมีความเห็นแก่ตัวไร้น้ำใจ ในยามนี้ก็อดถูกไมตรีของนางสร้างความตื้นตันใจมิได้ คลายนิ้วทั้งห้าออกกล่าวว่า

“ท่านมิใช่มิอาจล้างผลาญกับเรา เพียงแต่มิยินยอมกระทำเท่านั้นเอง…อาเค้ง ในชีวิตนี้เราจะต้องรับท่านเป็นภรรยาอย่างแน่นอน”

กี้เฮียงเค้งกล่าวเบาๆ ว่า

“ได้รับทราบวาจาของท่านประโยคนี้ ชีวิตของข้าพเจ้า ก็มินับว่าไร้ความหมายแล้ว”

“อย่าได้กล่าวรุนแรงถึงปานนั้น ภายภาคหน้าท่านอาจจะรู้สึกว่าเรามีลวดลายเกินไป จนสำนึกเสียใจว่า คราก่อนไฉนจึงยินยอมอยู่กินกับเรา”

“ข้าพเจ้ายังมิเคยได้ยินท่านมีวาจาสัพยอกถึงปานนี้ ข้าพเจ้าอยากจะส่งเสียงหัวร่อสักคราหนึ่ง”

“พวกเราไปยังสถานที่อื่น แม้นว่าท่านจะหัวร่อจนท้องคัดแข็งก็ได้”

หาคาดไม่ว่า กี้เฮียงเค้งพลันถอนหายใจอย่างโศกเศร้ากล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามิอาจติดตามท่านไปจริงๆ”

กิมเม้งตี้พลันบังเกิดเพลิงโทสะลุกฮือโหมกล่าวว่า

“ท่านหมายความว่ากระไร?”

“หากแม้นท่านยังคิดถึงฝึกปรือวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน ยังคงเดินทางเพียงลำพังเถอะ”

กิมเม้งตี้รับฟังจนมีใบหน้าเคร่งเครียดลง ดวงตาสาดประกายอันดุร้าย กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ท่านคิดจะบีบบังคับจนข้าพเจ้าบ่งบอกความจริงอย่างแน่นอน?”

กิมเม้งตี้สำนึกได้ว่ามีสาเหตุเลศนัย จึงผงกศีรษะยืนยัน

กี้เฮียงเค้งทอดถอนหายใจเริ่มกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ารู้แจ้งว่าอายุขัยของตัวเองใกล้สิ้นสุด ดังนั้นจึงต้องการอาศัยช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ กำหนดวิถีชีวิตแทนพวกท่าน ทำให้ท่านสามารถฝึกปรือวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน และพวกอาเล้งก็ล้างแค้นได้ พร้อมกับนั้นต้องช่วยเหลือพวกมันอย่าได้ตกตายในเงื้อมหัตถ์ของอลัชชีโลกันตร์”

วาจาเหล่านี้ อุปมาอสนีบาตกระแทกใส่ศีรษะกิมเม้งตี้ถึงกับงงงันไป ชั่วครู่ค่อยกล่าวอย่างลุแก่โทษว่า

“เรามิทราบซึ้งแม้แต่น้อย ส่วนที่ล่วงเกินขอท่านอย่าได้ใส่ใจจดจำ”

กี้เฮียงเค้งยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“ท่านเป็นบุคคลที่ทระนงถือดี ชั่วชีวิตนี้คงมิเคยเอื้อนเอ่ยวาจาดังกล่าว ข้าพเจ้าเมื่อได้ยินนับว่านอนตายตาหลับได้”

“หรือว่ามิมีหนทางช่วยเหลือเลย พวกเราไปเสาะหานายแพทย์ที่เชี่ยวชาญแตกฉานแห่งแผ่นดินกัน”

“มิใช่ข้าพเจ้าประโคมโหม ในใต้หล้าหากวิจารณ์วิชาแพทยศาสตร์ นอกจากอลัชชีโลกันตร์แล้ว ก็มิมีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบกับข้าพเจ้า”

กิมเม้งตี้บังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่งถามว่า

“แฮ่โฮ้วคงเล่า? มันย่อมต้องมีหนทางช่วยเหลือ”

กี้เฮียงเค้งพลันจมอยู่ในภวังค์ความคิด เนิ่นนานจึงกล่าวช้าๆ ว่า

“มิผิด มีแต่มันที่สามารถช่วยชีวิตของข้าพเจ้า”

“ประเสริฐมาก พวกเราก็ไปเสาะหามัน”

กี้เฮียงเค้งสั่นศีรษะมิส่งเสียง

กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“เป็นอย่างไร นอกจากมันมิต้องการมีชีวิต หาไม่แล้วข้าพเจ้าสามารถบีบบังคับให้มันปฏิบัติตาม”

“ท่านก็มิใช่ไม่ทราบว่า แฮ่โฮ้วคงมีไมตรีต่อข้าพเจ้าอย่างลึกล้ำ หากแม้นท่านอาศัยพลังฝีมือเข้าข่มขู่ มันย่อมยินยอมร่วมตกตายกับข้าพเจ้า”

กิมเม้งตี้ระบายลมหายใจออกมา พอประหวัดหวนนึกถึงแฮ่โฮ้วคงที่รอบรู้ไพศาล นิสัยใจคอประหลาดพิกล รู้สึกว่าวาจาของนางสามารถเป็นไปได้!

กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าคิดจะหารือกับท่านเกี่ยวกับเรื่องราวประการหนึ่ง”

“ท่านบ่งบอกมา หรือว่าเรายังจะมิยอมตกลงด้วย?”

“นั่นกลับมิแน่นัก”

กิมเม้งตี้รู้สึกสงสัยใคร่อยากทราบจึงเร่งเร้านาง

ได้ยินกี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามีหนทางเสาะพบแฮ่โฮ้วคง แต่หากแม้นมีเงื่อนไขว่า จะต้องให้ข้าพเจ้าอยู่กินกับมันจึงยินยอมพยาบาลอย่างสุดความสามารถ ในสถานการณ์เช่นนั้น ข้าพเจ้าหากมีชีวิต ย่อมต้องรับปากตกลง”

กิมเม้งตี้มีสีหน้าเคร่งเครียดลงกล่าวว่า

“ท่านกำลังว่ากระไร?”

กี้เฮียงเค้งสงบเป็นปกติกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าสันนิษฐานล่วงหน้าว่า เหตุการณ์ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นนี้ จึงหารือกับท่าน กำหนดวิวาห์ของพวกเรามีการแก้ไขเล็กน้อย ขอให้ท่านรอคอยไปอีกระยะหนึ่ง ในชาติหน้าข้าพเจ้าค่อยอยู่กินกับท่าน!”

“เราไม่เข้าใจ”

“ข้าพเจ้าหมายความว่า ชาตินี้อาศัยร่วมกับแฮ่โฮ้วคง รอจนชาติหน้าค่อยรับใช้ท่านได้หรือไม่?”

นางเอื้อนเอ่ยอย่างจริงจัง หาได้หลอกล่อแม้แต่น้อย กิมเม้งตี้จึงกล่าวอย่างหมกมุ่นจริงจังว่า

“เราต้องรอคอยไปถึงเวลาใด?”

“ประมาณเมื่อเวลาที่ท่านฝึกปรือวิชาดาบพุทธไร้เทียมทานได้สำเร็จแล้ว”

วาจานี้นับว่าเหลวไหลอย่างสุดแสน กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“หรือว่าท่านใกล้ตายแล้ว แต่จะหยิบยืมซากศพคืนวิญญาณมาอยู่กินกับเราด้วย?”

“คล้ายกับเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ชาติหน้าที่ข้าพเจ้าพบพานกับท่าน รูปโฉมโนมพรรณล้วนไม่มีการเปลี่ยนแปลง”

กิมเม้งตี้แทบมิยอมเชื่อถือ ในที่สุดก็ทอดถอนหายใจกล่าวว่า

“ตกลง ขอบอกตามความสัตย์ เรามิเข้าใจว่าวาจาของท่าน มีความหมายอย่างไรเลย”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“แน่นอน ประการสำคัญในชาติหน้า ข้าพเจ้ายามอยู่กินกับท่าน ยังเป็นเพศพรหมจารี”

“นั่นมิใช่ปัญหาสำคัญ เพียงแต่เราไม่เข้าใจว่า ท่านในเมื่อกำลังจะตกตายแล้ว และแฮ่โฮ้วคงไม่อาจพยาบาลท่าน ถ้าเช่นนั้นท่านไฉนจึงต้องตกลงเงื่อนไขของมัน ยังมี เราขณะฝึกปรือวิชาไม้ตาย ต้องสูญเสียเวลาสามปี และในเวลาดังกล่าว ดวงวิญญาณของท่าน จะไปอาศัยอยู่ตำแหน่งใด?”

“ปริศนาเหล่านี้ ภายหลังค่อยบ่งบอกกับท่าน พฤติการณ์นี้ข้าพเจ้าสามารถสะสางไมตรีของแฮ่โฮ้วคง …ท่านไปเถอะ ตลอดระยะทางขอให้ระมัดระวังแผนการอุบายของจูกงเม้งด้วย”

กิมเม้งตี้ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“มาตรแม้นว่าเราได้คัมภีร์วิชาดาบพุทธไร้เทียมทานมาอย่างสะดวก ก็จะเร้นกายอยู่ที่อารามเชียมโคยยี่ ตรงประตูมังกรในเมืองลกเอี้ยง พอถึงเวลาท่านสามารถไปเสาะหา และพวกเราปรากฏสู่วงพวกนักเลงอีก ย่อมเสาะพบได้โดยง่ายดาย”

กี้เฮียงเค้งผงกศีรษะชี้มือไปที่ผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งกล่าวว่า

“มันถูกวิชาเข็มทองของข้าพเจ้า ทำลายพลังฝีมือไปแล้ว นี่เป็นการป้องกันมิให้ท่านลงมือรุนแรงเกินไป ทำให้มันทอดอาลัย จนถึงกับคิดตกตายตามกันร่วมกับท่าน”

นางใคร่ครวญอย่างรอบคอบถึงปานนี้ กิมเม้งตี้ย่อมปีติลิงโลด กี้เฮียงเค้งล้วงหยิบเอาแผ่นหยกออกมาก้อนหนึ่ง มอบให้กับกิมเม้งตี้กล่าวว่า

“พวกท่านยามแยกทางกัน ก็นำสิ่งนี้มอบต่อผู้กล้าหาญดาบทอง กำชับมันให้เก็บรักษาไว้ หากถูกซักไซ้ ท่านก็ตอบว่านี่เป็นเจตนาของเรา เนื่องจากมันอีกมินานจะถูกอาเล้งอาอิงเสาะพบ พอถึงยามนั้นให้มันมอบแผ่นหยกออก ก็สามารถตกตายอย่างสะดวกด้วยมิต้องรับทัณฑ์ทรมาน”

กิมเม้งตี้ซุกเก็บก้อนหยกมันมิทราบว่า กี้เฮียงเค้งจะมีหนทางใดเสาะพบร่องรอยจูกงเม้ง แต่มันมีความมุ่งมั่นใคร่ครอบครองวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน เพียงถ่ายเดียว

มันเกาะกุมข้อมือของกี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“เราไปแล้ว ขอให้ท่านถนอมรักษาร่างกาย อย่าได้ลืมเลือน กำหนดนัดพบในชาติหน้า”

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างหดหู่ว่า

“ท่านระมัดระวังด้วย และขออวยพรให้ประสบความสำเร็จทุกประการ”

กิมเม้งตี้ขยับกายวูบหนึ่ง พุ่งร่างโลดแล่นอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็หายสาบสูญไร้ร่องรอย

กี้เฮียงเค้งจัดการเก็บกวาดกิ่งไผ่สีขาวเหล่านั้นเข้าไปในห้องโถง แก้ไขนางแมงมุมขาวจนฟื้นคืนสติมากล่าวว่า

“ประหลาดแท้ ลี้ซานึ้งไปที่ใดแล้ว?”

นางแมงมุมขาวเมื่อครู่นี้ พอถอนเข็มทองออกก็สลบไสลไปในยามนี้ฟื้นตื่นขึ้นมา ในความรู้สึกเพียงแต่กระพริบตาเล็กน้อย

ได้ยินกี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า

“ท่านไปเสาะหาตามตำแหน่งต่างๆ ข้าพเจ้าจะอยู่ในที่นี้ คอยดูแลพวกซิเล้ง แต่น้องเราขอให้จดจำไว้ว่า หากแม้นท่านพบเห็นว่า ลี้ซานึ้งไร้ภยันตราย ก็อย่าได้รบกวน คอยดูจนทราบชัด ข้าพเจ้าคาดว่ามีเลศนัยแอบแฝงอยู่”

นางแมงมุมขาวไหนเลยจะทราบว่า ในจิตใจของกี้เฮียงเค้งมีความมุ่งหมายประการใด ส่งเสียงรับคำแล้วถลันปราดจากไป

มินานให้หลัง นางแมงมุมขาวก็หวนกลับมาอย่างเร่งร้อน ร้องว่า

“เค้งเจ้เจ๊ แย่แล้ว ลี้ซานึ้งจะอัตวินิบาตกรรม”

กี้เฮียงเค้งเข้าใจว่า นี่คือเรื่องราวอันประเสริฐ เพียงแต่อย่าได้ก่อกวนจะเป็นโศกนาฏกรรมขึ้นมา หลังจากถามไถ่ร่องรอยจนทราบชัดก็มอบหมายให้นางแมงมุมขาวเฝ้ารักษาพวกซิเล้ง

สำหรับนางถลันไปดูเหตุการณ์ ความจริงกี้เฮียงเค้งได้คาดคำนวณอยู่ก่อนแล้วว่า ลี้ซานึ้งไปอาศัยอยู่ร่วมกับแป๊ะเอ็ง และพอโลดแล่นมาถึงห้องนอน ก็ได้ยินเสียงครวญครางอันโหยหวนบาดหูดังแว่วมา

กี้เฮียงเค้งพุ่งกายเข้าไป แลเห้นแป๊ะเอ็งมีเสื้อผ้าขาดวิ่นไปครึ่งหนึ่ง ผมเผ้ายุ่งสยาย เหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก ขณะนี้คล้ายดั่งถูกจี้สกัดจุด ได้แค่ครวญครางมิอาจเคลื่อนไหว

ลี้ซานึ้งนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเตียงนอน อิริยาบถของมันแข็งทื่อราวกับต้นไม้ ดวงตาพริ้มสนิท แสดงว่าได้สูญเสียสติสัมปชัญญะไป

กี้เฮียงเค้งล้วงมือเข้ไปในอกเสื้อ หยิบเอาเข็มทองออกมาแยกย้ายกันทิ่งแทงจุดเส้นสำคัญบริเวณทรวงอก ท้องน้อยของแป๊ะเอ็งสามแห่ง แป๊ะเอ็งได้ระบายลมหายใจออก ไม่ครวญครางอีก

หลังจากนั้น กี้เฮียงเค้งค่อยตบคลายจุดของลี้ซานึ้งกล่าวว่า

“รับทราบจากนางแมงมุมขาวว่า ท่านคิดจะทำลายตัว นางจึงต้องจี้สกัดจุดของท่านใช่หรือไม่?”

ลี้ซานึ้งชำเลืองแลแป๊ะเอ็ง สีหน้าปรากฏแววอันพรั่นพรึงกล่าวว่า

“มิผิด ข้าพเจ้าแลเห็นนางมิอาจอดรนทนได้ จึงคิดว่ามีแต่ลงมือสังหารนาง และข้าพเจ้าค่อยติดตามนางไปในปรภพ”

“ท่านมิต้องร้อนรุ่มไป ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรวจตรานางเสียก่อน บัดนี้ท่านคลายจุดที่สกัดนางเอาไว้”

ลี้ซานึ้งมีท่วงท่ากระตือรือร้นขึ้นมา รีบกระทำตามวาจาปากก็กล่าวว่า

“โกวเนี้ยยอดเยี่ยมนัก เมื่อครู่นี้ข้าพเจ้าจี้สกัดจุดของนางหลายแห่ง ยังมิอาจทำให้นางสลบไสลไป หรือทุเลาจากอาการทรมาน แต่โกวเนี้ยพอลงมือด้วยเข็มทอง นางก็สงบลงได้”

กี้เฮียงเค้งตรวจดูแป๊ะเอ็งอยู่ชั่วครู่ใหญ่ แล้วจึงล้วงหยิบยาเม็ดจากขวบสามใบ เทยาสีแดง ขาว เขียว อย่างละหนึ่งเม็ด เงยหน้าขึ้นกล่าวกับลี้ซานึ้งว่า

“ยาเม็ดทั้งสามของข้าพเจ้านี้ สามารถรักษาชีวิตของนาง หักห้ามพิษร้ายมิให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย มาตรแม้นไม่ทุเลาในบัดดลแต่พอฟื้นขึ้นมา ก็มิมีอาการเจ็บปวดอีกแล้ว”

ลี้ซานึ้งหมอบกายลงกราบกรานกล่าวว่า

“ได้รับการประทานยาเม็ดวิเศษจากโกวเนี้ย เท่ากับช่วยชีวิตของพวเราทั้งสอง อันพระคุณนี้มิทราบว่าจะทดแทนได้อย่างไร?”

กี้เฮียงเค้งเรียกหาให้มันลุกขึ้นมา แล้วจึงหย่อนยาเม็ดลงไปในปากของแป๊ะเอ็ง

ชั่วครู่ให้หลัง แป๊ะเอ็งจึงลืมตาขึ้น พอพบเห็นลี้ซานึ้งก็หลั่งน้ำตาออกมาร้องว่า

“ซานึ้ง เราเจ็บปวดแทบตายแล้ว”

กี้เฮียงเค้งยิ้มพลางกล่าวว่า

“บัดนี้ยังเจ็บปวดอีกหรือ?”

แป๊ะเอ็งชำเลืองแลมอง จึงพบพานสตรีผู้งามสง่าอยู่ร่วมด้วยนางได้อุทานเบาๆ และลี้ซานึ้งก็รีบแนะนำกี้เฮียงเค้งต่อแป๊ะเอ็งด้วยความเคารพยกย่อง

กี้เฮียงเค้งได้กล่าวว่า

“แป๊ะเอ็งโกวเนี้ย ท่านมาตรแม้นเผชิญความลำบากยากเข็ญแต่ก็ได้ทดสอบจนทราบว่า ลี้ซานึ้งมีไมตรีต่อท่านอย่างจริงใจ มันแทบจะสังหารท่าน เพราะไม่อาจทนเห็นท่านได้รับความทรมาน หลังจากนั้นมันก็จะตกตายตามไปด้วย”

แป๊ะเอ็งปลื้มปีติจนสะอึกสะอื้นกล่าวว่า

“ซานึ้ง ท่านมิตำหนิว่าเรามีร่างกายเฉกเช่นบุปผาอันแหลกเหลวหรอกหรือ?”

ลี้ซานึ้งกล่าวว่า

“ในจิตใจของท่าน ขออย่าได้มีความนึกคิดเช่นนั้น”

กี้เฮียงเค้งกระแอมเบาๆ กล่าวว่า

“ขออภัยที่ข้าพเจ้าต้องสอดคำ พวกท่านในภายหลังกำหนดชีวิตอย่างไร?”

ลี้ซานึ้งตอบว่า

“ข้าพเจ้าบังเกิดความเบื่อหน่ายในวงพวกนักเลง หากแม้นเป็นไปได้ ก็จะพานางหวนกลับไปเมืองฮั่งจิว กราบบุพการีอยู่กินอย่างสามีภรรยาโดยสมบูรณ์”

แป๊ะเอ็งมีหยาดน้ำตาไหลรินพร่างพรู แต่นางหลั่งน้ำตาเพราะความปลาบปลื้มตื้นตัน

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกท่านก็กลับไปที่ฮั่งจิวเถอะ เกี่ยวกับพิษร้ายภายในร่างของแป๊ะเอ็งก็มิเป็นปัญหา บัดนี้ข้าพเจ้าจะมอบยาเม็ดให้อีกสามเม็ด รออีกยี่สิบปีให้หลัง มิว่าร่างกายจะมีความผิดปรกติหรือไม่ก็กลืนกินลงไป รับรองว่าชั่วชีวิตปลอดภัยได้ บัดนี้พวกท่านสมควรไปแล้ว”

ลี้ซานึ้งกล่าวอย่างสำรวมว่า

“ข้าพเจ้ายังต้องกราบกรานอำลาซิเสียวเฮียบ”

“มิต้องหรอก เรื่องราวที่จูกงเม้งหายสาบสูญไปย่อมต้องสร้างความแตกตื่นให้กับกรมวัง พวกท่านยังคงเร้นกายพำนักเสียเถอะ”

“ยังมี…ฉี้โกวเนี้ย ข้าพเจ้าสมควรอธิบายให้เข้าใจ”

“ขณะนี้พวกมันล้วนถูกจูกงเม้งใช้ยาสลบทำร้าย อีกสิบสองชั่วยามค่อยฟื้นคืนสติ มิอาจสนทนาด้วย เพียงแต่ภายภาคหน้า ย่อมรู้จักไปเยี่ยมเยือนบ้านเรือนของท่าน สำหรับข้าพเจ้าขออวยพรให้ท่านทั้งสองครองคู่กันจนแก่เฒ่า มีบุตรหลานสืบตระกูลต่อไป”

ลี้ซานึ้งจึงกราบอำลาต่อกี้เฮียงเค้ง นำพาแป๊ะเอ็งหวนกลันสู่เมืองฮั่งจิวในบัดดล


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here