๓๔
♦ เริ่มปฏิบัติการ ♦
……………

ที่แท้คำข่มขู่กรรโชกของแฮ่โฮ้วคงที่คิดปลิดชีวิตกี้เฮียงเค้ง และกี้เฮียงเค้งพอถูกคร่ากุมได้ส่งเสียงกรีดร้องขึ้น ล้วนแต่เป็นแผนการของแฮ่โฮ้วคงที่ต้องการหน่วงเหนี่ยวซิเล้งเอาไว้

            ทั้งนี้ก็เพราะซิเล้งขณะจะจากไป แฮ่โฮ้วคงก็รู้สึกผิดความคาดหมาย ในยามนั้นเพลิงโทสะของมันล้วนมอดสลาย ฟื้นฟูสติปัญญาอันปราดเปรื่อง และต้องการทัดทานซิเล้ง หาไม่แล้วรอจนซิเล้งไปเสี่ยงชีวิตกับจูกงเม้งก็ไม่มีทางขัดขวางได้

ดังนั้นมันอาศัยความคิดที่ซิเล้งมุ่งช่วยเหลือกี้เฮียงเค้ง จนสามารถบีบบังคับให้หวนกลับมา หลังจากนั้นกี้เฮียงเค้งได้ใช้ลวดทองอ่อนหยุ่น จัดการจนซิเล้งมีร่างกายชาด้าน มิอาจเคลื่อนไหว และกี้เฮียงเค้งย่อมต้องกล่าวขอบคุณต่อแฮ่โฮ้วคง

ซิเล้งยังมีสติแจ่มชัด พอได้ยินก็ทราบว่าเป็นแผนการของแฮ่โฮ้วคง จึงลอบร่ำร้องในใจว่า แล้วกันไปเถอะ หากวิจารณ์ในด้านสติปัญญา แฮ่โฮ้วคงย่อมสูงล้ำกว่าตน

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“อาเล้ง เราผู้พี่ความจริงมิควรจัดการกับท่านเช่นนี้ แต่ท่านหากเพราะอารมณ์หุนหันเพียงชั่ววูบ บุกฝ่าเข้าไปในถ้ำพยัคฆ์ และถูกประทุษกรรมจนถึงแก่ชีวิต หนี้โลหิตของตระกูลซิ จะให้ผู้ใดชำระล้างเล่า”

ซิเล้งสะท้านใจอย่างรุนแรง ดวงตามีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

กี้เฮียงเค้งยื่นมืออันเรียวงามมาที่เบื้องหน้าของตน นิ้วทั้งสองข้างดีดใส่เบาๆ ยาผงส่วนหนึ่งได้พุ่งออกจากปลายเล็บ โชยเข้าสู่นาสิกของซิเล้ง

ชั่วพริบตาเดียว ซิเล้งก็ฟื้นฟูคืนสู่สภาพดังเดิม อาการชาด้านปลาสนาการไป และถอนหายใจยาวๆ ข่มกลั้นหยาดน้ำตากล่าวว่า

“เค้งเจ้เจ๊ตำหนิได้ถูกต้อง ผู้น้องผิดพลาดไปแล้ว”

กล่าวถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่า ดวงใจวิปโยคโศกเศร้า สำนึกทราบว่าชั่วชีวิตนี้มิมีความมุ่งหวังอันใดอีกแล้ว

กี้เฮียงเค้งพลันเบือนหน้ามาทางแฮ่โฮ้วคงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าในวันนี้จะต้องจากท่านไป แต่ในดวงใจข้าพเจ้าหาใช่ปราศจากท่านไป เพียงแต่ปัจจุบันนี้มิอาจมีความคิดเช่นนั้น ขอท่านอย่าได้คอยขัดขวางเลย

แฮ่โฮ้วคงมีจิตอบอุ่นและขมขื่น พลันกล่าวว่า

“ก็ได้ แต่ข้อให้โกวเนี้ยบ่งบอกด้วยว่า หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องราวของจูกงเม้งแล้ว ท่านก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวอื่นอีก”

“คาดว่าเป็นเช่นนั้น”

แฮ่โฮ้วคงแย้มยิ้มเป็นเชิงปลอบประโลมตัวเอง กล่าวกับซิเล้งว่า

“ซิเฮียทราบหรือไม่ว่า จูกงเม้งถนัดช่ำชองในวิชาประเภทใด?”

ซิเล้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าเพียงทราบว่ามันมีเพลงดาบทองสูงเยี่ยมยิ่ง…”

“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านคราครั้งนี้ยังมิมีทางปลิดชีวิตมันได้ ไม้ตายของมันยามใช้ออก ก็สามารถทะลวงฝ่าออกจากวงล้อม รอจนท่านเสาะพบหนทางต้านทาน มันคงซุกซ่อนเร้นกายจนไร้ร่องรอยแล้ว”

“อา หากแม้นท่านยินยอมบอกกล่าว พระคุณนี้ข้าพเจ้าจะจารึกไว้โดยมิลืมเลือน”

แฮ่โฮ้วคง เหลือบแลไปทางกี้เฮียงเค้งวูบหนึ่ง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“ย่อมยินดีบอกกล่าวกับท่าน แต่ความลับนี้อนุญาตให้ท่านรับทราบเพียงลำพัง เราต้องการทำให้กี้โกวเนี้ยใช้สมองใคร่ครวญ ขอเชิญมาทางด้านนี้”

มันออกจากห้องไปก่อน ซิเล้งรีบก้าวติดตามและได้ลอบระมัดระวังโดยมิยอมประมาท

แฮ่โฮ้วคงเดินเหินมาถึงมุมตึก ขณะคิดจะกล่าววาจา พลันแว่วกี้เฮียงเค้งส่งเสียงกรีดร้องขึ้น ทำให้ซิเล้งสะท้านใจวาบ เบือนหน้ามองไป และเห็นนางปิดหน้าวิ่งตะบึงจากไปอย่างเร่งร้อน

ซิเล้งมิขบคิดใคร่ครวญ โคจรลมปราณถลันกายไล่ล่าไป ริมโสตคล้ายดั่งได้ยินแฮ่โฮ้วคงถอนหายใจยาวๆ ออกมา

กี้เฮียงเค้งกับซิเล้งทั้งสองวิ่งออกมาบนท้องถนน พริบตาเดียวก็จากมาไกลโข กี้เฮียงเค้งพลันชะงักเท้าลง ซิเล้งพอตามมาสมทบจึงกล่าวอย่างร้อนรนว่า

“เค้งเจ้เจ๊เป็นอย่างไร?”

แต่ทว่ากี้เฮียงเค้งกลับหาเป็นไรไม่ และหัวร่อเป็นเชิงลุแก่โทษกล่าวว่า

“ขออภัย เราผู้พี่ใช้อุบายอีก แต่ข้าพเจ้ามิต้องการให้ท่านรับฟังวาจาเหลวไหลของแฮ่โฮ้วคง”

ซิเล้งงงงันไป รู้สึกว่าแฮ่โฮ้วคงอาจมีวาจาสำคัญคิดเอ่ยอ้าง และมีส่วนสัมพันธ์กับกี้เฮียงเค้งอย่างใหญ่หลวง บัดนี้ตนกับนางสาบานเป็นพี่น้องกัน สำหรับเรื่องนี้จะต้องสืบเสาะให้ทราบชัดกระจ่าง

พอฉุกคิดเช่นนั้น จึงหันกายหมายหวนกลับไป แก่กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“แฮ่โฮ้วคงได้จากไปแล้ว ท่านมิอาจพบพานมันหรอก”

ซิเล้งมิสนใจ พุ่งปราดเร่งรุดอย่างว่องไว แต่ชั่วครู่ให้หลังกี้เฮียงเค้งซึ่งรออยู่ที่เดิม ก็พบเห็นว่าซิเล้งหวนกลับมาด้วยท่วงท่าอันท้อแท้ทอดอาลัย แสดงว่ามิได้ประสบพบแฮ่โฮ้วคงจริงๆ

แต่นางก็ซึมทราบว่าซิเล้งต้องการสืบสาวเรื่องราวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางให้กระจ่าง จึงตื้นตันใจอย่างใหญ่หลวง ส่งเสียงอันนุ่มนวลว่า

“พวกเรากลับไปเถอะ”

ซิเล้งพลันบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่งกล่าวว่า

“เค้งเจ้เจ๊ล่วงหน้ากลับไปก่อนเถอะ เราผู้น้องจะต้องเสาะพบแฮ่โฮ้วคงจึงยินยอมเลิกรา”

กี้เฮียงเค้งงงงันไปวูบหนึ่ง คาดคิดมิถึงว่าซิเล้งจะใช้วิธี “ดื้อรั้น” เข้าต่อต้าน ซึ่งอาศัยอุปนิสัยอันเหี้ยมหาญเปี่ยมธัมมะ หากมิใช่มีไมตรีต่อนางอย่างลึกล้ำ ไหนเลยจะใช้วิธีการเช่นนี้

นางถึงกับเต็มตื้นจนแทบหลั่งน้ำตาออกมา และรีบกล่าวว่า

“ไมตรีของน้องท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันในยิ่ง เอาเถอะบอกกับท่าน แฮ่โฮ้วคงรับทราบจากข้าพเจ้าว่า พวกเรายังต้องเร่งรุดไปอาณาจักรอัคคีเพื่อทำลายล้างสถาบันอำมหิต จึงต้องการทัดทานมิให้เราร่วมทางด้วย”

ซิเล้งกล่าวอย่างพิศวงว่า

“พวกเราได้ตกลงกันก่อนแล้วว่า ท่านกับกิมเฮียล้วนมิเดินทางไป”

“พวกท่านต่างเข้าใจเช่นนี้ แต่แฮ่โฮ้วคงซึมทราบว่า ข้าพเจ้ามิอาจไม่ร่วมทางไป จึงคิดหน่วงเหนี่ยวอย่างสุดความสามารถ”

“แต่ทว่าเราทั้งหมดมิแน่นักว่าจะมีผลสุดท้าย ถึงแก่กาลล่มสลาย”

“ปัญหาอยู่ที่มันทราบซึ้งถึงความสำเร็จในฝีมือ และลวดลายภูมิปัญญาของอลัชชีโลกันตร์ ซึ่งหากมาเผชิญพบกับศัตรูที่คิดหักโหมเฉกเช่นพวกท่าน ก็มีอุบายบางประการมิอาจดำเนิน แต่เราหากร่วมด้วยก็จะกลับกลายจากสภาพโรมรันด้วยกำลังเป็นชิงชัยด้วยปัญญาแล้ว”

ซิเล้งแม้มิเข้าใจจนแจ่มแจ้ง แต่ความหมาวส่วนใหญ่ก็รู้ซึ้งกระจ่าง จึงกล่าวว่า

“ทดสอบปัญญาก็ใช้ได้ เค้งเจ้เจ๊ยากที่จะพบพานคู่มือทัดเทียมไยมิใช่มีความหมายอย่างยิ่งยวด”

“การได้เผชิญคู่ต่อสู้ที่พอทัดเทียม ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราจำต้องร่วมด้วย แฮ่โฮ้วคงกังวลว่าเราเนื่องจากเสื่อมสูญพลังจิตเกินไป จนร่างกายไม่อาจทนทานได้”

ซิเล้งจึงทราบซึ้งได้กล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น เค้งเจ้เจ๊ก็อย่าได้ร่วมมือด้วย สำหรับพวกเราจะรุกจู่โจมอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามมิทันต้านทาน แม้จะมีอุบายมากหลายก็คงมิทันดำเนินใช้ออก”

“พวกท่านหากคิดจัดการกับอลัชชีโลกันตร์ เราก็จำต้องไปด้วยการล้างผลาญเป็นภาระพวกท่าน แต่จะทะลวงฝ่าอุปสรรคที่มันจัดซุ่มไว้ หรือบีบบังคับให้คู่ต่อสู้ปรากฏกายขึ้นอย่างไร ก็มิอาจไม่อาศัยข้าพเจ้าเลย”

นางได้แสดงภูมิปัญญาอันเลิศล้ำไร้เทียมทาน สำหรับข้อนี้หาได้อวดโอ่ไม่ ซิเล้งความจริงประสบเหตุการณ์อันรวดร้าวขมขื่นใจ แต่บัดนี้ได้ลืมเลือนไปเพราะหมกมุ่นกังวลในตัวกี้เฮียงเค้ง ถึงกับขมวดคิ้วจนแนบแน่น กล่าวว่า

“เพราะเหตุนี้ท่านจึงเสื่อมสูญพลังจิตใจไปมากหลาย อา ไปกันเถอะ”

ตนก้าวเท้าออก แต่ได้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินเหินออกไป

กี้เฮียงเค้งเหลือบมองวูบเดียวก็ทราบได้ว่า ซิเล้งคิดจะไปหารือกับฉี้อิง แต่พลันฉุกคิดว่ามิสามารถใกล้ชิดกับนาง ทำให้ลังเลใจเล็กน้อย

ทั้งสองพอกลับมาถึงที่พำนัก ฉี้อิง กิมเม้งตี้ นางแมงมุมขาว ปึงเซียะ และลี้ซานึ้งล้วนแต่ตื่นเต้นทั้งลิงโลด กี้เฮียงเค้งหลังจากบอกเล่าประสบการณ์ในวันนี้ ทุกผู้คนต่างก็แตกตื่นสะท้านใจ

ฉี้อิงเข้ามาเกาะกุมซิเล้ง กล่าวว่า

“ท่านไฉนจึงเสาะพบเค้งเจ้เจ๊ได้?”

ซิเล้งสะบัดแขนดิ้นหลุดจากการพัวพันของนาง กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าพบพานชายชราท่านหนึ่ง และได้ไปที่บ้านพักจนได้ยินสตรีชราผู้เป็นภรรยาอ้างอิงถึงเรื่องราวอันพิกลที่ประสบพบ จึงได้ไปสืบเสาะดู…”

พฤติการณ์ที่ซิเล้งสลัดฉี้อิงไป ทุกผู้คนต่างพบเห็นและตะลึงลานไป ส่วนลี้ซานึ้งถึงกับมีสีหน้าแปรเปลี่ยนสำนึกทราบว่าผิดท่าแล้ว ทว่าได้แต่ซุกซ่อนความหม่นหมองกังวลอยู่ในใจ

มันทราบดีว่า ซิเล้งรู้แจ้งถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างมันกับฉี้อิง เพียงแต่ลี้ซานึ้งไม่สามารถช่วยเหลือได้ สภาพการณ์อันกระอักกระอ่วนจนเกือบจะเลวร้ายครานี้ มิทราบว่าสามารถคลี่คลายอย่างไร

กิมเม้งตี้พลันหัวร่อ ฮา ฮา กล่าวขึ้นว่า

“ฉี้โกวเนี้ย เรามีวาจาประโยคหนึ่งคิดถามไถ่ท่าน แต่ก็มิกล้าล่วงละเมิด”

“ฉี้อิงพอพบว่า ซิเล้งกับกี้เฮียงเค้งกลับมาแล้ว จึงปลอดโปร่งใจยิ่งนักกล่าวว่า

“เรื่องอันใด?”

“ลี้ซานึ้งผู้นี้คือลี้กงจื้อแห่งเมืองฮั่งจิวใช่หรือไม่?”

ฉี้อิงมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป แต่ก็กล่าวอย่างเปิดเผยว่า

“มิผิด มันคือลี้ฮุ้นซังเฮีย พวกเรานับเป็นญาติสนิทกัน”

“นั่นก็ถูกแล้ว เราเมื่อครู่นี้พบเห็นพวกท่านคล้ายกับบุคคลแปลกหน้า จึงรู้สึกคลางแคลงสงสัยยิ่งนัก!”

วาจาอันเฉื่อยชามิกี่ประโยคของกิมเม้งตี้นี้ สามารถทำให้สถานการณ์เลวร้ายจนสุดจะขบคิด ขณะนั้นซิเล้งได้ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“ลี้ซานึ้ง ท่านพยายามปกปิดความลับต่อข้าพเจ้า ผู้น้องย่อมมิทำให้ผิดพลาด แต่กิมเฮียสืบทราบอย่างไร ข้าพเจ้าก็มิทราบแล้ว”

ปฏิกิริยาของตนกลับเฉื่อยชามิพลุ่งพล่าน ทำให้กิมเม้งตี้รู้สึกนอกเหนือความคาดหมาย เนื่องจากมันได้สูญเสียความพยายามมิน้อย ค่อยสืบทราบความลับข้อนี้ และมุ่งหวังว่าสามารถทำลายความสัมพันธ์ระหว่างซิเล้งกับฉี้อิง พร้อมกับฉวยโอกาสยึดครองดวงใจฉี้อิง หาคาดไม่ว่ากลับล้มเหลวมิเป็นผลสำเร็จ

ในยามนั้น ลี้ซานึ้งรู้สึกว่าสภาพการณ์มิใคร่เหมาะสม จึงรีบล้วงหยิบเอาแบบแปลนก่อสร้างคฤหาสน์ของจูกงเม้ง คลี่กางออกมากล่าวว่า

“กี้โกวเนี้ย ขอให้ท่านตรวจดูภาพใบนี้ รู้สึกว่ามีทางลับสามารถหลบหนีได้มิน้อย”

ทุกผู้คนต่างรายล้อมอยู่รอบโต๊ะกลม ท่ามกลางแสงโคมไฟที่สาดส่อง ลายเส้นที่ขีดโยงบนแบบแปลนจึงเห็นได้อย่างชัดเจน

กี้เฮียงเค้งก้มศีรษะลงมองภาพแบบแปลน แต่ดวงจิตได้ถูกเงาร่างของกิมเม้งตี้กับแฮ่โฮ้วคงทั้งสองคนก่อกวนจนเป็นมรสุมอันปั่นป่วน

ดังนั้นนางแม้จะเบิ่งตาจนกลมกว้าง แต่ความจริงมิอาจแลเห็นสิ่งใด ชั่วครู่ให้หลังนางจึงพยายามสะกดอารมณ์ เหลือบแลแบบแปลนการก่อสร้างใบนั้นไปหลายครา

จากนั้นนางค่อยเงยหน้าขึ้น กวาดตาดูผู้คนที่ชุมนุมอยู่ข้างกาย บุคคลคนอื่นหากแสดงกิริยาเช่นนี้ ผู้ยลชมย่อมเข้าใจว่า ยังมิทันขบคิดหาอุบายได้ แต่บรรดาผู้คนที่อยู่ร่วม ต่างเลื่อมใสในสติปัญญาของกี้เฮียงเค้งเข้าใจว่านางมีแผนการอยู่แล้ว และกำลังแบ่งปันหน้าที่

ซิเล้งกล่าวขึ้นก่อนว่า

“เค้งเจ้เจ๊ ข้าพเจ้าต้องการจู่โจมอย่างหักโหม เรื่องนี้มีส่วนสัมพันธ์กับความแค้นของตระกูล ขอท่านอย่าได้ทำให้ข้าพเจ้าต้องผิดหวัง”

กี้เฮียงเค้งสงบสติถามว่า

“วาจาของท่านหมายความว่ากระไร?”

“ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านในยามมอบหมายหน้าที่ มิยอมให้ข้าพเจ้าได้ประจันหน้ากับจูกงเม้ง เมื่อเป็นเช่นนี้อาจจะทำให้ข้าพเจ้ามิอาจระงับอารมณ์ปฏิบัติการ ผิดแผกจากที่มอบหมาย จนแผนงานพลาดพลั้งไป”

กี้เฮียงเค้งอุทานดังอ้อ ชี้มือไปที่ห้องหับหลังหนึ่งบนแบบแปลนกล่าวว่า

“ท่านโถมตรงไปที่นี้ คงพบพานจูกงเม้งได้ก่อน”

ประกายตาของนาง กวาดมองมาที่ฉี้อิง กล่าวอีกว่า

“อาอิงก็แบกหนี้โลหิตอยู่ ไหนเลยจะล้าหลัง พวกท่านทั้งสองแบ่งแยกเป็นหน้าหลัง มุ่งจู่โจมตึกหลังนี้ มิว่าผู้ใดพบพานจูกงเม้งก่อน ล้วนใช้ได้

ประการสำคัญขอให้จดจำว่า นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวกเรา! หากมิสามารถล้างแค้นพิฆาตศัตรู ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามหลบหนีไป ตลอดชีวิตนี้ก็อย่าคาดหวังว่าจะได้พบพานอีก”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“ความหมายของเค้งเจ้เจ๊ต้องการให้พวกเราละเลยกฎระเบียบของบู๊ลิ้ม พอพบพานคู่อาฆาตก็ตะลุยจู่โจมใช่หรือไม่?”

“ถูกต้อง ควรทราบว่าข้าพเจ้าหาใช่ข่มขู่พวกท่านไม่ จิ้งจอกเฒ่าที่กลอกกลิ้งสุดจะเปรียบผู้นี้ หากแม้หลบหนีไป แม้ว่าพวกท่านจะมีดวงจิตที่เด็ดเดี่ยว ไม่เสียดายต่อการเหยียบย่ำค้นหาจนรองเท้าสึกหรอถึงร้อยคู่ แต่ข้าพเจ้ากล้าใช้ศีรษะเป็นประกันว่า พวกท่านไม่สามารถเสาะพบเลย!”

ซิเล้งกับฉี้อิงต่างมีใจสะท้านหวั่นไหว โดยเฉพาะซิเล้งซึมทราบเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มิว่าตนกับฉี้อิงจะมีความหมางเมินกัน แต่นั่นเป็นเรื่องราวส่วนตัว สมควรร่วมมือร่วมใจกัน กำจัดศัตรูคู่อาฆาตเสียก่อน

หนึ่งบุรุษหนึ่งดรุณีคู่นี้ต่างประสานสบตากัน กระแสจิตซึ้งทราบเป็นอย่างดี โดยมิต้องเอ่ยอ้างเป็นวจีก็เข้าใจได้

กี้เฮียงเค้งนับจำนวนของทางลับสามารถหลบหนี แล้วก็กล่าวว่า

“ในตัวตึกของจูกงเม้ง แม้มีทางลับมากมาย แต่บัดนี้ได้ปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวน้องเรา เฝ้ารักษาตำแหน่งสองแห่งนี้ ไม่ปล่อยให้จูกงเม้งทะลวงฝ่าไป ก็สามารถปลิดชีวิตมันแล้ว

นางขบคิดครู่หนึ่งค่อยกล่าวว่า

“ลี้ซานึ้ง ขอให้ติดตามข้าพเจ้าเพื่อช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง สะกัดกั้นช่องว่างอีกแห่ง เชื่อมั่นว่าคงไม่มีการเลินเล่อเสียที

ทุกผู้คนต่างจับตาดูภาพแบบแปลน จนทราบถึงตำแหน่งที่ตัวเองต้องยึดครอง ซักไซ้จนเข้าใจดีจึงยอมเลิกรา

กิมเม้งตี้พลันกล่าวว่า

“เฮียงเค้ง พอถึงเวลา เราต้องกระทำเรื่องใด?”

มันพลันแสดงตนยินยอมช่วยเหลือ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นสงสัยให้กับทุกผู้คน

ซิเล้งน้อมกายคารวะต่อมัน กล่าวอย่างพลุ่งพล่านว่า

“กิมเฮียนับว่าเป็นชนชั้นผู้กล้าหาญ อาศัยวาจาประโยคนี้ ผู้น้องก็ยากลืมเลือนชั่วชีวิต”

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างเย็นชาว่า

“วาจาเหล่านี้ยังคงอย่าได้กล่าว”

ได้ยินกี้เฮียงเค้งเอ่ยช้าๆ ว่า

“ผู้คนในที่นี้นอกจากอาเล้งอิงที่มีต้องกล่าวอ้าง สำหรับข้าพเจ้าเนื่องจากมีความสัมพันธ์ต่อกัน จึงสมควรเข้าร่วมการผจญภัยครานี้ ลี้ซานึ้งปรารถนาตัวว่าจะช่วยอาเล้ง ก็มิต้องพาดพิงด้วย

สำหรับปึงเซียะกับนางแมงมุมขาว พอร่วมเผชิญภัยครานี้แล้ว อาเล้งอาอิงจะช่วยเหลือพวกมันปฏิบัติเรื่องราวที่เสี่ยงอันตรายเช่นกัน จึงจำต้องร่วมกำลังด้วย แต่เม้งตี้ท่าน ข้าพเจ้าขบคิดมิออกว่า มีเหตุผลอันใดในการที่ร่วมทำงานด้วย?”

ทุกผู้คนรู้สึกว่า วาจาของกี้เฮียงเค้งมีเหตุผล ต่างก็ผงกศีรษะเห็นพ้อง

กิมเม้งตี้เค้นเสียงกล่าวว่า

“สำหรับครั้งนี้ท่านคาดมิถึงกระมัง เราย่อมมีเหตุผล แต่มิอาจกล่าวออก”

นางแมงมุมขาวปราศจากความนึกคิดที่สุด จึงร้องโพล่งว่า

“นี่จะใช้ได้อย่างไรกัน ท่านหากมิมีเหตุผลอันเหมาะสม พวกเราล้วนมิอาจวางใจ”

“ท่านหมายความว่า เราจะลอบช่วยให้จิ้งจอกเฒ่าผู้นั้นหลบหนีด้วย?”

“ถูกต้อง”

ทุกผู้คนล้วนแต่สะท้านใจอย่างรุนแรง คาดคิดว่ากิมเม้งตี้ย่อมต้องยังตระเตรียมคุ้มครองนางแมงมุมขาว

หาคาดไม่ว่ากิมเม้งตี้แทนที่จะดาลเดือด กลับหัวร่อขึ้นกล่าวว่า

“โกวเนี้ยเอื้อนเอ่ยเช่นนี้กลับรู้สึกน่ารัก อย่างน้อยกก็พิสูจน์ว่าท่านมิมีความนึกคิด ยามเปรียบเทียบกับผู้ที่เข้าใจว่าเป็นนักสู้อันเหี้ยมหาญ แต่มิกล้าแสดงความในใจ นับว่าประเสิรฐเลิศกว่ามากมายนัก”

วาจาของมันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันแดกดัน แต่ซิเล้งปึงเซียะหาได้แยแสสนใจ

กิมเม้งตี้หยุดยั้งไปเล็กน้อยค่อยกล่าวว่า

“เราต้องการให้เฮียงเค้งมอบหมายตำแหน่งแห่งหนึ่ง อย่าได้ปะทะโดยตรงกับจูกงเม้ง แต่หากมันคิดหลบหนีสามารถเผชิญพบ ใจจริงแล้วเรา มุ่งหวังให้ซิเล้งกับฉี้อิงไม่อาจจัดการกับจูกงเม้ง จนต้องประสบเราเพื่อจะสังหารให้พวกท่านยลชมกัน

ทุกผู้คนเพิ่งเข้าใจความมุ่งหมายของมัน และรู้สึกว่าบุคคลผู้นี้ยโสทระนงเป็นที่ยิ่ง

กี้เฮียงเค้งยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นตำแหน่งของเราก็มอบกับท่าน ข้าพเจ้ากับลี้ซานึ้งรับภาระดูแลสถานที่ มิยอมให้จูกงเม้งได้หลบรอดไปอย่างเด็ดขาด”

นางหยิบเอาดินสนซึ่งใช้แต้มแก้มริมฝีปาก ขีดบ่งตำแหน่งสำคัญบนแบบแปลนใบนั้น ให้ทุกผู้คนจดจำอย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะซิเล้งกับฉี้อิง ต้องจดจำตำแหน่งผู้สกัดทุกจุดเพื่อสามารถเร่งรุดไปรายล้อม และการตกลงมอบหมายหน้าที่กันไว้เสร็จสิ้นเมื่อเวลายามสองของค่ำคืน

ซิเล้งกล่าวถามว่า

“เค้งเจ้เจ๊ พวกเราจะลงมือเมื่อเวลาใด จึงรู้สึกเหมาะสม?”

กี้เฮียงเค้งคำนึงในใจว่า

“…เราเมื่อครู่นี้มีจิตใจอลวน มอบหมายภาระไปตามลมปาก อาจจะมีส่วนที่มิเหมาะเจาะรัดกุม หนทางที่ประเสริฐ สมควรยืดเวลาอีกหนึ่งหรือสองวันนั่นก็ไร้ช่องว่างรอยโหว่แล้ว…”

ขณะขบคิดอยู่นั้น กิมเม้งตี้ก็หัวร่อดังกังวานกล่าวว่า

“ซิเล้งท่านคงมิมีอันใดต้องตระเตรียมอีก ไยมิลงมือในบัดดลเลย?”

ลี้ซานึ้งมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป รู้สึกว่าหากแม้นขณะนี้เริ่มปฏิบัติการ ก็มิมีโอกาสขอคำแนะนำจากกี้เฮี้ยงเค้งว่า จะมีหนทางหลอกลวงยาขจัดพิษจากจูกงเม้งช่วยเหลือแป๊ะเอ็งหรือไม่

ได้ยินซิเล้งร้องดังๆ ว่า

“ประเสริฐมาก ความจริงข้าพเจ้ารู้สึกมีดวงใจร้อนรุ่ม เลือดลมระอุพลุ่งพล่าน ปรารถนาใคร่อยากจะลงมือปลิดชีวิตทันที”

ฉี้อิงก็กล่าวว่า

“เพื่อให้หมดจดปลอดโปร่งใจ พวกเราก็ตกลงกันว่า จะเร่งรุดปฏิบัติการเสียเลย”

ทุกผู้คนต่างมีความรู้สึกอันฮึกเหิม ใคร่อยากจะประหัตประหาร ในด้านพลังจิตรวบรวมจนเข้มแข็งเปี่ยมล้น

กี้เฮียงเค้งซึมทราบว่า กำลังใจอันห้าวหาญนี้มิอาจลบล้างจนเสื่อมสลาย จึงถูกสภาพแวดล้อมบีบบังคับตกลงอนุโลม”

ดังนั้นผู้ทรงฝีมือทั้งหมดก็เริ่มแต่งกายรัดกุม พกอาวุธอย่างพรักพร้อม กี้เฮียงเค้งได้นำเอาเข่งไม้ไผ่ออกมาใบหนึ่ง มอบให้กับลี้ซานึ้งกล่าวว่า

“ท่านถือสิ่งนี้ คอยติดตามข้าพเจ้า”

ทุกผู้คนต่างกวาดมองไปในเข่งอย่างสงสัยใคร่อยากรู้ แลเห็นมีไม้ไผ่ทาสีขาวมัดหนึ่ง ยาวประมาณสามเชียะ ทั้งสองปลายปาดจนแหลมคมยิ่งนัก นอกนั้นก็มีไม้สี่เหลี่ยมหลายสิบก้อน และเจาะรูกลวงไว้แห่งหนึ่ง

มิว่าผู้ใดก็คาดคิดมิออกว่า วัตถุเหล่านี้มีคุณประโยชน์อันใด กี้เฮียงเค้งแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า

“ทุกท่านย่อมต้องการทราบว่า ข้าพเจ้ากำลังจะทำอย่างไร ความจริงยามบ่งบอกออกก็มิน่าแตกตื่น วัตถุเหล่านี้ข้าพเจ้าใช้สำหรับสกัดขัดขวางทางหลบหนีของจูกงเม้งสายหนึ่ง”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“เค้งเจ้เจ๊อาศัยกิ่งไผ่ท่อนไม้เหล่านี้ หากสามารถทัดทานจูกงเม้งไว้ พวกเราก็มิอาจไม่เคารพนับถือแล้ว”

“ข้าพเจ้าต้องทดลองฝึกหัดร่วมกับลี้ซานึ้งสักคราหนึ่ง พวกท่านสามารถฉกฉวยโอกาสนี้ยลชมดู ซึ่งคงเพิ่มพูนความมั่นใจในการสามารถเอาชัยได้”

ดังนั้นจึงก้าวออกมาจนถึงลานกว้างหน้าห้องโถง หลังจากบงการต่อลี้ซานึ้งตลบหนึ่งแล้ว ก็กล่าวกับบุคคลทั้งหมดว่า

“พวกเราจะเริ่มต้นแล้ว ข้าพเจ้าจะใช้วิชาส่งเสียงทางลมปราณชี้แนะลี้ซานึ้ง พวกท่านคอยดูก่อน อย่าได้ส่งเสียงรบกวน”

วาจาเพิ่งจบลง ลี้ซานึ้งพลันยื่นมือเข้าไปในเข่ง หยิบเอาต้นไผ่กับก้อนไม้อย่างละชิ้นหนึ่ง ปลายไม้ไผ่เสียบใส่รูกลวงที่เจาะอยู่บนท่อนไม้แล้ววางลงบนพื้นดิน

การลงมืออย่างเงียบงันเช่นนี้ ปฏิบัติอย่างรวดเร็วยิ่ง พริบตาเดียวบนพื้นที่ว่างก็จัดมีต้นไผ่ปลายแหลมสีขาวปักเรียงรายอยู่มากมาย

แลเห็นลี้ซานึ้งขณะจัดตั้งต้นไผ่สีขาว ได้เว้นระยะช่องว่างด้วยระดับอันเหมาะสม มันพลันกระโดดปราดออกมา กี้เฮียงเค้งก็ถลันเข้าไปอย่างว่องไว

ในมือของนางมีเส้นใยสีแดงอยู่ม้วนหนึ่ง และนำปลายหนึ่งผูกอยู่บนกิ่งไผ่ท่อนหนึ่ง จากนั้นก็เชื่อมโยงอยู่ในระหว่างต้นไผ่สีขาว พอผ่านกิ่งไผ่ต้นหนึ่ง ก็ใช้ใยสีแดงม้วนพันสองรอบ กระทำเช่นนี้ตลอดไป มินานให้หลัง ต้นไผ่ส่วนใหญ่ก็มีใยแดงทอดโยงพัวพันอยู่ จนเป็นสภาพที่ปราศจากระเบียบแบบแผน

กี้เฮียงเค้งไล่ล่าถอยออกมา ยิ้มพลางกล่าวว่า

“ทุกท่านคงแลเห็นอย่างถนัดชัดเจนว่า นี่คือขบวนพยุหพิสดารเล็กๆ ค่ายหนึ่ง สามารถทำให้ผู้คนหลงพลัดเข้าไป และมิอาจเสาะพบหนทางออกมา”

นางแมงมุมขาวกล่าวว่า

“หากแม้นผู้คนคิดทะลวงฝ่าอย่างแข็งขืนเล่า ต้นไผ่ที่ต่อกับท่อนไม้เหล่านี้ พอตวัดเท้าเตะใส่ก็ปลิวไปหลายทอดแล้ว”

บุคคลทั้งหมดแม้ทราบแจ้งในภูมิปัญญาของกี้เฮียงเค้ง และล่วงรู้ว่าในใต้หล้ามีวิชาค่ายคูประตูกลอันพลิกแพลงประหลาดเหลือ แต่ขบวนพยุหอันลึกล้ำ ไหนเลยจะสร้างสรรสำเร็จในเวลาเพียงพริบตาเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางใช้เพียงต้นไผ่ ท่อนไม้ กับใยสีแดงยาวมิกี่ว่า หรือว่าสามารถกักกันผู้มีพลังฝีมืออันเข้มแข็งไว้ได้?

กิมเม้งตี้คราก่อนเคยเผชิญกับแฮ่โฮ้วคง สำหรับค่ายคูอันพิสดาร มีความรู้สึกฝังลึกซ้ำ แต่ขบวนค่ายกลของแฮ่โฮ้วคงมีอาณาเขตอันกว้างไพศาล สร้างขึ้นท่ามกลางหมู่ตึก สามารถกักกันผู้คนย่อมมิน่าแตกตื่น บัดนี้พอพบเห็นพยุหอันเล็กน้อย มันก็เป็นบุคคลแรกที่มิยอมพร้อมใจ

ดังนั้นจึงหัวร่อ พลางกล่าวว่า

“มิผิด ต้นไผ่เหล่านี้ตวัดเท้าเตะคราเดียวก็ล้วนปลิวกระจัดกระจาย ไหนเลยจะใช้สกัดผู้ทรงฝีมือได้ เรายินดีทดสอบดูสักคราหนึ่ง”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ประเสริฐมาก ยามอธิบายเกรงว่าพวกท่านมิยอมเชื่อถือ กล่าวคือพยุหค่ายนี้ยึดครองพื้นที่มิกว้างขวาง แต่สามารถกักกันผู้คนหลายคนในเวลาพร้อมเพรียงกัน และบุคคลหลายนั้นจะอยู่ในตำแหน่งแห่งหนึ่ง โลดแล่นอย่างไรก็มิกระทบถูกกัน”

ทุกผู้คนต่างแสดงเจตนาใคร่อยากจะทดสอบ กี้เฮียงเค้งจึงกล่าวว่า

“ตกลง บัดนี้ลี้ซานึ้งเข้าสู่ค่ายกลเสียก่อนเป็นอย่างไร?”

ลี้ซานึ้งผงกศีรษะรับคำ สาวเท้าก้าวเข้าไป ขณะห่างจากต้นไผ่ท่อนไม้เหล่านั้นประมาณสองเชียะ พลันมีสายตาเลอะเลือนพร่ามัว ล้วนมิอาจแลเห็นท่อนไผ่สีขาวเหล่านั้น

มันบังเกิดความแตกตื่นพิศวง ฝีเท้ากลับเร่งเร็วขึ้น พุ่งควับฝ่าเข้าไปในขบวนพยุหทันที

บุคคลทั้งหมดแลเห็นลี้ซานึ้ง พอเข้าสู่ค่ายกลก็วิ่งวนเวียนอยู่ในระหว่างต้นไผ่อย่างรวดเร็ว กลับมิปะทะชนเอากิ่งไผ่ล้มคว่ำแม้แต่ท่อนหนึ่ง และหากเป็นตำแหน่งที่มีสายใยสีแดงผูกมัดเชื่อมโยงอยู่ มันก็ปลีกตัวห่างมาเสียเอง

สภาพเช่นนี้ทุกผู้คนพอได้พบเห็น ล้วนแต่บังเกิดความตื่นเต้นประหลาดล้ำ ได้ยินกิมเม้งตี้กล่าวว่า

“นับว่าพิกลอย่างยิ่งยวด เพียงแต่พวกเราพอมีจำนวนผู้คนมากมาย สถานที่ภายในค่ายกลกว้างขวางอย่างจำกัด ไหนเลยจะไม่ปะทะถูกเล่า?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นทุกผู้คนลองฝ่าเข้าไป”

กิมเม้งตี้ถลันกายไปก่อน พลันรู้สึกมีสายตาพร่ามัวเลือนรางด้วย จึงรีบเร่งฝีเท้าโถมเข้าสู่ขบวนพยุห

ต่อจากนั้นปึงเซียะ นางแมงมุมขาว ซิเล้ง ฉี้อิง ก็ล้วนแต่บุกฝ่าเข้าไปด้วย

กี้เฮียงเค้งยืนหยัดอยู่รอบนอก จับจ้องผู้คนทั้งหกภายในค่ายกลโลดแล่นอย่างรวดเร็ว บางครั้งถึงกับเฉียดไหล่ฝ่ายตรงข้ามวิ่งผ่านไป แต่คล้ายดั่งมิได้บเห็นก็ปานกัน

นางเกรงว่าทุกผู้คนจะเสื่อมสูญพลังจิตและกำลังกายจนเกินไปจึงใช้วิชาส่งเสียงทางลมปราณ บอกกล่าวทีละคนว่า

“ท่านอยู่ในพยุหอันพิสดารของข้าพเจ้า หาวิ่งตะบึงอย่างวุ่นวายก็ไร้ประโยชน์ ทางที่ประเสริฐ รีบผนึกลมปราณหาทางเสื่อมโทรมอานุภาพก่อกวนสมาธิดึงดูดจิตใจของขบวนค่ายกลเถอะ”

ผู้คนทั้งหมดความจริงได้ลืมเลือนเรื่องราวทุกประการ มุ่งมั่นวิ่งวนเวียนเพื่อเสาะหาหนทางออก ในยามนี้พอได้รับคำตักเตือนจากนาง จึงมีสติแจ่มใสต่างก็ชะงักฝีเท้าลง ผนึกพลังพักผ่อนอย่างเงียบงัน

กี้เฮียงเค้งแหงนหน้ามองท้องฟ้า คำนวณกำหนดเวลา เห็นเป็นยามจื้อ (ระหว่างยี่สิบสามนาฬิกาถึงหนึ่งนาฬิกา) แล้ว จึงเคลื่อนเท้าออกไป ถอนขบวนพยุหที่ก่อตั้งขึ้นทันที

ทุกผู้คนพลันรู้สึกกระจ่างเจิดจ้าที่เบื้องหน้าสายตาเหลียวแลไปรอบกาย แลเห็นบุคคลทั้งหกแยกย้ายกัน ยืนหยัดอยู่บนพื้นที่ในรัศมีสองวา มองเพียงวูบเดียวก็ทราบว่า ล้วนแต่หลงพลัดอยู่ในค่ายกล มิอาจเสาะพบทางออก

กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“ร้ายกาจนัก แต่หากจูกงเม้งแตกฉานวิชาพยุหเพียงเล็กน้อยผนึกพลังอย่างเงียบงัน ก็จะฟื้นฟูสภาพปรกติ มิสับสนงมงายสำหรับข้อนี้มิอาจไม่ระมัดระวัง”

กี้เฮียงเค้งบงการให้ลี้ซานึ้งเก็บกวาดต้นไผ่ท่อนไม้ จัดวางอยู่ในเข่งรังเดิมแล้วนางค่อยกล่าวว่า

“ท่านเป็นผู้ชำนาญอย่างแท้จริง จูกงเม้งหากฟื้นฟูเป็นปรกติก็สามารถลงมือจัดการกับผู้คนที่คุกคามเข้าใกล้มัน เพราะเหตุนี้ขบวนค่ายกลจึงต้องให้ข้าพเจ้าลงมือควบคุมเอง หากปล่อยให้ผู้อื่นกระทำแทน เพียงครึ่งชั่วยามจะถูกมันทะลวงฝ่าออกมา”

หยุดอยู่เล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า

“บัดนี้เป็นเวลายามจื้อ พวกเราเดินทางได้แล้ว”

กิมเม้งตี้ ผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องในกลุ่มคนทั้งหมดพอได้ยินวาจาเช่นนั้น ก็สำนึกซึ้งในบัดดลกล่าวว่า

“ท่านอาศัยขบวนพยุหนี้ ยืดเยื้อเวลาเพื่อให้พวกเรารอจนบัดนี้ค่อยเร่งรุดไปใช่หรือไม่?”

กี้เฮียงเค้งรับคำถูกต้อง

ฉี้อิงรู้สึกสงสัยใจยิ่งนักกล่าวว่า

“เพราะเหตุใดเล่า?”

“หากมิกระทำเช่นนี้ แผนปฏิบัติการของพวเราก็ต้องอาศัยประสบความล้มเหลว”

มิว่าผู้ใดก็ไม่เข้าใจความหมายในวาจาของนาง ปึงเซียะกล่าวว่า

“หากมิมีการขัดข้อง ขอให้โกวเนี้ยบ่งบอกสาเหตุด้วย”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ยามอ้างอิงก็มีหลักฐานยืนยัน เพียงแต่ข้าพเจ้าทราบว่าเมื่อวานนี้เป็นทิวามหาวินาศ หากมีแผนมุ่งหมายล้วนไม่อาจประสบผล พอถึงยามจื้อก็เป็นวันรุ่งขึ้น ดาวมฤตยูได้ล่วงลับ เทพมงคลคอยคุ้มครอง จึงสามารถปฏิบัติการได้”

กิมเม้งตี้หัวร่อ ฮา ฮา กล่าวว่า

“หากแม้นท่านกล่าวอ้างขึ้นก่อน เราเป็นบุคคลแรกที่มิยินยอม จะต้องล่วงหน้าไปก้าวหนึ่ง แต่บัดนี้มิมีหนทางแล้ว”

กี้เฮียงเค้งเบือนหน้ามาทางซิเล้งกล่าวว่า

“การพยากรณ์วันเวลาของข้าพเจ้า มีข้อยืนยันว่ามิผิดพลาดอยู่เรื่องหนึ่งแล้ว กล่าวคือขณะที่แฮ่โฮ้วคงคร่ากุมข้าพเจ้าไป ได้ตกลงกันว่า ภายในยามอิ้วหากมีคนช่วยเหลือ ก็ต้องคืนอิสระให้กับข้าพเจ้า ในที่สุดท่านก็ปรากฏกายอย่างทันท่วงที ทำให้แฮ่โฮ้วคงจำต้องปลดปล่อยข้าพเจ้าจากมา”

ทุกผู้คนต่างมิมีความเชื่อถือเกี่ยวกับวันมงคลหรือทิวาวินาศเลย แต่เมื่อกี้เฮียงเค้งเอื้อนเอ่ยเช่นนี้ ก็มิทราบว่าสมควรเชื่อมันหรือไม่

กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวว่า

“ไปกันเถอะ ทุกผู้คนอย่าได้ลืมเลือนแผนการที่ตกลงกันแล้ว”

ในม่านราตรีที่คลี่กางไปทั่ว เงาร่างอันปราดเปรียวเจ็ดสาย ได้โลดแล่นพุ่งกายตามลำดับหน้าหลังฝ่าหมู่ตึกตามรายทาง มินานให้หลังก็มาถึงคฤหาสน์หลังหนึ่ง!

ทุกผู้คนรีบกระจายแยกย้ายออกจากัน ซิเล้งอ้อมมาถึงประตูหลังส่วนฉี้อิงอยู่ที่เงามืดตรงประตูหน้า ทั้งสองภายในใจได้นับจำนวนถึงหนึ่งร้อยอย่างมิรวดเร็วไม่เชื่องช้า จากนั้นจึงโคจรลมปราณ โถมปราดเข้าสู่ที่พำนักของจูกงเม้ง

ในยามนั้นบุคคลอื่นต่างก็ปรากฏกายเข้าไปก่อนแล้ว และควบคุมเฝ้ารักษาตำแหน่งที่กี้เฮียงเค้งมอบหมายหน้าที่ให้

กิมเม้งตี้ ปึงเซียะ นางแมงมุมขาว ต่างก็ยืนหยัดเฝ้าตำแหน่งแห่งหนึ่ง ล้วนแต่อยู่ห่างจากห้องนอนของจูกงเม้งเพียงหนึ่งช่วงตึกเท่านั้น

ซิเล้ง ฉี้อิง ทั้งสองการที่ต้องนับถึงหนึ่งร้อย ก็เพราะเหตุว่าคอยระวังจูกงเม้งที่กลอกกลิ้งมากเล่ห์ พอสำนึกว่าผิดท่าไป แทนที่จะลงมือก็เตลิดหลบหนี จึงจำต้องปิดสกัดทางล่าถอยเสียก่อน

บัดนี้ซิเล้งกับฉี้อิงได้เริ่มรุกกระชั้นเข้าไปจากตำแหน่งหน้าหลัง จิตใจของฉี้อิงทั้งพลุ่งพล่านทั้งตึงเครียด ช่วงเวลาสำคัญนี้ ในที่สุดก็กรายมาถึงแล้ว

นางกระโดดปราดขึ้นไปบนกำแพง กวาดสายตาสำรวจมอง แลเห็นทางตึกในห้องหับหลังแรกทางทิศบูรพา ยังมีแสงโคมไฟสว่างไสวอยู่

ฉี้อิงหมอบร่างต่ำลงด้วยความระมัดระวัง อาศัยเงาพุ่มไม้ปกปิดเรือนร่าง แล้วจึงเกร็งกำลังพลิ้วร่างลงบนพื้นดิน คืบกรายรุดหน้าเข้าใกล้ห้องที่มีแสงสว่างหลังนั้น

พลันได้ยินภายในห้องแว่วสำเนียงสนทนากัน โดยมีกระแสเสียงของอิสตรีที่หยาดเยิ้มดังขึ้นว่า

“ท่านไฉนรอจนบัดนี้ค่อยกลับมา ผู้ต่ำต้อยรอคอยจนร้อนรุ่มใจ”

ต่อจากนั้นสุ้มเสียงของบุรุษได้กล่าวว่า

“กลหมากรุกตานั้นต้องสูญเสียความคิด เพิ่งเล่นกันสิ้นสุด และเราก็กลับมาโดยรีบด่วน”

ฉี้อิงรับฟังถึงตอนนี้ ก็ลอบชมเชยวาสนาอยู่ในใจ เนื่องจากบุรุษเพศผู้นั้นเพิ่งหวนกลับมา หากแม้นมิใช่กี้เฮียงเค้งถ่วงเวลาจนบัดนี้ค่อยมีพฤติการณ์ ย่อมประสบพบแต่ความว่างเปล่า!

และจูกงเม้งมีความร้ายกาจถึงปานใด หากปล่อยให้มันพบว่ามีผู้คนมารุกรานยามวิกาล มันเพียงแต่หลบหนีโดยมิส่งเสียง ในใต้หล้าอันไพศาล ย่อมไม่มีทางเสาะพบอีกเลย

บุรุษผู้นี้มีสำเนียงคล้ายกับจูกงเม้งอยู่บ้าง แต่ก็มิละม้ายเสียเลย ทำให้ฉี้อิงระแวงสงสัย มิทราบว่าสมควรลงมือหรือไม่

ในยามนั้น ได้แว่วบุรุษผู้นั้นหัวร่อ ฮาฮา กล่าวว่า

“เราทราบว่า เจ้าร้อนรุ่มในสิ่งใด เพียงแต่รอคอยยาเม็ดนั้น ความจริงไหนเลยจะลืมเลือน”

ฉี้อิงรับฟังจนขมวดคิ้วเข้าหากัน พลันได้ยินหน้าต่างบานหลังของห้องหับแห่งนั้นพังทลายลงโครมใหญ่ ต่อจากนั้นสำเนียงของซิเล้งก็ดังทำลายความสงัดค่ำคืน ตวาดเสียงเกรี้ยวกราดว่า

“จูกงเม้ง ท่านมอดมลายเป็นเถ้าถ่าน ข้าพเจ้าก็จดจำได้”

และแล้วเสียงเปรื่องปร่างได้ดังขึ้นสองครา แสดงว่าทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มเทกำลังหักล้างกัน

ฉี้อิงผนึกกำลังภายในอย่างเร่งร้อน แสงโคมไฟภายในห้องพลันดับวูบไป ประตูห้องได้พังทลาย กลับถูกเท้ามนุษย์เตะล้มคว่ำ แล้วเงาร่างอันสูงโปร่งสายหนึ่งก็ลอยละลิ่วออกมา

สำเนียงตวาดอย่างเจื้อยแจ้วได้ดังออกจากปากของฉี้อิง สะบัดแส้กวาดฟาดเข้าใส่ และก็จู่โจมถูกมิผิดพลาด

ฉี้อิงลงมือถูกเป้าหมาย แต่กลับขยี้เท้าร้องด่าว่า

“จิ้งจองเฒ่า กลอกกลิ้งนัก”

ที่แท้เงาร่างที่ลอยละลิ่วออกมา เป็นเพียงผ้าห่มม้วนหนึ่ง และถูกซัดพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ดูอย่างผิวเผินคล้ายกับเงาร่างมนุษย์ยิ่งนัก

ภายในห้องมีแต่ความมืดทึบทมึน ฉี้อิงประการแรกหวั่นเกรงว่า จูกงเม้งจะทะลวงหน้าต่างหลบหนีออกมา ประการที่สองวิตกว่า จูกงเม้งจะฉวยโอกาสในความมืด ประทุษร้ายต่อซิเล้ง

ดังนั้นนางจึงล่าถอยมาตัวตึก ส่งเสียงแผดด่าดังสนั่นจนผู้คนภายในห้องสามารถทราบได้ว่า นางมิได้ปิดสกัดขวางทางอยู่หน้าประตู

ทันใดนั้น เงาร่างผู้คนถลันวูบหนึ่ง ได้ปรากฏกายขึ้นแล้ว ฉี้อิงเบิ่งตาจับจ้อง แลเห็นฝ่ายตรงข้ามไว้เครายาวสามแฉก หน้ากลมเกลี้ยงร่างอ้วนฉุ บุคลิกโอ่อ่า แตกต่างกับรูปลักษณะของจูกงเม้งโดยสิ้นเชิง หากแม้นนางมิเคยรับทราบจากซิเล้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของจูกงเม้งมาก่อน ก็มิกล้าเชื่อถือ

จูกงเม้งแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า

“พวกเจ้ากลับเสาะแสวงหาถึงที่นี้ นับว่านอกความคาดหมายของเล่าฮูอย่างแท้จริง”

ในยามนั้นซิเล้งได้พลิ้วกายออกมา ประกายตากระจ่างจ้า ยืนหยัดอยู่ทางเบื้องหลังจากจูกงเม้ง ห่างกันเพียงหกเชี๊ยะร่วมกับฉี้อิงควบคุมคู่ต่อสู้จนเป็นสภาวะอันบีบคั้น

จูกงเม้งกล่าวอีกว่า

“เหตุเปลี่ยนแปลงในค่ำคืนนี้ แม้นจะสร้างความแตกตื่นให้กับเล่าฮู แต่เล่าฮูก็คาดคิดว่า จะต้องมีเหตุการณ์ในวันนี้ ดังนั้นมิเพียงแต่ตระเตรียมแผนการต้านรับ ยังมีวิธีการตอบโต้อยู่สองประการ”

วาจาของมันชวนให้ผู้รับฟังตื่นตระหนก ฉี้อิงอดมิได้ต้องถามว่า

“ความหมายของท่านคิดจะตอบโต้ต่อข้าพเจ้ากับอาเล้งด้วย?”

จูกงเม้งแค่นหัวร่อกล่าวว่า

“การสังหารพวกเจ้า เป็นเพียงแผนตอบโต้อย่างหนึ่ง นอกจากนั้นก็จัดการกับบุคคลที่แพร่งพรายความลับเกี่ยวกับร่องรอยของเรา”

“ผู้ใดทำให้ร่องรอยของท่านถูกเปิดเผยเล่า?”

“เฮอะ พวกเรายังคงสนทนากันอย่างเปิดเผยเถอะ บุคคลนั้นย่อมต้องเป็นนางแพศยาแป๊ะเอ็ง”

ฉี้อิงกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“นับว่าเป็นนางเถอะ แต่ท่านในเมื่อถูกพวกเราปลิดชีวิตไป ไหนเลยจะจัดการกับนางได้”

“นั่นมิต้องกังวลใจ ค่ำคืนนี้แม้ว่าเล่าฮูจะประสบอันตราย นางแพศยานั้นก็ต้องเผชิญกับวาระสุดท้าย เฮอะ และบัดนี้นางก็กำลังได้รับอยู่แล้ว สำหรับข้อนี้เชื่อถือหรือไม่แล้วแต่เจ้า”

ซิเล้งกล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า

“อาอิง ระวัง มันกล่าววาจาเหลวไหล มีเจตนาต้องการก่อกวนประสาทพวกเรา เพื่อฉกฉวยโอกาสหลบหนี”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“ถูกต้อง แต่อาเล้งท่านวางใจ ข้าพเจ้ายินยอมเสี่ยงชีวิตกับมันจนตกตายตามกัน ก็มิปล่อยให้มันหลบหนี”

นางลอบผนึกพลังภายใน จนพร้อมที่จะจู่โจมใส่ศัตรู ปากก็กล่าวว่า

“แต่วาจาของมันมิแน่นักว่าจะไร้ความจริงเลย คาดว่าคงทำร้ายแป๊ะเอ็งโกวเนี้ยแล้ว”


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here