๓๑
♦ ร่องรอยที่น่าคลางแคลง ♦
……………

โค้วเพ้งที่อยู่ห่างไกลแลเห็นฉี้อิงหน้าตาบูดบึ้ง ต้องรีบร้องว่า

“ซ่อซ้อ ท่านมิอาจทุบตีเจกเจ่ก หากแม้นขุ่นเคืองก็ลงมือกับข้าพเจ้าเถอะ”

มันร่ำร้องพลางวิ่งตะบึงเข้ามา ฉี้อิงถลึงตาใส่กล่าวว่า

“อาศัยเจ้าไหนเลยทนทานได้ แส้ที่หนึ่งของเรา จะทำลายพลังฝีมือของเจ้า แส้ที่สองจะทำให้เจ้าเกลือกกลิ้ง ไปตามพื้นดินทีเดียว”

โค้วเพ้งแลบลิ้นออกมากล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น พลังฝีมือของข้าพเจ้าก็เท่ากับฝึกปรืออย่างไร้ความหมายแล้ว”

ฉี้อิงอดหัวร่อออกมามิได้กล่าวว่า

“ภายหลังเจ้ายังกล้าก่อกวนเราจนขุ่นเคือง ก็จะลงมือต่อเจ้าแล้ว”

โค้งเพ้งสัตย์ซื่อยิ่ง รีบกล่าวว่า

“ซ่อซ้อ หากขุ่นเคืองใจจริงๆ ก็ลงมือโบยผู้หลานสักสองแส้เถอะ”

ฉี้อิงครานี้รับฟังจนงงงันไป ชั่วครู่จึงกล่าวอย่างนุ่มนวน

“ทารกอันประเสริฐ เราไหนเลยคิดทำร้ายเจ้า เอาเถอะเราจะมิขุ่นเคืองแล้ว”

นางเอื้อมมือไปเกาะกุมต้นแขนโค้วเพ้ง อีกมือหนึ่ง ฉุดลากซิเล้งกล่าวว่า

“พวกเราสมควรไปจัดแจงห้องลับใต้ดินเพื่อพักผ่อนกันแล้ว”

ในยามวิกาลเลือนราง ยังแว่วเสียงหัวร่ออันหฤหรรษ์ของโค้วเพ้งและฉี้อิงอย่างสนิทสนม

ทั้งสามยามกลับถึงห้องศิลาใต้ดิน ฉี้อิงพลันกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าคิดส่งจดหมายให้บิดาฉบับหนึ่ง แจ้งเรื่องราวที่ชนชาวบู๊ลิ้มเข้าใจว่าประแจเจดีย์ทองคำถูกพวกจูกงเม้งช่วงชิงไป ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเค้งเจ้เจ๊ ให้บิดาหวนกลับมาที่หมู่บ้านตระกูลฉี้ได้แล้ว”

ซิเล้งขบคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว

“นั่นก็ประเสริฐ และพวกเราจะดำเนินการเพื่อท่านผู้เฒ่า โดนเร่งรุดไปเมืองนานกิง ปลิดชีวิตจูกงเม้ง เป็นการพิทักษ์ความสงบให้กับท่านลุงแซ่ฉี้”

“ตกลงกันตามนี้ ข้าพเจ้าจะเขียนจดหมายและให้เซี่ยวเพ้งนำส่งไป”

ซิเล้งก็สนับสนุนความคิดเช่นนี้ แต่โค้วเพ้งกลับกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าทราบว่า พวกท่านจะไปยังดินแดนที่เปี่ยมภยันตรายแห่งหนึ่ง และไม่ยินยอมให้ข้าพเจ้าร่วมติดตาม แต่ข้าพเจ้ามิใช่คนรักตัวกลัวตาย จึงไม่ยอมส่งจดหมายฉบับนั้น ขอร่วมทางไปด้วย”

ซิเล้ง ไหนเลยปล่อยให้เลือดเนื้อเชื้อไขของผู้เฒ่าแซ่โค้วติดตามพวกตนไปเสี่ยงอันตราย จึงกล่าวด้วยสีหน้าอันเคร่งเครียด

“วาจาของพวกเรา เจ้ากล้ามิเชื่อฟังหรือ?”

โค้วเพ้งแม้มีใบหน้าแดงฉาน แต่ขบกรามกรอดมิยอมสยบ ทารกผู้นี้ในยามคับขัน ก็ปราดเปรียวทราบเหตุการณ์ และดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

ฉี้อิงพอถึงยามสุดท้าย จึงจำต้องกล่าวว่า

“ตกลง พวกเราจะนำพาเจ้าร่วมทางไปยังอาณาจักรอัคคี แต่ก่อนอื่นพวกเราจะเร่งรุดสู่เมื่องนานกิง กระทำเรื่องราวที่ต้องดำเนินอย่างเร้นลับเจ้ามิอาจร่วมด้วย ซึ่งในโอกาสนี้เจ้าสมควรส่งจดหมายไปที่เมืองฉี้น้ำ”

โค้วเพ้งจึงตกลงอย่างยินดี ฉี้อิงก็เขียนจดหมายขึ้น ยามนั้นนางแมงมุมขาวกับปึงเซียะได้หวนกลับมา โดยปฏิบัติหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ทั้งหมดรับประทานอาหารกัน ซิเล้งบอกว่าจูกงเม้งอาจรับทราบเรื่องที่ฉี้น่ำซัวจะปรากฏตนขึ้น อาจรุดมาประทุษกรรม ดังนั้นจำต้องกำจัดจูกงเม้งเสียก่อน แล้วค่อยเร่งรุดสู่อาณาจักรอัคคี

ปึงเซียะทราบดีว่า จูกงเม้งเป็นศัตรูกับซิเล้งและฉี้อิงจึงสนับสนุนเห็นพ้องด้วย และมันกับนางแมงมุมขาวยินดีช่วยเหลือ ซิเล้งรู้สึกว่านางแมงมุมขาวมีรูปลักษณะสะดุดตา แต่ครานี้ต้องดำเนินการอย่างเร้นลับจึงคิดปฏิเสธ หากแต่เกรงว่านางจะกระทบกระเทือนใจ ดังนั้นจึงอนุโลมด้วย

ยามอรุณรุ่ง ทั้งหมดแต่งกายตระเตรียมเดินทาง โดยแบ่งเป็นสามกระบวน หนึ่งคือโค้วเพ้งซึ่งนำจดหมายจากฉี้อิง เร่งรุดสู่เมืองฉี้น่ำ

จากนั้นเป็นขบวนของซิเล้งฉี้อิง และปึงเซียะนางแมงมุมขาว ทั้งหมดหลังจากตกลงวิธีการส่งข่าวแล้ว ก็แยกทางกันไป

ซิเล้งกับฉี้อิงร่วมทางกันเร่งรุด มุ่งลงสู่ใต้ การเดินทางครานี้ สภาพการณ์ในวงพวกนักเลงได้แปรเปลี่ยนไป ซิเล้งนับเป็นคราแรกที่สามารถเดินเหินอย่างโออ่าผ่าเผย

ตลอดรายทางทั้งสอง ทัศนาทิวทัศน์ยลชมภูมิประเทศ มิเพียงไม่เหน็ดเหนื่อยเพราะตรากตรำ กลับมีความสุขยิ่งนัก เพิ่มความสนิทสนมขึ้นอีก

ในที่สุดมาถึงตัวเมืองนานกิง ทั้งสองพำนักในโรงเตี้ยมอันลี้ ซิเล้งจับจองห้องพักสองหลัง ฉี้อิงแม้รู้สึกอึดอัดใจ แต่ไม่สะดวกต่อการแสดงความคิด

ขณะมาถึง เพิ่งเป็นเวลาเที่ยง หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวและรับประทานอาหารแล้ว ก็ออกมาท่องเดินอยู่แถบตัวเมืองด้านทิศอุดรเหยียบย่างเข้าไปในแก่งอีจื้อกี (แก่งนางแอ่น) อันลือนาม

ขณะอาศัยในเก๋งประจำแก่ง กวาดสายตาเหลือบมองสายธารที่ไหลหลั่งสู่ทิศบูรพา รู้สึกปลอดโปร่งใจและประจวบเหมาะกับขณะนี้มิมีผู้คน ซิเล้งจึงขยับกายพุ่งร่างขึ้นไปบนยอดเก๋ง แล้วพุ่งปราดลงมา ในมือถือหินฝนหมึกแท่งหนึ่ง

ฉี้อิงกล่าวว่า

“พวกท่านส่งข่าวคราวกันเช่นนี้หรือ?”

ซิเล้งกล่าวว่า

“วิธีนี้เหมาะสมที่สุด ภายในหินฝนหมึกสามารถซุกซ่อนแผ่นกระดาษ มิเกรงว่าจะถูกลมหอบพัด ฝนสาดกระหน่ำ และไม่สร้างความสนใจให้กับผู้คน”

กล่าวพลางเปิดหินฝนหมึกออก ล้วงหยิบกระดาษเล็กๆ ออกมาใบหนึ่ง พอคลี่กางออกอ่านถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันกล่าวว่า

“ประหลาดแท้ มันยังมิได้เสาะพบร่องรอยของจูกงเม้งเลย!”

ฉี้อิงชะโงกศีรษะมองแผ่นกระดาษเห็นเพียงเขียนคำว่า “ยัง” แน่นอนนี่เป็นการแสดงว่า ยังมิได้เสาะพบร่องรอยของจูกงเม้ง

ซิเล้งล้วงหยิบพู่กันขีดเขียนลงบนแผ่นกระดาษว่า “อันลี้” ซึ่งหมายถึงโรงเตี๊ยมอันลี้ แล้วจึงซุกเก็บลงไปในหินฝนหมึก

ซิเล้งสีหน้าปรากฏแววหมกมุ่นกังวล นำหินฝนหมึกกลับไปวางบนยอดเก๋ง แล้วหันหน้าไปทางสายน้ำกว้างใหญ่ ขบคิดอย่างเงียบงัน

ฉี้อิงพอเห็นสีหน้าหมองหม่นของซิเล้ง ได้แต่กล่าวปลอบว่า

“อาเล้ง ทุกสรรพสิ่งแล้วแต่ฟ้าดินลิขิต ไยต้องกังวลปานนี้?”

ซิเล้งรำพันว่า

“จูกงเม้ง จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ยากพันพัวด้วยข้าพเจ้ากังวลว่าอาจจะพลาดพลั้งเลินเล่อ จนปล่อยให้มันเตลิดหลบหนี และมิมีทางเสาะพบมันอีกตลอดกาล”

“หากแม้นเป็นเช่นนั้น กลัดกลุ้มไปก็ไร้ประโยชน์ ท่านไยมิคิดดู คราก่อนท่านเผชิญกับการถูกกำจัด จวบจนบัดนี้ มันยังเป็นผู้กล้าที่ทุกผู้คนเคารพยกย่อง มิจำเป็นต้องมาเร้นกายในนานกิงเลย”

ซิเล้งพอฟังคล้ายฉุกใจได้คิด กล่าวว่า

“วาจาของท่านมีเหตุผล มิว่าอย่างไร พวกเราปฏิบัติอย่างสุดความสามารถ สำเร็จหรือพ่ายแพ้แล้วแต่เจตนาของฟ้าเถอะ”

“ถูกต้อง ท่านเมื่อมีทัศนะคติเช่นนี้ จิตใจย่อมสงบลงได้ อาเล้ง ท่านดู สายรุ้งที่แพรวพรายครอบคลุมแผ่นฟ้า ประดับอยู่เหนือธารธาราอันเวิ้งว้าง นี่เป็นภาพที่งามล้ำปานใด แรงงานมนุษย์ไหนเลยสร้างสรรค์ได้ บุถุชนยามอาศัยบนพื้นพิภพ เท่ากับแปรเปลี่ยนเป็นน้อยนิดอย่างสุดแสน”

นางพลันหุบปากจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด สีหน้าสะทกสะท้อนเศร้าหมอง

ซิเล้งจับจ้องฉี้อิงอย่างตื่นเต้น รู้สึกดรุณีที่โสภานางนี้ หาได้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเฉกเช่นกาลก่อนไม่ หากแต่เติบใหญ่สมบูรณ์ ควบคุมมรรคาชีวิตของตนเองแล้ว

ตนพลันกล่าวว่า

“ท่านกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องใด?”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าหวนนึกถึงซือแป๋ ท่านผู้เฒ่ามีพลังฝีมือสูงสุด บากบั่นมาจวบจนชั่วชีวิต มุ่งหวังสามารถรักษารูปโฉมเอาชัยธรรมชาติ แต่พลังจักรวาลมหาศาลปานนี้ ซือแป๋ข้าพเจ้าแม้ดิ้นรน ยังคงพ่ายแพ้ บัดนี้มิทราบท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างไรแล้ว…”

ซิเล้งก็ไม่มีปัญญาตอบคำ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว

“พวกเราหลังจากปฏิบัติงานที่นานกิงสำเร็จ จะกลับสู่บ้านเกิดของท่าน เยี่ยมเยือนท่านผู้อาวุโสแซ่เสียวสักคราหนึ่ง โอ เดือนหน้าจะถึงสารทตงชิว (ไหว้พระจันทร์) แล้ว มิทราบข้าพเจ้าสามารถเร่งรุดไปสมทบกับซือแป๋ผู้เฒ่าได้ทันหรือไม่?”

คราก่อน ซิเล้งขณะแยกจากขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียง ท่านผู้เฒ่าเคยกล่าวไว้ว่า คืนสารทตงชิวของทุกปี ท่านจะไปชมจันทร์ที่ประตูทักษิณในเมืองตั่วเมี้ย

การมาแก่งอี่จื้อกีครานี้ ซิเล้งมีจุดประสงค์ตรวจตราว่า ลี้ซานึ้งซึ่งได้รับมอบหมายให้สะกดรอยแป๊ะเอ็ง จะส่งข่าวคราวเกี่ยวกับร่องรองจูกงเม้งให้ล่วงรู้หรือไม่ แต่ก็มิได้เบาะแส จึงหวนกลับไปด้วยดวงใจอันหนักอึ้ง

รุ่งเช้าของวันที่สอง ซิเล้งออกจากโรงเตี๊ยมร่วมกับฉี้อิง คราครั้งนี้ทั้งสองคิดรุดไปทะเลสาบเฮี่ยงบู๊โอ้วอันลือนามประจำเมือง ซึ่งนอกจากชมทิวทัศน์แล้ว ซิเล้งยังมีจุดมุ่งหวังอย่างลางเลือนด้วย

ทะเลสาบเฮี่ยงบู๊โอ้ว เป็นสถานที่อันกว้างใหญ่ ทัศนียภาพงามตระการตา กลางทะเลสาบมีใบบัวลอยเกลื่อนกลาด ดอกบัวส่งกลิ่นหอมลอยมาตามลม ดึงดูดผู้มาจนยากลืมเลือน

ทั้งสองว่าจ้างเรือน้อยลอยละล่องไปตามตำแหน่งต่างๆ ของทะเลสาบ ขณะอยู่บนเรือจ้าง ก็พบเห็นเรือข้าราชการผู้มีทรัพย์จำนวนมิน้อย ซึ่งล้วนนำพาสนมรักหรือสตรีร่ำร้องเพลง ดำเนินชีวิตอย่างสุขสำราญ

ซิเล้งคาดเดาว่า จูกงเม้งอาจนำพาแป๊ะเอ็งมาท่องเที่ยวทะเลสาบแห่งนี้ ดังนั้นจึงคอยสังเกตลำเรือที่แล่นผ่านไปมา โดยมุ่งความสนใจที่เรือของข้าราชการการมียศศักดิ์

ฉี้อิงกล่าวแสดงความคิดว่า

“ท่านออกจะกังวลเกินไปแล้ว หรือจูกงเม้งจะกลับกลายเป็นข้าราชการรับใช้แผ่นดิน อยู่ในเมืองนานกิงด้วย?”

ซิเล้งกล่าวอย่างจริงจัง

“นั่นกลับมิแน่นัก ความสามารถของมันยิ่งใหญ่เหลือแสน มีการคบหากับขุนนางใหญ่งุ่ยตงเฮี้ยง จูกงเม้งในเมื่อมีทรัพย์สิน และเปี่ยมวิธีการหากซุกซ่อนร่องรอยโดยมารับราชการ ก็มิแตกตื่นน่าสงสัย”

ทั้งสองกลับมายังที่พัก ซิเล้งถามไถ่ผู้ดูแลโรงเตี๊ยม ทราบว่ายังไม่มีผู้ใดมาเยี่ยมเยือนพวกตน จึงรู้สึกกลัดกลุ้มกังวล และต้องการสืบเสาะด้วยตัวเองบ้าง

ซิเล้งครุ่นคิดอยู่เสมอว่า จูกงเม้งอาจรุดมาแสวงหาความสำราญที่ทะเลสาบเฮี่ยงบู๊โอ้ว จึงวางแผนการขึ้น

การปฏิบัติการครานี้ ซิเล้งมิอาจนำพาฉี้อิงร่วมทางด้วย เนื่องเพราะตนต้องปลอมแปลงรูปโฉมเป็นชาวเรือ ประกอบอาชีพอยู่กลางลำน้ำโดยค้าขายสิ่งของบางประการ บรรทุกอยู่ในลำเรือน้อย และให้บุรุษหรือสตรีที่เยาว์วัยคอยบังคับตัวเรือ

ยามเช้า ซิเล้งมาถึงริมฝั่ง จ่ายเงินทองเล็กน้อย ก็ได้รับความช่วยเหลือจากสามีภรรยาเยาว์วัยคู่หนึ่ง ซิเล้งจัดการสวมเครื่องแต่งกายประจำถิ่น ใส่หมวกกุ้ยเล้ย และสตรีที่เยาว์วัยเรียกว่าเล่งโกว ร่วมกับซิเล้งขึ้นสู่เรือน้อยลอยละล่องกลางทะเลสาบ

นี่เป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง ผู้คนที่มาท่องเที่ยวน้อยกว่าฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนเล็กน้อย แต่ยังคงครึกครื้นจอแจ เรือน้อยของซิเล้งแล่นฉวัดเฉวียน อยู่ท่ามกลางเรือท่องเที่ยว จำหน่ายผลไม้สด และสินค้าพิเศษของทะเลสาบนี้บางสิ่ง

ซิเล้งมุ่งความสนใจไปยังหมู่สตรีที่มาเที่ยวทะเลสาบ เล่งโกวพอพบเห็น ก็ได้หยอกเอินหลายประโยค แต่นางก็รู้สึกว่าซิเล้งหาใช่บุคคลธรรมดา การที่ตนสนใจแขกสตรี ย่อมต้องมีเจตนาอย่างอื่น

จวบจนสนธยา ซิเล้งก็หวนกลับมาบ้านของเล่งโกวผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย นัดแนะว่าวันรุ่งขึ้นจะมาอีก แล้วจึงหวนกลับสู่โรงเตี๊ยมอันลี้

ฉี้อิงพอพบเห็นซิเล้ง ก็ชักชวนให้รับประทานอาหารค่ำ ซักถามเหตุการณ์ในวันนี้อย่างมิยอมเลิกรา จวบถึงยามค่ำคืน

ซิเล้งต้องการให้นางกลับไปพักผ่อน ฉี้อิงพลันแง่งอนขึ้นมากล่าวว่า

“ข้าพเจ้าอึดอัดใจมาหนึ่งวัน มิคิดนอนหลับเลย”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าพรุ่งนี้ยังต้องออกไปอีก ท่านยังคงไปพักผ่อน”

ฉี้อิงยังพัวพันต่อไป ซิเล้งจึงกล่าว

“พวกเรายังคงขึ้นไปพักผ่อนบนเตียงนอน แล้วค่อยสนทนากัน”

ทั้งสองขึ้นไปนอนบนเตียง ซิเล้งกลับสำรวมตนยิ่งนัก แต่ฉี้อิงกลับแอบอิงเข้าหา บัดเดี๋ยวยื่นมือมาโอบกอด บัดเดี๋ยวหยิกสัดส่วนบนร่างกายแสดงความสนิทสนมอย่างเปิดเผย

ซิเล้งรับการทอดไมตรีจากนาง แต่ตัวเองมิกล้ามีปฏิกิริยาอันใด ควรทราบว่าตนก็เป็นบุรุษหนุ่ม จิตใจไหนเลยมิมีความรู้สึกปั่นป่วนรัญจวน?

ซิเล้งที่พยายามควบคุมตัวเอง เพราะยืนกรานที่จะรอคอยพิสูจน์เรื่องราวประการหนึ่ง ค่อยสนิทสนมกับฉี้อิง พร้อมกับนั้นหนี้โลหิตมิทันชำระล้าง ไหนเลยมีครอบครัวได้

ค่ำคืนนี้ ซิเล้งกล้ำกลืนรับการเย้ายวนจากฉี้อิง ต่อสู้กับอารมณ์ภายใน จวบจนหลับใหลไป

วันรุ่งขึ้น ซิเล้งไปยังทะเลสาบเฮี่ยงบู๊โอ้วอีก เริ่มต้นชีวิตสืบสวนเป็นวันที่สอง

เล่งโกวมีผิวกายสีขาวสะอาดเป็นพิเศษ เค้าหน้าก็อ่อนหวาน ยามแย้มยิ้ม สองแก้มแดงระเรื่อ เผยอเห็นถึงฟันสีขาวหมดจด ดังนั้นการค้าของนางจึงดีเป็นพิเศษ ผู้ที่มาท่องเที่ยวโดยทางน้ำ นิยมสนทนาปราศรัยกับนาง แน่นอน ย่อมต้องซื้อหาสิ่งของบางประการ

ซิเล้งครึ่งซีกหน้าซุกซ่อนอยู่ใต้หมวกกุ้ยเล้ย เผยเห็นเพียงหนวดเคราสีขาวเท่านั้น ขณะที่เรือสินค้าเทียบใกล้เรือนำเที่ยว ซิเล้งมักซุกซ่อนสองมือสองเท้าอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้บุคคลภายนอกแลเห็นผิวกาย กล้ามเนื้ออันบึกบึนของผู้เยาว์วัย

วันนี้ ทั้งหมดวุ่นวายอยู่กับการประกอบการค้าจวบจนพลบค่ำ ซิเล้งเริ่มมีท่วงท่าท้อแท้ทอดอาลัย เล่งโกวเข้าใจว่าตนมาเสาะหาน้องสาวที่หายสาบสูญ จึงมาปลอบประโลมว่า

“ท่านมิต้องร้อนรุ่มไป ผู้คนที่พำนักในเมืองนานกิง ย่อมไม่มาเที่ยวทะเลสาบโดยพร้อมเพรียง อีกทั้งทะเลสาบแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวาง การสืบเสาะย่อมยากลำบากยิ่งนัก”

ซิเล้งเพียงสั่นศีรษะมิกล่าววาจา ยามนี้นอกรัศมีหลายวา ปรากฏนาวานำเที่ยวสองลำ แล่นขนานไปด้วยกัน มีรัศมีโอ่อ่าเกริกไกรผิดแผกจากเรือนำเที่ยวอื่นๆ

เล่งโกวเหลือบแลวูบหนึ่งจึงกล่าว

“ท่านดู เรือลำซ้ายเคยซื้อสินค้าจากข้าพเจ้ามาก่อน เป็นของขุนนางแซ่เฮียะ รองผู้ตรวจการประจำถิ่นนี้ ส่วนลำขวาข้าพเจ้าพบพานมาหลายครา แต่มิเคยเร่งรุดได้ทัน”

นางแจวเรือน้อยเข้าหา จนอยู่ห่างเพียงสองวา สามารถได้ยินผู้คนบนเรือทั้งสองสนทนากัน เล่งโกวเบือนศีรษะมากล่าวเบาๆ ว่า

“ทางขวามือเป็นท่านขุนนางแซ่โอ้ว ซึ่งรับราชการในแผนกวัฒนธรรม เราเคยพบเห็นจ้งก้วง (ผู้ดูแล) ของพวกมัน… ผู้ที่กำลังกล่าววาจาก็คือจ้งก้วงของขุนนางแซ่โอ้ว เรียกว่าอึ้งตั่วเอี้ย (เจ้านายใหญ่แซ่อึ้ง)”

ผู้ดูแลแซ่อึ้งกำลังสนทนากับนักศึกษาอายุเยาว์ผู้หนึ่ง ซิเล้งได้ยินคำปราศรัยของพวกมันมีใจความว่า ขุนนางแซ่โอ้วเชื้อเชิญขุนนางแซ่เฮียะ ไปปฏิสันถารสักคราหนึ่ง

แต่ซิเล้งกลับสะท้านใจหวั่นไหว พอกวาดตามอง แลเห็นนักศึกษาอายุเยาว์ผู้นั้น ก็คือลี้ซานึ้งซึ่งเฝ้ารอคอยแต่มิพบพานนั่นเอง

ตนบังเกิดความคิดสงสัย ลี้ซานึ้งไฉนอยู่ในตำหนักของข้าราชการ? คำนวณจากท่วงท่า มันมีความคุ้นเคยกับผู้ดูแลแซ่อึ้งยิ่งนัก

เล่งโกวนำเรือน้อยแล่นเข้าเทียบอยู่ข้างเรือขุนนางแซ่โอ้วในแผนกวัฒนธรรม เริ่มต้นประกอบการค้า ซิเล้งต้องการส่งข่าวกับลี้ซานึ้งแต่ก็รู้สึกระแวงคลางแคลงขึ้น มิหนำซ้ำลี้ซานึ้งขณะถูกจงก้วงแซ่อึ้งเรียกหาก็เปลี่ยนเป็นใช้แซ่อึ้ง

ตอนนี้พวกซิเล้งถูกลำเรือของตระกูลโอ้วกีดกันไว้ ดังนั้นจึงได้ยินแต่คำสนทนา ซิเล้งเองก็ซุกซ่อนมือเท้าตามความเคยชิน แสร้งแสดงท่วงท่าอันชราภาพ

บนนาวาของตระกูลโอ้ว ปรากฏคนรับใช้ที่เป็นบุรุษสั่งซื้อสินค้ากับเล่งโกว ซิเล้งพลันรู้สึกว่าภายในหน้าต่างบานหนึ่งบนลำเรือ คล้ายดั่งมีผู้รู้คอยสังเกตการเคลื่อนไหวของตนอยู่!

คราครั้งนี้ ซิเล้งถึงกับสะท้านใจอย่างรุนแรง คำนึงขึ้น

“…บุคคลที่คอยสังเกตเรา กลับมีสายตาคมกล้านัก มาตรมิเช่นนั้นไหนเลยจะทำให้เรารู้สึกสำนึกได้?…”

ขณะครุ่นคิด ลี้ซานึ้งก็ประคองขุนนางแซ่เฮียะ ขึ้นไปบนลำนาวาของตระกูลโอ้ว ขุนนางแซ่โอ้วก็ทักทายสนทนากับขุนนางแซ่เฮียะ รวมทั้งสรรพสำเนียงอื่นๆ ดังสับสน

คำนวณจากกระแสเสียงและท่วงท่าพวกมัน แสดงว่าผู้คนของตระกูลทั้งสองมีการติดต่อจนคุ้นเคยยิ่งนัก

ซิเล้งคอยรับฟังวาจาสนทนาทั้งสองฝ่าย สังเกตพบว่าขุนนางแซ่เฮียะ มีความเคารพนบนอบต่อขุนนางแซ่โอ้วยิ่งนัก ต้องคำนึงขึ้น

“…ขุนนางแซ่เฮียะมีตำแหน่งถึงรองผู้ตรวจการ มัอำนาจสิทธิ์ขาด ส่วนขุนนางแซ่โอ้วเป็นเพียงข้าราชการในแผนกวัฒนธรรมปราศจากอำนาจใด แต่ขุนนางแซ่เฮียะไฉนกลับต้องเคารพนบน้อมต่อมันเล่า…”

ยามนี้ดวงตาที่คอยจับจ้องตนปลาสนาการไปแล้ว แต่ซิเล้งยังระวังอย่างยิ่งยวด มิกล้าเงยหน้าขึ้นเหลือบมอง เพียงหาทางโยกย้ายตำแหน่งเล็กน้อย อาศัยเงาสะท้อนจากน้ำทะเลสาบ สำรวจสภาพบนเรือท่องเที่ยวของตระกูลโอ้วอย่างคร่าวๆ

ซิเล้งเหลือบแลไปที่บานหน้าต่างทางกราบเรือ ซึ่งปรากฏเงาร่างผู้คนถลันวูบวาบ จึงระมัดระวังตัวขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการไหวระแวงครานี้ หาใช่เกินความจำเป็นเลย

ที่แท้บุคคลที่ปรากฏทางหน้าต่าง คือผู้ซึ่งคอยสำรวจมองซิเล้งเมื่อครู่นี้ ประกายตาที่คมกล้าปานเหยี่ยวร้าย ทำให้ซิเล้งรู้สึกสำนึก

แต่ขณะที่บุคคลนั้นทักทายกับขุนนางแซ่เฮียะซึ่งมาเยี่ยมเยือน ดวงตากลับไร้ประกายอันเจิดจ้า มิหนำซ้ำยังหรี่ตาลงแสดงถึงดวงตาฝ้าฟางชราภาพ หากยามเบือนศีรษะมามองชายชราสวมหมวกกุ้ยเล้ยบนเรือน้อย กลับกระจ่างจ้าราวกับสายฟ้า

บุคคลผู้นั้นสวมใส่อาภรณ์เฉิดฉายทรงค่า ตกแต่งเปี่ยมบารมี อายุประมาณห้าสิบเศษ ไว้เครายาวสามแฉก ดูไปเคร่งขรึมมีราศี ใบหน้ากลมเกลี้ยง เรือนร่างอ้วนฉุ แสดงว่าอยู่กินอย่างดีเลิศ มิเคยลำบากตรากตรำมาก่อน

มันคือเจ้าของเรือท่องเที่ยวลำนี้ นามโอ้วเท้ง ซึ่งรับราชการอยู่ในแผนกวัฒนธรรมประจำเมืองนานกิง แม้แต่กระทั่งรองผู้ตรวจการแผ่นดินที่แซ่เฮียะยังต้องเคารพยำเกรง

พวกมันสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง โอ้วเท้งจึงมิมองออกด้านนอกหน้าต่างอีก ซิเล้งจวบจนบัดนี้ค่อยกล้าเงยหน้าขึ้นกวาดมอง จดจำรูปร่างลักษณะของมันอย่างลึกซึ้ง

ซิเล้งทบทวนหวนนึกถึงเค้าหน้ารูปโฉมของจูกงเม้ง รู้สึกว่าบุคคลนี้หามีส่วนละม้ายเหมือนแม้แต่น้อยนิด

หากแม้นโฉมหน้าที่แท้จริง และสุ้มเสียงของจูกงเม้ง สามารถเปลี่ยนแปลงถึงปานนี้ นับว่าจิ้งจอกผู้เฒ่าผู้นี้ ควรค่าแก่การเป็นอัจฉริยะประหลาดแห่งยุค

บนเรือใหญ่แว่วสำเนียงอิสตรีดังมา สุ้มเสียงหนึ่งพอกระทบโสต ซิเล้งถึงกับสะท้านขึ้นทั้งร่างอย่างลืมตัว เงยหน้ากวาดมองอย่างเร่งร้อน

แต่เนื่องจากเรือท่องเที่ยวสูงตระหง่านกว่าเรือน้อยมากนัก ดังนั้นจึงมิอาจแลเห็นสภาพในท้องเรือ นอกจากบุคคลนั้นยืนอยู่ริมหน้าต่าง

หากทว่า ซิเล้งสามารถจำแนกสุ้มเสียงของอิสตรีนั้นได้… เป็นแป๊ะเอ็ง!

ซิเล้งบังเกิดความกระวนกระวายใคร่ชมดูว่าสตรีนางนั้นใช่แป๊ะเอ็งหรือไม่ นางหากเป็นแป๊ะเอ็ง จูกงเม้งก็คงเป็นขุนนางนามโอ้วเท้งผู้นั้น!

แต่จะอย่างไรซิเล้งยังมิกล้าผุดลุกขึ้นชะเง้อคอมอง หรือเหยียบย่างขึ้นไปบนเรือท่องเที่ยว

ซิเล้งครุ่นคิดถึงเรื่องประหลาดอีกประการหนึ่ง เป็นปัญหาเกี่ยวกับลี้ซานึ้ง หากแม้นลี้ซานึ้งมิได้พบพานแป๊ะเอ็งที่เมืองตงเม้ง ย่อมไม่ติดตามถึงนานกิง

ในเมื่อพบเห็นแป๊ะเอ็ง และติดตามมาที่นี้ ปนเปอยู่ร่วมอย่างสนุกสนาน ไฉนเวลาแจ้งข่าวกลับอ้างว่ายังไม่เสาะพบร่องรอยของแป๊ะเอ็ง นี่ที่แท้มีเหตุผลใด?

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคำอธิบายเพียงสองประการ หนึ่งคือ นางสนมในตระกูลโอ้วมิใช่แป๊ะเอ็ง  หากแต่สำเนียงละม้ายคล้ายกับแป๊ะเอ็ง สอง ลี้ซานึ้งทรยศต่อตนแล้ว มิต้องการให้ตนรับรู้ร่องรอยของแป๊ะเอ็ง!

การคาดคะเนประการแรก รู้สึกเป็นไปได้มากกว่า แต่ซิเล้งก็รับทราบมาอย่างถนัดชัดแจ้ง เชื่อมั่นว่าเป็นสุ้มเสียงของแป๊ะเอ็ง อย่าว่าแต่ในวาจาของนางยังมีพื้นเสียงชาวเมืองฮ่อน้ำ ในใต้หล้าไหนเลย มีเรื่องราวที่ประจวบเหมาะบังเกิดปานนี้?

สำหรับประการหลังยากจะเป็นความจริง ทั้งนี้เพราะลี้ซานึ้งไม่มีเหตุผลใดในการทรยศต่อตน หากแม้นมันลุ้มหลงต่อรูปโฉมแป๊ะเอ็ง ย่อมยิ่งภาวนาให้ตนสังหารจูกงเม้ง

ซิเล้งขบคิดจนสมองพองโตแทบระเบิด แต่ก็มิมีเบาะแสใดๆ ยามนี้เล่งโกวได้นำเรือกลับ ถอนสมอจากมาแล้ว

เรือน้อยแจวห่างมาสองวา ซิเล้งพลันใช้วิชาส่งเสียงทางลมปราณกล่าวกับเล่งโกวว่า

“ข้าพเจ้าขอถามท่านประโยคหนึ่ง หากแม้นเป็นความจริงก็ผงกศีรษะ อย่าได้พูดจาถามไถ่ และห้ามเหลียวมองวุ่นวาย ท่านลองหันหน้าไปดูว่า ขุนนางแซ่โอ้วผู้นั้นยังยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างหรือไม่?”

เล่งโกวเหลือบมองไปวูบหนึ่ง แล้วผงกศีรษะ ซิเล้งย่อมมิเหลียวมองตาม เพื่อมิให้ถูกฝ่ายตรงข้ามสังเกตพบ

จวบจนเรือน้อยแล่นจากมาไกลโข ซิเล้งจึงกล่าว

“เมื่อครู่ท่านแลเห็นขุนนางแซ่โอ้วที่ริมหน้าต่าง เหลียวมองมาทางพวกเราหรือไม่? ตอนนี้ท่านกล่าววาจาได้แล้ว”

เล่งโกวขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า

“พวกเราหากสนทนากันเมื่อครู่นี้จริง มันไหนเลยรับฟังได้ ตอนนั้นมันกำลังเพ่งมองมาทางพวกเรา ท่านรู้จักมันหรือ?”

“หามิได้ มันมีความสามารถยิ่งใหญ่ หากแม้นข้าพเจ้าไม่ระมัดระวัง จะถูกมันพบเห็นความจริงว่าข้าพเจ้าปลอมแปลงรูปโฉมขึ้น”

ตนเงียบงันครู่หนึ่งจึงกล่าว

“บนลำเรือขุนนางแซ่เฮียะ มีผู้ติดตามเป็นบุรุษหนุ่มท่าทางคมคาย ท่านคุ้นเคยกับมันหรือไม่?”

เล้งโกวกล่าวว่า

“ย่อมรู้จัก มันแซ่อึ้ง เป็นหลานห่างๆ ของท่านขุนนางแซ่เฮียะ”

“มันตลอดเวลาอาศัยอยู่ที่เมืองนานกิง หรือว่าเพิ่งมาถึงเมื่อมินานมานี้?”

“มันพำนักอยู่ที่นานกิงเนิ่นนานแล้ว พวกเรารู้จักกันหลายปีทีเดียว!”

ซิเล้งถึงกับมึนงงสงสัยราวกับหลงพลัดเข้าไปในหมอกควัน ทั้งนี้เพราะบุรุษแซ่อึ้งนั้นเป็นลี้ซานึ้งชัดๆ แต่เล่งโกวกลับอ้างว่าเป็นชาวเมืองนานกิง

มาตรแม้นบุรุษแซ่อึ้งมิใช่ลี้ซานึ้ง การที่มันมิรู้จักแป๊ะเอ็ง ก็ไม่น่าแตกตื่นสงสัย เพียงแต่ในใต้หล้าไหนเลยมีผู้ละม้ายเหมือนถึงปานนี้? เหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นในวันนี้ ที่แท้เป็นเรื่องราวใด?

ซิเล้งอัดอั้นเปี่ยมปมปริศนา ปล่อยให้เล่งโกวบังคับเรือน้อยแล่นเทียบฝั่ง ยามนี้สนธยาลาลับ สมควรแก่การพักผ่อนแล้ว

ซิเล้งจัดการเปลื้องผมเผ้าหนวดเคราที่ปลอมแปลงออก ถอดหมวกกุ้ยเล้ย เผยเห็นถึงเค้าหน้าอันสง่าคมคาย แต่แฝงแววหม่นหมองกังวลอยู่ชั้นหนึ่ง

เล่งโกวละเว้นจากการจัดสินค้าภายในเรือ เบิ่งตาจับจ้องซิเล้งอย่างลืมตัว ชั่วครู่จึงรู้สึกสำนึก เดินเหินร่วมกับซิเล้งเข้าสู่บ้านพักของนาง

ซิเล้งจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากกล่าวคำขอบคุณต่อเล่งโกวกับสามีของนาง ค่อยเดินจากมาก้าวเท้าได้ระยะทางหนึ่ง เบื้องหลังพลันแว่วสำเนียงเรียกหาขึ้น

แลเห็นเล้งโกวเร่งรุดอย่างเร่งร้อน ยื่นฝ่ามือออกพลางกล่าว

“เงินจำนวนห้าตำลึงก้อนนี้ เซียงกง (ยกย่องบุรุษหนุ่ม) ขณะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าคงทำตกหายกระมัง?”

ซิเล้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

“นี่มิใช่เงินของข้าพเจ้า”

“นั่นก็แปลกไปแล้ว ในบ้านเรามิเคยมีผู้คนเยี่ยมกรายมา และเงินก้อนนี้ก็พบจากสถานที่ท่านผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เซียงกงยังคงตรวจดูว่าทำหล่นหายหรือไม่?”

ซิเล้งยักไหล่ยืนกรานปฏิเสธ เล่งโกวกลับสะอึกกายเข้ามากล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นให้เราตรวจดูกระเป๋าของท่านดูว่าวาจาของท่านเป็นจริงหรือแปลกปลอม”

ซิเล้งงงงันไป รู้สึกสตรีนางนี้ปราดเปรื่องยิ่งนัก หากแม้นเสาะค้นย่อมยืนยันได้ว่าเป็นเงินของตน ที่แท้สองวันมานี้ จากการใกล้ชิดกับนาง ทำให้รู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นบุคคลอันดีเลิศ แต่หากสมนาด้วยเงินทอง ย่อมต้องถูกบอกปัด

พร้อมกับนั้นพฤติการณ์ของตนยังอาจสร้างความระแวงคลางแคลงให้กับสามีของนาง จึงเสแสร้งเป็นทำเงินตกหาย บัดนี้พอถูกบีบคับจึงได้แต่ยอมรับ บ่งบอกความคิดของตัวเองออกไปตามความสัตย์

เล่งโกวถึงกับงงงันไป ตามธรรมดา บุคคลที่มีรูปโฉมสง่างาม มิว่าเป็นบุรุษหรือสตรี ส่วนใหญ่จะถูกผู้คนรักใคร่จนแปรเปลี่ยนเป็นผยองตน และเห็นแก่ตัว

นางคาดคิดมิถึงว่า บุรุษคมคายเฉกเช่นซิเล้ง จะเปี่ยมไมตรีอันดีเลิศ ต้องสร้างความตื้นตันใจให้กับแล่งโกว แสดงออกทางประกายตาโดยสิ้นเชิง

ซิเล้งกลับรู้สึกกระอักกระอ่วน กล่าวอย่างจริงจังว่า

“ท่านอย่าได้ใส่ใจถึงเรื่องนี้ เงินก้อนนี้กับข้าพเจ้ามิมีความหมายใด แต่กับพวกท่านกลับสามารถเจือจุนครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ท่านยังคงกลับไป บอกกับสามีว่ามิได้พบพานข้าพเจ้าก็แล้วกัน”

เล่งโกวมิส่งเสียง นางพลันหวนนึกถึงท่วงท่าที่หมกมุ่นกังวลของฝ่ายตรงข้าม จิตใจพลันพลุ่งพล่านกล่าวว่า

“เซียงกงเมื่อครู่ถามไถ่เรื่องราวเกี่ยวกับบุรุษแซ่อึ้ง มิทราบเป็นสาเหตุใด หรือคราก่อนท่านรู้จักมัน?”

ซิเล้งมีสติคึกคักกล่าวว่า

“มันมีรูปโฉมคล้ายกับสหายข้าพเจ้าคนหนึ่ง เพียงแต่สหายของข้าพเจ้ามิได้รับราชการ และไม่เคยพำนักอยู่ในนานกิงมาก่อน”

“ในเมื่อพวกท่านเป็นสหายกัน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการกระทำผิดต่อมันครานี้คงมิเป็นไร ความจริงมันมิเคยพำนักอยู่ที่นานกิง พวกเราเพิ่งพบพานเมื่อมินานมานี้ แต่มันได้จ่ายเงินทอง กำชับให้ข้าพเจ้าตอบคำถามของผู้อื่นเช่นนั้น ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้าก็มิทราบสาเหตุ”

ซิเล้งพอรับฟัง บังเกิดความตื่นเต้นลิงโลดอย่างใหญ่หลวง พร้อมกับนั้นก็ซักถามนิวาสถานของขุนนางโอ้งเท้งผู้แซ่เฮียะจนทราบกระจ่าง แล้วจากไปทันที

เล่งโกวฉุดคิดขึ้นว่า เงินก้อนนั้นยังมิทันสะสางจึงคิดเรียกหา คาดมิถึงเพียงชั่วพริบตา ซิเล้งก็ปลาสนาการหายสาบสูญไปแล้ว

ซิเล้งหวนกลับโรงเตี๊ยมรับประทานอาหารค่ำ พร้อมกับบอกเล่าเหตุการณ์ในวันนี้ให้ฉี้อิงรับทราบ

ฉี้อิงเบิ่งตาคู่งามจนกลมกว้าง ขบคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าก็ถูกก่อกวนจนสับสนไปแล้ว บุรุษแซ่อึ้งผู้นั้นคือลี้ซานึ้งหรือไม่ สตรีนางนั้นเป็นแป๊ะเอ็งจริงๆ ยังมีขุนนางแซ่โอ้วที่ลอบสังเกตสนใจท่านจะเป็นจูกงเม้งหรือไม่?”

ซิเล้งก็ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าย่อมสามารถขบคิดหาคำตอบได้”

“มิว่าอย่างไรพวกเราเมื่อทราบที่อยู่ของพวกมัน ค่ำคืนนี้สมควรออกไปสืบเสาะดูสักครา”

ซิเล้งกลับสั่นศีรษะกล่าวว่า

“ค่ำคืนนี้มิอาจดำเนินการ พวกเราอย่าได้ร้อนรุ่มเกินไปจนล้มเหลว ตอนเช้าของวันพรุ่งพวกเราจะไปที่แก่งนางแอ่นตรวจดูว่าลี้ซานึ้งมีคำตอบหรือไม่ จากนั้นค่อยเร่งรุดสู่อารามชีเฮี้ยยี่เพื่อสมทบกับปึงเซียะกับนางแมงมุมขาว ซึ่งสมควรติดต่อกันสักคราหนึ่ง”

“หากพบพานพวกมันแล้ว ภายหลังจะกระทำอย่างไร?”

ซิเล้งกล่าวอย่างตรึกตรอง

“ข้าพเจ้าค่ำคืนนี้จะขบคิดสักคราหนึ่ง มาตรแม้นโอ้วเท้งคือจูกงเม้ง พวกเราก็ต้องหาทางปลิดชีวิตมัน คราครั้งนี้หากพลาดพลั้ง มิเพียงแต่ภายภาคหนึ่งไม่มีวันเสาะพบ ยังต้องกังวลว่ามันจะประทุษร้ายต่อลุงแซ่ฉี้ และยังต้องป้องกันมิให้พวกมันหวนกลับมาสู่อาณาจักรอัคคี หาไม่แล้วอลัชชีโลกันตร์ก็จะทราบขุมกำลังของพวกเราทั้งสี่ ทำให้การรุดสู่อาณาจักรอาณาจักรอัคคีในขั้นต่อไปมีภยันตรายยิ่งขึ้น”

วันรุ่งขึ้น ซิเล้งกับฉี้อิงออกจากตัวเมืองมุ่งไปยังแก่งนางแอ่นทันที

ภายในเก๋งบนแก่ง ซิเล้งนำหินฝนหมึกก้อนนั้นลงมาด้วยอิริยาบถอันปราดเปรียว พอเปิดออกดูกระดาษแผ่นที่ซุกซ่อนอยู่ยังมีสภาพเช่นเดิม ไม่มีรอยอักษรอื่นใด

ซิเล้งกล่าวปลอบโยนตัวเองกับฉี้อิงว่า

“พวกเราเพิ่งมาถึงมิกี่วัน ลี้ซานึ้งอาจยังมิมายังที่นี้ จำต้องรอคอยอีกสองสามวัน”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“หากแม้นลี้ซานึ้งมิต้องการติดต่อกับท่าน มันพอมาดูแผ่นกระดาษแล้ว ก็มิสนใจไยดี พวกเราเท่ากับอับจนปัญญา”

“ข้าพเจ้าเมื่อคืนนี้ได้ใคร่ครวญอย่างละเอียด พวกเราจะสืบเสาะดูว่า มันทั้งๆ ที่แวะมาตรวจดูแผ่นกระดาษ แต่มิต้องการติดต่อกันจริงๆ หรือไม่”

ตนดึงเส้นผมออกมาเส้นหนึ่ง จัดวางอยู่บนหินฝนหมึก แล้วจึงปิดฝาลง เมื่อเป็นเช่นนี้หากแม้นมีผู้คนมาเปิดก้อนหินฝนหมึก ผมเส้นนั้นก็จะขาดออก

วิธีนี้ฉี้อิงถึงกับชมเชยว่า

“ความคิดของท่านประเสริฐยิ่งนัก”

ซิเล้งกล่าวว่า

“วิธีนี้หาใช่ข้าพเจ้าขบคิดขึ้น ชนชาวบู๊ลิ้มที่เจนจัดจำนวนมาก หากระแวงว่าถูกผู้คนสังเกตสนใจ ก็จะดำเนินพฤติการณ์เช่นนี้ โดยนำเส้นผมติดกับบนประตู เมื่อเป็นเช่นนี้มันพอกลับมาที่พัก เพียงสังเกตเส้นผมที่ประตูก็จะทราบว่า มีศัตรูลอบเร้นเข้าไปค้นห้องหรือไม่”

หยุดขบคิดเล็กน้อยจึงกล่าวว่า

“บัดนี้พวกเราจะต้องรีบเร่งรุดไปภูเขาชีเฮี้ยซัว เพื่อมิให้ปึงเฮียกับพวกต้องรอนาน”

ประมาณยามเที่ยง ซิเล้งกับฉี้อิงก็เร่งรุดถึงชีเฮี้ยซัว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนานกิงหลายสิบลี้

ทั้งหมดขณะร่วมรับประทานอาหารในตึกเจ ก็เล่าเหตุการณ์ให้รับรู้ ทราบว่าปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวพำนักอยู่ในหมู่บ้านทางเชิงเขา นางแมงมุมขาวเพื่อป้องกันการถูกบุคคลภายนอกสังเกตสนใจ จึงใช้แพรดำคลุมหน้า และย้อมผมเผ้าเป็นสีดำ

ปึงเซียะรับฟังประสบการณ์ของซิเล้งอย่างละเอียด หลังจากขบคิดอยู่เนิ่นนาน ก็มิอาจเสาะพบเบาะแส ทั้งหมดได้หารือตกลงวิธีติดต่อกันหลายประการ เพื่อว่าหากคิดลงมือ ฝ่ายซิเล้งก็สามารถขอความช่วยเหลือจากพวกปึงเซียะทั้งสอง

ความจริงซิเล้งกับฉี้อิงมิต้องการอาศัยกำลังของผู้อื่น ช่วยเหลือการล้างแค้นครั้งนี้ แต่ภายหลังรู้สึกว่ามีผลสะท้อนอันใหญ่หลวงที่จะต้องประสบผล ห้ามล้มเหลวเด็ดขาด


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here