๒๙
♦ การพันตูอันดุเดือด ♦
……………

ซิเล้งถอนหายใจยาวๆ กล่าวว่า

            “เค้งเจ้เจ๊ให้ความช่วยเหลือพวกเราหลายครั้งครา ยังประเสริฐเลิศกว่าพี่สาวร่วมสายโลหิต พวกเราภายหน้ามิทราบสมควรตอบแทนท่านอย่างไร”

            กี้เฮียงเค้งยิ้มพลางกล่าวว่า

“อย่าได้กล่าวเช่นนี้ ในใต้หล้ามีเรื่องราวบางประการสามารถปรับให้สมดุล มีแต่น้ำใจไมตรีจึงยากแบ่งแยกได้ พวกเราสมควรปล่อยให้ดำเนินไปตามครรลอง ไยต้องนำมาวิเคราะห์แยกแยะ”

วาจาของนางเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น คอยปลอบโยนซิเล้งกับฉี้อิงตลอดเวลา แต่นางพอหวนคะนึงถึงกิมเม้งตี้ ต้องบังเกิดความตรมตรอมใจ ฉี้อิงขณะจะอ้างอิงถึงจดหมายสั่งเสียของฉี้น่ำซัว กี้เฮียงเค้งก็โบกมือห้ามปรามกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามิเพียงทราบดี มิหนำซ้ำเรื่องราวทุกประการเป็นข้าพเจ้าวางแผนขึ้นทั้งสิ้น การปรักปรำจูกงเม้งว่าได้ครอบครองประแจเจดีย์ทองคำ ก็เพื่อทำให้ท่านมีผู้คนเชื่อถือยิ่งขึ้น

“ส่วนประแจที่ไขสู่เจดีย์ทองคำ ข้าพเจ้าได้ซุกซ่อนยังสถานที่อื่น ตอนนี้มิอาจแพร่งพรายให้พวกท่านล่วงรู้ เพราะหากรับทราบไป มีแต่ผลเสียไร้ประโยชน์

“รอคอยโอกาสอันเหมาะสม ย่อมเปิดเผยให้ล่วงรู้ พวกท่านคงเชื่อถือวาจาข้าพเจ้ากระมัง?”

ซิเล้งกันฉี้อิงล้วนกล่าวคำเชื่อถือโดยพร้อมเพรียง ฉี้อิงถามว่า

“เมื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ของเค้งเจ้เจ๊ มารดาข้าพเจ้าก็มิมีเคราะห์กรรมเช่นนั้นแล้ว”

“สำหรับเรื่องนี้เป็นความสัตย์จริง เพียงแต่งี๋แป๋ (บิดาบุญธรรม) มิกล้าบอกกล่าวกับท่าน เพื่อป้องกันมิให้แพร่งพรายต่อคนภายนอก ข้าพเจ้าสร้างสถานการณ์เหล่านี้ มีเจตนาให้งี๋แป๋สามารถแสดงตนหวนกลับสู่หมู่บ้านตระกูลฉี้ได้”

ฉี้อิงลิงโลดจนน้ำตาไหลรินหลั่ง กล่าวว่า

“นั่นนับว่าประเสริฐ น่าสงสารบิดาแบกความแค้นอันไพศาล กลับไม่อาจแสดงตนตลอดเวลา…”

นางหวนนึกถึงยามเยาว์วัย ได้รับความรัก ความเมตตาจากบิดาล้นพ้น หยาดน้ำตาอดไหลพร่างพรูมิได้

กี้เฮียงเค้งแลเห็นนางอาดูรถึงปานนี้ เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า

“งี่แป๋ปัจจุบัน หากสามารถหวนกลับสู่หมู่บ้านตระกูลฉี้ พวกท่านก็สมควรประกอบพิธีวิวาห์ อาศัยโอกาสนี้เชื้อเชิญยอดฝีมือทั่วใต้หล้าได้”

ซิเล้งคราแรกก็ผงกศีรษะ แต่พลันหวนนึกถึงมือกระบี่แห่งคุนลุ้นปึงเซียะ ซึ่งต้องร่วมทางกับมันไปยังอาณาจักรอัคคี เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมิอาจประกอบพิธีวิวาห์ตามแผนการได้

กี้เฮียงเค้งยามถูกสภาพการณ์บีบคั้นเช่นนี้ ได้แต่กล่าวว่า

“ท่านเมื่อตกลงกับปึงเซียะว่า จะร่วมเร่งรุดสู่อาณาจักรอัคคี ย่อมต้องนับเป็นภาระสำคัญรีบด่วน เพียงแต่ข้าพเจ้าคิดหารือกับปึงเซียะว่าจะวางแผนดำเนินการอย่างไร”

ซิเล้งกับฉี้อิงพอฟัง ก็รีบผุดลุกขึ้น ฉี้อิงจัดแจงสิ่งของจนเรียบร้อย และแล้วทั้งสามจึงขึ้นสู่ด้านบน

ภายในห้องโถงมืดทึบทมึน ซิเล้งจัดการจุดโคมไฟขึ้น กล่าวว่า

“ที่แท้มืดค่ำแล้ว…”

กี้เฮียงเค้งยามรับฟังพลันฉุกใจได้คิดกล่าวว่า

“พวกเรารีบไป เม้งตี้กับเซี่ยวเพ้งอาจประสบเรื่องราวอันใด”

ซิเล้งกับฉี้อิงทราบดีว่า นางคำนวณเรื่องราวได้แม่นยำราวเทพยดา จึงสะท้านใจอย่างรุนแรง ฉี้อิงกล่าวว่า

“หรือมีกิมเม้งตี้อยู่ร่วมด้วย ยังจะเกิดเหตุร้ายด้วย ในโลกยังมีผู้ใดคุกคามมันได้?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“วาจาแม้เป็นเช่นนี้ แต่เรื่องราวในโลกแปรเปลี่ยนยากสันนิษฐาน พวกมันหากมิมีเหตุการณ์ใด ไยจวบจนบัดนี้ยังมิกลับมา?”

นางกล่าวพลางวิ่งปราดออกจากห้องโถง หมู่บ้านตระกูลฉี้ เคยมีบารมีเกริกไกร ร่ำรวยมหาศาล มีครอบครัวหลายสิบหลังคาเรือน ยึดครองอาณาบริเวณกว้างขวาง กี้เฮียงเค้งเคยมาสำรวจหมู่บ้านจึงคุ้นเคยกับแบบแปลนการก่อสร้างเป็นอย่างดี

นางกล่าวว่า

“อาเล้ง ท่านรับภาระทางด้านหลัง ข้าพเจ้ากับอิงม่วยม่วยจะสำรวจด้านหน้า หากไร้เรื่องราวให้มาสมทบกันที่นี่”

ซิเล้งรับคำอย่างฮึกเหิม พุ่งควับขึ้นสู่หลังคาตึกจากไปอย่างรวดเร็ว

กี้เฮียงเค้งนำพาฉี้อิง วิ่งตะบึงไปเบื้องหน้าตลอดรายทางล้วนมืดทึบวังเวง ฉี้อิงบังเกิดความรู้สึกสะทกสะท้อน นางยินยอมเสียสละทุกสิ่ง เพื่อให้หมู่บ้านฟื้นฟูรุ่งโรจน์ดังเดิม แต่มิทราบจะกระทำอย่างไร ค่อยลุล่วงสำเร็จได้

สตรีทั้งสองมาถึงตึกหลังหนึ่ง กี้เฮียงเค้งให้ฉี้อิงไปทางซ้าย ส่วนนางรุดไปด้านขวา

ฉี้อิงโลดแล่นผ่านตัวตึกต่างๆ ซึ่งล้วนแต่คุ้นเคย พริบตาเดียวออกพ้นเขตตึก เบื้องหน้าเป็นสวนดอกไม้ดาดาษ และจัดสร้างภูเขาจำลอง ลำธารน้อย สะพานแคบ และศาลาเก๋ง กระจัดกระจายตามตำแหน่งต่างๆ

ฉี้อิงพุ่งกายขึ้นไปบนเก๋งแปดเหลี่ยมหลังหนึ่ง แล้วพลันชะงักกายลง สถานที่นี้นางเคยได้รับความสุข โดยอยู่ร่วมกับฉี้น่ำซัว เที่ยวออดอ้อนซุกซน ทำให้นางต้องหลังน้ำตาออกมา

นางยินยอมเสียสละทุกสิ่งประดามี เพื่อแลกกับชีวิตอันสุขสดชื่นเมื่อกาลก่อน แต่ก็ทราบว่า นั่นเป็นวันเวลาที่ล่วงลับไปแล้ว มิว่าจะสวยงามหรือเลวร้าย ไม่อาจหวนกลับคืนมาอีก

ฉี้น่ำซัวให้กำเนิดนางเพียงผู้เดียว แต่แล้วยังต้องพลัดพรากกัน บิดาต้องดำรงชีวิตอันอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว นั่นเป็นเรื่องราวที่อาภัพวิปโยคถึงปานใด? แม้สามารถตอบแทนทุกสรรพสิ่ง ไหนเลยจะชดเชยความเวิ้งว่างในส่วนนี้ได้

ในยามกระทันหัน นางถึงกับลืมเลือนภาระลาดตระเวน จมอยู่กับภวังค์โศกสลด มาตรมิเช่นนั้นแล้วนางต้องได้ยินสำเนียงประหัตประหารซึ่งอยู่มิไกลนัก

นั่นเป็นลานหญ้าผืนใหญ่ อยู่ทางขวาของเก๋งแปดเหลี่ยม เงาร่างสี่สายกำลังฉวัดเฉวียนพุ่งกาย เปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือด นอกวงมีบุรุษชุดขาวกุมกระบี่ยาวด้วยท่วงท่าอันหมกมุ่น มันคือยอดฝีมือแห่งคุนลุ้นนามปึงเซียะ

ส่วนคู่ต่อสู้ที่กำลังโรมรันกันคือกิมเม้งตี้หักโค่นกับนางแมงมุมขาว และบริวารดำของนางสองคน บุรุษชุดดำทั้งสองมักวิ่งวนเวียนเป็นวงกว้าง จนกิมเม้งตี้ต้องพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนตลอดเวลา

ทางซ้ายมือของปึงเซียะ มีบุคคลผู้หนึ่งนอนฟุบอยู่บนพื้นหญ้าแน่นิ่งมิเคลื่อนไหว กลับเป็นโค้วเพ้งผู้มิหวั่นเกรง ต่อดาบกระบี่ทิ่มแทงร่างกาย

ที่แท้คราแรกปึงเซียะได้นำพาพวกแมงมุมขาวมายังหมู่บ้านตระกูลฉี้ แต่ยามผ่านนอกสวนดอกไม้ นางแมงมุมขาวพลันฉุดรั้งปึงเซียะเอาไว้ นัยน์ตามรกตสาดประกายวูบวาบกล่าวเบาๆ ว่า

“ในสวนมีผู้คน”

ปึงเซียะคลางแคลงสงสัยอย่างใหญ่หลวง คำนึงขึ้น

“…ความปราดเปรียวของเรา นับว่ามิอ่อนด้อย กลับมิได้ยินสรรพสำเนียงใดๆ เลย…”

มันส่งเสียงว่าจะเข้าไปตรวจตราดู บุคคลทั้งสี่เร้นกายเข้าไปในสวนดอกไม้ พออ้อมภูเขาจำลองมาลูกหนึ่ง ก็เหลือบเห็นบนลานหญ้ามีบุคคลสองคน

พวกของปึงเซียะยังมิทันพิจารณาว่าเป็นใคร แลเห็นหนึ่งในสองยื่นมือออกทิ่มแทงใส่กลางหลังอีกผู้หนึ่ง บุคคลนั้นถึงกับร้องดังๆ ล้มฟุบลงบนพื้นดิน

เสียงร้องครานี้ มิเพียงปึงเซียะคาดคะเนได้ว่า เป็นน้ำเสียงของโค้วเพ้ง กระทั่งนางแมงมุมขาวก็สามารถจดจำ จึงพุ่งกายออกไปโดยพร้อมเพรียง ปึงเซียะตวาดก้องว่า

“ผู้ใดกล้าประทุษร้ายศิษย์รักของซิเฮีย?”

ผู้ลงมือก็คือกิมเม้งตี้ มันกับโค้วเพ้งขณะเดินเหินด้วยกันก็รีบรับฟังคำบอกเล่าจากโค้วเพ้งจนทราบว่า มันฝึกปรือวิชามังกรทองพิทักษ์เสา

กิมเม้งตี้มีความรอบรู้ไพศาล จึงรู้สึกตื่นเต้นพิศวง ทั้งนี้เพราะ มันซึมทราบว่าวิชาคุ้มครองตนชนิดนี้ พอฝึกปรือขั้นสูงสุด แม้จะตกอยู่ท่ามกลางทะเลอัคคี ถูกเผาผลาญชั่วระยะแรกๆ ผมเผ้าผิวกายจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือน ตั้งแต่โบราณกาลมา มิเคยรับทราบมาว่า มีผู้สามารถฝึกปรือวิชาเทพยดานี้จนสำเร็จ

มันบังเกิดความสงสัยใคร่อยากรู้ ผนึกพลังทดสอบความสำเร็จของโค้วเพ้ง สุดท้ายกล่าวว่า

“วิชาคุ้มครองตนของเจ้ายังขาดธาตุอัคคี หากพบพานผู้แตกฉานในวิชา เจ้ายังต้องถูกสังหาร บัดนี้เราจะจี้สกัดจุดของเจ้าแห่งหนึ่งทำให้สลบไสลไปเนิ่นนาน และจุดยามถูกสกัดก็จะทรมานอย่างยิ่งยวด

แต่พฤติการณ์นี้สำหรับเจ้ามีคุณประโยชน์สองประการ หนึ่งคือนับแต่นี้ไป เจ้าจะรู้ซึ้งถึงตำแหน่งของจุดนั้น จนเพิ่มความระมัดระวังได้ สอง พอผ่านการปวดร้าวครานี้แล้ว หากแม้นครั้งหน้าถูกศัตรูสกัดจุดนี้ นอกจากจะมีพลังการฝึกปรือสูงล้ำกว่าเรา จึงจะประสบผลสำเร็จ มาตรมิเช่นนั้นแม้เจ้าถูกสกัด ก็ยังอดกลั้นได้ เพียงมิทราบว่าเจ้ายินยอมกล้ำกลืนความเจ็บปวดคราหนึ่งหรือไม่?”

โค้วเพ้งมิใช่คนโง่งม มันทราบจากฉี้อิงว่า พลังฝีมือของกิมเม้งตี้สูงล้ำกว่าซิเล้ง ดังนั้นภายภาคหน้าจะสรรหาศัตรูที่เข้มแข็งกว่ามาทำร้ายมัน ไหนเลยจะเสาะพบได้ ความทรมานครานี้ย่อมสมควรรับไว้

ดังนั้นมันจึงตกลงอย่างลิงโลด กิมเม้งตี้บงการให้โค้วเพ้ง หันกายไปผนึกพลังคุ้มครองตนจนเปี่ยมล้น แล้วจึงลงมือจี้ใส่ โค้วเพ้งรู้สึกเจ็บแปลบปลาบสุดทนทาน ส่งเสียงพร้อมกับฟุบลงสิ้นสติทันที

สภาพเช่นนี้ประจวบเหมาะกับถูกปึงเซียะ นางแมงมุมขาวพบเห็น ย่อมเข้าใจว่ากิมเม้งตี้ประทุษร้ายต่อโค้วเพ้ง หากแม้นกิมเม้งตี้เป็นบุคคลอื่น ก็ย่อมสามารถอธิบายจนแจ่มแจ้ง ไม่ก่อเกิดการพันตู

กิมเม้งตี้มีอุปนิสัยทระนงถือดี และเมื่อได้ยินฝ่ายตรงข้ามพาดพิงถึงซิเล้ง จึงบังเกิดอัคคีโทสะลุกฮือโหม เปล่งเสียงหัวร่อกล่าวว่า

“ทารกนี้หากมิใช่ศิษย์ของซิเล้ง เราก็ไม่ลงมือแล้ว พวกท่านมีความคิดอย่างไร?”

ปึงเซียะดาลเดือดจนกระชากกระบี่ยาวออกมา แต่มันเป็นผู้ฝึกปรือวิชากระบี่จนถึงขั้นสูงเยี่ยม ทราบดีว่า ตัวเองมิอาจมีอารมณ์พลุ่งพล่าน จึงชะงักเท้าลง สำรวมสมาธิผนึกลมปราณ ตระเตรียมจู่โจมอย่างดุดัน

นางแมงมุมขาวไหนเลยสงบสติได้ นางขณะส่งเสียงแผดด่า ก็โถมปราดเข้าใส่ กวัดแกว่งดาบแล้วเสือกแทงทันที

นางพอลงมือ บริวารสองคนที่ร่วมทางมาก็ตะปบดาบยาว ปล่อยใยเทพแมงมุมดำ ยึดมั่นคนละข้างแยกย้ายเป็นซ้ายขวา ปล่อยใยเทพแมงมุมดำ ยึดมั่นคนละข้างแยกย้ายเป็นซ้ายขวา วิ่งตะบึงเข้าหากิมเม้งตี้อย่างรวดเร็ว

กิมเม้งตี้มิทราบว่าซิเล้งคบหานางปิศาจตัวประหลาดชนิดนี้ตั้งแต่เมื่อใด แลเห็นฝ่ายตรงข้ามมีท่าร่างพิสดาร เพลงดาบเกรี้ยวกราด จึงมิกล้าเลินเล่อ สะบัดฝ่ามือฟาดออก กระแทกเอานางแมงมุมขาวถอยกายไปสองก้าว

แต่เห็นร่างท่อนบนของนางโน้มต่ำลงเล็กน้อย คล้ายดั่งหลบหลีกจากวัตถุใด ประจวบเหมาะกับบุรุษชุดดำทั้งสองคน พุ่งเฉียดผ่านนางไป

กิมเม้งตี้เพิ่งฉุกใจได้คิด พบว่าบุรุษชุดดำทั้งสองกลับมิจู่โจมใส่มัน เพียงวิ่งตะบึงไปเบื้องหน้า มันเป็นผู้กลอกกลิ้งฉลาดเฉลียวปานใด รีบผนึกพลังพุ่งร่างขึ้นไปราวกับประกายสายฟ้า

ปฏิกิริยาของกิมเม้งตี้ครานี้ ทำให้คู่ต่อสู้ทั้งสองที่สะอึกปราดไปหลายก้าว รีบหันกายกลับมา พฤติการณ์นี้ทำให้กิมเม้งตี้มั่นใจว่า พวกมันต้องมีลวดลายอันพลิกแพลงอยู่

ขณะที่มันพลิ้วร่างลง ประกายดาบจากนางแมงมุมขาวก็คุกคามมาถึง กิมเม้งตี้ได้ลงมือปัดป้องด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากอิสตรีนี้มีเพลงดาบอันประหลาดล้ำ สูงส่งกว่าคู่ต่อสู้ทุกผู้คนที่มันเผชิญมาในบู๊ลิ้ม

ทั้งหมดโลดเล่นไปมา หักโหมกันยี่สิบกว่ากระบวนท่า ในยามพันตู กิมเม้งตี้กับนางแมงมุมขาว ล้วนต้องกระโดดกายขึ้น หรือต้องย่อกายต่ำลง หลบเหลี่ยงจากใยเทพแมงมุมดำของบุรุษชุดดำทั้งสอง

การต่อสู้เช่นนี้ สำหรับกิมเม้งตี้ นับว่าทั้งมิคุ้นเคยและชวนอัดอั้น เป็นเหตุให้หลายครั้งพลาดโอกาสเหมาะไป มันพลันแค่นหัวร่ออย่างเยือกเย็นชากล่าวว่า

“สถาบันอำมหิต นับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง แต่หากอาศัยพวกท่านมิกี่คนก็คิดมาพัวพันกับเรา ไยมิใช่น่าหัวร่อ”

กระแสเสียงในตอนท้าย กลับเยือกเย็นอำมหิต

ปึงเซียะสะอึกกายมาหลายก้าว กล่าวถามว่า

“ท่านคงเป็นกิมเม้งตี้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุคกระมัง?”

“ฮา ฮา มิผิด ท่านไยมิมาแสวงหาความตาย เรารู้สึกว่าท่านดูคล้ายเป็นชนชั้นมือกระบี่อันดับเยี่ยม อาจคู่ควรกับการประมือกับเรา”

ปึงเซียะอดเลื่อมใสในสายตาอันคมกล้าของฝ่ายตรงข้ามมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะที่มันกำลังต่อต้านกับศัตรูผู้เข็มแข็ง ยังสามารถสังเกตปึงเซียะที่อยู่ข้างเคียง

ดังนั้นมันจึงอดกลั้นยังมิลงมือ ขณะนั้นฉี้อิงประจวบเหมาะกับเร่งรุดมาถึง หลบอยู่หลังต้นไม้ มองดูสภาพการณ์จากที่ห่างไกล

นางทราบว่า ปึงเซียะฝึกปรือเพลงกระบี่จากสำนักคุนลุ้นอันมาตราฐาน ซึ่งคงเป็นเรื่องที่กิมเม้งตี้คาดคิดมิถึง กอปรกับสัตว์พิษของนางแมงมุมขาว ย่อมไม่อาจต้านรับอย่างง่ายดาย

ดังนั้น นางจึงข่มกลั้นความรู้สึกที่จะออกไปตรวจดูโค้วเพ้ง ลอบภาวนาให้ปึงเซียะรีบเร่งลงมือ ซึ่งอาจปลิดชีวิตกิมเม้งตี้ได้!

สำหรับสาเหตุที่ฉี้อิงต้องอาศัยผู้อื่นสังหารกิมเม้งตี้ นอกจากมีความสัมพันธ์กับซิเล้งแล้ว ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับกี้เฮียงเค้ง ในความคิดเห็นของนาง การที่กี้เฮียงเค้งอยู่ร่วมกับกิมเม้งตี้ ย่อมมิใช่เรื่องราวอันเหมาะสม

ในยามนี้กิมเม้งตี้พลันทุ่มเทแนววิชาอันเลิศล้ำ พลังการกดดันแผ่ทะลักทลายออก บีบบังคับจนนางแมงมุมขาวมิอาจประชิดใกล้กาย บัดนี้มันตกลงใจว่าจะกำจัดบุรุษชุดดำทั้งสองคนเสียก่อน

สำหรับบุคคลอื่น ย่อมไม่มีทางจัดการกับศัตรูที่โลดแล่นอยู่นอกรัศมีวาเศษ แต่กิมเม้งตี้กลับมีความสามารถโดยเฉพาะ มันพลันสะบัดร่างเป็นเงามากมายชวนละลายตา แล้วประกบนิ้วพุ่งไปทางซ้ายมือ พลังดรรชนียามกรีดออก บุรุษชุดดำผู้นั้นก็ล้มฟุบลงแน่นิ่งไป

นางแมงมุมขาวมีใบหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวอย่างอาฆาต

“ท่านกล้าทำร้ายบริวารเรา?”

พลันสะบัดดาบกรีดใส่อย่างดุดัน

กิมเม้งตี้ยื่นแขนออกไขว่คว้า นิ้วชี้นิวกลาง คีบคมดาบไว้

ปึงเซียะพลันกู่ร้องดังกังวาน กระบี่ยาวแผ่กระจายเป็นประกายสายรุ้งลำยาวเหยียด เรืองร่างยังมิทันถลันถึง พลังกระบี่ก็ม้วนตลบเข้าใส่แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คุกคามกิมเม้งตี้ มิมีโอกาสจัดการกับนางแมงมุมขาว ปาดฝ่ามือตีโต้ใส่ปึงเซียะ นางแมงมุมขาวฉกฉวยโอกาสช่วงชิงดาบยาวคืนมา และจู่โจมซ้ำสอง

ฉี้อิงที่ชมดูสภาพการณ์อยู่ ลอบบังเกิดความปลื้มประโลมใจ นางเป็นทายาทของยอดคนอันดับหนึ่งแห่งยุค สายตาสูงส่งยิ่งนัก มีแต่นางที่ทราบซึ้งถึงแนววิชาฝีมือของกิมเม้งตี้

อาศัยมือกระบี่อันดับเยี่ยมสุดลึกล้ำเฉกเช่นปึงเซียะ กอปรกับนางแมงมุมขาวที่พลิกแพลงประหลาดเหลือจากสถาบันอำมหิต รับรองว่าภายในยี่สิบสามสิบกระบวนท่า กิมเม้งตี้ไม่มีโอกาสเอาชัยได้

แต่โดนนัยกลับ มาตรแม้นปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวในสามสิบกระบวนท่า มิสามารถปลิดชีวิตกิเม้งตี้ ก็เท่ากับไม่มีความหวังดังกล่าวแล้ว

แลเห็นเงากระบี่จากปึงเซียะ แผ่ท่วมราวกับระลอกคลื่น ม้วนทะลักใส่กิมเม้งตี้โดยมิขาดระยะ ดาบยาวของนางแมงมุมขาวที่ชั่วร้ายผิดสามัญ ทุกท่าร่างล้วนเป็นไม้ตายอันโหดเหี้ยม

พริบตาเดียว ทั้งสองหักโหมกันประมาณสิบห้ากระบวนท่า กิมเม้งตี้คาดคิดมิถึงว่า ปึงเซียะจะมีความสูงล้ำเพียงนี้

เพียงแต่สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย กิมเม้งตี้ยิ่งมีสติเยือกเย็นกว่าเดิม ทุมเทสติปัญญาและวิชาฝีมือจนสุดตัว โดยไม่แตกตื่นลนลานแม้แต่น้อยนิด!

พริบตาเดียวพันตูกันอีกหกเจ็ดกระบวนท่า แลเห็นกิมเม้งตี้ทุ่มเทท่าร่างอันพิสดาร แฉลบออกจากวงจู่โจมของทั้งสอง ปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวจึงไล่ล่าตามติด แต่กิมเม้งตี้ยังคงสามารถล้วงหยิบขลุ่ยทองกับพัดจีบออกมา

แลเห็นมันทุ่มเทอาวุธทั้งสองโดยพร้อมเพรียง กลับป็นท่าร่างอันโหดร้าย สภาวะอันคับขันพลันคลี่คลาย ความสำเร็จของมันผู้นี้ นับว่าสูงเยี่ยมอย่างแท้จริง

ฉี้อิงลอบทอดถอนใจ รู้สึกความหวังของนางปลาสนาการไป ลังเลใจคิดก้าวออกไป แต่แล้วพลันมีสีหน้ากระตือรือร้นขึ้นมา

ที่แท้ยามนี้สภาพการโรมรันพลันแปรเปลี่ยนไป กิมเม้งตี้สูญเสียพัดจีบ ปึงเซียะทุ่มเทวิชากระบี่ประจำสำนักคุนลุ้น ฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ บนพื้นดินความจริงมีเพียงนางแมงมุมขาว บัดนี้เพิ่มบุรุษชุดดำอีกคนหนึ่งเที่ยววิ่งวนเวียน

ขณะที่กิมเม้งตี้กอบกู้สถานการณ์ได้ นางแมงมุมขาวก็รู้สึกผิดท่าไป จึงออกคำสั่งอย่างเร่งร้อน บุรุษเสื้อดำอีกผู้หนึ่งซึ่งยืนเซื่องซึมอยู่ ก็ทุ่มเทฝีเท้าวิ่งตะบึงมา ใช้ใยของเทพแมงมุมดำ ซึ่งมันยังยึดมั่นอยู่ด้านหนึ่ง

ยามนั้น กิมเม้งตี้ปล่อยพัดจีบหลุดพ้นจากมือ ที่แท้มันอาศัยพลังการฝึกปรืออันลึกล้ำ กวัดแกว่งพัดจีบทั้งๆ ที่ถูกใยดำพัวพัน

แต่ทว่า ศัตรูอีกสองคนล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง ปฏิกิริยาของตนหากชะลอชักช้าชั่ววูบ ก็จะประสบเภทภัย ดังนั้นกิมเม้งตี้จึงตัดสินใจสละพัดจีบ อาศัยขลุ่ยทองเพียงเลาเดียว ต้านรับศัตรูทั้งสอง

บนสายใยเทพแมงมุมดำ เมื่อดูดพันพัดจีบอยู่ด้ามหนึ่ง กิมเม้งตี้ก็สามารถสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของใยแมงมุมได้ ทำให้สามารถหลบหลีกได้ทันท่วงที

ฉี้อิงที่ยืนชมดูการหักล้าง เห็นปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวพันตูถึงยามนี้ ค่อยรู้สึกว่ากระบวนท่าร่างสอดคล้องต่อกัน สามารถแผ่อนุภาพได้อย่างเต็มที่

ปึงเซียะพลันพุ่งโถมลงมาจากเบื้องบน กระบี่ยาวสาดประกายเจิดจ้า กิมเม้งตี้ก็ควงขลุ่ยเข้าปะทะ

แว่วเสียงดังเปรื่อง ปึงเซียะรีบพุ่งร่างลงมา แผ่พุ่งพลังภายในเข้าหักล้าง

ช่วงเวลานั้น ภาวะดาบของนางแมงมุมขาวก็ตะลุยโหมรุกมา แต่กิมเม้งตี้อาศัยฝ่ามือข้างเดียวก็ต้านรับไว้ได้

แต่ทว่ามันยังคงไม่อาจหลบหลีกใยเทพแมงมุมดำอีก พลันรู้สึกขารูปคล้ายถูกบีบรัด ทราบว่าถูกของพิสดารจากบุรุษชุดดำดูดพันไว้แล้ว

กิมเม้งตี้อันร้ายกาจ ขณะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สมาธิยังคงมิป่วนปั่น สองเท้าแยกออกยืนหยัดมั่น เช่นนี้ฝ่ายศัตรูแม้พันขาของมันได้ นั้นเพียงสามารถเพียงจำกัดการเคลื่อนไหวของตนในขอบเขตเท่านั้น

กิมเม้งตี้พลันยื่นมือซ้ายออกคีบใส่คมดาบนางแมงมุมขาว ทั้งสองจึงแผ่พลังเข้าหักหาญกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อเกิดสภาพมิเคลื่อนไหว หากแม้นกิมเม้งตี้ไม่ใช้พลังภายในเจ็ดส่วนต้านทานกับปึงเซียะ ก็สามารถปลิดชีวิตของนางแมงมุมขาวได้แล้ว

กิมเม้งตี้พลันส่ายร่างโงนเงนเล็กน้อย แต่ยังคงมิถูกนางแมงมุมขาวชิงอาวุธกลับไป ที่แท้ปึงเซียะได้แผ่พุ่งพลังเข้ามาเป็นทวีคูณ

จิตใจกิมเม้งตี้ตื่นเต้นสงสัยยิ่งคำนึงขึ้น

“…สำนักคุนลุ้นเป็นหนึ่งในค่ายใหญ่ของบู๊ลิ้ม มาตรแม้นไม่อาจเทียบเท่าเสียงลิ้ว แต่ทุกๆ รุ่นล้วนมีศิษย์เข้มแข็งหนึ่งหรือสองคน รักษาเกียรติภูมิได้ไม่ตกต่ำบุคคลเฉกเช่นปึงเซียะ คิดมิถึงกลับเป็นชนชั้นอันดับเอกะ…”

กิมเม้งตี้จิตใจคับแคบ ยโสทระนง ดังนั้นบังเกิดเพลิงอำมหิตลุกฮือ ยังมีสตรีงามผมขาวตามรกตนางนั้น ก็มิคิดปล่อยปละละเลยด้วย

ยามนั้น สำเนียงหัวร่ออันเจื้อยแจ้วพลันดัง กิมเม้งตี้ลอบคร่ำครวญอยู่ในใจ กวาดสายตามองไปรู้สึกมีกลิ่นหอมกระทบนาสิก เงาคนถลันวูบเบื้องหน้าปรากฏเป็นดรุณีโสภานางหนึ่ง

นางย่อมต้องเป็นฉี้อิง ผู้ซึ่งกิมเม้งตี้ลุ่มหลงรักใคร่ และเป็นบุคคลเดียวที่มีพลังฝีมือสยบมัน ในฝ่ามืออันผุดผ่องของนาง ได้กระชับแส้พายุดำโบกสะบัดไปมา ดวงตางามทอประกายเย็นยะเยียบ

ฉี้อิงส่งเสียงเฉื่อยชาว่า

“ข้าพเจ้าทราบว่าท่านมีความสามารถสำแดงวิชาไต้โหวงฮั้งซิ่งกง (พลังเทพยดาห้าปราสาท) ฉกฉวยโอกาสที่กระแสพลังสบสนอลเวง ปลิดชีวิตนางแมงมุมขาว จากนั้นทุ่มเทกำลังจัดการกับสหายเราปึงเซียะ ท่านวางแผนการเช่นนี้หรือไม่?”

กิมเม้งตี้มิทันแสดงความคิดใด ฉี้อิงก็สะบัดแส้จู่โจม แว่วเสียงดังเพียะ เมื่อแส้อ่อนฟาดใส่ดาบยาว นางแมงมุมขาวรีบถอยกายมาสองก้าว สามารถช่วงชิงอาวุธกลับคืนไป

ท่าแส้ของฉี้อิงนี้ แฝงอานุภาพมหาศาล หากแม้นกิมเม้งตี้ไม่ปล่อยมือ ย่อมต้องถูกนางพัวพันรุกกระหน่ำ จนต้องคลายนิ้วทั้งห้าออกในที่สุด

ปึงเซียะนับเป็นคราแรกที่พบเห็นนางลงมือ รู้สึกท่าแส้นี้ลึกล้ำยิ่ง อดนิยมเลื่อมใสมิได้

ฉี้อิงกล่าวกับนางแมงมุมขาวว่า

“ท่านอ้อมไปที่ด้านหลังกิมเม้งตี้ วาดดาบอยู่บนจุดสำคัญที่กลางหลังของมัน”

นางแมงมุมขาวแสดงเจตนาว่า จะปล่อยเทพแมงมุมดำออกมา แต่ฉี้อิงเร่งเร้าให้รีบปฏิบัติ นางจึงสาวเท้ามาเบื้องหลัง ดาบยาววาดเป็นท่วงท่าคุกคาม

กิมเม้งตี้เมื่อมิต้องแบ่งกำลังหักล้างกับนางแมงมุมขาว พลังภายในจากขลุ่ยทองพลันเพิ่มพูน ปึงเซียะรู้สึกมีพลังการกดดันโถมทับมา ต้องต้านทานอย่างสุดชีวิต ใบหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นแดงฉาน

ฉี้อิงย่อมทราบดีว่าปึงเซียะจะตกอยู่ในสภาพอันลำบากยากเย็นเช่นนี้ การที่นางเพิ่มภาระทั้งมวลให้กับปึงเซียะ ย่อมต้องมีความมุ่งหมายอันลึกล้ำ

กิมเม้งตี้ขณะเพิ่มพูนกำลังภายในเข้าใส่ พลันสังเกตพบว่า ฉี้อิงมิมีท่วงท่าลงมือเลย จึงคำนึงอย่างลิงโลด

“…เราเพียงแต่เยิ่นเย้อต่อไปอีกครู่หนึ่ง ทารกแซ่ปึงย่อมมิอาจต้านรับไว้ และอวัยวะภายในบอบช้ำจนมิอาจรักษา เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ลดน้อยศัตรูไปคนหนึ่ง…”

ขณะนั้นฉี้อิงพลันกล่าวว่า

“ท่านจัดการกับเซียวเพ้งอย่างไร?”

กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“เราจี้สกัดจุดของมัน นั่นเป็นจุดอ่อนเพียงประการเดียวในวิชาคุ้มครองตน ที่ท่านถ่ายทอดให้ ซึ่งความจริงแล้ว เราแม้ไม่จู่โจมจุดอ่อนของมันจุดนั้น มันก็ไม่อาจรอดพ้นจากเงื้อมมือเรา”

มันเป็นบุคคลผยองถือดี แม้การจี้สกัดใส่โค้วเพ้งเป็นเจตนาเสริมส่งอันดีงาม แต่ก็มิยอมกล่าวออก แต่ก็ทราบว่าฉี้อิงหากขุ่นเคืองอาจลงมือ ดังนั้นวาจาในภายหลังจึงอ้างเป็นเชิงว่า แม้ไม่จี้สกัดจุด ก็สามารถสยบโค้วเพ้ง

ฉี้อิงคราแรกบังเกิดความดาลเดือด แต่ภายหลังรู้สึกมีเลศนัย จึงข่มกลั้นอารมณ์มิจู่โจมใส่ ประกายตาพอเหลือบแลก็พบว่าปึงเซียะมีสีหน้ากลับกลายเป็นขาวซีดอย่างรวดเร็ว แสดงท่วงท่าลำบากแสนเข็ญ

อาศัยความสำเร็จของปึงเซียะ มิถึงกับประสบกับสภาวะอันเลวร้ายปานนี้ ฉี้อิงทราบว่ามันใกล้พังทลายแล้ว หากแม้นกระแสจิตไม่เด็ดเดี่ยวเพียงพอชั่วพริบตาเดียวก็ต้องตกตายอย่างอนาถ

แน่นอน ความเจ็บปวดทรมานที่มันกำลังเผชิญอยู่ สุดที่บุคคลภายนอกจะคาดคิดได้ บุคคลทั่วไปขณะที่จะพ่ายแพ้ล้มเหลว ในด้านความรู้สึกย่อมรวดร้าวกว่าเรือนกายนับร้อยเท่าพันทวี

ดังนั้นปึงเซียะต้องทุ่มเทกำลังกายสมาธิ พยายามประคับประคองให้ผ่านไปอีกวินาทีหนึ่ง มิว่าสภาพการณ์จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ต้องต่อสู้อย่างสุดชีวิต

อันการหักโหมอย่างไร้ความหวังเช่นนี้ บุคคลที่มีขันติอ่อนด้อยย่อมไม่มีทางดิ้นรนต่อสู้ให้ดำรงสืบต่อไป

ความจริงแล้ว ปึงเซียะได้รวบรวมกำลังกายกับพลังจิตทั้งมวลเข้าต้านทานกับศัตรู มันไม่มีเวลาไปคาดคิดว่า ฉี้อิงไฉนมิลงมือช่วยเหลือหรือมาตรแม้นฉี้อิงจะประกาศว่า ไม่ยื่นมือเกี่ยวข้อง ทำให้มันต้องเสียชีวิต ก็จะมิตำหนินาง

ทั้งนี้เพราะในความนึกคิดของปึงเซียะ มิเคยมุ่งหวังว่าจะรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น แม้ว่าต้องตกอยู่ในสภาพเลวร้ายอย่างไร ก็จะพันตูถึงที่สุด

นี่เป็นหลักการของปึงเซียะเอง!

ปึงเซียะรู้สึกอ่อนละโหยโรยแรง สองเท้าอ่อนระทวย หัวใจแทบแตกระเบิด มันต้องการให้ฝ่ายศัตรูกดพลังเข้าใส่เป็นการส่งเสริมเสียเลย แต่ส่วนลึกในจิตใจ ยังมีสรณะอันเด็ดเดี่ยว นั่นเป็นพลังจิตที่เกิดจากเกียรติยศ

“…เราเป็นศิษย์คุนลุ้น ทุกผู้คนในสำนักต้องการให้เราสร้างสรรค์บารมีขึ้นในตงง้วง ปลุกปลอบศักดิ์ศรีของสำนัก มาตรแม้นต้องตายเพราะความสามารถอ่อนด้อย ก็สมควรหักโหมจนสุดกำลัง…”

ควรทราบว่ามันยิ่งประคับประคองได้เนิ่นนาน ชนชาวบู๊ลิ้มทั่วใต้หล้ายิ่งต้องยอมรับว่า แนววิชาของคุนลุ้นมีความแกร่งกร้าวยากหักโค่น เพราะเกียรติยศนี้ ปึงเซียะจึงกล้ำกลืนฝืนทนถึงที่สุด

กิมเม้งตี้ พันตูมาเนิ่นนานยังมิอาจทำลายล้างคู่ต่อสู้ จึงบังเกิดความคลางแคลงแตกตื่น แต่พลังภายในที่แผ่ทะลักจากขลุ่ยทอง ยังมิได้เสื่อมโทรมแม้แต่น้อย

ฉี้อิงพลันถามว่า

“หากแม้นข้าพเจ้า ตอนนี้จู่โจมด้วยท่าจุ่ยฮุกเกี้ยนั้ง (ใบหลิวปาดผู้เดินทาง) ต่อท่าน ท่านจะตอบโต้อย่างไร?”

กิมเม้งตี้หัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“ท่านหากต้องการทราบผลสุดท้ายก็ทดลองใช้ออกมา”

“เฮอะ ที่แท้ท่านมิอาจคลี่คลาย ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจู่โจมด้วยท่าฮั่มซัวเซี่ยเอี้ย (แฝงทรายซัดเงา) ท่านมีหนทางอันใด?”

นี่นับเป็นวิธียามเชื้อเชิญขุนพล สมควรดำเนินการกระตุ้น กิมเม้งตี้เมื่อถูกฉี้อิงเย้ยหยัน ย่อมต้องหาทางคลี่คลายกล่าวสวนว่า

“เราใช้ท่าร่างข้าโก้ยเลี้ยงฮ้วง (พลิกแพลงคลายห่วงสัมพันธ์) กอปรกับยามจู่โจมใช้พลังแกร่งกร้าวและอ่อนหยุ่น ย่อมสามารถต้านรับได้”

ฉี้อิงสะท้านใจวาบ อดมิได้ต้องโห่ร้องชมเชยกล่าวว่า

“กระบวนท่าของท่านนี้ สูงล้ำสุดยอด สามารถเป็นปรมาจารย์แล้ว”

นางคิดกระตุ้นฝ่ายตรงข้ามใช้สมาธิ บัดนี้ พลอยบังเกิดความหมกมุ่น ปรายตาเหลือบมองปึงเซียะ แลเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของมัน กลับกลายเป็นแดงระเรื่อ คล้ายดั่งฟื้นฟูเป็นปรกติแล้ว จึงวางใจคนปลอดโปร่งกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าได้แต่แปรเปลี่ยนเป็นท่านิ้วยิ่มบ่อเซีย (ชักอาวุธไร้สำเนียง)”

กิมเม้งตี้ขบคิดเพียงชั่ววูบก็กล่าวว่า

“เราใช้พลังดรรชนีเทวราช สยบอานุภาพชักอาวุธของท่านพร้อมกับท่า กิมป่าโล่วเยี้ยว (เสือดาวสำแดงเล็บ) และทุ่มเทพลังฝ่ามือดาวเหนือสลายได้ทั้งกระบวนท่า”

ฉี้อิง พอฟังอดส่งเสียงชมเชยอีกมิได้ พลางกล่าวกับนางแมงมุมขาวว่า

“ท่านสามารถล่าถอยไปแล้ว”

นางแมงมุมขาวกล่าวว่า

“มันยังมิได้ปลดปล่อยปึงเซียะ เราหากจากมาเขาคงถูกจู่โจม”

“ข้าพเจ้ายังอยู่ที่นี้ ท่านไปตรวจดูบริวาร มิต้องกังวลหรอก”

จากสำเนียงนางแมงมุมขาว ฉี้อิงทราบได้ว่า ความกังวลที่นางมีต่อปึงเซียะ ได้เหนือล้ำกว่าขอบเขตฉันสหายแล้ว!

ยามนี้ปึงเซียะมีสีหน้าปลอดโปร่งขึ้น สภาพปวดร้าวคล้ายดั่งผ่านพ้นไป ที่แท้คราแรกมันยามประคับประคองยืนหยัด ล้วนอาศัยพลังจิตอันเด็ดเดี่ยว

ทันใดเบื้องหน้าเจิดจ้ารุ่งโรจน์ และสำแดงพลังธรรมชาติอันพิสดารชนิดหนึ่งออกมา ทำให้กำลังจากขลุ่ยทองของศัตรู ถ่ายเทลงสู่พื้นดิน มาตรแม้นว่าเพียงเสื่อมโทรมไปส่วนหนึ่ง แต่ก็พลิกแพลงจากอันตรายเป็นปลอดภัย แม้ศัตรูจะเพิ่มพูนพลังกดดันอีก ก็หาเป็นไรไม่

วิชาอาศัยวัตถุถ่ายเทพลังเช่นนี้ เป็นหลักวิชาอันเร้นลับ มีแต่เผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้าย เฉกเช่นกับปึงเซียะเมื่อครู่นี้ และมีพลังฝีมืออันสูงเยี่ยม จึงสามารถเข้าใจอย่างแตกฉาน

เนื่องจากปึงเซียะมีรากฐานด้านวิชาจากสำนักคุกลุ้น ซึ่งปรับอย่างแข็งแกร่งมั่นคง กอปรกับฉี้อิงซึ่งมีความรอบรู้ไพศาล ให้โอกาสมันได้ทดสอบกรุยทางมาตรมิเช่นนั้นแล้ว ชั่วชีวิตก็อย่าได้คาดหวังว่าจะฝึกปรือสำเร็จ

บัดนี้ปึงเซียะได้เข้าใจถึงวิถีทางซึ่งทอดโยงไปสู่วิชาเช่นนี้นับว่าสามารถเพิ่มพูนพลังการฝึกปรืออีกสิบปี และยังมีคุณประโยชน์อีกมากหลาย สาเหตุเกิดจากมันมีขันติหมกมุ่นเพียงพอนั่นเอง

ฉี้อิงรู้สึกว่ากิมเม้งตี้ยังมิได้สนใจถึงความสำเร็จของปึงเซียะนางจึงฉุดใจได้คิดคำนึงขึ้น

“…หนทางที่ประเสริฐ ยังคงอย่าให้กิมเม้งตี้ทราบสถานการณ์ของปึงเซียะครานี้ มาตรมิเช่นนั้นมันยามบังเกิดความคลั่งแค้นใจ อาจเร่งรุดสู่สำนักคุนลุ้น อาละวาดเข่นฆ่าเป็นการใหญ่ ซึ่งอาศัยปึงเซียะเพียงลำพัง ภายในสิบปียังมิใช่คู่มือมัน นี่ไยมิใช่เราแส่หาเภทภัยให้ปึงเซียะเล่า?…”

พอฉุกคิดเช่นนั้น พลันสะบัดมือตวัดแส้ออกม้วนพันอยู่บนกระบี่ยาวของปึงเซียะ กำลังสองสายพอบรรจบกัน ก็สามารถเหนือล้ำกว่าพลันกระแสเดียวของกิมเม้งตี้

กิมเม้งตี้เลิกคิ้วอันเรียวงาม ในดวงตาสาดเป็นประกายอันชั่วร้ายแต่ฉี้อิงได้ฉุดลากปึงเซียะ พากันถอยการไปหลายก้าว

การประหัตประหารจวบจนบัดนี้นับว่าสิ้นสุดลง กิมเม้งตี้สูดลมหายใจเข้าไป ตลอดทั่วร่างมีลมปราณบริสุทธิ์กระจายเปี่ยมล้น บุคคลใดในยามนี้หากจู่โจมใส่มัน จะต้องกลับพลาดพลั้ง

มันพอเกร็งกำลังคุ้มครองตน ก็ก้มศีรษะลงมองใยดำอันเล็กละเอียดสายนั้นพัวพันอยู่ที่ข้อเท้ามันแม้ออกกำลังกระตุกใยดำก็เพียงยืดออกเล็กน้อย จึงรู้สึกแตกตื่นมิน้อย

ความจริงนางแมงมุมขาว สมควรตระหนกมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะนางเคยใช้ใยเทพแมงมุมดำนี้พันธนาการสัตว์ประหลาดมามากหลาย โดยที่สายใยมิยืดยาว แต่กิมเม้งตี้กลับกระทำได้ จึงพอคาดคำนวณว่าพลังภายในของมัน มีความแกร่งกร้าวถึงปานใด

เงาร่างสายหนึ่งพลันพลิ้วปราดเข้ามา เห็นเป็นกี้เฮียงเค้ง นางสำรวจดูสภาพรอบบริเวณตลบหนึ่งแล้วจึงสาวเท้าเข้ามาถึงข้างกายกิมเม้งตี้ถามว่า

“พวกท่านบังเกิดความเข้าใจผิดอันใด ถึงกับลงมือกันขึ้น เอ๊ะ นี่เป็นใยเทพแมงมุมดำ วัตถุธาตุที่เหนียวแน่นที่สุดในโลก แม้อาวุธวิเศษก็ไม่อาจฟันขาดได้!”

ประกายตาของนาง เหลือบแลมายังนางแมงมุมขาว กล่าวอย่างเย็นชาว่า

“ย่อมต้องเป็นท่าน ที่ชุบเลี้ยงสัตว์พิเศษชนิดนี้ใช่หรือไม่”

นางแมงมุมขาวมิเคยพบพานกี้เฮียงเค้งมาก่อนพอพบว่านางกลับรู้จักเทพแมงมุมดำ ชี้บ่งได้ว่านางเป็นผู้เลี้ยงแมงมุมพิษชนิดนี้ ทำให้ตื่นเต้นพิศวงอย่างใหญ่หลวง

กี้เฮียงเค้งมิเคยได้ยิน ซิเล้งฉี้อิงพาดพิงถึงนางแมงมุมขาว แม้โค้วเพ้งเคยบอกเล่ากับนางถึงเรื่องรับประทานจ้าวแมลงป่อง แต่มิเคยอ้างอิงถึงนางแมงมุมขาว หากทว่านางอาศัยความรู้ที่ร่ำเรียนมา แยกแยะจดจำได้

นางซึมทราบว่าสตรีผมขาวตาเขียวเบื้องหน้า มีความสัมพันธ์อยู่กับพวกของฉี้อิง แต่ชาติกำเนิดของนางมีปัญหาอยู่ และคิดจะหาโอกาสสยบอารมณ์ของนางแมงมุมขาว จึงกล่าวว่า

“ท่านมิต้องลำพอง เทพแมงมุมดำแม้มีพิษชั่วร้าย แต่หากเผชิญกับข้าพเจ้ากลับมิมีความหมายเลย”

นางแมงมุมขาวมีนิสัยซื่อตรง กล้ารักกล้าแค้น พอได้ยินจึงกล่าวอย่างเคร่งเครียด

“ถ้าเช่นนั้นท่านลองทดสอบดู”

กี้เฮียงเค้งยิ้มน้อยๆ ล้วงมือเข้าไปในถุงย่ามหยิบเข็มออกมาหลายเล่ม ยาวประมาณครึ่งเชียะ กล่าวว่า

“นี่เป็นวัตถุที่สยบเทพแมงมุมได้ หากมิเชื่อถือก็เข้ามาลูบคลำดู”

กิมเม้งตี้ ปึงเซียะ ฉี้อิงทั้งสามล้วนรู้สึกคลางแคลงสงสัยหรือประสาทสัมผัสก็สามารถรับรู้ว่าบนเข็มอาบตัวยาชนิดใดด้วย?

นางแมงมุมขาวยื่นมือออกลูบคลำ และแล้วสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง กล่าวตะกุกตะกักว่า

“ท่านมิได้หลอกลวงเรา หรือนอกจากซือแป๋กับเรา ยังมีอีกผู้หนึ่งที่สยบเทพแมงมุมดำได้?”

นางพลันเบิ่งตาจนกลมโต ถามว่า

“ท่านคงเป็นบุคคลในบึงเร้นอาคารลับกระมัง?”


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here