๒๒
♦ สู่แดนอันตราย ♦
……………

 

ข้อระแวงนี้เป็นไปได้อย่างยิ่ง ดังนั้นซิเล้งได้แต่กล้ำกลืนความปวดร้าวในใจ ความจริงตนสามารถหลบหนีไปไกล เพื่อมิต้องรับฟังสำเนียงที่บาดใจนี้

แต่ตนมิยินยอมละเลยโอกาสสืบเสาะความลับของศัตรู คราครั้งนี้ มิแน่นักว่าจะมีผลลัพธ์มหาศาล

            เนิ่นนานให้หลัง ได้ยินเสียงหอบหายใจดังขึ้น จากนั้นปราศจากการเคลื่อนไหวอื่นใด แสดงว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพักผ่อน

แป๊ะเอ็งพลันส่งเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ ฝ่ายบุรุษดัดเสียงเลอะเลือนถามว่า

“เป็นไรแล้ว?”

แป๊ะเอ็งกล่าวว่า

“ท่านมิได้มาเนิ่นนาน คงมิทราบว่าเราเฝ้ารอคอยอยู่ทุกวี่วัน ความจริงท่านชมชอบเราหรือไม่?”

“เราย่อมรักเจ้ายิ่ง หาไม่ไหนเลยเสี่ยงอันตรายมาหาเจ้า?”

“ถ้าเช่นนั้นท่านไยมิปลดผ้าคลุมหน้าออก?”

“ก่อนที่เรายังมิได้รับเจ้าเป็นคู่ครอง จะมิปลดผ้าคลุมหน้า”

“ท่านคิดรับเราเป็นผู้รับใช้จริงๆ? ถ้าเช่นนั้นก็รีบด่วนด้วย ค่ำคืนนี้หากมิใช่บุรุษแซ่ซิคนนั้น ท่านคงมิรุดมาที่นี้”

บุรุษคลุมหน้ากล่าวว่า

“ข่าวคราวเจ้ากลับทราบมิน้อย น่าเสียดายที่พวกเรายังมิได้เสาะพบร่องรอยศิษย์ทรยศคนนั้น บอกกับเจ้าศิษย์ชั่วร้ายผู้นั้นคมคายหล่อเหลายิ่งนัก เพศตรงข้ามยากต้านทานเสน่ห์มันได้ สมมติว่าสนมผู้รับใช้ของผู้กล้าหาญแซ่จู ล้วนลุ่มหลงรักใคร่มัน”

มันบ่งบอกเรื่องราวของผู้อื่นโดยมิปิดบังแม้แต่น้อย ซิเล้งรับฟังจนพิศวงสงสัย ครุ่นคิดในใจ

“…เสียงของผู้คลุมหน้า เป็นของจูกงเม้งชัดๆ แต่มันไฉนไม่ปรารมภ์ถึงเรื่องราวอันน่าอดสูเหล่านี้ หรือว่ามิใช่มัน…?”

ขณะขบคิด พลันได้ยินแป๊ะเอ็งส่งเสียงครวญครางอย่างเป็นสุขขึ้นอีกครา

สรรพสำเนียงต่างๆ ดังลอดผ่านประตูไม้ แว่วกระทบโสตซิเล้งจนสมองพองโต แทบไม่อาจระงับอารมณ์ได้ แต่ตนทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์คับขัน ต้องแยกแยะผลสำเร็จและล้มเหลวของอนาคตกาลก่อน

หากแม้ซิเล้งถูกอสูรราคะที่ไร้สภาพไร้สำเนียงแทรกซึมสู่จิตสำนึก ภายภาคหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นมัวเมาอยู่ในทะเลโลกีย์ สูญเสียซึ่งบุคลิกและเกียรติภูมิดังเดิม

บุคคลหนึ่งหากบังเกิดโมหะจิตมากละโมบหรือมักมากในตัณหาราคะ ย่อมง่ายต่อการถูกศัตรูสยบพ่าย

ซิเล้งรีบรวบรั้งสมาธิสงบจิตใจ สำเนียงที่หวาบหวามเปี่ยมตัณหาพลันเลือนหายจากโสตประสาท สามารถสำรวมตนเป็นปรกติ

เนิ่นนานต่อมา บนเตียงนอนกลับคืนสู่ความสงบ ผู้กล้าหาญดาบทองพลันกล่าวว่า

“เจ้านับเป็นดรุณีที่ชั่วชีวิตเรายากลืมเลือน ความงามสะคราญของเจ้า นับได้ว่าทั่วใต้หล้าไร้ผู้เปรียบ เราต้องหาทางพาเจ้าไป”

แป๊ะเอ็งกล่าวอย่างหยาดเยิ้ม

“เป็นความจริง? แต่พวกอาอี้ (สนมของบิดา) มักกล่าวว่าวาจาของบุรุษมิอาจเชื่อถือ โดยเฉพาะ… หลังผ่านพ้นรสสวาทแล้ว บุรุษเพศนิยมลุ่มหลงของใหม่ละทิ้งของเก่า”

“วาจานี้เป็นความจริง แต่กับเจ้าหาเป็นเช่นนั้นไม่ เจ้ามิคล้ายสตรีทั่วไป ร่างกายของเจ้าคล้ายกอปรขึ้นอย่างพิสดารสามารถให้ความสุขผู้คนโดยมิเหน็ดเหนื่อย มิหน้ำซ้ำภายในกายเจ้ายังมีแรงดึงดูดราวกับแรงมายา ประดุจอัคคีเพลิง ชักชวนบุรุษเพศกลับเป็นแมลงเม่าโบยบินเข้าเผาผลาญตัวเองอย่างยินยอมพร้อมใจ”

ซิเล้งรับฟังจนปากอ้าตาค้างไป มิทราบนี่เป็นการชมเชยหรือแสร้งกล่าว แต่มิว่าอย่างไรกับแป๊ะเอ็ง ย่อมบังเกิดความนิยมลุ่มหลงฝ่ายตรงข้ามขึ้น

จริงดังคาดหมาย แป๊ะเอ็งถึงกับจุมพิตใส่อย่างร้อนแรง ค่อยกล่าวว่า

“หากแม้นท่านรับเราเป็นข้าทาส พวกเราจะพำนักอยู่ที่ใด หรือยังซ่อนกายในตัวเมืองตงเม้งด้วย?”

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าว

“พวกเราจะโยกย้ายไปสถานที่อื่น เราความจริงมีตึกรามที่เมืองตั่วเมี้ย แต่เราจะพาเจ้าไปยังเมืองนานกิงอันรุ่งเรือง ซื้อหาคฤหาสน์ใหญ่ มอบผู้รับใช้หลายสิบคนให้เจ้าใช้สอย เจ้าสามารถดำรงชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยตลอดไป”

“แผนการอนาคตของท่านที่แท้ยังมีอันใดอีก เราเมื่อมอบกายมอบใจให้ท่านแล้ว ย่อมสมควรรับรู้บ้าง”

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าวว่า

“กล่าวประเสิรฐ ขณะนี้เรายังมีเรื่องราวสำคัญที่ต้องกระทำ นั่นคือไล่สังหารซิเล้งให้จงได้ แต่ภายในหนึ่งเดือนหากเรายังไม่สามารถทำสำเร็จ จะเปลี่ยนชื่อแซ่ เร้นกายร่วมพำนักกับเจ้าที่เมืองนานกิง ไม่ขอปรากฏกายในวงนักเลงอีก

ตอนนั้น เราจะเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงให้เจ้ายลชม ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่เพียงเห็นเค้าหน้าซึ่งปลอมแปลงขึ้นของเราเท่านั้น!”

ซิเล้งบังเกิดความแตกตื่นอย่างใหญ่หลวง คำนึงในใจ

“…หากแม้นผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง หลายสิบปีนี้มิเคยใช้โฉมหน้าแท้จริง นับว่าความลึกล้ำของจิตใจ ความกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ของมัน นับเป็นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งยุคแล้ว”

เบาะแสต่างๆ ที่ได้รับมายามนี้ สร้างความลิงโลดแก่ซิเล้งจนสุดบรรยาย

ได้ยินแป๊ะเอ็งกล่าวว่า

“ท่านคิดไปแล้ว?”

กระแสเสียงทอแววปรารถนาและยั่วยวนอารมณ์ยิ่ง

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าวว่า

“มิผิด เพื่อวันเวลาที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างยาวนาน ตอนนี้จำต้องจากเจ้าไปชั่วคราว ขอเพียงกำจัดซิเล้งไปได้ มิแน่นักว่าก่อนฟ้าสางเราอาจกลับมาหาเจ้าอีก”

ภายในห้องเงียบสงัดไปครู่ใหญ่ ซิเล้งคำนึงอย่างเงียบงัน

“…จูกงเม้งมาตรแม้นเป็นจอมอสูรประจำยุคนี้ แต่ยังมีอิสตรีที่สร้างความหลงใหลให้กับมัน นับเป็นจุดอ่อนข้อสำคัญ… ชายชาติชาตรีนับแต่โบราณกาล มีผู้ใดผ่านด่านนงคราญได้?…”

ขณะครุ่นคิด พลันได้ยินแป๊ะเอ็งส่งเสียงเรียกหาเบาๆ ซิเล้งเงียบงันมิตอบคำ แป๊ะเอ็งกล่าวอีกว่า

“ท่านออกมา เรามีวาจาบ่งบอก”

กระแสเสียงของนางสั่นเครือด้วยเพลิงตัณหาราคะอย่างชัดแจ้ง ที่แท้นางกำลังแสวงหาบุรุษเพศอีกผู้หนึ่ง ชดเชยส่วนที่ยังมิได้เต็มอิ่มของนาง!

ซิเล้งลังเลมิอาจตกลงใจ สามัญสำนึกตักเตือนให้ตนไม่อาจออกไป แต่อีกใจหนึ่งมีความคิดอันพลุ่งพล่านหมายถลันออก

ยามนี้ซิเล้งกำลังเผชิญกับการหักล้างระหว่างมโนธรรมกับสันดานดิบ การตัดสินใจของตนจะพิสูจน์อนาคตของตัวเอง

แป๊ะเอ็งพลันถอยหายใจอย่างละห้อยหวน รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งยวด สำเนียงนี้ดุจดั่งน้ำเย็นสาดใส่ศีรษะ ซิเล้งฟื้นฟูสมาธิอันสงบทันที รีบเคลื่อนเท้าพาร่างเข้าสู่ความมืด

เดินเหินเป็นระยะทางลี้เศษ ซิเล้งก็ผลักประตูลับอีกบานหนึ่ง ก้าวออกจากทางลับ ใบหน้าและลำตัวล้วนถูกใยแมงมุมพัวพันใส่

ด้านนอกเป็นห้องว่างเปล่าหลังหนึ่ง ซิเล้งออกไปสำรวจดูคราหนึ่ง รู้สึกตอนนี้ยังมิสมควรเสี่ยงภยันตรายจากไป จึงกลับมาที่ตัวตึกหลังหนึ่ง นั่งอยู่บนบันไดศิลา แหงนหน้ามองแผ่นฟ้า ห้วงสมองพลันปรากฏเงาร่างของฉี้อิงขึ้น

เค้าหน้าอันโสภาสะคราญล้ำของนาง สามารถขับไล่เรือนกายที่อวบอัดสมบูรณ์ของแป๊ะเอ็งจนลบเลือน ยามนี้ฉี้อิงที่แท้ปลอดภัยไร้ภยันตรายหรือไม่?

มินานต่อมา ขอบฟ้าบูรพาปรากฏแสงสว่างรำไร

ซิเล้งหวนนึกถึงเหล่ายอดฝีมือ จะสลายตัวเมื่อฟ้าสางจึงคิดออกจากตัวเมืองไปในบัดดล

อรุณรุ่งยังสลัวเลือนราง ซิเล้งทุ่มเทวิชาตัวเบาโลดแล่นอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็ออกพ้นจากตัวเมืองอย่างปลอดภัย

จวบจนบัดนี้ ซิเล้งค่อยระบายลมหายใจยาวๆ ออกมา สำรวจทิศทางแล้วเร่งรุดไปตามทางรกร้าง รอนแรมเป็นระยะทางเจ็ดแปดลี้ เบื้องหน้าเป็นดงไม้ผืนใหญ่

ซิเล้งวิ่งตะบึงเข้าสู่ดงไม้ เสาะหาต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นำกิ่งไม้แห้งกองสุมรอบกายปกปิดร่องรอย แล้วนั่งขัดสมาธิพักผ่อน

รอจนสุริยันลาลับไปกับขอบฟ้าประจิม จึงออกจากดงไม้เดินทางในยามวิกาล ประมาณสามยามมาถึงอารามรกร้างซึ่งนัดแนะกับฉี้อิงไว้

พอเหยียบเท้าเข้าสู่ตัวตึก ฉี้อิงปรากฏกาย ถาโถมเข้าสู่อ้อมอกตน โอบรัดอย่างสนิทแน่น เปี่ยมความรักอันสลักจิตซึ่งกันและกัน

เนิ่นนานให้หลัง ฉี้อิงกล่าว

“เซี่ยวเพ้งหลับใหลไปแล้ว พวกเราเสาะหาที่สนทนา บอกเล่าเหตุกาณ์ของท่าน”

ทั้งสองนั่งลงบนลานหญ้าที่หน้าตัวตึก ซิเล้งบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาโดยละเอียด ขณะเล่าถึงผู้กล้าหาญดาบทองอยู่ร่วมกับแป๊ะเอ็ง ฉี้อิงถึงกับมีใบหน้าแดงฉาน รอจนรับฟังจบลงนางจึงกล่าว

“จูกงเม้งมีอายุเกือบหกสิบปีแล้ว กลับคิดอยู่กินกับดรุณีวัยไม่ถึงยี่สิบปี แป๊ะโกวเนี้ยนางนั้นไฉนกลับยินยอมติดตามจูกงเม้งไปเล่า?”

ซิเล้งกล่าวว่า

“นางเป็นอิสตรีที่มักมากในกามคุณ หลายปีก่อน นางหลังจากถูกจูกงเม้งย่ำยี แม้ผ่านมือบุรุษเพศอื่นมาบ้าง ล้วนมิอาจเปรียบเทียบกับมัน จึงตัดสินใจอยู่ร่วมกัน”

ฉี้อิงมิกล้าส่งเสียง ซิเล้งกล่าวว่า

“จูกงเม้งที่หลงใหลนาง อาจเป็นเพราะมีความปรารถนารุนแรงกว่าสามัญ โดยสรุปแล้วความจริงนางคืออิสตรีที่บริสุทธิ์ หากแต่มีบิดาเป็นชนชาวอธรรม คบค้าบุคคลอันชั่วร้าย ทำให้ประสบชะตากรรมเช่นนี้”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“ยังประเสริฐที่ท่านได้รับเบาะแสมา ตอนนี้ท่านคิดดำเนินการอย่างไร?”

“ข้าพเจ้าครุ่นคิดไว้แล้ว ความจริงพวกเราตระเตรียมรุดสู่ที่ซ่อนประแจเจดีย์ทองคำก่อนกี้เฮียงเค้งและกิมเม้งตี้ แต่บัดนี้พวกเราชักช้าไปก้าวหนึ่ง ดังนั้นพาลละเลยเรื่องของประแจ มุ่งจัดการกับจูกงเม้งอย่างสุดกำลัง”

“แม้คิดเห็นเช่นนั้น แต่พวกเราจะลงมืออย่างไร?”

ซิเล้งกล่าวอย่างหมกมุ่น

“ข้าพเจ้าจะอาศัยวาจาที่จูกงเม้งแพร่งพรายออกมาเองว่า ภายในหนึ่งเดือน มิว่าจะสังหารข้าพเจ้าได้หรือไม่ ก็จะนำพาแป๊ะเอ็งไปพำนักที่นานกิง ดังนั้นพวกเราจะหลบซ่อนเร้นกายสักหนึ่งเดือน แล้วค่อยรุดสู่นานกิง ตอนนั้นผู้กล้าหาญดาบทองจะมีกำลังโดดเดี่ยว”

“แผนการนี้แม้ประเสริฐ แต่ท่านจะชำระล้างมลทินของตัวเองได้อย่างไร?”

“ยังมีหัตถ์อสนีบาต ซึ่งทราบแผนการของจูกงเม้ง ข้าพเจ้าสามารถทำให้มันเปิดเผยความจริงออกมา หากมิสำเร็จก็มิคิดนำพามาแล้วปรารมภ์”

ฉี้อิงผงกศีรษะกล่าวว่า

“ตกลง ถ้าเช่นนั้นพวกเราในหนึ่งเดือนนี้จะซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ใด… ฟ้าเอย ท่านอย่าได้บ่งบอกว่าต้องอาศัยอยู่ที่ดินแดนปีศาจแห่งนี้เลย”

แต่ทว่าจากอิริยาบถของฝ่ายตรงข้าม ได้ยืนยันความคิดของนางฉี้อิงจึงได้พึมพำว่า

“เอาเถอะ ในเมื่อไม่มีดินแดนแห่งอื่น ก็ซุกซ่อนอยู่ที่นี้สักหนึ่งเดือน ยังประเสริฐที่มีท่านอยู่ร่วมกับข้าพเจ้าด้วย”

ซิเล้งจำต้องกล่าววาจาทั้งที่มิอาจตัดใจว่า

“ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ร่วมกับท่าน”

“เพราะเหตุใด?”

“ข้าพเจ้าต้องไปเสาะหาลี้ซานึ้ง ไหว้วานให้มันคอยเฝ้าติดตามแป๊ะเอ็ง จูกงเม้งหากนำพาแป๊ะเอ็งไปถึงนานกิง พวกเราจะล่วงรู้ที่พำนักของมัน ถึงตอนนั้นจะมีหวังประสบความสำเร็จ”

ฉี้อิงผงกศีรษะเห็นพ้อง และแสดงเจตนาจำนงร่วมทางกันไป

ซิเล้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

“มิได้ พวกเราหากร่วมทางกัน ก็ยากปกปิดร่องรอย ยังมีท่านมิอาจละทิ้งโค้วเพ้ง สมควรเคี่ยวเข็ญมันหมั่นฝึกปรือฝีมือ อีกหนึ่งเดือนให้หลังมันจะเป็นผู้ช่วยอันประเสริฐ”

ฉี้อิงอับจนปัญญาเปลี่ยนเป็นถามว่า

“ท่านจะออกเดินทางเมื่อใด?”

“ข้าพเจ้าจะหลบซ่อนกายก่อนสิบวัน ให้ฝ่ายตรงข้ามสร่างซาการค้นหา จึงจะออกเดินทาง”

ดังนั้นทั้งหมดจึงอยู่ในอารามรกร้างแห่งนี้ ดำรงชีวิตอันพิสดารช่วงหนึ่ง โค้วเพ้งกับซิเล้งหมกมุ่นฝึกปรือฝีมืออยู่ตลอดวัน ฉี้อิงรับภาระดูแลลาดตระแวน จวบจนยามค่ำมืด ซิเล้งกับโค้วเพ้งจึงเข้าสู่ตัวเมืองใกล้เคียงซื้อหาเสบียงอาหาร

ช่วงเวลาสิบวัน ผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว ซิเล้งหลังจากตกลงกับฉี้อิงเกี่ยวกับเรื่องราวหลายประการก็ล่ำลาจากไป

ฉี้อิงบังเกิดความอาลัยอาวรณ์ ทั้งห่วงใยในความปลอดภัยของซิเล้งอย่างสุดแสน

 

ซิเล้งพอเร่งรุดมุ่งสู่ตัวเมืองไคฮง ก็เป็นยามค่ำมืด ประตูเมืองปิดสนิทแล้ว

ซิเล้งโดดข้ามกำแพงเมือง เร่งรุดสู่ตึกตระกูลโค้ว ยามนี้วิกาลดึกดื่น ย่อมไม่อาจตบประตูร้องเรียก สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนใกล้เคียง

ซิเล้งเข้าสู่ตึกตระกูลโค้วอย่างเงียบงัน สายตาสำรวจแลสองหูเงี่ยรับฟัง รุดหน้าอย่างระมัดระวัง

ยังมิทันเร้นกายเข้าถึงห้องหนังสือ ซึ่งผู้เฒ่าแซ่โค้วปู่ของโค้วเพ้งพักอาศัยอยู่ ก็สังเกตพบว่าที่ตึกใหญ่สูงตระหง่าน คล้ายดั่งมีผู้คนหมอบซุ่มอยู่ ต้องคำนึงขึ้น

“…นับว่าเป็นจริงดังที่เราคาดหมายไว้ หากมิใช่กังวลในความปลอดภัยของลุงแซ่โค้ว เราจะจัดการกับเศษสวะเหล่านี้ให้สมใจ…”

พอคำนึงถึงผู้เฒ่าแซ่โค้ว เพลิงโทสะถึงกับสลายไป ทราบดีว่าตึกรามของตระกูลโค้วแห่งนี้ ขอเพียงส่งผู้คนมาเฝ้าดูแลสองคน ก็สามารถสำรวจการเคลื่อนไหวทั่วตัวตึกได้

ซิเล้งมุ่งเป้าหมายซึ่งจัดวางคนสองจุด เคลื่อนกายอย่างระมัดระวัง เมื่อหายสาบสูญมาแล้วสิบวัน ผู้กล้าหาญดาบทองแม้จะส่งผู้คนเฝ้าดูสถานที่นี้ ก็คงไม่มอบภาระให้กับยอดฝีมือ

มินานให้หลัง ซิเล้งลดเลี้ยวมาถึงห้องสมุดของผู้เฒ่าแซ่โค้ว ภายในปราศจากแสงโคมไฟ ซิเล้งรีบถลันเข้าไป แลเห็นบนเตียงไม้มีผู้คนนอนหลับอยู่ ส่งเสียงกรนเบาๆ

ซิเล้งเข้าใกล้เพ่งตาดู พบว่าเป็นผู้เฒ่าแซ่โค้ว จึงยื่นมือออกโยกร่างฝ่ายตรงข้าม ผู้เฒ่าแซ่โค้วพลันแผดร้องออกมา ในคืนดึกสงัด กระแสเสียงจึงดังก้องกังวานไปไกลโข!

ซิเล้งตื่นตระหนกจนตะลึงลานไป สุ้มเสียงของผู้เฒ่าแซ่โค้วกลับเปี่ยมแววประหวั่นพรั่นพรึง คล้ายกำลัง “คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ”

ซิเล้งรีบคลี่คลายสถานการณ์อย่างฉับพลัน ประกบนิ้วจี้สกัดจุดหลับของผู้เฒ่าแซ่โค้ว ส่วนตัวเองเกลือกกลิ้งร่างลงบนพื้นดิน ซุกซ่อนกายอยู่ใต้เตียง

นอกห้องแว่วสำเนียงแผ่วเบาดังขึ้น ซิเล้งรีบปิดกลั้นลมหายใจ ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผู้เฒ่าแซ่โค้วร่ำร้องอย่างแตกตื่น หรือเพราะได้รับความกระทบกระเทือนบางประการ?

ความคิดของซิเล้ง พาดพิงไปถึงจูกงเม้งอย่างรวดเร็วคำนึงขึ้น

“ใช่แล้ว ย่อมต้องเป็นผู้กล้าหาญดาบทอง ใช้ทัณฑ์ทรมานกับลุงแซ่โค้ว จิตใจของมันจึงบังเกิดความรู้สึกไหวหวั่น เฮอะจูกงเม้งเอย เรากับท่านมีความแค้นลึกล้ำปานมหาสมุทรทีเดียว…”

สำเนียงจากนอกห้องได้เงียบหายไปแล้ว ซิเล้งยังมิมีปฏิกิริยาอันใดไม่ ตนเข้าใจว่าย่อมต้องมีศัตรูลอบสังเกตการณ์อยู่เบื้องนอกโดยมิยอมเลิกรา

ชั่วครู่ให้หลัง ประตูห้องสมุดพลันถูกผลักออก ปรากฏบุคคลหนึ่งถลันกายเข้ามา ในมือกระชับดาบยาวที่คมกริบ ยามเข้าประตูมาก็วาดดาบคุ้มครองกายอย่างรัดกุม

ประกายสายตาของมันกวาดสำรวจไปรอบๆ แล้ว จุดคบไฟในมือขึ้น พบว่าผู้เฒ่าแซ่โค้วยังหลับใหลอยู่ จึงถอยกายมาที่ข้างประตู กล่าวว่า

“เล่าตั่ว (พี่ใหญ่) ภายในไม่มีสิ่งผิดปรกติใดๆ”

บุคคลด้านนอกกล่าวเสียงหนักๆ

“มีศัตรูหลบซ่อนอยู่หรือไม่?”

“เป็นไปมิได้ ผู้เฒ่านี้ร่ำร้องเพียงครั้งเดียวก็หลับใหลต่อ มันอาจพบเห็นปีศาจในความฝัน”

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราถอยกลับตำแหน่งเดิม เฝ้าสังเกตการณ์ให้รอบคอบกว่าเดิม ทุกเรื่องราวล้วนต้องระมัดระวัง หาไม่แล้วแม้ไม่ถูกศัตรูสังหาร ก็ต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์ของสำนักเรา”

กระแสเสียงในตอนท้ายสั่นระริกหวาดหวั่น จากนั้นผู้คนภายในห้องออกไป พร้อมกับปิดประตูเข้าหากัน

ซิเล้งหวนนึกถึงคราแรกที่เข้ามา ประตูห้องมิได้ลงกลอน จึงฉุกใจได้คิด คำนึงขึ้น

“…หรือนี่เป็นหลุมพรางของจูกงเม้ง ทำให้ลุงแซ่โค้ว ยามใดที่ถูกผู้คนเขย่าร่างปลุกเรียก จะแผดเสียงร่ำร้อง จึงมิยอมให้ลุงแซ่โค้วลงกลอนประตู

พร้อมกับนั้นเส้นทางจากกภายนอกถึงห้องสมุดก็ไม่มีคนเฝ้าคุม เพื่อปล่อยให้ผู้มาล่วงล้ำมาถึงโดยง่ายดาย พอลุงแซ่โค้วร่ำร้องขึ้น ผู้มารับรองไม่อาจหลบรอดจากการสกัดกั้นของยอดฝีมือที่ส่งมาเฝ้าดูแลตึกนี้ได้…”

ฉุกคิดถึงตอนนี้ ใจสะท้านหวั่นไหว กระโดดปราดจากใต้เตียง รีบสำรวจตัวเองก่อน พบว่าหามีสภาพผิดปรกติ จึงระบายลมหายใจยาวๆ รำพึงในใจ

“…ยังประเสริฐที่จูกงเม้งมิได้ปล่อยสัตว์พิษอยู่ใต้เตียงนอน หาไม่แล้ว เราเมื่อหลบเข้ามาซุ่มซ่อน ผลสุดท้ายคงเลวร้ายสุดขบคิด…”

ขณะนั้นประกายตากวาดมองไปยังบังกั้นชิ้นหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่มุมตึก หลังบังกั้นประจวบเหมาะกับมีช่องว่างใช้ซุกซ่อนกายได้ จึงสาวเท้าก้าวเข้าไป สำรวจหลังบังกั้นอย่างละเอียด

หลังบังกั้นมีสภาพมึดทึบ มิอาจแลเห็นสิ่งใด แต่ซิเล้งหลังจากตรวจค้นอย่างถี่ถ้วน นาสิกสามารถสูดดมกลิ่นที่เหม็นคาวผิดปรกติชนิดหนึ่ง

ซิเล้งลอบแฝงกายออกมาสำรวจนอกห้อง จนแน่ใจว่าปราศจากศัตรูแล้ว จึงกลับมาที่ริมเตียงนอน ก้มศีรษะครุ่นคิด

“…เราเข้าใจแล้ว จูกงเม้งใช้ตัวยาขนานหนึ่ง ทำให้ลุงแซ่โค้วหลับสนิททุกค่ำคืน หากมีผู้ใดมิทราบเลศนัยเข้ามาปลุกเรียก ลุงแซ่โค้วก็จะแผดเสียงร้องขึ้น แผนการนี้นับว่าลึกล้ำอย่างสุดแสน ยังโชคดีที่เราไม่พลาดพลั้ง…”

ซิเล้งขบคิดอยู่ชั่วครู่ ตกลงใจจะกระทำอย่างไร ข่มกลั้นอารมณ์ ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้หลังโต๊ะหนังสืออย่างสงบ

วิกาลยาวนานผ่านเลยอย่างสงบ ซิเล้งทนรอถึงฟ้าสาง เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล จึงผุดลุกขึ้นยืนหยัดหลังประตู แนบส่วนหลังติดกับผนัง

ตำแหน่งนี้เป็นมุมตาย บุคคลภายนอก นอกจากถลันเข้ามา จึงสามารถพบพาน และหากแม้นศัตรูเหยียบย่างมาในห้อง ซิเล้งจะจู่โจมพิฆาตจนตกตายทันที

แต่ทว่า รอจนสุริยันจรัสฟ้าทางทิศบูรพา ก็ยังมิมีผู้คนเยี่ยมกรายมา ครู่ใหญ่ให้หลังผู้เฒ่าแซ่โค้วขยับร่างเล็กน้อยฟื้นตื่นขึ้นมา

มันเบิ่งตามองเพดานห้อง ชั่วครู่นัยน์ตาค่อยสามารถกลอกกลิ้ง อ้าปากหาวพลางผุดลุกขึ้น

ซิเล้งส่งเสียงหนักๆ

“ท่านลุงตื่นเช้านัก?”

ผู้เฒ่าแซ่โค้วหันขวับมองมาอย่างแตกตื่น ร้องอย่างลิงโลด

“โอ เจ้ากลับมาแล้ว”

ซิเล้งมิรอให้ถาม กล่าวว่า

“เซี่ยวเพ้งมิได้มา นี่เป็นการป้องกันเหตุร้าย วันเวลาที่ผ่านมามีผู้คนรุดมารบกวนท่านลุงหรือไม่?”

ผู้เฒ่าแซ่โค้วสั่นศีรษะ ซิเล้งจึงวางใจได้ ทราบว่าผู้กล้าหาญดาบทองลอบดำเนินการอย่างเร้นลับ จึงเสาะหาที่นั่งอยู่ใกล้เคียง บอกเล่าเหตุการณ์ที่โค้วเพ้งกลืนกินจ้าวแมลงป่อง ชะล้างกล้ามเนื้อเปลี่ยนโครงกระดูกให้รับทราบ สุดท้ายกล่าวว่า

“เซี่ยวเพ้ง ยังได้รับการแนะนำจากพวกเรา ความสำเร็จสูงล้ำสุดที่บุคคลทั่วไปจะคาดคิดถึง วันเวลาภายหลัง มันจะท่องเที่ยวในวงนักเลง เป็นผู้กล้าหาญสร้างสันติสุขต่อชนชาวส่วนรวม”

“อืมม์ ประเสิรฐมาก เล่าฮูมิต้องการให้เพ้งยี้รับราชการ แต่ก็มิทราบว่าสมควรให้มันมีวิถีชีวิตอย่างไร ในเมื่อสามารถเป็นผู้พิทักษ์สงบสุขสยบหมู่มารร้าย ก็คู่ควรกับการปลอบประโลมใจของเล่าฮูแล้ว”

“ขอเรียนถามท่านลุง วันเวลาที่ผ่านไป สถานที่นี้แม้เหตุการณ์เพียงประการเดียวก็มิได้อุบัติขึ้นหรือ?”

ผู้เฒ่าแซ่โค้วขบคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วสั่นศีรษะไปมา

ซิเล้งกล่าวว่า

“ท่านลุงไยต้องใคร่ครวญ แล้วค่อยสั่นศีรษะ?”

“แม้มีเรื่องราวประการหนึ่ง แต่เล่าฮูก็มิทราบชัดว่าเป็นความจริงหรือจิตสำนึก กล่าวคือเมื่อวันวานยามค่ำคืน ในความฝันของเราพบเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ในมือถือชุดไฟ จ้องมองเราอย่างพิศวง จากนั้นก็ดับชุดไฟ เล่าฮูในความมืดยังเงี่ยหูรับฟัง นอกห้องแว่วผู้คนสองสามคนสนทนากัน จากนั้นประตูห้องพลันถูกเปิดออก”

ซิเล้งกล่าวสอดว่า

“ท่านผู้เฒ่าก่อนหลับนอน ได้ลงกลอนประตูหรือไม่?”

“ทุกค่ำคืนเราใส่กลอนด้วยตัวเอง เข้าใจว่าเรื่องนี้คงเป็นความฝันอย่างแน่นอน”

“ท่านลุงบอกเล่าต่อไป ฝันตื่นนี้มีความหมายยิ่งนัก”

ผู้เฒ่าแซ่โค้วจับจ้องซิเล้งอย่างมิเข้าใจ แล้วจึงกล่าว

เล่าฮูรับฟังได้ว่ามีบุคคลสองคนทยอยกันเข้ามาจุดตะเกียงขึ้น แต่ในความรู้สึกของเรา แสงไฟไม่อาจสาดส่องให้แลเห็นสิ่งใด เพียงทราบว่าพวกมันมาถึงหลังบังกั้น ฉุดลากบุรุษหนุ่มผู้นั้นออกมา หนึ่งในนั้นส่งเสียงอย่างลิงโลดว่า “เดียรัจฉานนี้คงเป็นทารกซิเล้งผู้นั้น นับเป็นคุณงามความดีได้ทีเดียว”

แต่อีกผู้หนึ่งกลับส่งเสียงว่า “อย่าลิงโลดไป นี่มิใช่ผู้พเนจรแซ่ลี้คนนั้นหรอกหรือ?”

เล่าฮูคล้ายกับแลเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้น พริ้มตาอย่างสนิท ถูกฝ่ายตรงข้ามทั้งสองฉุดกระชากลากตัวออกไป

ซิเล้งรับฟังจบลง จึงกล่าวอย่างสำรวมว่า

“ท่านลุงมิได้ฝันไป นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง บุคคลแซ่ลี้นั้นก็คือสหายของผู้หลาน เมื่อคืนก่อนถูกศัตรูคร่ากุมเป็นเชลย! เพียงมิทราบฝ่ายตรงข้ามยังกล่าววาจาใดอีก?”

ผู้เฒ่าแซ่โค้วมีสีหน้าพิศวงคลางแคลงใจ ทบทวนความจำเล็กน้อยค่อยกล่าวว่า

“พวกมันทั้งสอง ยังกล่าววาจากันที่นอกห้อง กล่าวคือ หลังจากลากพาบุรุษแซ่ลี้ผู้นั้นไปแล้ว ยังอ้างว่า รอให้ท่านประมุขกลับมาตรวจดูเดียรัจฉานนี้ ขณะนี้อย่าให้มันพิษร้ายกำเริบ จนตกตายเสียก่อน”

มันจดจำได้เพียงเท่านี้ แต่สำหรับซิเล้งนี่เหลือเฟือเกินพอ ตนเท่ากับรับรู้ว่า ลี้ซานึ้งตกเป็นเชลยของศัตรู โดยที่ถูกพิษแทรกซึมก่อน

ซิเล้งตั้งใจว่าจะดำเนินการช่วยเหลือลี้ซานึ้งก่อน ทดแทนบุญคุณฝ่ายตรงข้ามที่เคยลอบช่วยเหลือ

ซิเล้งทราบว่า ผู้กล้าหาญดาบทองเมื่อหลายวันก่อนมิได้อยู่ในเมืองไคฮง เพียงมิทราบเมื่อวันก่อนกลับมาหรือยัง?

มิว่าอย่างไร หากต้องการช่วยชีวิตลี้ซานึ้ง ก็ต้องกระทำอย่างรีบด่วน

ผู้เฒ่าแซ่โค้วจัดหาอาหารมา ซิเล้งขบคิดใคร่ครวญอยู่เนิ่นนาน ก็กล่าวคำอำลาต่อฝ่ายตรงข้าม เร่งรุดออกจากตัวตึกตระกูลโค้วทันที

ยามนี้ยังเช้าอยู่ ซิเล้งโดยมิลังเลเร่งรุดสู่เก๋งมังกร แลเห็นภายในเก๋งไร้ร่องรอยผู้คน จึงเดินถึงใต้ต้นไม้ต้นแรกซึ่งงอกเงยอยู่ทางซ้ายของเก๋งมังกร ก้มศีรษะลงสำรวจมอง

ตำแหน่งนี้ กี้เฮียงเค้งวางแผนให้ตนนัดพบกับฉี้อิง หากมีเรื่องจำเป็นไม่อาจเร่งรุดมา ก็สลักอักษรลงบนแผ่นกระเบื้องใต้ร่มไม้

เพียงแต่กี้เฮียงเค้งตอนนี้ยังจะจดจำ และใช้เป็นสถานที่ส่งข่าวได้หรือไม่กลับมิอาจทราบได้ และนางอาจมิได้คาดว่าตนจะกลับมาเสาะหาเบาะแสในที่นี้

ดังนั้นซิเล้งจึงไม่พกพาความหวังเท่าใดนัก แต่แผ่นกระเบื้องใต้ต้นไม้นั้นยังทำให้ซิเล้งดวงใจเต้นระทึก พอก้มลงหยิบขึ้นมา พบว่ามีอักษรสลักอยู่ สร้างความลิงโลดจนแทบคลุ้มคลั่ง

ซิเล้งสูดลมหายใจลึกๆ กวาดสายตาสำรวจรอบบริเวณจนพบว่าปราศจากบุคคลอื่น ค่อยเพ่งพิจารณาแผ่นกระเบื้องในมือแลเห็นอักษรบ่งบอกสถานที่อยู่สองแห่ง และเบื้องล่างกำกับอักษรว่า “สำคัญ”

ตนจดจำชื่อและรายละเอียดปลีกย่อยจนแม่นยำ แล้วจึงประกบกระเบื้องทั้งสองแผ่นเข้าหากัน แผ่พุ่งพลังภายในทำลายเป็นผุยผง

ซิเล้งทราบซึ้งว่า ที่อยู่ทั้งสองแห่งนี้เป็นแหล่งพำนักของผู้กล้าหาญดาบทอง แห่งแรกได้ชี้บ่งว่าเป็นสถานที่สำคัญซึ่งมักพำนักอยู่ ส่วนแห่งที่สองคงเป็นที่อาศัยของบริวาร

ซิเล้งบังเกิดความสำนึกขอบคุณกี้เฮียงเค้ง ครั้งนี้นับว่าได้รับการช่วยเหลือจากนางอีกครา

ซิเล้งหวนกลับสู่ตัวเมือง ผู้คนตามท้องถนนมีจำนวนมาก ซิเล้งกลับเดินเหินอย่างปลอดโปร่ง ดวงตาทั้งคู่ไม่เหลียวแลเสาะหาฝ่ายตรงข้ามเลย

นี่เป็นแผนสร้างความเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย คำนวณในด้านจิตวิทยา ศัตรูย่อมคาดคิดมิถึงว่า ซิเล้งจะกล้าแสดงตนอย่างเปิดเผย นับเป็นการทดสอบที่อาจหาญชาญชัย แต่ก็มีผลสำเร็จมากที่สุด!

ตลอดรายทาง ปราศจากเหตุการณ์ใดๆ ความจริงซิเล้งเดินสวนกับชนชาวบู๊ลิ้มจำนวนมาก เพียงแต่อิริยาบถของซิเล้งปรกติธรรมดา ฝ่ายตรงข้ามจึงมิสนใจ

ซิเล้งชะงักเท้าลงที่มุมถนนแห่งหนึ่ง กวาดตามองอาคารโอ่อ่าหลังหนึ่ง นี่เป็นที่อยู่แห่งที่สอง ซึ่งเขียนอยู่บนแผ่นกระเบื้อง

จากการสันนิษฐานของตน ลี้ซานึ้งหลังจากตกเป็นเชลย หากแม้นผู้กล้าหาญดาบทองยังมิหวนกลับมา ย่อมต้องคุมขังอยู่ในสถานที่นี้ ซึ่งเป็นที่พำนักของเหล่าบริวาร

ซิเล้งทราบว่าตนหากแสดงตนยิ่งโอ่อ่าผ่าเผย ก็ยิ่งมิสร้างความสนใจให้กับบุคคลอื่น ตัวตึกเบื้องหน้าในเมื่อเป็นรังของผู้กล้าหาญดาบทอง ย่อมจัดผู้คนสังเกตการณ์โดยรอบ

ซิเล้งสังเกตพบบุรุษฉกรรจ์ที่ว่างงานจำนวนหนึ่ง แยกย้ายอยู่ตามท้องถนนหรือริมทางเดิน คอยสำรวจการเคลื่อนไหวของผู้คนรอบบริเวณ แต่ซิเล้งเนื่องจากมิปกปิดร่องรอยแม้แต่น้อย กลับไม่ถูกพวกมันสนใจ

ซิเล้งสาวเท้าอย่างเฉื่อยชา เดินผ่านตัวตึกหลังนั้น ผ่านตรอกซอยข้างเคียง วกอ้อมมาถึงหลังอาคาร

ยามนี้ ซิเล้งพลันกลายเป็นว่องไวปราดเปรียว ทางหนึ่งสำรวจสภาพแวดล้อม อีกทางหนึ่งซุกซ่อนร่องรอยอยู่ตามจุดลับต่างๆ

พริบตาเดียว ก็กระโดดปราดเข้าสู่เขตกำแพงชั้นใน ข้างเคียงเป็นห้องครัว แว่วเสียงปรุงอาหารดังมามิขาดหู ซิเล้งปลดกระบี่ออกจากฝัก กระบี่สาดประกายเย็นยะเยียบ ใบหน้าอันคมคายก็ปรากฏแววอำมหิต

ตัวตึกด้านหลังนี้ ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่เก็บของไร้ร่องรอยผู้คน ซิเล้งถลันเข้าจากประตูภายใน คุกคามมาถึงใจกลางของตัวตึกแล้ว

เพิ่งเหยียบย่างขึ้นบนทางระเบียง โสตประสาทพลันสดับสำเนียงผู้คน ซิเล้งรีบถลันหลบมาหลังเสา

ปรากฏบุคคลสองคนก้าวออกจากตัวตึกด้านข้าง ซิเล้งลอบผนึกลมปราณทั่วร่างตระเตรียมพรักพร้อม

สำเนียงสนทนาของฝ่ายตรงข้ามดังแว่วมา ชายฉกรรจ์หนวดเครารุงรังทางซ้ายมือส่งเสียงกล่าวว่า

“เราไม่สนับสนุนที่จะมอบยาขจัดพิษให้ทารกนั้นกลืนกิน ซ่งเล่ายี่ (คนที่สองแซ่ซ่ง) ท่านหากกล้ารับภาระ ก็นำไปเอง”

ด้านขวาเป็นบุรุษกลางคนหน้าขาวไร้หนวดเครา มันแย้มยิ้มอันลึกซึ้ง กล่าวว่า

“ผู้แซ่แฉ่ ท่านออกจะยืนกรานเกินไปแล้ว ลองคิดดู เชลยผู้นั้นสำคัญอย่างไร ถึงตอนนี้ในสำนักเรามีเพียงเราสองที่ทราบเรื่อง แสดงว่าท่านเจ้าสำนักรักษาความลับเป็นอย่างยิ่ง หากแม้นมันเสียชีวิตเพราะพิษร้ายกำเริบ เราสองที่รับภาระอยู่ อย่าคาดหวังพว่าจะมีชีวิตรอดสืบไป”

“เรายังคงยืนกรานวาจาเดิม”

“ถ้าเช่นนั้นก็แล้วกันไปเถอะ”

ซิเล้งรับฟังจนบังเกิดความกระวนกระวายอย่างใหญ่หลวง คำนวณจากวาจาพวกมัน ผู้แซ่แฉ่กับซ่งยี่ทั้งสองนี้เป็นคนคร่ากุมลี้ซานึ้งมาตั้งแต่เมื่อคืนก่อนนั่นเอง

ลี้ซานึ้งคงถูกยาพิษทำร้ายจนพลาดพลั้ง หากแม้นพวกมันยอมให้ยาขจัดพิษ ซิเล้งยามลงมือ ย่อมต้องสะดวกกว่ามากนัก

มันสองเดินไปตามทางระเบียงรุดสู่เบื้องหน้า ซิเล้งโคจรลมปราณบริสุทธิ์ ทางหนึ่งคอยรับฟังเสียงฝีเท้า อีกทางหนึ่งคำนวณตำแหน่งพื้นที่ว่า จะสะกดรอยตามศัตรูอย่างไร

ผู้แซ่แฉ่กับซ่งยี่วกเข้าสู่ตึกรามหลังหนึ่ง โดยผ่านประตูรูปวงเดือน หายลับตาไป ซิเล้งติดตามอยู่เบื้องหลังอย่างระมัดระวัง พบว่าสุดท้ายพวกมันเข้าสู่ห้องโถงหลังหนึ่ง

ห้องโถงกว้างขวางยิ่งนัก ซิเล้งพอติดตามถึง ภายในก็ปราศจากร่องรอยผู้คน ตนตกลงใจว่าจะสำรวจดู จึงขยับกระบี่คุ้มครองร่างกระโดดปราดเข้าไป

ซิเล้งสำรวจดูตลบหนึ่ง แล้วจึงวกไปทางซ้าย ซึ่งจัดสร้างห้องหับอยู่สามหลัง หนึ่งในสามแว่วสำเนียงดังออกมาเบาๆ ขณะจะเข้าไปรับฟัง ประตูห้องแรกก็พลันเปิดอ้า ปรากฏผู้คนออกมา

ยังประเสริฐที่ซิเล้งมีปฏิกิริยาว่องไว กอปรกับคำนวณสภาพการก่อสร้างของที่นี้อยู่ก่อน ฝ่ายตรงข้ามพอก้าวเท้าออกจากประตู ซิเล้งก็เกร็งกำลังพุ่งร่างขึ้นไป ยื่นมือคว้าจับขื่อไม้บนเพดาน งอร่างเข้าหากัน

ผู้ปรากฏกาย เป็นบุรุษวัยกลางคนชุดรัดกุม พอออกมาแล้วก็พุ่งกายไปที่หน้าประตูห้องกึ่งกลาง เงี่ยหูคอยรับฟังสำเนียงสนทนาภายใน

ซิเล้งคราแรกเข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามก็เป็นศัตรูของผู้กล้าหาญดาบทอง แต่แล้วรู้สึกผิดท่าไป ทั้งนี้ก็เพราะกายแต่งกายของบุรุษผู้นั้นแสดงว่าเป็นคนสนิทของจูกงเม้งชัดๆ!

คราก่อนตนเคยอยู่ใต้สังกัดผู้กล้าหาญดาบทอง มาตรแม้นมิเคยฝึกฝีมือมา แต่เคยพบเห็นผู้คนแต่งกายเช่นนี้ไปรายงานข่าวลับต่อจูกงเม้ง ดังนั้นคราครั้งนี้จึงบังเกิดความระมัดระวังอย่างหมกมุ่น

ผ่านไปชั่วครู่ บุรุษกลางคนนั้นก็กระโดดกลับเข้าสู่ห้องของตัวเอง ยามนั้นประตูของห้องกึ่งกลาง พลอยเปิดออกอย่างเงียบงัน ซ่งยี่ก็แสดงตัวเร้นกายมานอกห้องที่หนึ่ง คอยเงี่ยหูฟังบ้าง

ซิเล้งลอบชมเชยวาสนาตนเองที่มิได้สร้างความแตกตื่นให้กับบุรุษกลางคนเมื่อครู่ คำนวณจากสภาพการณ์ ผู้คนที่อยู่ร่วมสังกัดเดียวกัน ล้วนแต่กลอกกลิ้งมากเล่ห์ คิดสืบทราบความลับฝ่ายตรงข้าม ขอเพียงมีพฤติการณ์คิดทรยศ ก็จะไปรายงานต่อประมุขเสนอความดีความชอบ

ซ่งยี่ลอบรับฟังอยู่ครู่หนึ่งจึงจากไป ซิเล้งพอครุ่นคิดใคร่ครวญ ก็พลิ้วกายลงบนพื้นดิน มาถึงข้างประตูของห้องที่หนึ่ง ปิดกลั้นลมหายใจยืนหยัดแน่วนิ่งรอคอย

บุรุษคนกลางผู้นั้นออกมาอีก

ผ่านไปชั่วขณะ แลเห็นประตูห้องเปิดออกโดยไร้สุ้มเสียง บุรุษคนกลางคนผู้นั้นถลันปราดออกมา อิริยาบถกลับระมัดระวังยิ่ง

ซิเล้งพลันสะบัดมือ เลือกพุ่งกระบี่ยาวออกอย่างฉับไว ประกายเจิดจ้ากระจายวูบ ทิ่มแทงใส่จุดสำคัญที่ชายโครงฝ่ายตรงข้าม

บุรุษผู้นั้นล้มฟุบลงเบื้องหลัง กลับปราศจากสำเนียงผิดปรกติ ซิเล้งรีบชะโงกศีรษะมองเข้าในห้อง พบว่าเป็นห้องลับที่สามารถเข้าออกทั้งทางนอกและใน ยังประเสริฐที่ทางนอกไร้ผู้คน จึงเคลื่อนย้ายบุรุษผู้นั้น ก้าวเข้าสู่ห้องหับ พลางปิดประตูเข้าหากัน

ที่ห้องชั้นใน พลันแววสำเนียงแหบห้าวดังว่า

“ผู้แซ่อ้วง ท่านกลับมาอีกไยกัน?”

ซิเล้งแสร้งส่งเสียงรับคำในลำคอ จัดวางบุรุษกลางคนลงบนพื้น ตัวเองกระชับกระบี่พุ่งปราดเข้าสู่ห้องชั้นในอย่างฉับพลัน

ประกายตาพอกวาดมอง พบว่าห้องหับจัดตั้งโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุด มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ เรือนร่างบึกบึนแข็งแกร่งประกายตาเจิดจ้ามิใช่ชั่ว

ซิเล้งสะอึกปราดเข้าใส่รวดเร็ว ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกตัว ก็ถูกกระบี่ยาวของตนพุ่งปราดเข้าหาอย่างดุร้าย

บุรุษฉกรรจ์ รีบถลันหลบมาด้านข้าง แต่ยังชักช้าไปชั่ววูบ ปลายกระบี่เสือกไสใส่จุดชีวิตมันแล้ว

ซิเล้งพอกำจัดศัตรูไปสองคน ค่อยสำรวจสภาพรอบกายอย่างปลอดโปร่งใจ แลเห็นบนพื้นศิลาหน้าโต๊ะจัดสร้างเป็นทางเข้าสู้ใต้ดิน พอเดินเหินลงไปตามบันไดศิลา เบื้องล่างก็เป็นที่จองจำกว้างยาวประมาณวาเศษหลังหนึ่ง ใช้ซี่กรงเหล็กที่หยาบใหญ่ปิดสกัดอยู่

ในคุกใต้ดินมีคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ เนื่องเพราะหันหลังให้กับซี่กรงเหล็ก จึงไม่อาจแลเห็นโฉมหน้าของมันได้ ซิเล้งใช้กระบี่ยาวฟาดใส่ซี่กรงดังเปรื่องปร่าง ยังมิอาจทำให้มันเบือนศีรษะกลับมา

ซิเล้งรู้สึกคลางแคลงใจยิ่งกล่าวว่า

“สหายที่ถูกคุมขัง คิดออกจากที่นี้หรือไม่?”

คนผู้นั้นขยับเขยื้อนร่างเล็กน้อย โดยที่ศีรษะมิเบือนกลับถามว่า

“ท่านเป็นใคร ไฉนคิดให้เราออกจากที่นี้ นี่คงเป็นเจตนารมณ์ของจูกงเม้งกระมัง?”

ซิเล้งลอบปีติลิงโลดคำนึงขึ้น

“…สถานที่นี้เป็นรังลับของผู้กล้าหาญดาบทองจริงๆ ทางผนังข้างเคียง คาดว่าคงมีที่คุมขังเช่นเดียวกับที่นี้ ลี้ซานึ้งคงถูกคุมขังในคุกด้านข้างอย่างแน่นอน…”

ตนส่งเสียงไปว่า

“มิใช่เจตนาของจูกงเม้ง ข้าพเจ้ากลับเป็นศัตรูกับมัน”

คนในคุกอุทานดังอ้อ เบือนศีรษะกลับมา เห็นเป็นบุรุษกลางคนผู้หนึ่ง เค้าหน้ามิมีสัญลักษณ์พิเศษอันใด เพียงแต่ใบหน้าอิ่มเอิบ ท่วงท่าคึกคัก

มันสำรวจมองซิเล้งตลบหนึ่งจึงกล่าว

“ท่านเป็นศัตรูกับมัน? นี่กลับนอกเหนือความคาดหมายอย่างยิ่งยวด”

ซิเล้งกล่าวว่า

“เรื่องนี้ภายหลังค่อยสนทนา บัดนี้ยังคงแสวงหาอิสรภาพก่อน”

พลางผนึกพลังอันบริสุทธิ์เข้าใส่กระบี่ สบัดออกอย่างรุนแรง กุญแจอันมหึมาหน้าซี่กรงเหล็กถูกทำลายย่อยยับในบัดดล ซิเล้งกระชากประตูซี่กรงเหล็กออก จับจ้องฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่า

“ท่านออกมาได้แล้ว”

บุรุษกลางคนผู้นั้นพลันหัวร่ออย่างขมขื่นกล่าวว่า

“จูกงเม้งคงคาดคะเนได้ก่อนว่า ท่านจะรุกรานมาหลายวันก่อน จึงบงการให้ผู้คนมาทำลายเท้าทั้งสองข้างของเราจนขาดสะบั้น บัดนี้มิอาจเดินเหินแม้แต่ก้าวเดียวเลย”


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here