♦ เริ่มวิถีชีวิตนักสู้ ♦
………….

ตัวเมืองอุ้ยไฮอ้วย (บารมีเกริกไกร) เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นเมื่อมินานมานี้ มีชาวเมืองอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่เนื่องจากมีทหารหลวงประจำการตลอดปีจึงรู้สึกคึกคักจอแจมิน้อย

ซิเล้งในที่สุดรอนแรมถึงจุดหมายปลายทาง และรับทราบว่า ขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียงพำนักที่นอกเมืองใกล้ชายหาด จึงมิมีอารมณ์ทัศนาความงามของบ้านเมือง พอไต่ถามทิศทางจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ก็มุ่งตรงไปทันที

จากปากคำชาวบ้าน นอกตัวเมืองมีชายหาดขนานนามว่า เล่านั้งทัว (หาดผู้ชรา) ซึ่งไร้ผู้คนพำนัก นอกจากนี้มีตัวตึกหลังหนึ่งปลูกสร้างอย่างโดดเดี่ยว ตามชายหาดมิมีทหารหลวงคอยรักษาการณ์

แม้เป็นเช่นนั้น โจรสลัดญี่ปุ่นก็มิกล้าอาละวาดในแถบนั้น เนื่องจากครั้งหนึ่งสลัดญี่ปุ่นเกือบสองร้อยคนระดมกำลังขึ้นชายหาดหมายรุกราน แต่ถูกผู้อาศัยอยู่แถบนั้น สังหารตกตายเป็นซากศพเกลื่อนกลาด นับแต่นั้นมาก็มิมีโจรร้ายกล้าคุกคามเข้าใกล้อีก

ซิเล้งดั้นด้นถึงริมชายหาด เห็นทะเลอันไพศาล ระลอกคลื่นคลุ้มคลั่ง ทั่วชายหาดมีโขดศิลาระเกะระกะและสงบยิ่ง

ห่างจากหัวหาดประมาณยี่สิบวา มีตึกศิลาหลังหนึ่งหันหน้าไปทางทะเลใหญ่ ทั้งประตูและหน้าต่างล้วนเปิดกว้าง คล้ายดั่งต้องการทัศนาทิวทัศน์ท้องทะเล

ยามนี้ ลมทะเลทั้งรุนแรงทั้งหนาวเหน็บ หากมิใช่มีพลังการฝึกปรือสูงเยี่ยม ยากที่จะตรากตรำกับความทรมานจากการถูกลมทะเลโหมกระหน่ำอยู่ชั่วนาตาปี

ซิเล้งสำรวมจิตใจ สาวเท้าก้าวไปยังตึกศิลาทางชายหาดหลังนั้น พลันส่งสำเนียงกังวานว่า

“ผู้เยาว์แห่งบู๊ลิ้ม ขอน้อมพบท่านผู้อาวุโส”

ซิเล้งส่งเสียงทบทวนออกไปสามครั้งซ้อน ยังปราศจากเสียงโต้ตอบมา แต่ซิเล้งมีจิตยึดมั่นแน่วแน่ จึงยืนหยัดอยู่กับที่โดยมิกระวนกระวาย

ยามนั้น สำเนียงทุ้มหนักแกร่งกร้าว ผนึกอย่างเข้มแข็งไม่กระจาย ก็ดังออกมาจากภายในตึกศิลาว่า

“เด็กน้อยมีขันติยิ่ง แต่ทว่าหาดผู้ชรานี้ คนสามัญมิอนุญาตเหยียบย่างเข้ามา หลายสิบปีที่พำนักอยู่นี้ ก็หาได้คบค้าสมาคมกับบุคคลภายนอกไม่ เจ้าเป็นทารกรุ่นเยาว์กลับสืบเสาะจนพบได้ นับว่าน่าประหลาดนัก”

ซิเล้งแม้จะอยู่ห่างจากตึกศิลาระยะหนึ่ง แต่สำเนียงของฝ่ายตรงข้ามยังสะท้อนสะเทือนแก้วหูของตน จนลั่นอื้ออึง ต้องบังเกิดความตระหนกตกใจกล่าวว่า

“ผู้เยาว์มีความเคารพในตัวท่านผู้อาวุโสอย่างจริงใจ จึงเดินทางด้วยจิตใจอันยึดมั่นไม่ย่อท้อ”

ภายในกระท่อมแว่วเสียงแค่นหนักๆ  จากนั้นสำเนียงที่ทุ้มหนักก็ดังออกมาว่า

“เด็กน้อย ก่อนอื่นเราขอถามเจ้า ผู้ที่จะดำรงตนเป็นบุคคลมีธัมมะ สมควรมีความประพฤติอย่างไร?”

ซิเล้งตอบเสียงกังวานว่า

“ขอเพียงยึดมั่นในมโนธรรม เคารพต่อเหตุผล ไร้นิวรณ์ทะเยอทะยาน และรักษาบัญญัติบางประการ อาทิ ละเว้นในด้านกามราคะ อย่าได้สร้างสรรค์ความเลวร้ายต่อชนชาวโลก และมีสัจจะวาจาหนักแน่นมั่นคง ก็พอจะเป็นผู้มีธัมมะได้”

วาจาเพิ่งจบลง ภายในตึกศิลาก็ปรากฏชายชราร่างสูงตระหง่าน ผมเผ้าหนวดเคราล้วนขาวโพลงผู้หนึ่งสาวเท้าก้าวออกมา

ชายชรานี้เอวยึดตรง ทรวงอกผึ่งผาย ดวงตาทั้งคู่มีประกายเจิดจ้า ยามเคลื่อนไหวไม่มีแววของผู้ชราภาพตามอายุขัยเลย

สองมือชายชราไพล่อยู่เบื้องหลัง กวาดสายตาสำรวจดูซิเล้งตลบหนึ่ง กิริยาท่าทางมีบารมีเปี่ยมราศี

ซิเล้งถูกบุคลิกฝ่ายตรงข้ามสยบสนใจไหวหวั่นระย่นย่อ ถึงกับย่อกายลงคารวะอย่างนอบน้อม

ชายชราพลันผงกศีรษะกล่าวว่า

“เด็กน้อย เจ้ามีพลังรากฐานด้านพลังภายใน แต่แนววิชาฝีมือออกจะจำกัดยิ่ง วิถีทางยังสับสน หากเผชิญยอดฝีมือก็ยากที่จะรักษาชีวิตได้”

ซิเล้งกล่าวอย่างนอบน้อมว่า

“ท่านผู้อาวุโสหาทราบไม่ ผู้เยาว์แม้มีซือแป๋ แต่หลายปีที่ผ่านมา เพียงฝึกปรือเคล็ดวิชาพื้นฐาน เกี่ยวกับวิชากระบวนท่า ผู้เยาว์หลบฝึกปรือจากบุคคลสำนักอื่น จึงแตกฉานเพียงเล็กน้อยไร้ความสำเร็จ”

“อืมม์ซือแป๋เจ้าเป็นใคร?”

“ท่านคือผู้กล้าหาญดาบทอง จูกงเม้ง”

ชายชราผู้นั้น เพียงผงกศีรษะอย่างเฉื่อยชา แสดงว่ามิเคยรับทราบสมญาผู้กล้าหาญดาบทองมาก่อน กล่าวว่า

“เจ้าเสาะหาเรา หรือคิดฝึกปรือฝีมือ?”

ซิเล้งน้อมกายลงกล่าวว่า

“ถูกแล้ว ขอท่านผู้อาวุโสรับผู้เยาว์เป็นศิษย์ในสังกัด”

“เราอาวเอี้ยงง้วนเจียง แม้ดำรงชีพมาเนิ่นนานปี แต่มิใคร่ท่องเที่ยวในวงนักเลง เจ้าหากปรารถนาให้เรารับศิษย์ก็ต้องปฏิบัติเรื่องราวแก่เราประการหนึ่ง หากกระทำสำเร็จ เจ้าก็คือศิษย์ของเรา”

ซิเล้งคำนึงในใจ

‘…หากแม้นเราสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามรับเป็นศิษย์โดยอาศัยตนเอง แทนที่จะต้องอ้างอิงนามของนงคราญยะเยือกท่านผู้อาวุโสแซ่เสียว นั่นก็จะประเสริฐยิ่ง’

ดังนั้นกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“ผู้เยาว์จะขอปฏิบัติอย่างสุดความสามารถ แม้ตกตายก็ไม่อาลัย”

อาวเอี้ยงง้วนเจียงผงกศีรษะกล่าวว่า

“เช่นนี้ จึงนับเป็นผู้มีจิตเข้มแข็ง”

มันหันร่างเล็กน้อย ซิเล้งจึงแลเห็นว่า มือทั้งสองข้างที่ไพล่อยู่ด้านหลังของชายชราถูกกุญแจมือเหล็กกล้าอันแข็งแกร่งคู่หนึ่งพันธนาการไว้ ได้ยินอาวเอี้ยงง้วนเจียงกล่าวว่า

“เราสมญาขุนพลไร้กร เนื่องจากแนววิชาที่ฝึกฝนมาเกรี้ยวกราดอำมหิตเกินไป ยามลงมือก็ทำร้ายคู่ต่อสู้จนตาย จึงต้องใช้กุญแจมือคู่นี้ ล่ามมือทั้งสองข้างไว้ เพื่อป้องกันมิให้ทำลายชีวิตผู้คน”

ซิเล้งคำนึงอย่างตื่นเต้นสงสัยว่า

‘…ยอดคนแห่งยุคท่านนี้กลับประหลาดพิสดาร ยิ่งมิเพียงพำนักที่ชายหาด ยังสวมกุญแจมือพันธนาการตนเอง เพียงแต่ล่ามแล้วไขว้อยู่ด้านหลัง การกินจะกระทำอย่างไร?’

ขุนพลไร้กร อาวเอี้ยงง้วนเจียงกล่าวต่อ

“ประแจไขกุญแจมือก็อยู่ในมือเรา เจ้านำประแจนั้นไขกุญแจมือให้กับเรา สองมือเราพอเป็นอิสระก็จะประทานฝ่ามือหนึ่งต่อเจ้า ทารกเจ้าหากสามารถรักษาชีวิตไว้ ก็นับเป็นศิษย์ของเรา!”

ซิเล้งแตกตื่นจนตะลึงลาน ฝ่ายตรงข้ามยามลงมือก็ปลิดชีวิตผู้คน หรือตนมิมีความสามารถแม้แต่หลบเลี่ยงเลย?

ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“เราพอลงมือก็จะจู่โจมขั้วหัวใจของฝ่ายตรงข้ามไม่มีการพลาดพลั้งแม้แต่น้อย ดังนั้นเจ้ามีแต่คุ้มครองบริเวณหัวใจเอาไว้เท่านั้น”

ซิเล้งเริ่มหวั่นไหวขึ้นมา ขณะอ้าปากหมายกล่าววาจา ขุนพลไร้กรพลันเขม้นมองมาอย่างเย็นชากล่าวว่า

“เจ้าเมื่อได้รับการชี้แนะจากผู้คนมาถึงที่นี่ หรือกระทั่งอุปนิสัยใจคอเราก็มิทราบ? เจ้าหากคิดกล่าววาจา ก็ไสหัวไปได้”

ซิเล้งถึงกับงงงันไป คำนึงขึ้น

‘…ที่แท้ท่านผู้เฒ่ามีอุปนิสัยเช่นนี้เอง ถ้าเช่นนั้น เรามีแต่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ขอสวามิภักดิ์เป็นศิษย์คราครั้งนี้แล้ว…’

ดังนั้นกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“ขอท่านผู้อาวุโสประทานประแจให้ด้วย”

ขุนพลไร้กรคลายมือออก ประแจทองเหลืองดอกหนึ่งตกลงบนพื้น ซิเล้งก้าวเข้าไปเก็บขึ้นมา จัดการไขกุญแจมืออย่างรวดเร็ว

อาวเอี้ยงง้วนเจียงพลันเบี่ยงกาย สะบัดฝ่ามือไปยังก้อนศิลาที่อยู่ห่างไกลทางด้านขวามือ ได้ยินเสียงดังโครม เศษศิลาปลิวกระจายเวียนว่อน ปรากฏรอยประทับฝ่ามืออย่างถนัดชัดเจน

ขุนพลไร้กรเงยหน้าหัวร่อดังกังวานกล่าวว่า

“ปลอดโปร่งใจนัก หลายสิบปีแล้วที่มิเคยมีโอกาสได้ลงมือ เด็กน้อย เจ้าตระเตรียมพรักพร้อมแล้วหรือไม่?”

ซิเล้งทุ่มเทจนสุดความสามารถ วาดมือวาดเท้าในสภาวะป้องกันอย่างรัดกุม โดยใช้แนววิชาของสำนักไท้เก็กที่ขโมยฝึกปรือมา

ขุนพลไร้กรพลันกรีดฝ่ามือ กระแทกใส่ทรวงอกซิเล้ง พร้อมกับภาวะจู่โจมพอเริ่มขึ้น ผมเผ้าที่ขาวโพลงก็ลุกชี้ชัน มีสภาพดุร้ายน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

ซิเล้งพลันบังเกิดความรู้สึกอับจนปัญญายากต้านรับ มาตรแม้นจะอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมมาก่อน แต่ทว่าล้วนปราศจากประสิทธิภาพ มีหนทางเพียงประการเดียวคือ หาทางถอยหนีอย่างรีบด่วน

ความคิดพออุบัติ รีบพุ่งปราดไปทางด้านหลัง คาดมิถึงพลังฝ่ามือของฝ่ายตรงข้าม คล้ายดั่งมีกำลังดึงดูดมหาศาล แม้ทุ่มเทจนสุดตัว เพียงขยับเท้าได้เล็กน้อยเท่านั้น

ยามนั้น สถานการณ์ได้สายเกินไปแล้ว แลเห็นวิถีฝ่ามือของขุนพลไร้กรพลันพุ่งกระแทกกระทั้นลง แว่วเสียงดังโครมกึกก้อง เมื่อจู่โจมถูกเป้าหมายตรงขั้วหัวใจของซิเล้งโดยมิคลาดเคลื่อน!

ร่างของซิเล้ง ถูกกำลังฝ่ามืออันเกรี้ยวกราดดุดันกระแทกจนปลิวกระเด็นไปกว่าสามวา แล้วค่อยร่วงหล่นลงบนพื้นดิน

ขุนพลไร้กรกวาดตามองไป แลเห็นบุรุษหนุ่มคมคายนี้ดวงตาทั้งคู่พริ้มสนิท ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินมิเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย!

คราแรกมันก็ตะลึงลานไป จากนั้นบังเกิดความเศร้าเสียใจและอาลัย แหงนหน้ากู่ร้องด้วยกระแสเสียงที่รันทดหดหู่ สะท้านเทือนไปทั่วทุกแห่งหน

ขุนพลไร้กรสาวเท้าถึงข้างกายซิเล้ง ประกายตากลับกวาดมองไปทางทะเลกว้าง ถอนหายใจยาวๆ พึมพำว่า

“เราเข้าใจว่าเด็กผู้นี้เป็นผู้ที่เง็กฮั้วส่งมา ย่อมต้านรับการจู่โจมของเราได้ จึงปฏิบัติตามอุปนิสัยดังเดิม หาคาดไม่ว่าเหตุการณ์มิเป็นเช่นนั้น เด็กน้อยเจ้ากลับต้องมาพลีชีวิต โอ ชีวิตที่เปล่าเปลี่ยวนี้เราเบื่อหน่ายมาเนิ่นนานแล้ว…”

ขุนพลไร้กรยืนแน่วนิ่งประหนึ่งรูปปั้น มิทราบผ่านไปนานเท่าใด สำเนียงครวญครางเบาๆ บนพื้นดินได้สร้างความแตกตื่นให้กับมัน จนต้องก้มลงมองดูอย่างมิยอมเชื่อถือ

แลเห็นบุรุษหนุ่มที่สง่างามผู้นั้น ลืมสองตาขึ้น ใบหน้าปรากฏแววเจ็บปวดรวดร้าว ขุนพลไร้กรจึงรีบย่อกายลง ยื่นมือตบจุดเส้นของทารกเบื้องหน้าเบาๆ พลางกล่าวว่า

“เด็กน้อย ผนึกลมปราณเฉกเช่นยามธรรมดามินานย่อมทุเลาเป็นปรกติได้”

ซิเล้งมีสติแจ่มใส พอได้ยินเช่นนั้นรีบปฏิบัติตาม รู้สึกว่าฝ่ามือของขุนพลไร้กรยามตบลงแม้แผ่วเบา แต่ขณะรั้งขึ้นกลับมีพลังอันเข้มแข็งถ่ายทอดเข้าสู่ร่างอย่างลึกล้ำ

ยามนั้น ลมปราณภายในของซิเล้ง ก็แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งแกร่งกร้าว ดุจดั่งกระแสน้ำที่ท่วมทะลักธารธารา โคจรไหลหลั่งไปตามจุดเส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว

ขุนพลไร้กรคล้ายกับทราบว่า ซิเล้งเริ่มผนึกกำลังเร่งเร้าเลือดลมแล้ว จึงชะงักการลงมือ ฝ่ามือซ้ายค้ำจุนกระดูกต้นคอ ประคองร่างของซิเล้งขึ้น ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งก็กดทาบลงบนจุดเมี่ยมึ้งฮวกที่กลางหลัง

ซิเล้งรู้สึกมีกระแสพลังร้อนระอุสายหนึ่งถ่ายทอดเข้าสู่ร่าง การถ่ายเทดุเดือดรุนแรง พริบตาเดียวห่อหุ้มลมปราณภายในของตัวเองเอาไว้

จากนั้น ก็กระแทกกระทั้นไปตามจุดเส้นชีพจรต่างๆ ลำดับของตำแหน่งยามโคจรผ่าน ผิดแผกจากการผนึกลมปราณซึ่งกาลก่อนได้ปฏิบัติมามากมายนัก

ซิเล้งเป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด ดังนั้นเข้าใจว่านี่เป็นการถ่ายทอดแนววิชาโคจรลมปราณของขุนพลไร้กร จึงรีบสำรวมจิตใจจดจำไว้

หลักวิชาโคจรกำลังภายในนี้ มีความลึกล้ำสับสนยิ่ง สามารถทะลวงผ่านจุดเส้นหกเจ็ดแห่ง ซึ่งคราก่อนกำลังของตนมิอาจโคจรไปถึง และขณะนี้ซิเล้งก็มิทันต้านรับการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะภายใน ยังประเสริฐที่ขุนพลไร้กรมีพลังภายในแกร่งกร้าว อาศัยอานุภาพที่ต่อเนื่องไร้ที่สิ้นสุด ทำให้ซิเล้งรอดพ้นอันตรายได้

เนิ่นนานให้หลัง ซิเล้งก็เริ่มปฏิบัติตามได้ ขุนพลไร้กรจึงมิใช้ลมปราณเข้าชักนำ ปล่อยให้ซิเล้งโคจรลมปราณด้วยตนเองจนครบสามรอบ

ยามนั้น ซิเล้งรู้สึกอารมณ์ปลอดโปร่ง สมาธิแน่วแน่ไร้นิวรณ์ ห้วงสมองกระจ่างแจ่มใสดำรงความสงบมั่นคง

ขุนพลไร้กรรั้งมือกลับมา ผุดลุกขึ้นยืนหยัด จิตใจของมันยามนี้ บังเกิดความปีติอย่างยิ่ง จากการปรากฏกายของซิเล้ง ทำให้มันทราบว่านงคราญยะเยือก เสียวเง็กฮั้วยังสุขสบายไร้เภทภัย

ซิเล้งพอฟื้นตื่นจากการผนึกกำลัง รู้สึกแขนขาทั้งสี่เปี่ยมพละกำลัง สติสัมปชัญญะแจ่มใสยิ่ง แลเห็นขุนพลไร้กรนั่งอยู่ในตึกศิลาจึงสาวเท้าเข้าหา น้อมกายคารวะที่นอกประตู กล่าวว่า

“ผู้เยาว์ซิเล้ง ได้รับการแนะนำจากท่านผู้อาวุโสแซ่เสียว เร่งรุดมาที่นี้เพื่อกราบพบ”

ขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียง กล่าวว่า

“วิชากื่อเล้งเจี้ย (ฝ่ามือมหรรณพ) ของเล่าฮู ไม่มีผู้คนสามารถรอดชีวิตได้ นางหากมิให้วัตถุที่เรามอบต่อนางคุ้มครองร่างกายของเจ้า ตอนนี้เจ้าไหนเลยมีชีวิตรอด เข้ามาเถอะ”

ซิเล้งสาวเท้าเข้าสู่ตึกศิลา แลเห็นทั่วสี่ด้านประดับประดาอย่างหยาบกร้าน โต๊ะเก้าอี้ล้วนเป็นศิลา แต่กลับสะอาดสะอ้านยิ่ง ตนคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม

ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“หากต้องการกราบเราเป็นซือแป๋ ก็ต้องโขกศีรษะสักหลายครา”

กระแสเสียงมันเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มลิงโลด ซิเล้งก็โขกศีรษะต่อเนื่องกันถึงสิบสองครั้ง

ขุนพลไร้กรจึงสั่งให้ลุกขึ้น กล่าวว่า

“เมื่อหลายวันก่อน มีบุคคลน่าชิงชังผู้หนึ่งมาที่นี้ มันกลับสามารถรอดชีวิตจากฝ่ามือมหรรณพได้ ดังนั้นในวันนี้เรามุ่งหวังว่า เจ้าเป็นบุคคลที่เง็กฮั้วแนะนำมา แต่ก็เกรงว่าจะเป็นพวกพ้องเดียวกับบุคคลที่น่าชิงชังนั้น จึงต้องทดสอบสักคราหนึ่ง หากแม้นเจ้าไม่ประดับวัตถุของเรานั้น ก็ต้องตกตายอย่างแน่นอน”

ซิเล้งยื่นมือลูบคลำบริเวณขั้วหัวใจ ก็สัมผัสถูกแผ่นใบไม้ที่แกะสลักจากมารดาแห่งเงิน ซึ่งห้อยแขวนอยู่บนลำคอ และวัตถุนี้เองที่พิทักษ์ชีวิตของตนไว้

ขุนพลไร้กร กล่าวว่า

“ความหลังระหว่างซือแป๋กับเง็กฮั้ว ไว้วันหน้าค่อยบอกกับเจ้า เพียงแต่เง็กฮั้วกักตัวบำเพ็ญฝีมือชั่วชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสพบพานนางอีก แต่จะอย่างไรเรายังยินดีที่ทราบข่าวคราวของนาง

การที่นางมอบหมายให้เจ้านำสมบัติชิ้นนี้มาหาเรา เท่ากับบ่งบอกต่อเราว่า กาลเวลาผ่านพ้นห้าสิบปี นางตัดสินใจคัดเลือกระหว่างเรากับเทพเจ้าสันโดษแล้ว ฝ่ายเทพเจ้าสันโดษแม้จะสง่างามกว่าเรา และมีความรอบรู้มากกว่า แต่ทว่ามันยังพ่ายแพ้ต่อเรา”

ซิเล้งก็พลอยปลื้มปีติ กล่าวว่า

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ นับว่าประเสริฐนัก”

ตนแม้มีประสบการณ์มิมากนัก แต่ทราบดีว่าความรักของชายชรานี้เป็นไมตรีอันลึกซึ้งชนิดหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายแม้มิมีโอกาสอยู่ร่วมกัน แต่ก็มีรักแท้ต่อกัน ซึ่งก็เพียงพอต่อการปลอมประโลมชั่วชีวิตแล้ว

ขุนพลไร้กรเล่าอีกว่า

“เมื่อหลายวันก่อน เทพเจ้าสันโดษได้มอบหมายให้ศิษย์ของมัน นามกิมเม้งตี้มายังที่นี้ โดยแอบอ้างว่าเง็กฮั้วชักนำมา ซือแป๋แทบหลงกลอุบาย แต่ยังรู้สึกสำนึก ประทานฝ่ามือมหรรณพให้กับมันครั้งหนึ่ง

“กิมเม้งตี้แม้มิอาจหลบหลีกได้ แต่ยังสามารถสลายพลังส่วนใหญ่ กอปรกับเราใช้กำลังภายในเพียงสามส่วน จึงมิได้ทำร้ายมัน ปล่อยให้มันหลบหนีไปได้

“จากเหตุการณ์นี้ เราค่อยได้คิด เทพเจ้าสันโดษมีทายาทรับช่วงฝีมือ ส่วนเรายังเดียวดายเช่นเดิม ประจวบเหมาะกับเจ้าเร่งรุดมา”

ซิเล้งมิเคยรับทราบนามกิมเม้งตี้มาก่อน กิมเม้งตี้แม้เคยปรากฏกายในหมู่บ้านตระกูลฉี้ แต่ตอนนั้นตนจากมาแล้ว ด้านจิตใจเริ่มเป็นอริบาดหมางกัน

ซิเล้งก็บอกเล่าเหตุการณ์ที่เผชิญกับปีศาจไพรให้ซือแป๋รับทราบ ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“อลัชชีโลกันตร์นับเป็นจอมมารร้ายอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน มันมีซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้อง) ผู้หนึ่งสมญาเฒ่าเอกะประหลาด พลังการฝึกปรือสูงส่งยิ่ง ผู้ที่สามารถทัดเทียมกับมันมีแต่เง็กฮั้ว ซือแป๋ และเทพเจ้าสันโดษ สามคนเท่านั้น…”

มันหยุดชะงักเล็กน้อย ซิเล้งอดกล่าวสอดมิได้

“ผู้กล้าหาญดาบทองก็เป็นทายาทของเฒ่าเอกะประหลาด นับว่าเรื่องราวเลวร้ายแล้ว”

“อ้อ ที่แท้ผู้กล้าหาญดาบทองเป็นศิษย์เฒ่าเอกะประหลาด ถ้าเช่นนั้นมันคงถูกสร้างสรรค์เป็นบุคคลที่กลอกกลิ้งชั่วร้ายอย่างมิต้องสงสัย”

“ศิษย์เคยรับการชุบเลี้ยงอุปการะ สมควรสำนึกในพระคุณ แต่ทว่าผู้กล้าหาญดาบทองมิยอมถ่ายทอดวิชาแท้จริง ครั้งนี้ยังวางแผนใส่ไคล้ป้ายผิด ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารรักษาพระองค์หัตถ์อสนีบาตมาไล่ล่าสังหารข้าพเจ้า ผู้ศิษย์มิเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด?”

ขุนพลไร้กรกล่าวสรุปว่า

“ปัญหานี้ภายหลังค่อยพิจารณากัน พวกเราเสาะหาอาหารประทังชีวิตก่อน แล้วค่อยถ่ายทอดวิชาให้”

มันนำพาซิเล้งถึงชายหาด จากถ้ำศิลาใต้ซอกหินแห่งหนึ่งลากเอาเรือเล็กๆ ลำหนึ่งออกมา ทั้งสองพากันขึ้นสู่เรือแล้วชักใบแล่นสู่ทะเลกว้าง ภายในเรือมีฉมวกกับเบ็ดตกปลา ขุนพลไร้กรใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อล่อ ตกปลาตัวใหญ่ได้สามตัว

ซิเล้งทราบว่าภายหลังตนต้องอาศัยเนื้อปลาประทังชีวิต จึงรับการฝึกหัดด้วยความสนใจ รวมทั้งวิธีบังคับเรือด้วย

ทั้งสองปรุงเส้นหมี่เนื้อปลาหม้อใหญ่ หลังจากรับประทานอย่างลวกๆ ขุนพลไร้กรก็เริ่มต้นถ่ายทอดวิชาฝีมือ

ซือแป๋และศิษย์ต่างอาศัยบนชายหาด ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“แนววิชาสำนักเรา อาศัยฝ่ามือมหรรณพเป็นหลักใหญ่ นอกนั้นเป็นวิชาตัวเบา แนวพลังหักโหมและการสร้างกำลังตลอดจนวิชาย่อกระดูก

“สำหรับฝ่ามือมหรรณพ เป็นแนววิชาที่มุ่งตะลุยจู่โจม ยามลงมือต้องช่วงชิงชัยชนะ ดังนั้นการผนึกกำลังคุ้มครองร่างก็มีความสำคัญ เพื่อป้องกันมิให้ถูกคู่ต่อสู้ตีโต้จนตกตาย”

หยุดอยู่เล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

“ฝ่ามือมหรรณพมีเพียงหกกระบวนท่า ไม่มีการพลิกแพลงซับซ้อน ปมเด่นคือสภาวะการจู่โจมรวดเร็ว พลังภายในแกร่งกร้าว นับเป็นไม้ตายวิชาหนึ่ง

“เนื่องจากกระบวนท่าร่างพลิกแพลงคืนสู่สามัญ จึงยากที่จะฝึกฝนให้ประสบความสำเร็จได้ เปรียบประดุจยามเขียนอักษร เล่นหมากรุก บรรเลงดนตรี วิธีฝึกหัดง่ายดายยิ่ง แต่หากมุ่งหมายให้ลึกซึ้งกลับยากลำบากกว่าวิชาอื่นมากนัก”

ซิเล้งเข้าใจในบัดดล นั่งวิเคราะห์เคล็ดวิชาดังกล่าวโดยละเอียด

ขุนพลไร้กรรอให้ตนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ

“แต่เหตุผลนี้ มีการจำแนกของผู้ฝึกหัดเองกับบุคคลภายนอก เจ้าลองครุ่นคิด แล้วยกตัวอย่างเปรียบเทียบ”

ซิเล้งใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว

“ศิษย์ขอกล่าวถึงเหตุผลที่ฝึกหัดง่ายแตกฉานยากก่อน สมมติการคัดลายมือและหัดวาดภาพ ยามคัดอักษรด้วยพู่กันย่อมง่ายดาย แต่หากไม่มานะทุ่มเทปัญญาก็ยากที่จะสูงล้ำได้ ไม่มีความสำเร็จที่เลอเลิศ

“การฝึกฝนวิชาจิตรกรรม ยากลำบากกว่าการเรียนตำรามากนัก แต่ขอเพียงมีความช่ำชองชำนาญ สามารถเข้าใจซึ้งถึงความจริง ก็สามารถวาดภาพที่งามเฉิดฉายได้”

ขุนพลไร้กรผงกศีรษะกล่าวว่า

“ยังมีเล่า?”

“วิชาเขียนอักษรกับหัดวาดภาพกลับแตกต่างกัน ลายอักษรที่คัดขึ้นอย่างทุเรศ บุคคลภาพนอกเพียงพิจารณาวูบเดียวก็ทราบได้ แต่ภาพวาดที่เลวทราม ในสายตาของบุคคลภายนอก มิแน่นักว่าจะสังเกตออก”

พลางกล่าวสรุปว่า

“แต่บุคคลทั่วไปหาทราบไม่ วิชาคัดลายอักษรยากลำบากกว่าวิชาวาดภาพ กับหลักความจริงนี้ มีแต่ผู้ที่เชี่ยวชาญในวิชาทั้งสองจึงทราบแจ้ง”

ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“เป็นคำวิจารณ์ที่เหมาะสม เจ้านับว่ามีภูมิปฏิภาณสูงส่ง ความเข้าใจเหนือล้ำกว่าคนทั่วไป เป็นความหวังในการจรรโลงคุณธรรมของวงนักเลง”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

“ตามความเห็นของเรา กิมเม้งตี้นับเป็นบุคคลชั่วร้ายยิ่ง มันหากทราบว่าเจ้าคือศิษย์ของเรา คงต้องหาทางปลิดชีวิตเจ้า นอกจากนั้นผู้กล้าหาญดาบทองก็ย่อมมิยอมปล่อยปละละเว้นเจ้าด้วย

“อาจเป็นไปได้ว่า จากผู้กล้าหาญดาบทองจะชักนำเฒ่าเอกะประหลาดปรากฏกายออกมา เฒ่าผู้นี้เป็นบุคคลอันตรายยิ่งยวด หากยังเพิ่มซือเฮียของมัน อลัชชีโลกันตร์ร่วมอีกด้วย ก็น่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งขึ้น”

หลังจากบ่งบอก บรรดาศัตรูที่น่าหวาดหวั่นในวงนักเลง ก็หวนกลับมาถ่ายทอดหลักวิชาฝีมือกล่าวว่า

“วิชาฝ่ามือมหรรณพของสำนักเรา มีรวมหกกระบวนท่า แบ่งออกเป็นหัตถ์หน้า หัตถ์หลัง หัตถ์ซ้าย หัตถ์ขวา หัตถ์บน หัตถ์ล่าง รวมหกท่าร่าง ปราศจากการพลิกแพลงยอกย้อนใดๆ

“หากฝึกปรือจนถึงขั้นสำเร็จ ก็จะแผ่อานุภาพมหาศาล บัดนี้ซือแป๋จะแสดงประกอบให้เจ้ายลดู กระบวนท่าทั้งหกมิยากลำบากต่อการฝึกปรือ แต่ต้องมานะฝึกฝน จึงจะบรรลุถึงจุดสุดยอดได้”

และแล้ว สำแดงวิชาฝ่ามือมหรรณพแลเห็นมันผมเผ้าหนวดเคราลุกชี้ชัน แผ่บารมีน่ายำเกรงแยกย้ายฝ่ามือสะบัดกราดกวาดไปทางหน้าหนัง ซ้ายขวาบนล่างแล้ว นับว่าแสดงท่าร่างจนหมดสิ้น

ซิเล้งทุ่มเทสมาธิทั้งมวลอยู่กับการฝึกฝีมือ ทางหนึ่งจดจำเคล็ดวิชา ทางหนึ่งปฏิบัติตาม ตั้งแต่เที่ยงจวบจนพลบค่ำ กระบวนท่าทั้งหกจึงฝึกหัดได้สำเร็จ

ทั้งสองขณะพักผ่อนและรับประทานอาหารกัน ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมพสุธา ขุนพลไร้กรพลันกล่าวว่า

“เด็กน้อย ลองมองออกไปทางทะเล”

ซิเล้งกวาดสายตามองตาม แลเห็นเรือลำมหึมาหกลำจอดทอดสมออยู่ห่างจากริมฝั่งไกลโข สภาพสงบสงัด เรือทุกลำไม่มีแสงไฟแม้แต่น้อย

ขุนพลไร้กรอธิบายว่า

“นี้เป็นเรือของโจรสลัดญี่ปุ่น ซึ่งมีชุกชุมตามน่านน้ำแถบนี้ โดยเฉพาะโจรสลัดขบวนนี้ หากแม้นเราคาดคำนวณมิผิด คงเป็นการนำของราชาโจรสลัดนามเจียะฉั้งฮ้ง”

ซิเล้งรู้สึกแปลกหูมิคุ้นเคย ถามว่า

“เจียะฉั้งฮ้งมีความเป็นมาอย่างไร?”

“มันเป็นชาวญี่ปุ่นที่ปล้นสะดมผู้คน แต่ก็เป็นชนธัมมะในหมู่โจรสลัด มีเพลงดาบเกรี้ยวกราดไร้ผู้ต่อต้าน ในดินแดนตงง้วนเกรงว่ามิมีผู้ใดเป็นคู่มือของมัน”

หยุดเล็กน้อย จึงกล่าวเพิ่มเติมว่า

“ในสังกัดของเจียะฉั้งฮ้ง มีหกลำนาวาใหญ่ ผู้คนเกือบหนึ่งพัน บัญญัติกฎควบคุมบริวารอย่างเข้มงวด ตัวมันปกครองนาวาลำหนึ่ง อีกห้าลำหัวหน้าเรือถูกยกย่องเป็นโหงวโฮ้วเจี่ยง (ขุนทัพเบญจพยัคฆ์) ล้วนเป็นนักสู้ที่โหดร้ายป่าเถื่อน เคารพเจียะฉั้งฮ้งเพียงผู้เดียว”

ซิเล้งพลันกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า

“แต่โจรสัดญี่ปุ่น เป็นผู้รุกรานผืนแผ่นดินที่รักของเรา ข้าพเจ้าย่อมสมควรช่วยเหลือทางเมืองหลวงกำจัดกวาดล้างให้สูญสิ้นไป”

“เจ้ามีสรณะอันประเสริฐ เพียงแต่เจียะฉั้งฮ้งผู้นี้มิมีความประพฤติเลวร้าย หากแม้นล้างผลาญจนตกตายก็จะทำให้บริวารในสังกัดของมันปราศจากผู้ปกครองจนสร้างความเดือดร้อนต่อคนในแผ่นดิน แต่ซือแป๋ยังต้องการให้เจ้าโค่นนักสู้ชาวญี่ปุ่นผู้นี้”

“ถ้าเช่นนั้นศิษย์ขอรับอาสา”

“ตอนนี้เจ้าหากเร่งรุดไป ก็เท่ากับแส่หาความตายเอง แต่ซือแป๋มีวิธีการอันประเสริฐอยู่”

พลางบงการซิเล้งติดตามเข้าไปภายในที่พัก แล้วทั้งสองก็นั่งขัดสมาธิประจันหน้า ยื่นฝ่ามือคนละข้างเข้าประกบกัน

ขุนพลไร้กรกล่าวว่า

“ชั่วครู่ให้หลัง พลังการฝึกปรือภายในของซือแป๋ก็จะถ่ายทอดหยิบยืมให้กับเจ้า ภายหลังเจ้ายามหักล้างกับศัตรู อานุภาพก็มิแตกต่างกับเราเท่าใดนัก”

ซิเล้งกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า

“คาดมิถึงว่าพลังการฝึกปรือสามารถถ่ายเทหยิบยืมให้แก่กันได้ ถ้าเช่นนั้นซือแป๋ไยมิใช่…”

“เรายังมีวาจาสำคัญมิได้กล่าว การถ่ายทอดครั้งนี้ มีประสิทธิภาพเพียงสามชั่วยาม หากพ้นกำหนดนี้แล้ว พลังภายในที่เจ้ายืมไปจะสลายไปกว่าครึ่ง มิอาจถ่ายเทคืนให้กับเราได้”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

“ซือแป๋หากมิได้รับการมอบคืนพลังภายในจากเจ้าก็จะกลับกลายเป็นคนสามัญวัยเฉกเช่นเรา มิถึงสามเดือนคงต้องชราภาพจนเสียชีวิต”

ซิเล้งมีสีหน้าแตกตื่นตระหนก อ้าปากหมายกล่าววาจา แต่ขุนพลไร้กรพลันกล่าวว่า

“เราตกลงใจจะถ่ายทอดกำลังภายในให้กับเจ้าเป็นการหยิบยืมแล้ว เจ้าตอนถ่ายทอดคืนให้เราก็ดำเนินวิธีการที่ง่ายดายคือ เจ้าหลังจากไปแล้ว เราจะยังนั่งขัดสมาธิเช่นนี้อยู่ หากแม้นฝ่ามือข้างที่ยื่นออกนี้ห้อยตกลง ก็แสดงว่าเราสลบไสลไป เจ้าก็มิต้องสูญเสียเรี่ยวแรง ปล่อยให้เราฟื้นคืนสติขึ้นมาเอง

“มาตรแม้นฝ่ามือข้างของเรายังมิห้อยตกลง เจ้าก็อาศัยสภาวะนั่งขัดสมาธิเช่นกับขณะนี้ ยื่นฝ่ามือมาทาบไว้ แล้วแผ่พุ่งกำลังมาที่ใจกลางฝ่ามือ นั่นย่อมเป็นการชดใช้พลังภายในคืนให้กับซือแป๋แล้ว”

ซิเล้งทั้งๆ ที่จิตใจหมกมุ่นกังวลว่าจะหวนกลับมามิทันท่วงที แต่ก็กล่าวอย่างสำรวมว่า

“ศิษย์มิว่าอย่างไรจะหวนกลับมาก่อนกำหนดสามชั่วยามให้จงได้”

ขุนพลไร้กรคล้ายกับมิปรารมภ์ในภัยครั้งนี้กล่าวว่า

“บัดนี้เจ้าสำรวมสมาธิให้แน่วแน่ รับการถ่ายทอดพลังจากเราได้”

ยามนั้น กระแสพลังอันระอุอบอุ่นสายหนึ่ง ก็ถ่ายทอดมาจากฝ่ามือข้างของซิเล้งแผ่กระจายเข้าไปภายในร่างกาย คราแรกซิเล้งรู้สึกอวัยวะภายในแทบแตกระเบิดออก ภายหลังค่อยมีอาการดีขึ้น ทั่วทั้งร่างมีพลังอันบริสุทธิ์โคจรเปี่ยมล้น

แต่ทว่าเนื่องจากคำนึงแต่ความปลอดภัยของซือแป๋ ซิเล้งจึงมีอารมณ์พลุ่งพล่าน ตนยังจดจำคำบ่งบอกของขุนพลไร้กรให้สำรวจจิตใจได้ จึงสลัดความคิดสับสนทั้งมวล ยังประเสริฐที่ซิเล้งปรับรากฐานกำลังภายในจนมั่นคง มินานให้หลัง จิตใจจึงสงบไร้นิวรณ์

ซิเล้งปฏิบัติตามแนววิชาโคจรพลังภายในของสำนัก แผ่กระจายกำลังไปทั่วกาย เนิ่นนานผ่านไปก็บรรลุถึงภาวะสมบูรณ์ประสานรับ

ชั่วครู่ให้หลังซิเล้งเบิ่งตาขึ้น ฝ่ามือทั้งสองข้างมิทราบแยกย้ายออกจากกันตั้งแต่เมื่อใด ขุนพลไร้กรพริ้มตาไม่เคลื่อนไหว แต่ฝ่ามือยังยื่นออกมา ซิเล้งจึงโขกศีรษะขอบคุณแล้วผุดลุกขึ้น สาวเท้าก้าวออกจากตึก

ขณะเคลื่อนไหวร่างกาย รู้สึกพลังภายในโคจรเปี่ยมล้น ซิเล้งกวาดตามองไปทางนาวาใหญ่ทั้งหกลำที่จอดลอยอยู่ รู้สึกลำที่อยู่ใกล้ฝั่งมิเกินความสามารถที่จะกระโดดไปถึง

ดังนั้นซิเล้งจึงกรีดร่างฝ่าความมืด พุ่งข้ามทะเลกว้างละลิ่วร่างลงบนกราบเรือลำแรก สำเนียงดังผิดปรกติเพียงเล็กน้อย แต่ฝ่ายตรงข้ามก็มีโสตประสาทปราดเปรียวส่งเสียงตวาดว่า

“ผู้ใด?”

ซิเล้งมีกำลังขวัญเข้มแข็ง ตวาดไปว่า

“เทวทูตล่าวิญญาณ”

วาจาเพิ่งร้องออก ประกายดาบอันพลุ่งพล่านเกรี้ยวกราดก็ก็กรีดตรงเข้าหาด้วยความแหลมคม

ซิเล้งสายตาคมกล้าสามารถเห็นสภาพยามวิกาลได้ พบว่าผู้ลงมือเป็นบุรุษร่างเตี้ยเล็ก ศีรษะโพกผ้าขาวสวมอาภรณ์หละหลวมลวดลายประหลาดตาสีหน้าหยาบกร้านป่าเถื่อน กระชับดาวยาวตะลุยไล่เข้ามา

เพลงดาบอันดุดันพลันกระจายเข้ามา ซิเล้งจึงสะบัดฝ่ามือปาดออกอย่างหักโหม พลังลมที่คลุ้มคลั่งรุนแรงก็ทะลักทลายออก ได้ยินเสียงดังโครมเมื่อโจรสลัดชาวญี่ปุ่นคนนั้นปลิวกระเด็นออกหลายวาเสียชีวิตในบัดดล

ซิเล้งรีบสะอึกกายไปก้มลงเก็บดาบยาวของผู้ตายขึ้น รู้สึกเป็นดาบเบาบางยิ่งนัก แต่ความคมกริบเพียงพอที่จะตัดเส้นผมให้ขาดได้ทีเดียว

ยามนั้นสุ้มเสียงที่ชัดเจนกังวานดังขึ้นว่า

“สหายมีกำลังขวัญเข้มแข็งยิ่ง”

ซิเล้งกวาดสายตามอง แลเห็นบนกราบเรือปรากฏบุรุษร่างสันทัดบึกบึนสวมชุดหลวมกว้างแปลกตา บนศีรษะโพกผ้าลายรูปดวงอาทิตย์สีแดงล้อมรอบผู้หนึ่ง

บุรุษผู้นี้มีอายุประมาณสามสิบปี มุมปากเม้มเป็นวงโค้งแสดงถึงความคิดอันเด็ดเดี่ยว ท่วงท่าสงบมั่นคงราวกับบรรพตที่ไม่มีวันคลอนแคลนได้ ใช้สายตาที่คมกริบเขม้นมองมา

ขณะนี้ ตามมุมมืดต่างๆ ปรากฏโจรสลัดชาวญี่ปุ่นหลายสิบคนรายล้อมโอบกระหนาบอยู่ ซุ่มซ่อนอย่างสงบ

ซิเล้งมีโลหิตระอุพลุ่งพล่าน กระชับดาวยาวในมือไว้ ส่งเสียงว่า

“ท่านคงเป็นเจียะฉั้งฮ้ง ผู้นำขบวนเรือทั้งหกลำนี้กระมัง?”

บุรุษผู้นั้นมีประกายตาวาววับ กล่าวว่า

“มิผิด สหายคงเป็นนักสู้ชาวตงง้วน?”

“ข้าพเจ้าแซ่ซินามเล้ง พวกท่านชาวญี่ปุ่นปฏิบัติตัวเป็นโจรสลัด คอยปล้นสะดมฆ่าฟันชาวตงง้วนตามน่านน้ำแถบชายทะเล นี่เป็นการรุกรานคุกคามอย่างแท้จริง สมควรถูกขับไล่ให้กระเจิดกระเจิงไป”

เจียะฉั้งฮ้งแค่นหัวร่อกล่าวว่า

“สหายเมื่อบุกรุกมาบนลำเรือ แสดงว่ามิมีเจตนาดีเลิศ เราชาวบูรพามีกฎบัญญัติอยู่ว่า มิอาจปล่อยปละละเว้นคู่ต่อสู้ ขออภัยที่ต้องเสียมารยาทต่อสหายแล้ว”

พลางยื่นมือดึงดาบยาวที่หว่างเอวออกมา คมดาบสาดประกายชอนไชนัยน์ตา เห็นมันใช้มือขวากุมด้าม มือซ้ายยังแตะสัมผัสปลายด้าม วาดเป็นอิริยาบถอันรัดกุม แสดงว่าหาได้ประมาทดูแคลนคู่ต่อสู้ไม่

คำนวณจากท่าทางและการกุมดาบของฝ่ายตรงข้าม ล้วนแสดงออกถึงความแกร่งกร้าวมั่นคง ผ่านการฝึกฝนมาอย่างจัดเจน อาศัยความสามารถในชั้นเชิงที่สยบคู่ต่อสู้แต่แรกเริ่มนี้ ก็คาดคำนวณวิชาฝีมือของมันได้

ดังนั้นสืบเท้าก้าวออกไปหนึ่งก้าว เคลื่อนกายด้วยตำแหน่งอันเหมาะสม ตวัดดาบแล้วกรีดใส่ทันที

เจียะฉั้งฮ้งอยู่ในตงง้วนมาเนิ่นนานปี เหลือบแลเพียงวูบเดียวก็ทราบได้ เป็นเพลงดาบสามัญดาษดื่นในวงนักเลง จึงตวาดว่า

“ที่แท้เป็นเพลงดาบของสำนักต้วนฮุ้นตอ (สำนักดาบปลิดชีวัน)…”

พลางสะบัดดาบที่คมกริบมาทางด้านขวาง ด้วยปฏิกิริยาที่ว่องไวปานสายฟ้า

ดาบทั้งสองเล่มพอปะทะกัน แว่วสียงดังตึงประกายไฟแลบกระจาย เจียะฉั้งฮ้งรู้สึกพลังที่แฝงมากับตัวดาบยังไม่สิ้นสุด ยังคงกวาดกราดเข้ามา จึงรีบเบี่ยงแฉลบตามสภาวะ

ซิเล้งจู่โจมเพลงดาบท่าแรก เนื่องจากใช้พลังอย่างรุนแรง จึงสามารถข่มขู่คู่ต่อสู้จนคาดคิดมิถึง เนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ความจริงเป็นจอมดาบอันดับเยี่ยมแห่งญี่ปุ่นทีเดียว

ขณะงงงัน ลืมเลือนการรุกไล่ และช่วงเวลานั้นเจียะฉั้งฮ้งก็มีอารมณ์หวั่นไหว มิมีความคิดหมายต่อสู้ รีบเบี่ยงถอยมาอีกด้านหนึ่ง

ซิเล้งขณะคิดรุกไล่ เบื้องหน้าสายตาพลันปรากฏประกายไฟวูบวาบ แลเห็นบุรุษกลางคนร่างกายบึกบึนห้าคน มือหนึ่งถือคบเพลิง อีกมือหนึ่งกุมดาบยาวสกัดขวางหน้าไว้

พวกมันสวมเสื้อยาว ชายเสื้อกว้างใหญ่สีสันแพรวพรายละลานตา หว่างเอวผูกสายรัด ทุกผู้คนหนวดเครารุงรัง สีหน้าโหดเหี้ยมผิดสามัญ

ซิเล้งรู้สึกว่า บุรุษร่างเตี้ยทั้งห้านี้มีท่วงท่าน่าเกรงขาม จึงทบทวนคำบอกเล่าของขุนพลไร้กร ทราบว่าทั้งห้านี้เป็นบริวารคนสนิทของเจียะฉั้งฮ้งที่ป่าเถื่อนจนลือชื่อ สมญาขุนทัพเบญจพยัคฆ์

ยามนี้ ขุนทัพเบญจพยัคฆ์ก็หันไปน้อมกายต่อเจียะฉั้งฮ้งครั้งหนึ่ง แล้วเคลื่อนฝีเท้ากระจายกำลังสะบัดคบเพลิงที่ถืออยู่ลงบนพื้นเรือ อาศัยพลังอันเข้มแข็งตรึงคบเพลิงไว้ได้

หลังจากนั้น ใช้สองมือกระชับดาบมั่นรายล้อมซิเล้งอยู่ระหว่างกลาง คบดาบทั้งห้าเปลือยประกายวาววับน่าพรั่นพรึง

ส่วนเจียะฉั้งฮ้งยังคงยืนหยัดอยู่ด้านข้าง ใช้สายตากวาดมองมายังวงต่อสู้ เริ่มสำนึกว่าบุรุษชาวตงง้วนผู้นี้ มีพลังการฝึกปรือลึกล้ำ มุ่งหวังว่าสามารถพบเห็นจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามได้

ซิเล้งครั้งกระโน้นเคยขโมยฝึกเพลงดาบกระบี่มาจากสำนักอื่นมิน้อย นับว่าช่ำชองชำนาญ แต่ยามนี้ตกอยู่ในรัศมีดาบยาวห้าเล่ม รู้สึกว่าไม่มีกระบวนท่าใดสามารถใช้ออกได้ ดังนั้นในห้วงสมองจึงทบทวนวิชาฝ่ามือมหรรณพที่เพิ่งฝึกปรือสำเร็จ

ตนพลันเหวี่ยงดาบคู่มือลงบนพื้นดิน จากนั้นผนึกลมปราณขึ้นอย่างเปี่ยมล้น

บุรุษเครารุงรังสวมชุดขาวครามสลับสีทางทิศบูรพา พลันแสยะยิ้มกล่าวว่า

“เจ้าแม้ทิ้งดาบ ก็มิอาจมีชีวิตรอด”

วาจาที่เอื้อนเอ่ยเป็นภาษาฮั่น กลับเอ่ยอย่างคล่องแคล่วมิติดขัด สุ้มเสียงยังก้องกังวานอยู่ ประกายดาบขาวระวาบก็สาดพุ่งเข้าใส่ซิเล้งในฉับพลัน

ที่แท้บุรุษชุดสองสีนี้ใช้ออกด้วยเพลงดาบไวของประเทศบูรพา ในท่าดาบทั้งดุร้ายว่องไว ทั้งเสี่ยงชีวิตอย่างพรักพร้อม

ซิเล้งพลันตวาดก้อง มีปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีสะอึกกายไปหนึ่งก้าว จนประชิดในรัศมีห้าเชียะ ทุ่มเทวิชาหัตถ์ขวาในหกกระบวนท่าฝ่ามือมหรรณพออกไป

พลังฝ่ามือทะลักฝ่าอากาศอย่างเกรี้ยวกราด ขณะลงมืออาภรณ์ของซิเล้งที่สวมใส่อยู่ก็พองโตขยายต้านลมดวงตาสาดประกายราวกับสายวิชชุแลบลั่นอานุภาพน่าไหวหวั่นสะท้านขวัญ

หนึ่งในขุนทัพเบญจพยัคฆ์ผู้นั้นรู้สึกเพลงดาบมิอาจแผ่ขยายตามใจนึกร่างก็ตกอยู่ในมรสุมฝ่ามือที่ครอบคลุมรุมเร้าโดยมิอาจปัดป้องต้านทาน

สภาวะฝ่ามือที่มิเร่งร้อนไม่ชักช้าเช่นนี้กลับทำให้บุคคลที่โหดร้ายเฉกเช่นมันบังเกิดความหวาดหวั่นขวัญแขวนรู้สึกประกายตาของซิเล้งสาดประกายปกคลุมมามิว่าจะกระโดดหลบหลีกอย่างไรก็ไม่อาจเลี่ยงรอดจากประกายตาของฝ่ายตรงข้ามได้

นักสู้ญี่ปุ่นผู้นี้ขณะงงงันไปชั่ววูบพลังฝ่ามือก็กระแทกใส่ทรวงอกของมันได้ยินเสียงดังโครมตลอดทั้งร่างปลิวกระเด็นไปหลายวา!

ซิเล้งพลันตวาดดังสนั่นถอยกายมาสองก้าวตวัดฝ่ามือด้วยท่าหัตถ์หลังโหมจู่โจมใส่คู่ต่อสู้อย่างดุดัน

พลังฝ่ามือพอทะลักถึงขุนทัพเบญจพยัคฆ์อีกผู้หนึ่งก็มิสามารถขยับดาบคู่มือแม้แต่น้อยเรือนร่างปลิวละลิ่วไปไกลโข

อานุภาพการจู่โจมนี้ไหนเลยจะเคยเผชิญพบพานมาก่อนขุนทัพเบญจพยัคฆ์ที่หลงเหลือสามคนมิอาจควบคุมจิตใจได้พากันแยกย้ายหมายเตลิดหนี

ซิเล้งรีบเคลื่อนกายติดตาม สะบัดฝ่ามือตามติดด้วยท่าร่างหัตถ์หน้า กวาดกระแทกใส่ศัตรูทางด้านหน้าอย่างหักโหม

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว  ขุนทัพเบญจพยัคฆ์ผู้นั้นมีสภาพราวกับว่าวขาดป่าน  พุ่งกระเด็นไปอีกทิศทางหนึ่งและเสียชีวิตในบัดดลเฉกเช่นกับสองคนแรก

เจียะฉั้งฮ้งพลันกรีดดาบฝ่าอากาศเป็นประกายวงโค้งตวาดก้องว่า

“เราผู้แซ่เจียะมาแล้ว”

ซิเล้งแลเห็นฝ่ายตรงข้ามมีท่วงท่าเกรี้ยวกราดเปี่ยมบุคลิกของนักสู้ต้องใจสะท้านหวั่นไหว คำนึงขึ้น

‘…เจียะฉั้งฮ้งผู้นี้นับเป็นนักสู้ที่ยากจะพบพาน เราพอลงมือสังหารขุนทัพของมันไปสามคน กับสะกิดเพลิงโทสะหมายหักหาญ…’


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here