๑๘
♦ ประสบจ้าวแมงป่อง ♦
……………

กี้เฮียงเค้งคราแรกพอพบว่ากิมเม้งตี้อยู่ในภาวะอันตราย สติสัมปชัญญะเลอะเลือนอลวน บัดนี้นางพอได้รับความตื่นตระหนกจากสภาพของซิเล้ง ก็กลับฟื้นสติปัญญาขึ้น

ยามนี้อารมณ์ของนางยังสงบกว่าปรกติอีก ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว จากนั้นกรีดร้องไปว่า

“อิงม่วยม่วย”

ฉี้อิงขณะจู่งโจมแส้อ่อน พลันชะลอความเร็วลงชั่ววูบ กิมเม้งตี้จึงสามารถหลบรอดได้

กี้เฮียงเค้งนับว่าช่วยชีวิตของกิมเม้งตี้ได้คราหนึ่ง จากนั้นรีบพุ่งปราดมาด้านซิเล้ง

อึ้งไถ่ขณะจะจู่โจมใส่ซิเล้ง พลันเหลือบเห็นเงาร่างของนางถลันเข้ามา ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเป้าหมาย รั้งดาบจี้ใส่นาง

ผู้กล้าหาญดาบทองพลันกล่าวว่า

“ซือเฮียมิอาจทำร้ายนาง”

อึ้งไถ่งงงันไปวูบ เบือนศีรษะมายังผู้กล้าหาญดาบทองเป็นเชิงไถ่ถาม

กี้เฮียงเค้งคำนวณอยู่ก่อนว่าสภาพการณ์ต้องเป็นเช่นนี้ ได้คำนึงในใจ

“…อึ้งไถ่หากสังหารเรา กิมเม้งตี้ย่อมเข้ากับซิเล้งจัดการฝ่ายตรงข้าม นี่เป็นข้อวิตกของผู้กล้าหาญดาบทองอยู่แล้ว…”

ขณะนี้นางรวมรั้งพลังภายใน ใช้วิชาส่งเสียงทางลมปราณ กล่าวกับซิเล้งหลายประโยค

ซิเล้งรับฟังอย่างจดจ่อ จึงถูกดาบทองของคู่ต่อสู้ โหมรุมกระหน่ำ มีสภาพน่าหวาดเสียว ในที่สุดสามารถหลบเลี่ยงรอดพ้นได้อย่างหวุดหวิด

กี้เฮียงเค้งพลันหันร่างพุ่งกายมาอีกด้านหนึ่ง แลเห็นฉี้อิงกำลังคิดจู่โจมออกอีก จึงส่งเสียงทางลมปราณกล่าวกับนาง

“ม่วยม่วย ขอให้ละเว้นเขา”

ฉี้อิงมีความนับถือกี้เฮียงเค้งอยู่ก่อน กอปรกับรับทราบว่านางเคยช่วยชีวิตซิเล้งหลายครั้ง จึงรั้งแส้กระโดดปราดออกมา

กี้เฮียงเค้งส่งเสียงร้องว่า

“เม้งตี้ ท่านเป็นอย่างไร?”

กิมเม้งตี้ตอบไปว่า มิเป็นไร ขมวดคิ้วเข้าหากัน มิเข้าใจว่าฉี้อิงไฉนยั้งมืออย่างกระทันหัน

ฝ่ายซิเล้งพอรับคำชี้แนะจากกี้เฮียงเค้ง จึงบังเกิดความคึกคักเข้มแข็ง รวบรวมกำลังสะบัดกระบี่รุกไล่ผู้กล้าหาญดาบทองจนล่าถอย พร้อมกับตวาดดังกึงก้อง

“กิมเม้งตี้…”

ตนพียงร้องออกคำหนึ่ง ก็ถูกผู้กล้าหาญดาบทองกวัดแกว่งดาบทองจู่โจมอย่างหนักหน่วง จนมิสามารถเอื้อนเอ่ยสืบต่อ

กิมเม้งตี้ยืนแน่วนิ่งคล้ายมิได้ยิน แต่ความจริงกำลังขบคิดว่าซิเล้งมีจุดมุ่งหมายอย่างไร คำนวณจากกระแสเสียง คล้ายมีวาจาบ่งบอกต่อมัน

แต่มันคำนวณมิออกว่าซิเล้งคิดกล่าววาจาอันใด อดมิได้ต้องกวาดสายตามองไป แลเห็นอึ้งไถ่กระชับดาบยาว ถาโถมเข้าสู่วงต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง

กิมเม้งตี้พลันเบือนหน้ามากล่าวกับฉี้อิงว่า

“พวกเราไปช่วยเหลือมัน”

ฉี้อิงบังเกิดความพิศวงอย่างใหญ่หลวง กล่าวว่า

“ท่านคิดช่วยเหลือซิเล้ง?”

“ย่อมเป็นมัน”

ฉี้อิงอดเบือนหน้ามองกี้เฮียงเค้งมิได้ นางเกรงว่ากิมเม้งตี้มากเล่ห์ชั่วร้ายผู้นี้ อาจหาโอกาสประทุษร้ายต่อซิเล้ง

กี้เฮียงเค้งผงกศีรษะให้กับนาง ฉี้อิงค่อยวางใจพุ่งปราดมาทางซิเล้งอย่างรวดเร็ว กิมเม้งตี้ก็พลอยถลันตามติดมา

ทั้งสองเพิ่งขยับเคลื่อนร่าง ผู้กล้าหาญดาบทองก็กรีดร่างพุ่งปราดออกจากวงต่อสู้ ในเวลาเดียวกัน อึ้งไถ่ก็พุ่งร่างล่าถอยจากไปด้วย เงาร่างสองสายละลิ่วข้ามตัวตึกจนหายสาบสูญในบัดดล

ซิเล้งจวบจนบัดนี้จึงสามารถระบายลมหายใจออกจากปาก พบว่าการหักล้างอย่างดุดันครานี้ พลังภายในที่เริ่มฟื้นฟูของตนต้องเสื่อมสูญไปมากมาย ยามกระทันหันยากที่จะรวมรั้งเป็นปรกติได้

ตนสอดกระบี่คืนฝัก แล้วค่อยเบือนสายตาจับจ้องกิมเม้งตี้กล่าวว่า

“ท่านต้องการทราบว่าข้าพเจ้าคิดเอื้อนเอ่ยวาจาอันใด จึงตรงเข้ามาใช่หรือไม่?”

กิมเม้งตี้กล่าวเสียงเย็นชาว่า

“มิผิด”

“ประเสริฐมาก บัดนี้ข้าพเจ้าจะบอกกับท่าน”

ในเวลาเดียวกัน กี้เฮียงเค้งได้ชักชวนฉี้อิงมาอีกมุมหนึ่ง และถามว่า

“ม่วยม่วย ครั้งกระโน้นท่านเดินทางสู่เมืองฮั่งจิวเพื่อแต่งงานกับกงจื้อตระกูลลี้ ภายหลังที่แท้เป็นเรื่องราวใด เท่าที่ข้าพเจ้าสังเกตท่านยังมีร่างกายบริสุทธิ์”

เมื่อสมัยโบราณ พรหมจารีของอิสตรีมีคุณค่าสำคัญยิ่งนัก จึงมีวิชาเร้นลับสามารถพิสูจน์ว่าดรุณีใดบริสุทธิ์หรือไม่  กี้เฮียงเค้งฝึกวิชามากมายไพศาลย่อมสามารถสังเกตได้

ฉี้อิงผงกศีรษะกล่าวว่า

“เจ้เจ๊มีสายตาคมกล้านัก ข้าพเจ้าจวบจนบัดนี้ยังเป็นดรุณีบริสุทธิ์ มิหนำซ้ำยังมิได้ผ่านพิธีวิวาห์ ตามศักดิ์ศรีข้าพเจ้าถูกบิดามอบเป็นสะใภ้ตระกูลลี้ ความจริงยังมิได้กราบกรานเทพยดาฟ้าดินเลย

“ครั้งกระโน้น ข้าพเจ้าพอรุดถึงคฤหาสน์ตระกูลลี้ ยี่เสียวเอี้ย (เจ้านายน้อยที่สอง) ของตระกูลลี้ฮุ้นช้ง ประจวบเหมาะกับออกท่องเที่ยว อีกหลายวันค่อยหวนกลับมา

“ข้าพเจ้ารับทราบคำสนทนาระหว่างลี้ฮุ้นช้งกับผู้เป็นบิดาอย่างบังเอิญ ล่วงรู้ว่าลี้ฮุ้นช้งต้องการทดสอบความรู้ และนิสัยใจคอของข้าพเจ้าก่อน โดยให้เหตุผลว่าหากเป็นดรุณีอันดีงาม ไฉนจึงเร่งรุดมาเอง

“ลี้ฮุ้นช้งเป็นคนทระนง ถือตัวอย่างแท้จริง แต่ข้าพเจ้าก็ได้รับความกระบกระเทือนใจจากมัน ไหนยินยอมเลิกรา หลังจากครุ่นคิด ตกลงใจมิคิดจากคฤหาสน์ตระกูลลี้ ยังคงพำนักอีกระยะหนึ่ง

“ตลอดเวลาที่ผ่านไป ข้าพเจ้าจะอยู่ร่วมกับลี้ฮุ้นช้ง ปฏิบัติตัวอย่างสำรวมมีมารยาท สนใจงานเย็บปักถักร้อย สิบวันต่อมาบิดาของมันลี้แป๊ะแปะ (ลุงแซ่ลี้) ก็อ้างกับข้าพเจ้าว่า จะหาฤกษ์ยามประกอบพิธีแต่งงาน แต่ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายผัดวันหน่วงเหนี่ยวทุกครั้งครา

“จวบจนสองเดือนให้หลัง ขณะที่เราสองอยู่ตามลำพัง ลี้ฮุ้นช้งกลับมาช่วงชิงกระบี่ยาวจากมือของข้าพเจ้าไป”

นางบอกเล่าถึงตอนนี้ กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวสอดว่า

“กระบี่เล่มนั้นคงเป็นสมบัติของซิเล้งกระมัง?”

“ท่านทราบได้อย่างไร?”

“ข้อแรก ท่านรับคำสั่งของบิดาไปเข้าพิธีแต่งงาน ในห่อสัมภาระย่อมมิพกนำกระบี่ นอกจากเป็นสมบัติของผู้อื่น ท่านจึงยากสลัดละทิ้ง ข้อที่สองลี้ฮุ้นช้งที่ชิงกระบี่จากท่าน อาจรู้ว่านั่นมิใช่อาวุธของท่าน จึงคิดพิสูจน์เรื่องราว”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“มิผิด ทายาทตระกูลลี้ผู้นั้นชิงกระบี่จากข้าพเจ้าไป และกล่าวเป็นเชิงหยอกล้อว่า ขอให้ข้าพเจ้าละทิ้งวิชาฝีมือ และคิดทำลายกระบี่เล่มนั้น

ข้าพเจ้าแตกตื่นตระหนกยิ่ง ยื่นมือออกช่วงชิงกลับมา ลี้ฮุ้นช้งทระนงในวิชาฝีมือตนเอง พอถูกข้าพเจ้าช่วงชิงวัตถุจากมือก็บังเกิความอับอายอย่างยิ่งยวด

ค่ำคืนนั้น มันเขียนจดหมายแล้วหลบหนีไป ข้อความที่เขียนบอกว่า จะเสาะหาปรมาจารย์แห่งยุคฝึกฝีมือแสวงทางก้าวหน้า และอ้างว่านับตั้งแต่นี้ทั้งสองฝ่ายมิมีพันธะผูกพันกันอีก ภายหลังข้าพเจ้าก็พลอยออกจากคฤหาสน์ตระกูลลี้ด้วย”

กี้เฮียงเค้งนับว่าเข้าใจเรื่องราวกระจ่าง การที่ลี้ฮุ้นช้งหนีออกจากบ้านและล้มเลิกข้อผูกพันหมั้นหมาย เพราะทราบว่าฉี้อิงมีคนรักอยู่แล้ว จึงคืนอิสระให้กับนาง

ขณะที่กี้เฮียงเค้งกล่าววาจากับฉี้อิง อีกมุมหนึ่งซิเล้งก็กล่าวกับกิมเม้งตี้ว่า

“ข้าพเจ้าเคยมีความคิดนัดต่อสู้กับท่านตัวต่อตัว แต่เมื่อครู่ท่านมีความคิดอาศัยกำลังผู้อื่นกำจัดข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดถามว่าท่านเป็นบุรุษขลาดเขลาหรือไม่?”

กิมเม้งตี้รับฟังอย่างเงียบงันกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นเราเป็นผู้ขลาดเขลาจริงหรือไม่?”

“พอผ่านการพิสูจน์ ก็แสดงว่าท่านหาใช่บุคคลเช่นนั้น”

กิมเม้งตี้พลันกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น พวกเราหักล้างเสี่ยงชีวิตกันเป็นอย่างไร?”

ซิเล้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

“มิได้ ข้าพเจ้าแม้มิปรารมภ์กับเกียรติยศหรือความเป็นตาย แต่หนี้โลหิตของครอบครัวที่ถูกทำลายล้างต้องชำระ พวกเราจะพิสูจน์ชิงชัยกันหลังจากที่ข้าพเจ้าสามารถสังหารผู้กล้าหาญดาบทองได้แล้ว”

กิมเม้งตี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วจึงผงกศีรษะรับคำ

ซิเล้งกล่าวต่อ

“พวกเรายามโรมรันพันตู ทั้งสองฝ่ายมิอาจเสาะหาผู้ช่วยเหลือ อาศัยความสามารถที่แท้จริงหักล้างกันเอง”

วาจาประโยคนี้ เป็นความปรารถนาของกิมเม้งตี้อยู่แล้ว ย่อมต้องตกลงด้วย

ซิเล้งยังกล่าวว่า

“และนับแต่นี้ ข้าพเจ้ายามจัดการกับผู้กล้าหาญดาบทอง ท่านมิอาจให้ความช่วยเหลือมันทั้งต่อหน้าและลอบเร้น”

กิมเม้งตี้แหงนหน้าแค่นหัวร่อกล่าวว่า

“เราไหนเลยต้องอาศัยกำลังของจูกงเม้งปลิดชีวิตท่าน? แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องตกลงกันก่อน คือท่านมิอาจอาศัยแนววิชาท่าแส้ของฉี้อิงมาลงมือต่อเราแม้แต่น้อย”

ฉี้อิงกำลังใคร่ครวญว่า จะหาหนทางใดถ่ายทอดสิบเจ็ดท่าแส้สยบพิสดารให้กับซิเล้ง พอได้ยินซิเล้งรับคำ ต้องทอดถอนหายใจออกมา

กิมเม้งตี้พลันเบือนสายตามาทางกี้เฮียงเค้ง คล้ายดั่งมีความรู้สึกอุบัติอย่างกระทันหัน ถามว่า

“เฮียงเค้ง ท่านคิดไปกับพวกมันหรือติดตามเรา?”

คำถามนี้แฝงความหมายลึกล้ำ เนื่องจากมันพลันพบว่าไม่มีทางครอบครองฉี้อิงอีกเลย

ดังนั้นหวนคำนึงถึงความสัมพันธ์ของกี้เฮียงเค้งที่มีต่อมัน นางความจริงก็งามสะคราญยิ่ง กอปรกับทรงภูมิความรู้หากมีนางอยู่เคียงข้าง ก็สามารถปลอบประโลมจิตใจได้

กี้เฮียงเค้งแย้มยิ้มให้กับกิมเม้งตี้ กล่าวว่า

“ย่อมต้องติดตามท่านไป!”

กิมเม้งตี้อดบังเกิดความพลุ่งพล่านใจมิได้ เขม้นมองซิเล้งเค้นเสียงกล่าวว่า

“เราสองต่างมีวาจาเป็นสัจจะ ท่านรับฟังไว้มิว่าท่านจะประหารจูกงเม้งเมื่อใด อีกหนึ่งปีให้หลังค่อยพิสูจน์ฝีมือกับท่าน”

ซิเล้งงงงันไปวูบหนึ่งกล่าวว่า

“นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

กิมเม้งตี้ บังเกิดความฮึกเหิมทระนง แหงนหน้าหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหวกล่าวว่า

“ท่านไยมิตรึกตรอง ตอนนี้ท่านเป็นคู่มือของเราได้หรือ?”

ซิเล้งเงียบงันไปครู่หนึ่งกล่าวว่า

“วาจานี้มินับว่าคุยเขื่องประโคมโหม ข้าพเจ้าแม้พันตูอย่างสุดความสามารถ ยังคงยากประสบชัย”

กิมเม้งตี้เค้นเสียงกล่าวว่า

“ดังนั้นเราจึงกำหนดเวลาเป็นหนึ่งปีให้หลัง เพื่อท่านสามารถทุ่มเทกำลังทั้งมวลจัดการกับผู้กล้าหาญดาบทอง หากสังหารมันได้รวดเร็ว ก็จะมีโอกาสฝึกปรือฝีมือ เมื่อถึงเวลาอาจคู่ควรเป็นคู่มือกับเรา”

ซิเล้งเงียบงันไม่ส่งเสียง ฉี้อิงกลับผงกศีรษะกล่าวว่า

“วาจานี้มีเหตุผล กิมเม้งตี้ท่านมิเสียทีที่เป็นทายาทของฉื่อแป๊ะแปะ (ยกย่องเทพเจ้าสันโดษเป็นลุงแซ่ฉื่อ) ยังมีความฮึกเหิมมิคิดเอารัดเอาเปรียบ”

กิมเม้งตี้พลันหันกายสาวเท้าจากไป กี้เฮียงเค้งเพียงเหลือบมองซิเล้งและฉี้อิงวูบหนึ่ง ก็ติดตามกิมเม้งตี้ไป

ซิเล้งรอจนมันสองจากไปไกลโข ค่อยกล่าวกับฉี้อิงว่า

“ข้าพเจ้ามาตรแม้นมีเวลาฝึกปรือ จนพลังฝีมือรุดหน้าได้ แต่กิมเม้งตี้หรือมิรู้จักฝึกฝนบ้าง?”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“วาจาแม้เป็นเช่นนี้ แต่ท่านควรทราบไว้ กิมเม้งตี้ฝึกปรือฝีมือมาเนิ่นนานปี ภูมิปฏิภาณได้แผ่ออกกว่าครึ่ง ดังนั้นตอนนี้จึงเอาชัยท่านได้ แต่ท่านฝึกหัดฝีมือมาเพียงสองสามปี ยังมีกำลังสมองที่มิทันใช้ออก

เพราะเหตุนี้ภายในเวลาหนึ่งปี ความรุดหน้าของท่านสุดที่จะหยั่งคาดคะเนได้ ส่วนกิมเม้งตี้แม้สามารถเพิ่มพูน เชื่อมั่นว่าอยู่ในขอบเขตจำกัด”

ซิเล้งจึงเข้าใจได้กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าหากแม้นในระยะเวลาหนึ่งปีนี้ มิไปยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายผู้กล้าหาญดาบทอง เสาะหาสถานที่หมกมุ่นฝึกฝนคงมีโอกาสชิงชัยได้?”

ฉี้อิงแหงนหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าว

“ข้าพเจ้ามิอาจแน่ใจ กิมเม้งตี้อาจยังมีหนทางเพิ่มพูนพลังฝีมืออย่างรวดเร็ว โดยไขประตูแห่งขุมทรัพย์ของเจดีย์ทองคำ อาศัยรากฐานและภูมิปัญญาของมัน ย่อมต้องสามารถฝึกปรือวิชาไม้ตายซาซิมเลี่ยงอี่ (ไตรจิตทวิสำนึก) ห้ากระบวนท่านั้นได้”

ซิเล้งมีประกายเคลือบเคลงสงสัย ฉี้อิงจึงอธิบายว่า

“ซือแป๋ข้าพเจ้า (นงคราญยะเยือก) เคยวิจารณ์ถึงแนววิชาฝีมือที่จารึกอยู่ในเจดีย์ทองคำ ท่านผู้เฒ่ามิทราบว่าเจดีย์ทองคำหลังนั้น มีลักษณะอย่างไร แต่ทราบว่าภายในได้ซุกซ่อนแนววิชาพิสดารและเร้นลับของทุกสำนักทั่วใต้หล้า”

นางยังอ้างว่า เทพเจ้าสันโดษฉื่อแป๊ะแปะเป็นปัญญาชนอันเลอเลิศ รู้จักวิชาประหลาดล้ำนับร้อยพันชนิด แต่ประเสริฐที่ยังมีวิชาประการหนึ่งมิรู้จัก

นั่นคือไม้ตายประจำตัวของมหาสมณะโพธิสัตว์ หลวงจีนอาวุโสจากดินแดนชมพูทวีป ซึ่งขนานเป็นวิชาไตรจิตทวิสำนึก มีอยู่ห้ากระบวนท่า

ซือแป๋ของเรากล่าวย้ำว่า กระบวนการทั้งห้าท่านั้น จู่โจมโดยใช้ฝ่ามือทั้งสองข้าง ทุ่มเทออกในเวลาพร้อมเพรียง จึงเหมาะสมกับการที่ฉื่อแป๊ะแปะนำมาดัดแปลงอาศัยพัดขลุ่ยจู่โจม

วาจาทั้งมวลที่กล่าวออกมา ซิเล้งมิเคยรับฟังมาก่อน จึงถามว่า

“ท่านผู้อาวุโสแซ่ฉื่อ (เทพเจ้าสันโดษ) ทราบว่ามีวิชาอันพิสดารเช่นนี้หรือไม่?”

พอแลเห็นฉี้อิงผงกศีรษะ จึงกล่าวว่า

“เมื่อเป็นเช่นนี้แม้แต่มันก็คิดเข้าสู่เจดีย์ทองคำแล้ว?”

ฉี้อิงกล่าวอย่างจริงใจ

“ซือแป๋ ข้าพเจ้ามิได้พาดพิงถึงข้อนี้ คาดว่ามิแน่นัก แต่ปัจจุบันนี้เชื่อว่ากิมเม้งตี้ต้องมีเจตนาเช่นนั้นอย่างแน่นอน

“ข้าพเจ้าคราก่อนเร่งรุดไปเสาะหาบิดา ทราบว่าประแจดอกที่แท้จริงซึ่งไขเข้าสู่เจดีย์ทองนั้น ถูกซุกซ่อนอยู่ที่ใด เกี่ยวกับที่ซ่อนนี้ กี้เจ้เจ๊ก็ทราบซึ้งเช่นกัน”

ซิเล้งพอได้ยิน ถึงกับมีสีหน้าคร่ำเคร่งกังวล แต่มิได้ส่งเสียงกล่าววาจา เพียงถอนหายใจออกมา

ฉี้อิงกล่าวอธิบายว่า

“การที่กี้เฮียงเค้งก็ล่วงรู้ที่ซ่อนของประแจด้วย พวกเราจึงต้องรีบเร่งไปยึดครอง และเสาะหาสถานที่ซุกเก็บเสียใหม่”

การที่กี้เฮียงเค้งล่วงรู้ที่ซ่อนประแจเจดีย์ทองคำ เนื่องเพราะคราก่อนนางเป็นผู้ช่วยเหลือฉี้น่ำซัว ถูกฉี้น่ำซัวรับเป็นธิดาบุญธรรม บิดาของฉี้อิงย่อมต้องเปิดเผยต่อนาง

ตนกล่าวว่า

“เฮียงเค้งอาจมิแพร่งพรายความลับนี้ออกไปก็ได้?”

“ข้าพเจ้าก็ปรารถนาเช่นนั้น แต่เรื่องราวในใต้หล้ายากสันนิษฐาน ควรทราบว่ากี้เจ้เจ๊รักใคร่กิมเม้งตี้อย่างจริงใจ มิว่าผู้ใดขณะตกอยู่ในด่านสวาทมักกระทำเรื่องราวที่กระทั่งตัวเองมิเข้าใจมาก่อน”

ซิเล้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าว

“พวกเราจะล่ำลาท่านลุงแซ่โค้ว แล้วเดินทางมุ่งเสาะหาประแจแห่งเจดีย์ทองคำเลย”

ทั้งหมดกลับเข้าบ้านตระกูลโค้ว เสาะหาโค้วเพ้งก่อนแล้วเข้าพบผู้เฒ่าแซ่โค้ว ซิเล้งบอกเล่าเรื่องราวที่ผู้กล้าหาญดาบทองทำลายล้างครอบครัวของตน และความชั่วร้ายของคนผู้นี้ให้รับทราบ สุดท้ายกล่าวว่า

“ผู้หลานเกรงว่าจูกงเม้งคิดประทุษร้ายต่อท่านลุง จึงคิดขอให้ท่านลุงหลบหลีกไปยังสถานีที่อื่นชั่วคราว”

ผู้เฒ่าแซ่โค้วใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ จึงกล่าว

“เล่าฮูอาศัยในโลกมนุษย์หลายสิบปี ย่อมมีหนทางรักษาตัวเอง เพียงแต่เพ้งยี้ยังเยาว์วัยไร้ความคิด เกรงว่าไม่อาจคุ้มครองให้ความปลอดภัย”

ซิเล้งรีบกล่าวว่า

“ผู้หลานมีวิธีคุ้มครองเพ้งยี้ แต่ยังขอให้ท่านลุงบ่งบอกแผนการรักษาตัวเองด้วย”

“ความปลอดภัยของเล่าฮูขึ้นอยู่กับเพ้งยี้ ผู้กล้าหาญดาบทองในเมื่อเป็นผู้ยึดหลักธัมมะอันจอมปลอม คงมีพฤติการณ์มุ่งขุดรากถอนโคน คอยกำจัดทายาทของฝั่งตรงข้ามเท่านั้น เพราะเหตุนี้พวกท่านเมื่อสามารถคุ้มครองเพ้งยี้ จูกงเม้งย่อมมิจัดการกับเล่าฮู”

เหตุผลข้อนี้ซิเล้งกับฉี้อิงเห็นพ้องด้วย จึงตกลงกันเช่นนี้ โค้วเพ้งได้เก็บกวาดเสื้อผ้าเครื่องใช้เป็นห่อผ้าใบหนึ่ง ร่ำไห้จากผู้เป็นปู่ไป

ทั้งหมดจากมาจนไกลโข ยามเบือนศีรษะมองไปยังเห็นผู้เฒ่าแซ่โค้วยืนหยัดอยู่หน้าประตูเช่นเดิม

ซิเล้งทราบว่า ในตระกูลโค้วมีแต่ปู่หลานอาศัยร่วมกันอย่างสนิทสนม บัดนี้หลงเหลือผู้ชราภาพอยู่อย่างสันโดษ ย่อมเป็นเรื่องราวที่วิปโยคหดหู่

พร้อมกับนั้นตนก็หวนคำนึงถึงตัวเอง ซึ่งครอบครัวถูกทำลายล้มล้าง ร่อนเร่ในโลกกว้าง มีชะตากรรมอันทารุณ ต้องบังเกิดความโศกเศร้ารันทดจนหยาดน้ำตาเอ่อคลอ

ฉี้อิงพลันเกาะกุมมือของตน กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“นับแต่บัดนี้ไป ข้าพเจ้าจะเรียกหาท่านเป็นอาเล้งและท่านก็เรียกเราเป็นอาอิง ท่านก็มิต้องคำนึงให้มากความ เพียงมุ่งมั่นทำลายล้างผู้กล้าหาญดาบทอง ก็จะขจัดอุปสรรคนานาประการได้”

ซิเล้งจับจ้องมองนางอย่างตื้นตัน คราครั้งกระโน้นหากมิใช่พบพานนาง คงแปรเปลี่ยนเป็นซากโครงกระดูกแล้ว บัดนี้ยังได้การปลุกปลอบช่วยเหลือจากนางอีก

ตนหมกมุ่นคำนึงอย่างเลื่อนลอย จวบจนฉี้อิงถามขึ้นว่า การเดินทางขั้นต่อไป จะดำเนินอย่างไร ค่อยรู้สึกสำนึก ประกายตาพอกวาดสำรวจ ก็พบว่าอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งอันรกร้าง

ซิเล้งปลุกปลอบสติสัมปชัญญะ คำนึงในใจ

“…อาอิงปราศจากประสบการณ์ มีแต่พึ่งพิงเราควบคุมสถานการณ์คอยวางแผน เราสมควรดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุม…”

หลังจากคำนวณตำแหน่งทิศทางแล้วจึงกล่าว

“พวกเราจะต้องคลี่คลายปัญหาเกี่ยวกับการหลบซ่อนของเซี่ยวเพ้งก่อน ในตำรากลยุทธมีอุบายว่า ‘ในความเท็จแฝงจริงจัง ในจริงจังแท้เป็นเท็จ’ พวกเราจะอาศัยวิธีนี้ปฏิบัติการ ก่อนอื่นเซี่ยวเพ้ง (เพ้งน้อย) ข้าพเจ้าขอถามว่า ในสถานนี้เจ้าคงมีสหายสนิทอยู่กระมัง?”

โค้วเพ้งรับว่ามี ฉี้อิงถึงกับร้องโพล่งว่า

“อะไร ท่านคิดให้มันพำนักอยู่ในตัวเมืองไคฮง?”

ซิเล้งกล่าวอย่างหมกมุ่น

“มิผิด นี่เรียกว่าในความเท็จแฝงจริงจัง ผู้กล้าหาญดาบทองแม้มีความสามารถยิ่งใหญ่ ก็ยากจะเสาะพบสหายคุ้นเคยของเซี่ยวเพ้ง และคาดคิดมิถึงว่า พวกเรากล้าปล่อยให้มันอยู่ที่ไคฮง

พร้อมกับนั้น พวกเรายังมีแผนในจริงจังแท้เป็นเท็จ กล่าวคือเราสองขณะมุ่งสู่ทิศทักษิณ ทุกครั้งที่ผ่านตัวเมือง จะเสาะหาทารกผู้หนึ่งจากนอกเมือง นำพาเข้าไปวนเวียนอยู่ในเมืองชั่วขณะหนึ่ง ให้ผู้อื่นพบเห็น จูงกงเม้งยามสืบทราบว่า มีทารกร่วมทางกับพวกเรา คงมิตรวจค้นเมืองไคฮง”

ฉี้อิงก็อดเลื่อมใสมิได้กล่าวว่า

“แผนการอันประเสริฐ ตกลงกันตามนี้”

นางล้วงหยิบเงินสิบตำลึงมอบให้กับโค้วเพ้ง กล่าวว่า

“เจ้าใช้สอยอย่างประหยัด ก็สามารถผ่านเวลาหนึ่งปีได้ แต่ขอให้จดจำไว้ในกำหนดหนึ่งปี หากแม้นพวกเรามิส่งข่าวให้กับเจ้า ก็มิอาจกลับสู่มาตุภูมิ หาไม่แล้วจะชักนำเภทภัยให้กับท่านผู้เฒ่าและตัวเจ้าเอง”

ซิเล้งก็กำชับแนะนำมัน พร้อมกับสอบถามสถานที่ที่มันคิดไปหลบซ่อนตัว แต่ยามนี้มิอาจเดินทาง สมควรรอคอยถึงยามค่ำมืด ค่อยให้ซิเล้งฉี้อิงคุ้มครองพาไป

บุคคลทั้งหมดเหยียบย่ำหญ้าคาที่ขึ้นรกร้าง เดินผ่านดงพฤกษามาแถบหนึ่ง พลันเหลือบเห็นเบื้องหน้าเป็นอารามโบราณหลังหนึ่ง พอเข้าใกล้พบว่ามีสภาพปรักหักพัง คล้ายดั่งไร้หลวงจีนพำนักอยู่

เพียงแต่อารามหลังนี้ยึดอาณาเขตกว้างไพศาลยิ่ง ซิเล้งกล่าวว่า

“พวกเราเข้าไปภายในตึก หลบซ่อนร่องรอย ข้าพเจ้าจะอาศัยโอกาสนี้ผนึกลมปราณ”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“สถานที่นี้ไม่ทราบถูกมวลหมู่อธรรมยึดครองอยู่ก่อนหรือไม่? พวกเราทางที่ประเสริฐ มิอาจถูกผู้ใดพบเห็น”

“อารามหลังนี้กว้างขวางยิ่งนัก พวกเราขอเพียงมิท่องเที่ยวให้วุ่นวาย แม้มีบุคคลอื่นพักพิงอยู่ ก็คงไม่พบพานร่องรอยของเราสาม ท่านวางใจได้”

มินานให้หลัง ทั้งหมดก็มาถึงตัวตึกอันหักพังซอมซ่อหลังหนึ่ง ทั้งหมดพากันทรุดกายนั่งลงบนระเบียงที่ยังมีหลังคามุงอยู่เป็นการพักผ่อน

ซิเล้งนั่งผนึกลมปราณ ส่วนฉี้อิงเที่ยวตรวจตราละแวกใกล้เคียงตลบหนึ่ง ค้นตึกที่พำนักและห้องโถงใหญ่หกเจ็ดแห่งรอบบริเวณ ล้วนมิพบเห็นผู้คน และปราศจากร่องรอยผิดปรกติใด จึงกลับมาอยู่ข้างกายซิเล้งอย่างวางใจ

ตัวตึกนี้ ล้วนมีใยแมงมุมสานแน่นหนา ฝุ่นละอองจับเกรอะกรัง แสดงว่ามิมีผู้คนแวะกรายมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว

นางอาศัยโอกาสนี้ ถ่ายทอดแนววิชาปรับรากฐานให้มั่นคงต่อโค้วเพ้ง บอกเล่าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม จนลำคอแห้งผากจึงหยุดยั้งลง

โค้วเพ้งเดินเหินไปมาอยู่ภายในตึก ทบทวนและแยกแยะเคล็ดวิชาที่เรียนรู้มา ชั่วครู่ให้หลัง ฉี้อิงก็พริ้มตาลงพักผ่อน ทั่วทั้งบริเวณจึงปราศจากสำเนียงใดๆ

ประกายตาของโค้วเพ้งกลอกกลิ้งสำรวจสภาพรอบกาย แลเห็นนอกประตูเป็นสวนบุปผาแห่งหนึ่ง  แต่รกร้างปราศจากทำนุบำรุง เพียงมีร่องรอยเค้ามูลอยู่

ในหญ้าทุ่งที่สับสน มีดอกเบญจมาศเบ่งบานปะปน โค้วเพ้งจึงก้าวออกมาท่องเที่ยวตามอารมณ์ โดยมิรู้สึกตัว ได้เหยียบย่างเข้าสู่ตัวตึกอีกหลังหนึ่ง

ลมเย็นพัดกระหน่ำ สุริยันยามสายัณห์มิอาจสาดส่องมาถึง ดังนั้นตำแหน่งแห่งนี้จึงเยืยกเย็นวังเวงเป็นพิเศษ

ภายในตึกมีก้อนอิฐเศษกระเบื้องเกลื่อนกลาด กอปรกับหญ้าร้างใบไม้แห้งงอกเงยขึ้นมากมาย มิหนำซ้ำยังมีบรรยากาศอันเกรี้ยวกราดสยองขวัญปกคลุมอยู่

ขณะนั้น ที่มุมกำแพงบังเกิดสำเนียงผิดปรกติดังเบาๆ ขึ้น คล้ายดั่งมีผู้คนเหยียบถูกใบไม้แห้งก็ปาน โค้วเพ้งรีบกวาดสายตามอง กลับมิพบพานเงาร่างผู้คน

มันมิเพียงไม่แตกตื่น กลับแย้มยิ้มอย่างเยือกเย็น เหลียวซ้ายแลขวาเสาะหากิ่งไม้ยาวประมาณเชียะเศษมาสองท่อน จัดการนำใบไม้แห้งมากองสุมรวมกัน

จากนั้น ค่อยสาวเท้าไปที่มุมตึก ย่อเอวลงสำรวจดู เล็งร่องอิฐแห่งหนึ่งจนแม่นยำ มือซ้ายถอนหญ้าร้างมาต้นหนึ่ง จัดการปัดกวาดอยู่ริมร่องอิฐ

พริบตานั้นกิ่งไม้สองท่อน ในมือขวาของโค้วเพ้งพลันพุ่งต่ำลงอย่างรวดเร็ว คล้ายดั่งกำลังใช้ตะเกียบคีบเอาวัตถุสิ่งนี้ขึ้นมา!

นั่นเป็นแมงป่องดุร้ายน่าพรั่นพรึง ลำตัวเป็นสีเหลืองใหญ่โตกว่าตะขาบธรรมดาถึงหนึ่งเท่าตัว ยามนี้พอถูกคีบคว้า เขี้ยวทั้งคู่ และเท้าทั้งแปดข้างก็ตะกุยตะกายไปมา และส่วนหางพิษได้ตวัดใส่กิ่งไม้แห้ง

โค้งเพ้งคล้ายดั่งเคยจับแมงป่องจนเคยชิน สีหน้าปรากฏแววอันลำพอง สาวเท้ามาถึงข้างกองกิ่งไม้แห้ง จัดการจุดไฟขึ้น พริบตาเดียวปรากฏเปลวอัคคีลุกฮือโหมอย่างร้อนแรง

มันส่งแมงป่องตัวใหญ่เข้าไปในกองเพลิงอย่างรวดเร็ว กลิ่นเผาไหม้เหม็นคละคลุ้งระเหยออกมา

กิ่งไม้ทั้งสองท่อนที่ใช้แทนตะเกียบ ก็พลอยถูกเปลวอัคคีลุกลาม โค้วเพ้งโยนกิ่งไม้และแมงป่องที่เผาจนเป็นสีดำ มายังก้อนศิลาทางด้านข้าง แล้วคุกเข่าลง รอจนแมงป่องเย็นลง นาสิกเริ่มสูดกลิ่นอันหอมหวนหลังจากถูกเผาไหม้แล้ว

เนื่องจากแมงป่องตัวนี้มีลักษณะใหญ่โตเป็นพิเศษ จึงมีเนื้อมากมาย โค้วเพ้งเคยลิ้มชิมความโอชะเช่นนี้มาแล้ว ถึงกับหิวกระหาย จนน้ำลายแทบหยดหยาด

แต่ในยามกระทันหัน มันกลับแน่วนิ่งมิเคลื่อนไหว บนใบหน้าปรากฏแววตื่นตระหนก  ที่แท้โค้วเพ้งพลันสำนึกว่า มีวัตถุสิ่งหนึ่งเลื้อยคลานขึ้นจากพื้นดิน ดันใส่ส่วนก้นของมัน

โดยมิต้องเหลือบมอง โค้วเพ้งก็ทราบได้ว่านั่นเป็นแมงป่องที่ใหญ่โตมโหฬาร คาดว่ายังใหญ่กว่าตัวที่ถูกเผาไหม้สองสามเท่าตัว

โค้วเพ้งรู้สึกว่าสัตว์พิษหยุดการเคลื่อนไหว จึงปลุกปลอบกำลังขวัญ เบือนศีรษะมองไปอย่างเชื่องช้า

ประกายตาพอเหลือบแลก็สะท้านใจอย่างรุนแรง ที่แท้นั่นเป็นแมงป่องที่ตัวใหญ่จริงๆ ตลอดล้ำตัวมีสีดำคล้ำทอประกายมันมะเมื่อมเขี้ยวคู่และหางพิษล้วนเป็นสีขาว ลักษณะน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

หากจะเปรียบรูปร่างแมงป่องตัวนี้โตกว่าตัวที่ถูกเผาผลาญประมาณสองเท่า พอเทียบกับแมงป่องทั่วไป ถึงกับใหญ่กว่าหกเจ็ดเท่าทีเดียว

แมงป่องที่มหึมาปานนี้มิเคยรับฟังว่ามีมาก่อน สีสันยิ่งไม่เคยพบเห็นเลย เพียงส่วนสัดและสีสันก็สามารถขมขู่ขวัญผู้คนกระเจิดกระเจิง

ขณะมิทราบสมควรจะทำอย่างไร? แมงป่องตัวมหึมาก็คืบคลานมาถึงหว่างเอวของมัน คมเขี้ยวทั้งสองข้างชูขึ้นสูง ขาทั้งแปดข้างที่ดำเป็นประกายของแมงป่องเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง เลื้อยคลานไปมาอยู่บนแผ่นหลัง ความรวดเร็วของปฏิกิริยา ชวนให้ใจสั่นขวัญสะท้าน

ยามนี้ อิริยาบถของโค้วเพ้งประหลาดล้ำยิ่ง โดยคุกเข่าอยู่บนพื้นดิน ร่างกายโน้มต่ำลงเล็กน้อย ฝ่ามือซ้ายยื่นออก ดรรชนียังคีบจับเจ้าแมงป่องตัวที่ถูกเผาสุกตัวนั้น ซึ่งแม้คิดเหวี่ยงทิ้งไปก็มิกล้ากระทำ

ผ่านไปอีกชั่วครู่ใหญ่ โค้วเพ้งเหงื่อกายแตกทะลัก แมงป่องตัวนั้นเลื้อยคลานไปตามต้นแขนมาถึงกระบอกแขนเสื้อบนข้อมือแล้ว

ความรวดเร็วเช่นนี้ สร้างความแตกตื่นตกใจให้กับโค้วเพ้งอย่างใหญ่หลวง จากนั้นรู้สึกว่าตำแหน่งที่แมงป่องพิษหยุดยั้งอยู่ ห่างจากเนื้อหนังที่ปรากฏนอกอาภรณ์เพียงสองนิ้วเท่านั้น

อันเนื้อหนังของสิ่งมีชีวิต มีการแผ่ซ่านความอบอุ่นจึงเป็นเหตุชักนำให้สัตว์พิษจู่โจมใส่ ซึ่งข้อนี้โค้วเพ้งพอคำนึงถึงก็ตื่นตระหนกเป็นที่ยิ่ง

คราครั้งนี้ แมงป่องหยุดชะงักมิเนิ่นนานก็เลื้อยควับมาถึงปลายเล็บของโค้วเพ้ง หางพิษตวัดออกอย่างรวดเร็ว ฝังเข้าไปในเปลืองนอกของแมงป่องที่ถูกเผาเกรียม เขี้ยวคู่ที่ส่วนหน้าคีบคว้าเข้าเนื้อแมงป่องสีขาวมาได้ชิ้นใหญ่ ส่งเข้าปากไป

โค้วเพ้งมีเหงื่อกายชุ่มโชกทั่วร่าง เมื่อครู่ขณะที่แมงป่องมหึมาตวัดหางพิษออก หากคลาดเคลื่อนเล็กน้อยก็จะประทับใส่ปลายนิ้วของมัน นั่นหมายถึงต้องตายในบัดดล

พอแลเห็นแมงป่องพิษกัดกินเลือดเนื้อของเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทำให้คาดคิดว่าพอกลืนกินหมดสิ้นแล้วจะหันมายังนิ้วมือของมันหรือไม่?

ความจริงโค้วเพ้งสามารถสลัดมือเหวี่ยงแมงป่องมหึมาออกไป แต่เนื่องจากรับทราบมาว่า สัตว์พิษนี้มีปฏิกิริยาปราดเปรียว เคลื่อนไหวฉับไว ขอเพียงมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ก็ต้องถูกทำร้ายแล้ว

เล็บเท้าของแมงป่องพิษยามตะกุยถูกผิวหนังของโค้วเพ้ง ทั้งคันทั้งเจ็บปวด ตนได้แต่ภาวนาให้มันรีบเลื้อยคลานจากไป

แมงป่องมหึมาพอกลืนกินไปหลายคำ พลันหยุดชะงักการเคลื่อนไหวทุกประการ เขี้ยวหน้าทั้งคู่ไหวโงนเงนไปมา กระทั่งลำตัวก็ส่ายไปมา เสมือนกับผู้คนร่ำสุราจนเมามายก็ปาน

โค้วเพ้งในใจได้บังเกิดความหวังอย่างเลือนราง บีดกลั้นลมหายใจคอยสังเกตแมงป่องพิษ พลางคำนึงในใจ

“…รับทราบมาว่า แมงป่องพิษมิอาจกลืนกินเผ่าพันธุ์เดียวกัน หรือมันถูกพิษร้ายแทรกซึมเข้าไปด้วย?…”

แต่ทว่าโค้วเพ้งทราบว่า การ “ถูกพิษ” นั้นเป็นไปมิได้ เนื่องจากมิว่าจะเป็นงูหนอนที่มีพิษร้าย เชื้อสามารถแทรกซึมเข้าสู่สายโลหิตทำให้ผู้คนตกตาย หากแม้นกลืนลงไปในท้อง รับรองว่าไม่เป็นอันตราย

ดังนั้น มาตรแม้นถูกอสรพิษขบกัด ก็ใช้ปากดูดพิษเสียก่อน แล้วกลืนโลหิตที่มีเชื้อพิษปะปนอยู่ เข้าสู่ช่องท้อง จะปลอดภัยรอดชีวิต

ขณะที่ครุ่นคิด แมงป่องตัวนั้นก็ล่วงหล่นลงบนพื้นดิน โค้วเพ้งถึงกับระบายลมหายใจยาวๆ ออกจากปาก พอก้มมองดู แมงป่องตัวนั้นก็เลื้อยคลานโงนเงนไปมาบนพื้นดิน อิริยาบถทั้งเชื่องช้าและไม่มั่นคง

โค้วเพ้งรอดพ้นอันตราย เพลิงโทสะก็ลุกฮือโหม กระโดดปราดขึ้นมา ขยับเคลื่อนไหวกระดูกเส้นเอ็นที่ชาด้าน จากนั้นเสาะหากิ่งไม้ยาวสามเชียะท่อนหนึ่ง พุ่งเขาหาแมงป่องมหึมากระแทกลงใส่

กิ่งไม้ฟาดฉาดลงบนลำตัวแมงป่องแต่กลับมีพลังสะท้อนกระแสหนึ่ง ดีดกิ่งไม้กลับขึ้นมา แมลงตัวนั้นยังคงคลานโงนเงนต่อไป

โค้วเพ้งทดลองอยู่หลายครั้งก็มีผลเช่นนี้ แสดงว่าแมงป่องมหึมามิใช่สัตว์พิษธรรมดา จึงเสาะหาแผ่นอิฐมาก้อนหนึ่ง ทุ่มลงไปบนลำตัวของจ้าวแมงป่อง

ได้ยินเสียงดังโครม ก้อนอิฐแหลกกระจายเป็นหลายท่อน แมงป่องมหึมาถูกกระแทกไปคราหนึ่งชัดๆ กลับยังเคลื่อนไหวได้

โค้วเพ้งคาดคิดมิถึงว่า จะพบพานแมงป่องประหลาด ดังนั้นใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว รำพึงในใจ

“…แมงป่องมหึมาตอนนี้ไม่สามารถตีโต้จู่โจมเรา สมควรฉกฉวยโอกาสทำลายมันให้จงได้… ”

ประกายตากวาดแลพบกองเถ้าถ่านบนพื้นดิน โค้วเพ้งก็มีสีหน้าลิงโลด เสาะแสวงกิ่งไม้แห้งมาอีกมากมาย

หลังจากคำนวณตำแหน่งทิศทางอันเหมาะสมแล้ว โค้วเพ้งก็ฉีกเสื้อผ้ามาแถบหนึ่ง จุดไฟขึ้นก่อน แล้ววางเศษผ้าอยู่เบื้องหน้าแมงป่องมหึมา รอจนมันเลื้อยคลานมาถึง จึงหยิบฉวยขึ้นเหวี่ยงเข้าไปในกองเพลิง

ประกายไฟที่ลุกไหม้ เผาผลาญรุนแรงยิ่งขึ้น โคว้เพ้งหยิบท่อนไม้ยาวหลายเชียะมาท่อนหนึ่ง ยลชมอยู่ด้านข้าง จิตใจรู้สึกประหวั่นลนลาน เกรงว่าแมงป่องตัวนี้อาจฟื้นฟูสภาพเดิมมาอย่างกระทันหัน หากเป็นเช่นนั้นคงมิอาจรอดชีวิตได้

ยังประเสริฐที่จ้าวแมงป่องมหึมาพอตกอยู่ในกองเพลิง แม้จะดิ้นรนไปมามิสามารถเผาไหม้อย่างง่ายดายเฉกเช่นจ้าวแมงป่องทั่วไป แต่ก็มิอาจพุ่งออกจากกองเพลิง

โค้วเพ้งคอยสังเกตดู จนขาทั้งแปดข้างของจ้าวแมงป่องตัวนั้น ถูกเผาไหม้เกรียม จึงระบายลมหายใจยาวๆ ออกมา รอคอยอีกชั่วครู่ ค่อยใช้ท่อนไม้พลิกลำตัวจ้าวแมงป่อง นาสิกจึงได้สูดกลิ่นเนื้อที่ถูกเผาจนหอมหวน

รอจนแมงป่องมหึมาถูกเผาเกรียมทั่วทั้งตัว โค้วเพ้งจึงจัดการคีบออกมา แลเห็นเขี้ยวคู่ที่ส่วนหัว และท่อนหางที่มีพิษซึ่งเป็นสีขาวยังมิมีการเปลี่ยนแปลง

โค้วเพ้งถึงกับเม้มริมฝีปาก รู้สึกแมงป่องตัวนี้มีลำตัวใหญ่โต เนื้อหนังคงเอร็ดอร่อยยิ่งนัก แต่ก็ยังระมัดระวังอยู่ ล้วงหยิบมีดสั้นยาวจากอกเสื้อ ใช้ท่อนไม้กดหางพิษของมันไว้

จากนั้นก็กรีดมีดสั้นลงไป แบ่งแมงป่องมหึมาเป็นสองท่อน ใช้ปลายมีด ถลอกเปลือกนอกออก ชั้นในเป็นผิวเนื้อสีขาวสะอาด

โค้วเพ้งพบว่า เขี้ยวคู่ของแมงป่องตัวนี้มิอาจถูกเผาไหม้ ทำให้พิศวงสงสัย และก็เริ่มใช้มีดสั้นตัดเนื้อขาวมาชิ้นหนึ่ง ส่งเข้าไปในปากลองขบเคี้ยวดูรู้สึกมีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม ชั่วชีวิตมิเคยลิ้มชิมมาก่อน

พริบตาเดียว โค้วเพ้งก็กลืนกินเนื้อแมงป่องตัวนี้ไปจนหมดสิ้นพลันฉุกคิดได้ว่า อาหารที่มีรสหอมหวานเช่นนี้ ไฉนมิแบ่งปันให้กับซิเล้งกับฉี้อิงลิ้มชิมบ้าง แต่บัดนี้ได้กลืนกินจนหมดแล้ว มีแต่หาทางเสาะหาอีกหลายตัว

โค้วเพ้งสาวเท้ามาถึงริมกำแพง ค้นหาตามร่องอิฐดู ยามนี้ทั่วทั้งบริเวณล้วนมืดมิด แต่โค้วเพ้งกลับแลเห็นอย่างชัดแจ้ง อดตื่นเต้นสงสัยในสายตาที่คมกล้าของตัวเองมิได้

จากการเสาะหาพบว่ายังมีแมงป่องใหญ่สีเหลืองเข้มตัวหนึ่ง หมอบนิ่งอยู่ในรอยแตกแห่งหนึ่งโดยมิเคลื่อนไหว แม้ใช้ท่อนหญ้าหย่อนเข้าไปก็ยังไม่ขยับเขยื้อน

วินาทีนั้นเอง ในท้องน้อยของโค้วเพ้งพลันมีความร้อนระอุกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งขึ้น พริบตาเดียวก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง เผาผลาญจนเหงื่อแตกชุ่มโชก

โค้วเพ้งทั้งร้อนรุ่มทั้งแตกตื่น มิทราบภายในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เท่าที่รับทราบมาแมงป่องมีประสิทธิภาพในการขจัดโรคลม ทำให้ร่างกายอบอุ่น เพียงแต่มิเคยรับทราบว่า จะลุกลามจนร่างกายร้อนรุ่มปานนี้เลย

ฉี้อิงพอลืมตาขึ้น มิพบพานโค้วเพ้งจึงตระหนกตกใจยิ่ง รีบผุดลุกขึ้นเสาะหา ซิเล้งประจวบเหมาะกับฟื้นคืนสติมาด้วย ดังนั้นพากันแยกย้ายไปตรวจค้น

ท่ามกลางแสงเลือนรางของยามสนธยา ทั้งสองสามารถพบพานโค้วเพ้ง ซึ่งอยู่ในภาวะสลบไสล ใบหน้าแดงฉานดั่งอัคคี ตลอดทั้งร่างร้อนรุ่มสุดแสน

ฉี้อิงโอบอุ้มมันขึ้นมาอย่างแตกตื่น ซิเล้งกลับสงบเยือกเย็นกว่า สำรวจดูบนพื้นดิน มีเถ้าถ่านอยู่สองกอง จึงครุ่นคิดหาสาเหตุ จากนั้นก็พบเห็นเปลือกของแมงป่องที่เรี่ยราด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แมงป่องตัวนั้นเขี้ยวคู่และหางพิษที่เป็นสีขาวยังปรากฏอยู่ ซิเล้งเข้าใจว่าสถานที่นี้มีแมงป่องมากมาย เพียงมิเคยพบเห็นว่าแมงป่องเขี้ยวคู่กับหางพิษเป็นสีขาวเลย จึงใช้กิ่งไม้คีบขึ้นมาพิศชม

ฉี้อิงถามว่า

“เป็นอย่างไร?”

ซิเล้งกล่าวว่า

“เซี่ยวเพ้งเกรงว่าถูกพิษแมงป่องแทรกซึม ท่านสำรวจดูว่าบนร่างกายของมันมีบาดแผลหรือไม่ ข้าพเจ้าจะไปเสาะหาหอยทากสักหลายตัวมาช่วยเหลือมัน”


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here