๑๗
♦ ปะทะดาบทอง ♦
……………

ประตูห้องพลันเปิดผางออก กิมเม้งตี้กวาดสายตามองไป เห็นมีบุรุษผู้หนึ่งกำลังสวมใส่เสื้อคลุม บนเตียงมีสตรีนางหนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่

บุรุษผู้นั้นพอได้ยินสำเนียงพังทลาย จึงเบือนศีรษะมองมา กลับมิรู้จักมักคุ้นมาก่อนจึงกระชากเสียงอย่างขุ่นเคืองว่า

“อสูรร้ายกลับหาญกล้ามิน้อย สามารถไล่ล่าถึงที่นี่”

พลางยื่นมือตะปบคว้ากระบี่ยาว สะบัดวูบหนึ่งปลอกกระบี่ก็ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน คมกระบี่สาดประกายอันเจิดจ้า

กิมเม้งตี้ขมวดคิ้วจับจ้องมัน คำนวณได้ว่าฝ่ายตรงข้ามต้องเป็นมือกระบี่อันดับสูง แต่หาใช่บุคคลที่กำลังเสาะแสวงหาไม่

มือกระบี่อายุเยาว์ผู้นั้นตวาดอีกว่า

“เซียวเอ็ง รีบลุกขึ้น พวกเรามีสหายมาเยือนแล้ว”

สตรีบนเตียงนอนส่งเสียงในลำคอ ผุดลุกขึ้นนั่ง กลับเป็นอิสตรีที่ตกแต่งอย่างฉูดฉาดบาดตา แสดงว่ามิใช่บุคคลอันดีงาม

กิมเม้งตี้พลันกล่าวอย่างเสียงเย็นชา

“เราคือกิมเม้งตี้ วันนี้มารบกวนท่านทั้งสอง ความจริงไม่มีเจตนา”

มือกระบี่อายุเยาว์ผู้นั้นแค่นหัวร่อกล่าวว่า

“เหลวไหล คนบัดซบมิรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กลับแอบอ้างเป็นท่านผู้กล้าหาญกิมเม้งตี้ด้วย

วาจานี้ยามรับฟังรู้สึกมิเกรงใจ แต่กิมเม้งตี้กลับรู้สึกพึงพอใจยิ่ง ร้องว่าจะพิสูจน์ให้รู้แจ้ง พลางยื่นฝ่ามือขวาออกนิ้วทั้งห้าครึ่งกางครึ่งหุบ สภาวะคล้ายตะกุยคว้าวัตถุธาตุ

แลเห็นฝ่ามือของมันข้างนี้ ขณะอยู่ห่างจากกระบี่ยาว เจ็ดเชียะ พลันได้ยินเสียงดังเปรื่อง เมื่ออาวุธของบุรุษเยาว์วัยหลุดลอยจากมือพุ่งเข้าหากิมเม้งตี้คล้ายดั่งมายากลก็ปาน

นี่เป็นวิชาชิงอาวุธข้ามอากาศอันสูงเยี่ยม บังคับด้วยลมปราณที่ลึกล้ำ บุรุษเยาว์วัยผู้นั้นถึงกับงงงันไป พึมพำว่า

“ที่แท้เป็นผู้กล้าหาญแห่งยุคกิมเม้งตี้จริงๆ”

กิมเม้งตี้กล่าวเสียงเย็นชาว่า

“สตรีบนเตียงนอนมีนามกระไร?”

“นางแซ่กี้ นามเอ็ง…”

กิมเม้งตี้พลันหันกลายก้าวจากมา แต่ยังพึมพำคำกี้เอ็งอยู่ รู้สึกสำเนียงเพี้ยนกับคำฉี้อิงยิ่งนัก คาดว่าบริวารของผู้กล้าหาญดาบทองคงรับฟังผิดพลาดมานั่นเอง

มันเดินออกมาถึงนอกประตูใหญ่ กี้เฮียงเค้งก็ติดตามมาอย่างเงียบงัน แต่กลับมิพบพานร่องรอยผู้กล้าหาญดาบทอง กิมเม้งตี้พอถามต่อชายชราผู้ร่วมทาง ชายชราก็กล่าวว่า

“ท่านผู้กล้าหาญแซ่จูได้อ้อมตึกหลังนี้ ไปยังลานกว้างที่อยู่ทางด้านหลังแล้ว”

 

ภายในห้องพักตึกหลัง ซิเล้งกับฉี้อิง กำลังจับจ้องมองกันอย่างเขม็งตึงเครียด ที่แท้รอยแตกของกำแพงตึก แว่วสำเนียงดังมา กลับเป็นสุ้มเสียงของผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง

มิทราบว่า มันกำลังเอื้อนเอ่ยวาจากับผู้ใด แต่มีความหมายว่า หากแม้นซิเล้งฉี้อิงทั้งสองคิดหลบหนีย่อมต้องทะลวงฝ่าจากทางด้านนี้

ซิเล้งทราบว่า ผู้กล้าหาญดาบทองเปี่ยมเล่ห์อุบาย มีสติปัญญาเหนือมนุษย์ เมื่อบังเกิดความสนใจตัวตึกแถบนี้ รับรองว่าต้องทลายห้องหับต่างๆ เข้ามาตรวจดูโดยมิละเว้น

ยามนี้ ทั้งสองยังมิอาจแยกย้ายจากกัน ต้องปฏิบัติการอย่างรีบด่วน ผนึกธาตุอัคคีที่รวมรั้ง แผ่กระจายไปตามสัดส่วนเพื่อฟื้นฟูพลังฝีมืออย่างรวดเร็ว

มาตรแม้นขณะนี้ทั้งสองสามารถแยกย้ายจากกันโดยปราศจากอันตราย แต่ทว่าการพากเพียรพยายามถึงสองวัน ก็จะไร้คุณค่าความหมาย ซิเล้งยังเป็นบุคคลที่มิอาจใช้พลังฝีมือที่ฝึกปรือมา

ความจริง ก่อนที่ผู้กล้าหาญดาบทองจะนำกำลังคุกคามมาถึงประมาณครึ่งชั่วยาม ได้มีหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีขอเข้าพบซิเล้ง โดยโค้วเพ้งเป็นผู้มารายงาน

ตอนนั้น ฉี้อิงบังเกิดความตื่นตระหนกจนขวัญกระเจิดกระเจิง ขณะมิทราบสมควรกระทำอย่างไร โค้วเพ้งก็วิ่งปราดเข้ามาภายในห้อง ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่ง

โค้วเพ้งจัดวางแผ่นกระดาษอยู่เบื้องหน้าฉี้อิงกับซิเล้ง บนแผ่นกระดาษมีข้อความว่า

“ผู้กล้าหาญดาบทอง กำลังนำพากิมเม้งตี้เร่งรุดมาที่นี่ ดังนั้นเราจึงนำพาสตรีนางหนึ่งร่วมทางมา มีจุดประสงค์แอบอ้างปลอมแปลงชั่วคราว เพื่อตบตาฝ่ายตรงข้าม โปรดให้โค้วเซี่ยวตี้ (น้องเล็กแซ่โค้ว) จัดแจงห้องหับเพื่อพักพิง รายละเอียดค่อยน้อมเรียนในภายหลัง

ผู้น้อย ลี้ซานึ้งน้อมเรียน

ที่แท้คราครั้งกระโน้น ซิเล้งขณะไล่ล่าสังหารจ้าวฉลามเขียว ได้พบพานกับลี้ซานึ้งอย่างบังเอิญ และรับคำชี้แจงจากมันจนเสาะพบจ้าวฉลามเขียว ซิเล้งได้มอบเงินให้ฝ่ายตรงข้าม นำไปเที่ยวในซ่องคณิกา

นับแต่นั้นมา ก็มิเคยพบพานกันอีก มิทราบฝ่ายตรงข้ามไฉนล่วงรู้ที่พักพิงพวกตน

ฉี้อิงคล้ายดั่งได้รับฟังซิเล้งกล่าวถึงนามลี้ซานึ้งเช่นกัน ซึ่งลอบขอบคุณเทพยดาฟ้าดินอยู่ในใจ พลางส่งเสียงเบาๆ กล่าวกับโค้วเพ้งว่า

“เจ้าปฏิบัติตามวาจาของลี้เจกเจ่กท่านนี้ได้”

บัดนี้สำเนียงของผู้กล้าหาญดาบทองดังจากนอกกำแพงตึกมา แสดงว่ามันมิได้เหยียบย่างเข้าสู่เขตบ้านของตระกูลโค้วเลย หากแต่เคลื่อนย้ายมาเบื้องหลังคอยสกัดขัดขวาง

ได้ยินสำเนียงทุ่มหนักดังขึ้นเสนอความคิดว่า

“พวกเราจะเริ่มต้นตรวจค้นห้องหับจากแถวหลังถึงด้านหน้าหรือไม่ เพื่อป้องกันมิให้กิมเม้งตี้มีช่องทางหลบรอดได้”

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าวว่า

“ความคิดนี้ประเสริฐยิ่ง พวกเราเริ่มต้นตรวจค้นจากห้องแถวหลังนี้เลย”

ฉี้อิงพอรับฟังถึงตอนนี้ ถึงจะบังเกิดความตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติไป

ซิเล้งกลับข่มกลั้นอารมณ์ไว้ได้ ยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งออกตบลงบนบ่าของนางเบาๆ

ฉี้อิงพลันฟื้นฟูสติสัมปชัญญะ สำนึกทราบว่ายามนี้จิตใจมิอาจพลุ่งพล่านปั่นป่วน มาตรมิเช่นนั้นจะมีอันตรายไฟธาตุแตก จึงรีบสำรวมสมาธิ เร่งเร้าลมปราณบริสุทธิ์สยบอารมณ์ไว้

วินาทีนั้นผู้กล้าหาญดาบทอง พลันส่งเสียงห้ามปรามชายชราที่คิดตรวจค้นห้องหับ กล่าวเบาๆ ว่า

“ระวัง พวกมันมากันแล้ว”

ชายชราผู้นั้นกล่าวอย่างคลางแคลง

“หรือกิมเม้งตี้คิดลงมือขัดขวางพวกเรา?”

“พวกมันอาจเสาะหาผู้คนไม่พบ หรือมีปัญหาอย่างอื่น จึงติดตามมายังตึกแถวชั้นใน พวกเราต้องตระเตรียมลงมือ ท่านกลับไปค้นหาอึ้งซือเฮีย หากมันเร่งรุดมาตามนัดหมาย เรากับมันสองคนจะร่วมมือจู่โจมคาดว่าสามารถปลิดชีวิตกิมเม้งตี้ได้”

สำเนียงของมันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ฉี้อิงเคยรับทราบจากซิเล้งว่าผู้กล้าหาญดาบทองยามใดกล่าววาจา ต้องสามารถกระทำได้จริงๆ

ทางด้านนอก ชายชราผู้ถูกบงการพอเบือนศีรษะมองไป แลเห็นที่มุมตึกปรากฏกิ่งไม้ประดับอยู่ท่อนหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ว่าอึ้งไถ่ได้เร่งรุดมาแล้ว อึ้งไถ่แม้เป็นคนจากสถาบันอำมหิต ซึ่งผู้กล้าหาญดาบทองยกย่องเป็นซือเฮีย แต่บัดนี้ประกาศต่อบุคคลภายนอกว่าเป็นผู้คนจากเชี่ยงแป๊ะซัว จึงมิอาจแสดงตนอย่างเลินเล่อ

เพียงแต่กี้เฮียงเค้งสามารถใช้วิธีการสืบทราบศักดิ์ศรีของมันแล้ว ความจริงผู้กล้าหาญดาบทองเป็นทายาทเฒ่าเอกะประหลาดแห่งสำนักมหากาฬส่วนอึ้งไถ่ก็คือขุนพลผู้เข้มแข็งของอลัชชีโลกันตร์แห่งสถาบันอำมหิต

ผู้กล้าหาญดาบทองพลันอุทานเบาๆ กล่าวว่า

“ระวัง พวกกิมเม้งตี้อ้อมตัวตึกมาแล้ว”

ดังนั้น ความคิดตรวจค้นตัวตึกจึงจำต้องล้มเลิกชั่วคราว

กิมเม้งตี้สาวเท้าก้าวยาวๆ เข้ามา มีสีหน้าขุ่นเคืองมิพอใจ กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า

“จูกงเม้ง ท่านล่อลวงเรากับเฮียงเค้งมายังที่รกร้างแห่งนี้ ที่แท้มีจุดมุ่งหมายอันใด?”

ผู้กล้าหาญดาบทองทราบว่าเหตุการณ์ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่มันกำหนดแผนการอยู่ก่อนแล้ว คราครั้งนี้หากมีโอกาส จะกำจัดกิมเม้งตี้กับกี้เฮียงเค้งไปเสีย!

ดังนั้นยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“พวกท่านมิอาจเสาะพบซิเล้งกับฉี้อิงใช่หรือไม่ แต่เราเชื่อว่าพวกมันต้องหลบซ่อนอยู่ในสถานที่นี้อย่างแน่นอน”

กี้เฮียงเค้งมีความเชื่อมั่นว่า ผู้กล้าหาญดาบทองหาใช่มีจิตล่อลวงพวกนางมาที่นี้ มิแน่นักว่าซิเล้งกับฉี้อิงทั้งสอง อาจหลบซ่อนอยู่ในห้องหับเบื้องหน้า ซึ่งหากจูกงเม้งส่งคนออกตรวจค้น คงเสาะพบได้

นางจึงรีบกล่าวว่า

“บุคคลที่น่าสงสัยกลับมีอยู่สองคน เป็นบุรุษสตรีเยาว์วัยคู่หนึ่งเพียงแต่มิใช่ซิเล้งกับฉี้อิง”

กิมเม้งตี้กล่าวเสียงเย็นชาว่า

“ท่านมีเจตนาล่อลวงเรา ดังนั้นมิอาจไม่ทวงถามความยุติธรรมจากท่านบ้าง”

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าวเสียงเนิบนาบ

“กิมเฮียกล่าวเกินเลยแล้ว เราท่องเที่ยวในวงนักเลงเนิ่นนานปี กลับเป็นคราแรกที่ได้ยินวาจาล่วงเกินเช่นนี้”

กี้เฮียงเค้งเปล่งเปล่งเสียงร้องดังๆ ว่า

“การพันตูของพวกท่านในวันนี้ นับเป็นการหักล้างระหว่างมังกรพยัคฆ์ บริวารของจูกงเม้งหากมิยื่นมือช่วยเหลือ ข้าพเจ้าก็ไม่ร่วมด้วย”

กระแสเสียงของนางถ่ายทอดไปไกลโข จูกงเม้งมีประกายตาวูบวาบ มิทราบวาจาของนางมีความหมายอย่างไร ตามรูปการณ์แล้ว บริวารของจูกงเม้งไหนเลยรับฟังวาจาของนาง

กิมเม้งตี้พลันสะอึกกายเข้าใส่ พัดจีบและขลุ่ยทองแยกย้ายกระชับอยู่ในมือ พลางแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา สะบัดขลุ่ยแผ่พุ่งพลังอันแกร่งกร้าวแหวกฝ่าอากาศชวนสะท้านจิต

ผู้กล้าหาญดาบทองก็เกาะกุมกระบี่ยาวในมือ เสือกแทงออกดังควับใหญ่ กระบี่กับขลุ่ยทองพอปะทะกัน ต่างเบนเบือนไปเชียะเศษที่แท้กระบวนท่านี้ทั้งสองหักล้างกันด้วยพลังภายใน

ฝ่ายผู้กล้าหาญดาบทองเป็นอัจฉริยะแห่งยุค ได้รับการถ่ายทอดฝีมือจากเฒ่าเอกะประหลาดโดยสิ้นเชิง พลังฝีมือจึงสูงล้ำยิ่งนัก แม้แต่กิมเม้งตี้ก็ลอบสะท้านหวั่นไหว นับว่าเพิ่งเผชิญกับคู่มืออันเข้มแข็งเป็นคราแรก

ทั้งสองพอแยกย้ายก็โถมเข้าหาอีก เห็นท่านขลุ่ยกระจายเป็นประกายเส้นสายมากมาย โหมระดมใส่ราวมรสุมอันคลุ้มคลั่ง ส่วนผู้กล้าหาญดาบทองก็กวัดแกว่งอาวุธเป็นม่านกระบี่ชั้นๆ ต้านรับอย่างรัดกุม พริบตาเดียวหักโหมกันสิบเจ็ดสิบแปดกระบวนท่า

ชายชราสี่คนที่ร่วมทางมากับผู้กล้าหาญดาบทอง ต่างหมกมุ่นสนใจอยู่กับสภาพการต่อสู้ แต่กี้เฮียงเค้งกลับกวาดสายตาไปรอบๆ สุดท้ายนางเสาะพบกิ่งไม้ที่ยื่นมาจากมุมตึก ต้องลอบปีติลิงโลดคำนึงว่า

“…มาตรแม้นจูกงเม้งท่านจะกลอกกลิ้งลึกซึ้ง แต่เรายังดำเนินอุบายยุยงให้แตกแยกได้…”

ที่แท้วาจาของนางเมื่อครู่เอื้อนเอ่ยต่ออึ้งไถ่ ซึ่งหากแม้นอึ้งไถ่มีจิตระแวงและอาฆาตต่อผู้กล้าหาญดาบทอง พอได้ยินเช่นนั้นคงมิปรากฏกายออกช่วยเหลือ กลับคิดหยิบยืมน้ำมือของศัตรู กำจัดผู้กล้าหาญดาบทองไป

แต่นางยังกริ่งเกรงชายชราทั้งสี่คนที่ชุมนุมอยู่ อาจเข้าช่วยเหลือผู้กล้าหาญดาบทอง ซึ่งอาศัยพลังการฝึกปรือของนาง ไม่มีทางหน่วงเหนี่ยวขัดขวางได้

กี้เฮียงเค้งขบคิดใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว พลันหันกายล่าถอยไปจากบริเวณนี้ ชายชราสี่คนที่ร่วมอยู่เคยถูกผู้กล้าหาญดาบทองกำชับให้เฝ้าดูพฤติการณ์ของกี้เฮียงเค้ง จึงมีสามคนถลันติดตามไป

ยามนั้น กี้เฮียงเค้งถลันหายลับไปจากทางโค้งของกำแพงตึก ชายชราทั้งสามก็ไล่ล่าติดตาม แต่แล้วกลับปราศจากสำเนียงหรือการเคลื่อนไหวใดๆ

ภายในวงต่อสู้ กิมเม้งตี้ทุ่มเทใช้ออกด้วยวิชาพิสดารล้ำลึก แลเห็นพัด ขลุ่ยทะลวงผ่านม่านกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม คุกคามผู้กล้าหาญดาบทองอย่างดุเดือด

ขณะนั้น กี้เฮียงเค้งพลันปรากฏกายขึ้นอีก ยังมิทันมีพฤติการณ์ใดก็ได้ยินผู้กล้าหาญดาบทองกู่ร้องอย่างเกรี้ยวกราดตวาดว่า

“อึ้งซือเฮียอยู่ที่ใด?”

บนหลังคาตึกแห่งหนึ่งพลันมีชายชราเสื้อเขียวแสดงตนขึ้น มันส่งเสียงรับคำ พร้อมกับถลันร่วงลงมาอย่างปราดเปรียว ละลิ่วเข้าหากิมเม้งตี้ภายในวงทันที

กี้เฮียงเค้งพอพบเห็น ก็สำนึกทราบว่าแผนการล้มเหลวแล้ว ความจริงกิมเม้งตี้มิสมควรแผ่อานุภาพอย่างกระทันหัน ซึ่งนอกจากมิอาจกำจัดฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังแสดงว่าผู้กล้าหาญดาบทองสามารถต้านรับได้หากแต่ตกเป็นรองเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ อึ้งไถ่ก็คำนวณได้ว่า กิมเม้งตี้มิสามารถสังหารผู้กล้าหาญดาบทองอย่างแน่นอน หากภายหลังผู้กล้าหาญดาบทองรายงานต่อเบื้องสูง มันมิยอมช่วยเหลือศิษย์ร่วมสังกัด อึ้งไถ่ย่อมมีผลสุดท้ายอันเลวร้าย ดังนั้นมันจึงรีบปรากฏกายขึ้น

อึ้งไถ่พลันกระชากดาบยาวออก เสือกแทงไปเบื้องหน้า กิมเม้งตี้รีบตวัดขลุ่ยเข้าปัดป้อง เพียงชั่วพริบตาหักล้างกันเจ็ดกระบวนท่า!

กิมเม้งตี้ทราบแจ้งว่า ฝ่ายตรงข้ามมีพลังการฝึกปรือแกร่งกร้าวแทบมิอาจต้านรับ ฝ่ายอึ้งไถ่ขณะร่ายรำดาบยาวจู่โจมใส่ ก็บงการต่อชายชราที่หลงเหลือในบริเวณอีกผู้หนึ่งว่า

“กำจัดโกวเนี้ยนางนั้นให้จงได้”

ชายชราผู้นั้นรีบโถมปราดเข้าหากี้เฮียงเค้ง ปฏิกิริยาของมันว่องไวยิ่งนัก กี้เฮียงเค้งรีบรุดพุ่งกายหลบหนี ลดเลี้ยวมุมกำแพงตึกคราหนึ่ง นางพลันชะงักเท้าลง

ชายชราพอไล่ล่ามาถึง ก็แลเห็นกี้เฮียงเค้งยืนแย้มยิ้มอยู่ห่างไปเจ็ดเชียะ บนพื้นดินเรียงรายด้วยผู้คนสามคน ฟุบแน่นิ่งสูญเสียชีวิตไปแล้ว

มันพลันบังเกิดความระมัดระวังขึ้น ตวาดว่า

“ที่แท้เจ้าลอบประทุษร้ายพวกมันสามคน หากมีความสามารถ ยังคงมาหักหาญกันด้วยวิชาฝีมือเถอะ”

กี้เฮียงเค้งแสร้งเงียบงันอยู่คู่หนึ่ง พลันตวาดว่า

“รับกระบี่”

กระบี่ยาวตะปบออก ทิ่มแทงใส่อย่างกะทันหัน แผ่กระจายเป็นประกายสายรุ้งยาวเหยียด

ชายชราเพิ่งล่วงรู้ว่า กี้เฮียงเค้งมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม แต่มันก็ฝึกปรือวิชาจากสำนักมหากาฬได้มิน้อย จิตใจบังเกิดเพลิงอำมหิต ควงดาบยาวเข้าพัวพันด้วยสีหน้าดุร้าย

เพลงดาบของมันเป็นแนวเกรี้ยวกราด ทยอยจู่โจมออกแปดเก้ากระบวนท่าติดต่อกัน แทบโอบล้อมกี้เฮียงเค้งอยู่ภายใต้รัศมีดาบโดยสิ้นเชิง

กี้เฮียงเค้งพอแฉลบกายหลบหลีกดาบหนึ่ง พลันเร้นหายสูญร่องรอย ชายชราต้องเหลียวมองรอบด้านอย่างคลางแคลง

ยามนั้นพลังกระบี่แหวกฝ่าอากาศจากเบื้องหลัง ชายชราฟังสําเนียงจำแนกตำแหน่งออกใช้กระบวนท่าเซี่ยเอี้ยงฮง (สุริยันลาลับ) สามารถต้านทานการจู่โจมไว้

เงาร่างของกี้เฮียงเค้งบัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวเร้นหาย คล้ายกับมีเวทย์มนต์คาถา แต่ชายชราผู้นั้นรู้ซึ้งว่า คู่ต่อสู้คงอาศัยวิชาพยุหอันพิสดารชนิดหนึ่งก่อกวนสายตา ปกปิดเรือนร่างไว้

มันแม้มิทราบศัตรูก่อตั้งขบวนพยุหอันใดแต่ก็ทราบเรื่องราวสองประการ คือ หนึ่ง เท้าทั้งสองข้างมิอาจก้าวย่างอย่างเลินเล่อ สอง ค่ายกลนี้นางก่อสร้างในยามฉุกละหุก คงมิรัดกุมเท่าใดนัก

ชายชรารวบรวมสมาธิทั้งหมดเตรียมต้านรับการประทุษร้าย แม้แต่กลิ่นไอยังต้องสูดดมแบ่งแยก ประกายตายิ่งเบิกจนโปนโต

อย่างแช่มช้า จิตสำนึกความตึงเครียดจนเกินไป ทำให้เริ่มเลอะเลือน ดังนั้นการจู่โจมจากกี้เฮียงเค้งสามครั้งให้หลัง จึงสามารถสร้างบาดแผลให้กับมัน

กี้เฮียงเค้งที่เคลื่อนไหวร่างกายไปมา พลันส่งเสียงขึ้นที่เบื้องหลังฝ่ายตรงข้ามว่า

“พลังฝีมือของท่าน ความจริงสามารถรุดหน้าอีก แต่ท่านที่มิอาจทัดเทียมผู้กล้าหาญดาบทองตลอดกาล ทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?”

ชายชราได้ยินอย่างชัดเจน ต้องงงันไปวูบหนึ่ง แต่แล้วตวาดว่า

“เราไม่มีความคิดเทียบเคียงกับท่านประมุขแซ่จู เจ้ายังคงหุบปากเถอะ”

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างเชื่อมั่น

“สาเหตุที่ท่านมีพลังฝีมืออ่อนด้อยตลอดกาล เนื่องจากเคยถูกผู้กล้าหาญดาบทองหลอกให้รับประทานยาเม็ดชนิดหนึ่ง จนไม่มีทางเผยอขึ้นเปรียบเทียมผู้กล้าหาญดาบทอง พฤติการณ์นี้เป็นแผนป้องกันมิให้การปกครองมีอุปสรรค ใช่หรือไม่?”

“มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น เราก็มิตำหนิท่านประมุข”

มันแม้โต้แย้งเช่นนี้ กี้เฮียงเค้งยังกล่าวต่อ

“นั่นเป็นเรื่องของท่าน แต่เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมาผู้กล้าหาญดาบทองยามคัดเลือกบริวารผู้ติดตาม มีเงื่อนไขเข้มงวดรัดกุม กล่าวคือต้องมีปัญญาเป็นเลิศ ซึ่งบุคคลเหล่านั้นหากได้ฝึกฝนวิชาสูงเยี่ยมจริงๆ ก็จะมีความสำเร็จสูงล้ำกว่ามัน

ดังนั้น จูกงเม้งจึงต้องใช้ฤทธิ์ยาสะกดพวกท่านไว้ ลองคำนวณดู หากแม้ท่านมีพลังฝีมือสูงล้ำกว่ามัน ไยมิใช่สามารถอาละวาดทั่วแผ่นดิน ไยต้องเป็นข้าทาสรับใช้ด้วย?”

นางกำลังใช้เล่ห์คารม ล่อหลอกไต่ถามความลับเกี่ยวกับขุมกำลังของอลัชชีโลกันตร์จากชายชราผู้นี้

ชายชราบนใบหน้าปรากฏแววเลื่อนลอย แม้ว่าวาจาของกี้เฮียงเค้ง มิสามารถกระตุ้นให้มันมีจิตทรยศ แต่ทำให้มันบังเกิดความนึกคิดขัดแย้งสับสนวุ่นวายขึ้นมา

กี้เฮียงเค้งจวบจนบัดนี้ จึงบรรลุถึงเป้าหมาย นางอาศัยอานุภาพขบวนพยุหอันพิสดาร เริ่มต้นถามวาจา ซึ่งชายชรามิทราบว่ากำลังเอ่ยวาจาใดออกไป และได้ตอบโต้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับนั้นบาดแผลกระบี่บนล่างมีโลหิตหลั่งไหล ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

ยามนี้ กี้เฮียงเค้งสามารถรับทราบเรื่องราวสำคัญมากหลาย มิอาจหยุดยั้งคำถามลงได้ หาคาดไม่ว่ากิมเม้งตี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันคับขัน

ฝ่ายอึ้งไถ่พลันแค่นหัวเราะดังเฮอะฮะ กล่าวว่า

“ผู้แซ่กิม เล่าฮูนับว่าทดสอบพลังฝีมือของท่านแล้ว บัดนี้จะเริ่มจู่โจม”

กิมเม้งตี้สะบัดพัดจีบโหมจู่โจมออกสามกระบวนท่า อานุภาพดั่งสายฟ้าคะนองฝน แล้วกล่าวอย่างเย็นชา

“เราก็ต้องการชมดูว่าอลัชชีโลกันตร์ ที่แท้ถ่ายทอดวิชาใดให้กับท่าน…”

วาจามิทันจบลง ใบหน้าของอึ้งไถ่พลันแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ แลเห็นดาบยาวของมันระดมทิ่มแทง พลังลมฟ้าอากาศเกรี้ยวกราดอย่างสุดแสน

กิมเม้งตี้พลันรู้สึกว่ามีพลังกดดันเพิ่มพูนขึ้นมิง่ายดายต่อการปัดป้อง ตลอดเวลามันทุ่มเทกำลังต้านรับการพัวพันจากผู้กล้าหาญดาบทอง สำหรับอึ้งไถ่เพียงใช้กำลังภายในสามส่วนเข้าหักโหม

บัดนี้ พลันมีการเปลี่ยนแปลง แม้ทุ่มเทพลังถึงหกส่วน ยังรู้สึกมิเพียงพอ เมื่อเป็นเช่นนี้ พลังการกดดันจากผู้กล้าหาญดาบทองจึงเพิ่มพูนขึ้น

ควรทราบว่าผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งเป็นจอมอสูรผู้ยิ่งใหญ่ ในรอบร้อยปียากพบพาน มิเพียงมีความคิดอ่านลึกซึ้ง ด้านพลังฝีมือก็มีความสำเร็จเป็นพิเศษ สามารถสร้างความนิยมเลื่อมใสให้กับชนชาวบู๊ลิ้มทั่วใต้หล้า

ส่วนอึ้งไถ่ก็ฝึกปรือวิชาอันเร้นลับจากสถาบันอำมหิตได้มิน้อย มีพลังการฝึกปรือไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี ยอดฝีมือทั่วไปไหนเลยทัดเทียมได้?

กิมเม้งตี้เป็นทายาทเทพเจ้าสันโดษฉือซือ หากหักโหมกับผู้หนึ่งผู้ใดเพียงลำพัง อาจสามารถเอาชัยได้ บัดนี้สถานการณ์กลับแตกต่างไป

ผู้กล้าหาญดาบทองกับอึ้งไถ่ล้วนเป็นบุคคลเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้ง แทบไม่มีกระบวนท่าที่ไม่ใช่หลุมพรางกับดัก ยังประเสริฐที่กิมเม้งตี้ก็เป็นชนชั้นปัญญาใช้ความคิด จึงคลี่คลายด้วยความสุขุมเยือกเย็น

การต่อสู้ผ่านพ้นไปประมาณห้าหกสิบกระบวนท่า กิมเม้งตี้ขณะตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเปี่ยมภยันตราย พลันปรากฏเงาสายหนึ่งพุ่งปราดเข้ามาภายในวง

พร้อมกับภาวะที่สอดแทรก ประกายกระบี่กระจายจ้าดั่งสายฟ้า กระบวนท่าแรกพอทุ่มเทออก ก็สามารถต้านรับการจู่โจมอย่างดุร้ายของผู้กล้าหาญดาบทอง

ผู้กล้าหาญดาบทองกวาดสายตามองไป จดจำได้ว่าเป็นซิเล้ง ในใจทั้งลิงโลดทั้งตระหนก

ที่มันแตกตื่นคือ เมื่อคู่กระบี่จากซิเล้งได้แสดงออกถึงพลังฝึกปรืออันลึกล้ำ และท่ากระบี่สูงเยี่ยมยิ่งนัก มิทราบได้รับการถ่ายทอดจากผู้ใด

แต่ที่มันยินดี ตอนนี้ยังมิอาจอธิบายได้

ซิเล้งเขม้นมองฝ่ายตรงข้ามอย่างเกรี้ยวกราด กล่าวเสียงเย็นชา

“ข้าพเจ้าแม้ถูกท่านใส่ไคล้เป็นศิษย์ทรยศ แต่ยังสำนึกในพระคุณที่ท่านชุบเลี้ยงมา คาดมิถึงท่านคือฆาตกรที่ทำลายล้างครอบครัวของเรา

ท่านที่ชุบเลี้ยงข้าพเจ้า เพียงเพื่อเสาะแสวงเกียรติยศอันจอมปลอมให้กับตัวท่าน ในความเข้าใจของท่าน ย่อมสามารถสังหารข้าพเจ้าได้ทุกโอกาส”

ผู้กล้าหาญดาบทองอดใจสะท้านหวั่นไหวมิได้ มิทราบฝ่ายตรงข้ามไฉนล่วงรู้ความลับเหล่านี้?

กิมเม้งตี้พอพบพานซิเล้ง ถึงกับคิดสละจากอึ้งไถ่มาจัดการตน แต่พอได้ยินวาจาดังกล่าว พลันแปรเปลี่ยนใจ พัวพันกับอึ้งไถ่ต่อไปชั่วคราว

ซิเล้งตวาดอีกว่า

“น่าเสียดายที่แผนการของท่านมิอาจประสบผลอีกแล้ว ในวันนี้ข้าพเจ้าจะพิฆาตท่าน เพื่อชำระล้างหนี้โลหิตของตระกูลที่ถูกทำร้าย…รับกระบี่”

ท่ามกลางสำเนียงตวาดว่า กระบี่ยาวตวัดกรีดเฉียงๆ ออก สภาวะดุดันเกรี้ยวกราด น้อยครั้งจะพบพาน กระบี่ของซิเล้งวันนี้ มิเพียงสร้างความหวั่นไหวกับผู้กล้าหาญดาบทอง แม้แต่อึ้งไถ่กับกิมเม้งตี้ก็จับจ้องจนตะลึงลาน

ผู้กล้าหาญดาบทองมิว่าอย่างไร ก็มิกล้าปะทะต้านรับกับท่ากระบี่ที่สะท้านโลกนี้อย่างเลินเล่อ รีบกระโดดปราดล่าถอยไปวาเศษ

มันผ่านการพันตูมานับร้อยครั้ง มีประสบการณ์กว่า ทราบดีว่าคู่ต่อสู้มีวิชาฝีมือแกร่งกร้าวดุร้าย สมควรหาทางปลิดชีวิตซิเล้งก่อน

ดังนั้นบังเกิดจิตทำลายตะปบดาบทองคู่มือจากกลางหลัง เสือกแทงออกอย่างโหดร้าย สามารถสกัดท่ารุกกระบี่ของซิเล้งจนชะงักค้างไปชั่วขณะ

ที่แท้ครั้งแรกที่มันเลี่ยงถอย เป็นพฤติการณ์ที่ตระเตรียมตีโต้ ซิเล้งแม้ไล่ล่ารุกจู่โจมซ้ำเติม แต่ยังชักช้าไปชั่ววูบ

ซิเล้งตวาดก้องว่า

“เพลงดาบทองอันร้ายกาจ ข้าพเจ้าฝึกฝนเพลงดาบหกเจ็ดปี ยังมิเคยเห็นท่านทุ่มเทวิชาประจำตัวแม้กระบวนท่าเดียว อสูรร้าย วันนี้ท่านมิอาจรอดพ้นจากคมกระบี่ของข้าพเจ้าได้”

พลางก้าวยาวๆ รุกไล่ จู่โจมออกอีกหนึ่งกระบี่ กระบวนท่านี้ไม่ผิดแผกจากคราครั้งแรก ยังคงเปี่ยมอานุภาพอันเข้มแข็ง รุนแรงดุจอสนีบาตทลายลง

แต่ผู้กล้าหาญดาบทองยังอาศัยวิธีแรกคลี่คลายรับไว้ได้ แต่จิตใจต้องสั่นสะท้านเล็กน้อย

ชั่วชีวิตมันยังมิเคยรับทราบกระบวนท่าอันดุร้ายอำมหิตปานนี้มาก่อน เพียงท่าจู่โจมของซิเล้ง ก็คู่ควรกับการสร้างความแตกตื่นสะท้านโลก

ซิเล้งสืบเท้าไปทางด้านซ้ายสองก้าว คุกคามตำแหน่งทางขวามือของมัน กระบี่ยาวตวัดขวางออก พร้อมกับส่งเสียงตวาดก้องเพิ่มพูนอานุภาพยิ่งขึ้น

กระบี่ที่สามนี้ ยังคงโหดเหี้ยมดั่งกาลก่อน แต่ผู้กล้าหาญดาบทองมิอาจเลี่ยงถอยแล้วต้านรับเยี่ยงเมื่อครู่ เนื่องจากกระบี่ที่หนึ่งและสองเป็นการจู่โจมจากด้านตรง ส่วนกระบี่ที่สามพลิกแพลงตำแหน่ง ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง

ผู้กล้าหาญดาบทอง หากแม้ล่าถอย ฝ่ายตรงข้ามขอเพียงเร่งเร้าลมปราณ พุ่งกระบี่ยาวออกจากมือ โดยที่ซิเล้งยามมีเพลิงอํามหิตเปี่ยมล้น เท่ากับชักนำพละกำลังอันเข้มแข็งจนบังคับอาวุธได้

ยามนั้นกระบี่ยาวสาดพุ่งเข้ามาดุจสายวิชชุแลบลั่น ผู้กล้าหาญดาบทองพลันแฉลบร่างไปทางขวามือ ลดบ่าลงต่ำ พาร่างพุ่งเรียดไปตามพื้นดิน พร้อมกับสะบัดดาบแผ่เป็นประกายห้าหกสาย คุ้มครองช่องว่างร่างท่อนบน

ได้ยินเสียงอาวุธปะทะดังตึงตัง ผู้กล้าหาญดาบทองเลี่ยงหลบไปวาเศษ ค่อยยืนหยัดขึ้น นับว่าหวาดเสียวมิน้อย

กิมเม้งตี้อดร้องโพล่งมิได้ว่า เพลงกระบี่อันประเสริฐ พลางกล่าวกับอึ้งไถ่ว่า

“พวกเราชมกันต่อสู้ แล้วค่อยหักล้างกันเป็นอย่างไร?”

อึ้งไถ่ผงกศีรษะเห็นพ้อง แต่กิมเม้งตี้ย่อมมิใช่บุคคลที่เชื่อถือผู้อื่นโดยง่ายดาย จึงกระโดดพุ่งห่างเจ็ดเชียะเป็นการป้องกันตัว แล้วจึงตวาดว่า

“จูกงเม้ง ดาบทองของท่านแม้มิใช่อาวุธธรรมดา แต่คมดาบได้รับการกระทบกระเทือนแล้ว”

ผู้กล้าหาญดาบทองก้มศีรษะลงมอง พบว่าคมดาบมีรอยบิ่นประมาณเม็ดข้าวแห่งหนึ่ง แสดงอย่างชัดแจ้ง กระบี่ของฝ่ายตรงข้ามมีอานุภาพจริงๆ

แต่มันก็พบว่า ซิเล้งแม้มีท่ากระบี่เกรี้ยวกราดผิดสามัญ ทว่าหากเปรียบเทียบพลังฝีมือกับกิมเม้งตี้ยังมิอาจทัดเทียมได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ สรุปได้ว่าความสามารถของซิเล้งยังเป็นรองมันอยู่เล็กน้อย มาตรแม้นจะแตกต่างกันเพียงน้อยนิด แต่เท่ากับมีโอกาสพลิกสถานการณ์เอาชัย!

ปัญหามีอยู่ว่าเพลงกระบี่ของซิเล้งยากที่จะต้านรับ มิว่าจะเป็นวิชากระบี่ของสำนักใด ก็ไม่มีการรวบรวมพลังฝึกปรือทั่วทั้งร่างจู่โจมกระบี่ออกไปเลย

ทั้งนี้ก็เพราะหนึ่งนั้น ตามรูปการณ์ทั่วไปยากที่จะรวบรวมกำลังจู่โจมออกไปในกระบี่เดียว และสองยังต้องคอยอดออมกำลังต้านรับการตีโต้จากคู่ต่อสู้

แต่ทว่า ซิเล้งกลับกระทำสำเร็จได้ และมิเกรงว่าจะถูกฝ่ายตรงข้ามตีโต้กลับมา ซึ่งนับเป็นท่ากระบี่ที่ประหลาดล้ำสุดแสน

ควรทราบว่า ซิเล้งปวารณาตัวอยู่ในสังกัดขุนพลไร้กรอาวเอี้ยงง้วนเจียง เป็นเวลาเพียงสองปี หากมิใช่ขุนพลไร้กรใช้วิธีหยิบยืมพลังฝีมือ ลอบถ่ายทอดลมปราณให้ ยามนี้ ก็มิอาจมีความสำเร็จเทียบเทียมกับชนชั้นเยี่ยงกิมเม้งตี้หรือผู้กล้าหาญดาบทอง

แม้เป็นเช่นนี้ พลังฝีมือของซิเล้งยังเป็นรองผู้กล้าหาญดาบทองอยู่ แต่เพราะได้รับการช่วยเหลือจากฉี้อิงจนฟื้นฟูพลังฝีมือ มิหนำซ้ำยังมีการรุดหน้าขึ้นอีก

บัดนี้ซิเล้งได้อาศัยไม้ตายประจำตัวของผู้เป็นซือแป๋ ผสานวิชาหกท่าฝ่ามือมหรรณพเข้าไปในตัวกระบี่ยาว จึงแผ่อานุภาพสะท้านขวัญกว่าคราก่อน

ผู้กล้าหาญดาบทองรีบสงบอารมณ์ในฉับพลัน ดาบทองพุ่งออกดังควับใหญ่ เงาดาบขาววะวาบดั่งหิมะ ทั้งโหดเหี้ยมและว่องไว

ซิเล้งขยับกระบี่สะบัดเข้าหา ศาสตราวุธทั้งสองพอปะทะกัน บังเกิดสำเนียงโลหะกระทบกันดังสะท้านโสต กระบี่นี้ยังคงทำลายคมดาบของจูกงเม้งบิ่นไปอีกเล็กน้อย

หากแม้นแปรเปลี่ยนเป็นบุคคลผู้อื่น ย่อมมิยอมให้อาวุธประจำกายต้องชำรุดเสียหาย แต่ทว่าผู้กล้าหาญดาบทองมิตรวจดูแม้แต่น้อย กลับสะบัดดาบทยอยออกจู่โจม

แลเห็นประกายดาบสีทองสาดกระจัดกระจาย ทุกท่าดาบล้วนชิงลุกไล่โหมกระหน่ำ ใช้กระบวนท่าอันดุเดือดเผ็ดร้อน

วิธีมุ่งมั่นคิดจู่โจมนี้ กลับประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ซิเล้งมาตรแม้นพอสะบัดกระบี่ออก สามารถคลี่คลายภาวะจู่โจม แต่ไม่อาจสำแดงท่ากระบี่อันเกรี้ยวกราดเฉกเช่นคราเริ่มต้นอีก

ขณะนั้นกี้เฮียงเค้งก็ปรากฏกายมา ขมวดคิ้วเข้าหากัน กิมเม้งตี้กลับกล่าวกับนางว่า

“ท่านแลเห็นหรือไม่ ซิเล้งกลับเป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสแซ่อาวเอี้ยง ฝึกปรือยอดวิชาฝ่ามือมหรรณพทั้งหกได้”

กี้เฮียงเค้งทราบดีว่า มันบังเกิดจิตริษยาอาฆาตจนอัดอก การที่ยังมิลงมือช่วยเหลือผู้กล้าหาญดาบทอง นับว่าน่าพอใจแล้ว นางคำนึงในใจ

“…ฉี้อิงม่วยม่วยหากยังควบคุมตัวเองมิปรากฏกาย กิมเม้งตี้คงสะกดอดกลั้นได้ นางหากแสดงตนขึ้น มิแน่นักว่าจะบีบบังคับกิมเม้งตี้พาลกลับกลายเป็นขุมกำลังผู้กล้าหาญดาบทอง เข้าสู่เส้นทางอธรรม…”

นางมาตรแม้นทราบสถานการณ์ดี แต่กลับไม่มีปัญญาคลี่คลายแก้ไข

กี้เฮียงเค้งจับจ้องใบหน้าอันคมคายของกิมเม้งตี้ ภายในใจบังเกิดความรู้สึกสุดบรรยาย เป็นรัก ชิงชัง หรือเวทนากันแน่?

หากแม้นสถานการณ์เลวร้ายสุดแก้ไข นางแม้มีจิตรักใคร่ จะอย่างไรต้องหักใจลงมืออย่างอำมหิต กำจัดมันไปเสีย!

กิมเม้งตี้ย่อมมิทราบความในใจกี้เฮียงเค้ง ตอนนี้มันพยายามระงับเพลิงริษยาในใจอย่างสุดความสามารถ มิเช่นนั้นคงลอบลงมือช่วยเหลือผู้กล้าหาญดาบทองสังหารซิเล้งไปเนิ่นนานแล้ว

กิมเม้งตี้ชมดูการต่อสู้อย่างจดจ่อ สุดท้ายแยกแยะผลการต่อสู้ออกได้ ซิเล้งมีพลังฝีมือมิสมบูรณ์ หากหักโหมต่อไปผู้กล้าหาญดาบทองมีโอกาสได้ชัย

พอคำนวณแน่ชัด กิมเม้งตี้ถึงจะชมดูอย่างปลอดโปร่งใจยิ่งขึ้น

ฉี้อิงชมดูการต่อสู้ภายในห้อง ทราบว่าการพัวพันเนิ่นนานมิมีผลประโยชน์ต่อซิเล้ง อาจบางทีซิเล้งต้องสูญเสียชีวิต ภายในหนึ่งร้อยกระบวนท่า

นางพลันร้อนรุ่มกระวนกระวายขึ้นมา คำนึงในใจ

“…หากแม้นเราออกไปช่วยเหลือซิเล้ง กิมเม้งตี้ย่อมต้องเดือดดาลและยื่นมือขัดขวาง แต่หากมิออกไป ชีวิตของซิเล้งคงยากรักษา…”

อย่างมิรู้สึกตัว นางถึงกับหลั่งเหงื่อชุ่มโชก หวนนึกถึงบุรุษสตรีเยาว์วัยที่ช่วยเหลือพวกนางตบตากิมเม้งตี้ ที่แท้พวกมันเป็นใคร? นับว่ายังมีปมปริศนาอีกมากหลายที่ยังไม่ได้คลี่คลาย

ยามนั้นนางพลันบังเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมา คำนึงในใจ

“…อาศัยพวกมัน อาจช่วยเหลือซิเล้งได้…”

ดังนั้นพุ่งร่างออกทางหน้าต่างหลัง วิ่งตะบึงเสาะหาโค้วเพ้งจนพบพาน ขณะจะเอ่ยปาก โค้วเพ้งกลับกล่าวขึ้นก่อนว่า

บุรุษและสตรีผู้นั้นไปแล้ว เจกเจ่ก (อาชาย) ชมเชยข้าพเจ้าว่าฉลาดเฉลียว และกำชับมิให้ข้าพเจ้าเที่ยววิ่งวุ่นวาย ยังกล่าวว่ารอจนซิเจกเจ่กถามถึง ก็ให้บอกว่าลี้ซานึ้งมาเพื่อทดแทนพระคุณ”

ฉี้อิงรู้สึกจิตใจเย็นวาบ ได้แต่เดินหวนกลับมาชมสภาพการต่อสู้ทางด้านนอกอีก

ประกายตาของนางพอมองผ่านรอยแตกของกำแพงตึกออกไป แลเห็นผู้กล้าหาญดาบทองเริ่มโหมรุกไล่ ซิเล้งคล้ายดั่งตกอยู่ในสภาพการณ์เลวร้าย

นางขบคิดอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจจะปรากฏกายออกช่วยเหลือ มิสนใจกิมเม้งตี้จะลงมือขัดขวางหรือไม่ นี่ย่อมประเสริฐกว่ายืนดูซิเล้งถูกประหารฆ่าทิ้ง

ยามนั้น เบื้องหน้าสายตากิมเม้งตี้พลันกระจ่างจ้า จากนั้นนัยน์ตามันสาดเป็นประกายอำมหิต

กี้เฮียงเค้งก็แลเห็นแววตาของมันมีการเปลี่ยนแปลง ทราบดีว่าฉี้อิงมิอาจระงับจิตใจไว้ได้ นี่จึงเป็นเรื่องราวที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง

นางถอนใจเบาๆ พอกวาดตามอง แลเห็นฉี้อิงในมือถือแส้อ่อนสีดำสนิท สืบเท้าก้าวสู่วงต่อสู้

กิมเม้งตี้ขมวดคิ้วเข้าหากัน พลันกล่าวเสียงกราดเกรี้ยว

“หยุด!”

ฉี้อิงเหลือบมองสีหน้าอันปวดร้าวของกี้เฮียงเค้ง จากนั้นจึงเบือนสายตาจับจ้องกิมเม้งตี้ แค่นเสียงดัง เฮอะ กล่าวว่า

“ท่านเรียกข้าพเจ้ากระมัง?”

กิมเม้งตี้เค้นเสียงว่า

“มิผิด เราต้องการให้จูกงเม้งกับ ซิเล้งต่อสู้อย่างยุติธรรม”

“หากแม้ข้าพเจ้ามิเห็นพ้องกับท่านเล่า?”

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างเหี้ยมเกรียม

“มิว่าผู้ใดหากคิดเข้าช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะถูกเราสังหารทิ้ง”

ฉี้อิงขุ่นเคืองจนแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า

“ผู้อื่นจึงหวาดกลัวท่าน แต่ข้าพเจ้าหากลัวไม่”

กล่าวจบ เส้นดำในมือสะบัดฟาดออก กิมเม้งตี้รีบแฉลบร่างมาทางซ้ายมือ พัดจีบที่ถือมั่นฉวยโอกาสจี้สกัดใส่

ในวินาทีนั้น ทั้งสองทุ่มเทกำลังภายในเข้าใส่อาวุธคู่มือ หักล้างกันหนึ่งกระบวนท่า แล้วถอยกายคนละหนึ่งก้าว กิมเม้งตี้พลันจู่โจมทั้งพัดจีบและขลุ่ยทอง ทะลักทลายเข้าใส่ดุจมรสุมอันคลุ้มคลั่ง

มันร่ำเรียนวิชามามากหลาย กระบวนท่าอันลึกล้ำใช้ออกโดยมิจบสิ้น ฉี้อิงยามต้านรับก็เผชิญกับภาวะอันหวุดหวิดหวาดเสียวแทบประสบอันตราย

กิมเม้งตี้คิดสู้พัวพันต่อไป เข้าใจว่าอึ้งไถ่จะต้องฉกฉวยโอกาสนี้ลงมือช่วยเหลือผู้กล้าหาญดาบทอง ปลิดชีวิตซิเล้ง

ยามนี้ ท่าแส้จากฉี้อิงกลับแปรเปลี่ยนเป็นยากคลี่คลาย กิมเม้งตี้ถึงกับถูกบีบบังคับถอยกายไปด้านหลังเจ็ดแปดก้าว

วิชาพั่วคี้จับฉิกเชียง (สิบเจ็ดแส้สยบพิสดาร) ที่นางใช้ออกนี้บัญญัติขึ้นโดยนงคราญยะเยือก เพื่อจัดการกับเทพเจ้าสันโดษโดยเฉพาะ

นงคราญยะเยือกเป็นบุคคลที่ทราบแนววิชาฝีมือเทพเจ้าสันโดษกับขุนพลไร้กรเป็นอย่างดี หลังจากผ่านการค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง ได้บัญญัติท่าแส้นี้ขึ้น โดยอาศัยหลัก “ธรรมดา” สยบความ “พลิกแพลง”

กิมเม้งตี้ยามนี้ถอยกายถึงสิบสองก้าวแล้ว มันหาทราบไม่ว่ากำลังก้าวเท้าสู่กับดักมรณะ ขอเพียงใช้ถึงท่าที่สิบเจ็ดมันจะเป็นฝ่ายสูญเสียชีวิต

ฉี้อิงเองก็มิทราบว่า สิบเจ็ดแส้สยบพิสดารมีอานุภาพลึกล้ำปานนี้ คราแรกที่นางเริ่มฝึกปรือ นางคราญยะเยือกเคยกล่าวกับนางว่าวิชาแส้นี้ห้ามใช้กับคู่มือทั่วไป แต่หากเผชิญกับศัตรูที่เข้มแข็งกว่า สามารถอาศัยวิชานี้กอบกู้สถานการณ์

นางหาล่วงรู้ไม่ว่า ความหมายของนงคราญยะเยือกคือยามใดที่ฉี้อิงพบพานเทพเจ้าสันโดษ จะคิดใช้นางช่วยระบายอารมณ์แทน วิชาแส้นี้จะสามารถบังคับเทพเจ้าสันโดษถอยกายไปสิบก้าว

สุดท้ายเทพเจ้าสันโดษมาตรแม้นสามารถคลี่คลายแก้ไขได้ แต่จะอย่างไรมันพอพบว่านางกลับมีวิชาสยบมันหลายกระบวนท่า ย่อมต้องละเว้นชีวิตนางชั่วคราว เพื่อนัดต่อสู้กับนางใหม่

คาดมิถึงว่าฉี้อิงเพราะคิดช่วยเหลือซิเล้ง กลับใช้วิชาแส้นี้จัดการกับทายาทเทพเจ้าสันโดษ พลังฝีมือกิมเม้งตี้ย่อมมิอาจเปรียบเทียบกับซือแป๋ ไหนเลยหลบรอดได้?

ช่วงเวลานั้น ฉี้อิงจู่โจมอีกสามแส้ ยังหลงเหลืออีกสองกระบวนท่า ก็สามารถกำจัดกิมเม้งตี้

ในสายตาของกี้เฮียงเค้ง วิชาแส้ของฉี้อิงแม้ธรรมดาสามัญ แต่สามารถบีบเค้นคุกคามกิมเม้งตี้จนหมดสิ้นหนทางได้

ยามนี้ได้ยินซิเล้งส่งเสียงคำรามอย่างเดือดดาล ที่แท้ตั้งแต่ฉี้อิงหักล้างกับกิมเม้งตี้ ซิเล้งก็คอยเหลือบมองตลอดเวลา สมาธิเมื่อมิสำรวม ผู้กล้าหาญดาบทองจึงเป็นฝ่ายรุกตลอดเวลา

จวบจนบัดนี้จึงทุ่มเทวิชากระบี่อันดุดันออก แผ่อานุภาพอย่างรุนแรง บีบบังคับผู้กล้าหาญดาบทองต้องถอยกายไปหลายก้าว

คาดมิถึงอึ้งไถ่พลันแค่นหัวร่อดังเฮอะฮะขึ้น ขยับดาบในมือคุกคามเข้ามา ตระเตรียมลงมือช่วยเหลือผู้กล้าหาญดาบทองอีกแรงหนึ่ง

กี้เฮียงเค้งทราบดีว่า อึ้งไถ่มีพลังฝีมือลึกล้ำหาเป็นรองผู้กล้าหาญดาบทองไม่ จอมอสูรทั้งสองหากลงมือกลุ้มรุม ซิเล้งอย่างมากสามารถต้านรับได้ยี่สิบกระบวนท่า จากนั้นมิอาจต้านรับได้


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here