๑๖
♦ ชะตาชีวิตซิเล้ง ♦
……………

กล่าวถึงซิเล้ง ร่างที่จมดิ่งสู่ส่วนลึกของสายน้ำ แข็งทื่อราวกับซากศพที่ตกตายไปแล้วซากหนึ่ง

แต่ความเย็นยะเยียบพอคุกคามใส่ สติสัมปชัญญะของซิเล้งก็ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางพลังกดดันจากรอบกาย กระตุ้นจนซิเล้งกวัดแกว่งสองแขนในท่าแหวกว่าย พร้อมกับลืมตาขึ้น

แลเห็นสายน้ำลอยกระเพื่อม สาหร่ายทะเลงอกเงย มัจฉาใหญ่น้อยแหวกว่ายไปมา สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง

แต่ซิเล้งยังคงเคลื่อนไหวร่างกาย ลอยกระเพื่อมอยู่ใต้น้ำ พร้อมกับเริ่มขบคิดลำดับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

หลังจากตนกลืนยาเม็ดซึ่งกี้เฮียงเค้งมอบให้ จากนั้นก็บังเกิดอาการง่วงเหงา ทุกสัดส่วนมีอาการเมื่อยขบ จากนั้นหลับไหลไป

สำหรับเหตุการณ์ต่อมา ซิเล้งก็มิอาจล่วงรู้ มิทราบว่าตัวเองไฉนจมอยู่ในน้ำ มีกี้เฮียงเค้งกับกิมเม้งตี้อยู่ที่ใดแล้ว

ซิเล้งได้อาศัยวิชาทางน้ำที่เชี่ยวชาญ กลั้นลมหายใจไว้ แต่ยามเคลื่อนไหวร่างกายรู้สึกว่าบริเวณชายโครงมีอาการเจ็บแปลบปลาบ

ซิเล้งหาทราบไม่ว่า ตำแหน่งนี้ที่แท้ถูกกิมเม้งตี้ใช้เท้าแตะใส่ ยังประเสริฐที่ฝ่ายตรงข้ามมิได้ใช้กำลังภายในรุนแรง หาไม่แล้วคงบอบช้ำสาหัสยิ่ง

หลังจากแหวกว่ายจนสูญเสียกำลังไปอักโขแล้วก็สามารถลอยขึ้นเหนือผิวน้ำได้ ประกายตาพอเหลือบแล เห็นริมฝั่งเป็นพุ่มพฤกษ์อันหนาทึบ ทิวทัศน์แปลกตามิเคยพบพาน คาดว่าคงถูกกระแสน้ำพัดพาจากที่เดิมจนมาถึงตำแหน่งนี้

ซิเล้งคิดแหวกว่ายสู่ฝั่ง แต่ยามเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ บังเกิดอาการเมื่อยล้าไร้เรี่ยวแรง มิสามารถรุดหน้าแม้แต่น้อย

สัญชาตญาณของการรักชีวิต ทำให้ซิเล้งมิยินยอมรามือรอมรณะ พยายามกวัดแกว่งสองแขน และถีบเท้าทั้งสองข้าง บังคับให้ร่างกายสามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้นานที่สุด

แต่วิธีเช่นนี้ ไม่อาจคลี่คลายสถานการณ์ได้ ทั้งนี้เพราะสุดท้าย ซิเล้งต้องสูญเสียกำลังจมลงใต้น้ำอีก

ในที่สุดช่วงเวลานั้นก็เยี่ยมกรายมา ร่างของซิเล้งเริ่มจมวูบลงสู่ส่วนลึกของสายน้ำอย่างแช่มช้า

ซิเล้งคาดคิดมิถึงว่าจะต้องตกตายในสภาพเช่นนี้ ตอนนี้จิตใจมีแต่ความรู้สึกท้อแท้ทอดอาลัย…

ยามนั้น เหนือศีรษะปรากฏวัตถุสิ่งหนึ่งลอยลงมา ซิเล้งพอแหงนหน้าขึ้นกวาดมอง แลเห็นเป็นเส้นเถาวัลย์ที่คล้องลงมาหมายรัดพันตน

อย่างแม่นยำ เส้นเถาวัลย์พอดีคล้องลงร่างท่อนบนของซิเล้ง จากนั้น สั่นกระตุกคราหนึ่ง ผูกรัดซิเล้งอย่างแน่นหนา พร้อมกับฉุดลากซิเล้งเข้าสู่ฝั่งอย่างรวดเร็ว

แลเห็นกระแสน้ำแตกกระจายเป็นช่องใหญ่ เมื่อร่างของซิเล้งลากผ่านไป ในที่สุดเข้าสู่ฝั่งได้สำเร็จ

ซิเล้งไม่มีเวลาสังเกตว่า ผู้ยื่นมือช่วยเหลือตนเป็นใคร รีบรวบรวมกำลังพาร่างขึ้นสู่พื้นดิน จากนั้นหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ในใจลอบชมเชยวาสนาที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

ยามนั้น เส้นเถาวัลย์บนร่างผ่อนคลาย และถูกดึงกลับไป จากนั้นปรากฏเงาร่างสายหนึ่ง สะอึกปราดเข้ามา ซิเล้งพอเงยหน้าขึ้นกวาดมอง แลเห็นเป็นแฮ่โฮ้วคง นักปัญญาชนผู้นั้น!

ซิเล้งรวบรวมกำลังยืนหยัดลุกขึ้น บทพิศวงสงสัยมิได้ ฝ่ายตรงข้ามชั้นไหนประกอบพฤติการณ์ธัมมะ แต่จะอย่างไรแฮ่โฮ้วคงเท่ากับเป็นผู้มีพระคุณ จึงน้อมการลงคาราวะกล่าวว่า

“ขอขอบพระคุณในการช่วยชีวิต”

แฮ่โฮ้วคงแย้มยิ้มเล็กน้อย อิริยาบถของมันยังสำรวมเช่นผู้คงแก่เรียน แต่คล้ายดั่งได้หลุดพ้นจากสามัญชนโดยสิ้นเชิง กล่าวยังแช่มช้าว่า

“เราความจริงกำลังเสาะหาท่านอยู่ และขอให้รับทราบไว้ท่านในความเข้าใจของกิมเม้งตี้ เป็นบุคคลที่หามีชีวิตไม่!”

ซิเล้งบังเกิดความสงสัยใจอย่างใหญ่หลวง ในยามกระทันหันได้แต่ทวนคำว่า

“ผู้อื่นเข้าใจว่าข้าพเจ้าตายแล้ว? …นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด?”

“ท่านรับฟังตั้งแต่เริ่มเถอะ เราพอจากเฮียงเค้ง พลันหวนคิดได้ว่าระหว่างท่านกับกิมเม้งตี้คล้ายดั่งมีข้ออริบาดหมางกัน เราไม่คิดให้พวกท่านต้องทำลายล้างกันเอง จนสูญเสียกำลังต่อต้านอลัชชีโลกันตร์ จึงรีบหวนกลับไป แต่คิดไม่ถึงว่ากลับยังมาสาย”

ซิเล้งรับฟังอย่างจดจ่อ ได้ยินแฮ่โฮ้วคงเล่าต่อ

“เราพบเห็นกี้เฮียงเค้งมอบยาเม็ดให้ท่านกลืนกินลงไป จากนั้นท่านก็มีสภาพราวผู้เสียชีวิตและถูกกิมเม้งตี้ทำร้ายตกลงสู่สายน้ำ โดยกี้เฮียงเค้งกล่าวอ้าง ท่านได้ตกตายไปก่อนแล้ว

“เกี่ยวกับเรื่องนี้เราใคร่ครวญคำนวณเป็นเวลานาน รู้สึกกี้เฮียงเค้งมิมีเหตุผลที่จะประทุษร้ายท่านเลย

“พร้อมกับนั้นเรายังฉุกใจได้คิด กล่าวคือเราเคยทราบมาว่าในวิชาแพทยศาสตร์มีตำรับยาขนานหนึ่งสามารถทำให้ผู้กลืนกินมีสภาพราวซากศพ ดูผิวเผิน เรือนร่างแข็งทื่อมิเคลื่อนไหว หัวใจหยุดทำงาน แต่บุคคลนั้นหาได้สูญเสียชีวิตไม่ เพียงคล้ายหลับไหลอย่างสนิท เฉกเช่นกับเต่าจําศีล

“เราหากสันนิษฐานมิผิดพลาด กี้เฮียงเค้งมีตัวยาขนาดนั้น และวางแผนช่วยเหลือท่านอยู่ก่อน”

ซิเล้งเพิ่งล่วงรู้ว่าตัวเองตกตายไปชั่วขณะหนึ่ง พอรับฟังถึงตอนนี้ก็โพล่งว่า

“กี้โกวเนี้ยวางแผนการอย่างไร?”

แฮ่โฮ้วคง อธิบายว่า

“ความจริงผู้กลืนกินยาขนาดนี้เรือนร่างต้องแช่อยู่ในกระแสน้ำ ฤทธิ์ยาภายในจึงจะถูกระบายสลายสิ้นค่อยสามารถเคลื่อนไหวได้ มาตรมิเช่นนั้นก็จะมีสภาพแข็งทื่อ มิผิดแผกจากคนตาย

“กี้เฮียงเค้งคำนวณว่ายามใดที่ออกจากบึงแจ้งอาคารกระจ่าง กิมเม้งตี้ย่อมบังเกิดความคิดหมายสังหารท่าน พอมาถึงริมลำธาร นางจึงให้ท่านกลืนกินยาเม็ด บ่งบอกว่าท่านถึงแก่ความตายไป

“กิมเม้งตี้แม้พิสูจน์ด้วยตนเองจนมั่นใจ แต่ไม่มีจิตใจละเว้นซากศพของท่าน โดยทำร้ายท่านตกลงสู่แม่น้ำ หาทราบไม่ว่าพฤติการณ์ของมันกลับช่วยเหลือท่านคืนชีวิตมา

“มาตรแม้น กิมเม้งตี้เป็นผู้มีไมตรีอยู่บ้าง พอพบว่าท่านตกตาย อาจขุดหลุมฝังซากศพท่าน ซึ่งนั่นเท่ากับปลิดชีวิตของท่านไป

“วิธีของนางนี้แม้เสี่ยงอันตรายยิ่งนัก แต่เฮียงเค้งก็มิอาจไม่กระทำ ทั้งนี้เพราะนอกจากวิธีนี้แล้ว ปราศจากหนทางอื่นอีก สรุปแล้ว ต้องยกย่องความสามารถของนาง”

ซิเล้งนับว่าเข้าใจเรื่องราวกระจ่างแจ้ง กี้เฮียงเค้งเท่ากับช่วยชีวิตของตนอีกครา จึงกล่าวกับแฮ่โฮ้วคงว่า

“ขอขอบคุณสำหรับคำชี้แจง…”

ยามนี้ค่อยฉุกคิดขึ้นว่า ตัวเองมีสภาพราวผู้ไร้พลังฝีมือ อดบังเกิดความรันทดหดหู่มิได้ มิอาจเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา

แฮ่โฮ้วคงกล่าวว่า

“เราต้องขออภัยที่คราก่อนใช้ผงหอมหลงวิญญาณทำร้ายท่าน บัดนี้ขอไถ่ถอนโทษทัณฑ์โดยมอบยาเม็ดเสริมกำลังให้ ท่านหากกลืนกินยาเม็ดนี้แล้วก็สามารถเดินเหิน บำรุงร่างกายแข็งแรงขึ้นบ้าง

“หากแม้นภายในสิบวัน สามารถหาวิธีการฟื้นฟูพลังฝีมือที่สูญหายไป ก็จะมีพลังการฝึกปรือดังเดิม หากพ้นกำหนดนี้ เกรงว่ามิสามารถรักษาชีวิตไว้ได้”

ขณะกล่าววาจาก็ล้วงหยิบยาเม็ดสีเขียวเม็ดหนึ่งมอบส่งให้ซิเล้งรับมากลืนกินอย่าเงียบงัน

แฮ่โฮ้วคงส่งเสียงกล่าวว่า

“เราสามารถช่วยเหลือท่านได้เพียงเท่านี้ หวังว่าท่านคงเข้าใจ”

ซิเล้งผงกศีรษะกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านยิ่ง ท่านแม้ถูกสภาพแวดล้อมที่ชั่วร้ายกล่อมเกลามาเนิ่นนาน ยังถูกความรู้จักผิดชอบชั่วดีลบล้างไปได้ สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่รุ่งโรจน์ เป็นแบบอย่างที่น่าสรรเสริญ”

แฮ่โฮ้วคงรับฟังอย่างสำรวม พลันมีประกายตาเจิดจ้ากล่าวว่า

“ท่านมีอายุเยาว์วัย กลับเปี่ยมภูมิปัญญาปานนี้ โอกาสหน้าเราสองคงมีวาสนาพบพานกันอีก”

ซิเล้งคารวะมันเป็นการน้อมส่ง แฮ่โฮ้วคงก็ประสานมือขึ้น แล้วจึงหันกายก้าวจากไปอย่างโอ่อ่าผ่าเผย

ซิเล้งหลังจากกลืนกินยาเม็ดเสริมกำลังลงไป ก็มีสภาพคึกคักเข้มแข็งมิอ่อนแอดั่งเมื่อครู่ พอจะรอนแรมออกเดินทางได้

เพียงขั้นตอนต่อไปสมควรดำเนินอย่างไร? ซิเล้งพลันหวนนึกถึงคำบ่งบอกของกี้เฮียงเค้งเมื่อกาลก่อน โดยให้ตนอีกหนึ่งเดือนเร่งรุดสู่เมืองไคฮงเพื่อพบพานกับฉี้อิงที่เก๋งมังกร

หลังจากคำนวณระยะเวลา ตอนนี้ห่างจากกำหนดนัดประมาณสิบกว่าวัน แต่ระยะทางจากที่นี่ถึงเมืองไคฮง ต้องสูญเสียเสียเวลาเดินทางพอๆ กัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ซิเล้งจึงรีบเร่งรุดไปตามกำหนดนัดพบ โดยพยายามปกปิดร่องรอยไว้ ทั้งนี้เพราะตนนอกจากมีกิมเม้งตี้ที่เป็นศัตรูส่วนตัวแล้ว ยังมีผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง

คาดไม่ถึงว่าหลังจากรอนแรมหลายวันจนใกล้บรรลุถึง ตามรายทางกลับพบพานยอดฝีมือชั้นเยี่ยมแห่งยุค มีจำนวนมากมายผิดปรกติ คล้ายดั่งกำลังค้นหาร่องรอยของผู้ใดอยู่

ซิเล้งพอพบเห็นก็เพิ่มพูนความระมัดระวังยิ่งขึ้นหา ทราบไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามก็มีจุดมุ่งหมายสืบเสาะร่องรอยของฉี้อิง

ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียด ซิเล้งก็เดินทางมาถึงตัวเมืองไคฮง ยามอรุณรุ่งประจวบเหมาะกับบรรลุถึงเก๋งมังกร

จิตใจของซิเล้งหวั่นวิตกว่าฉี้อิงจะมิเร่งรุดมา การรอคอยผ่านพ้นจนถึงยามสนธยา ยังปราศจากร่องรอยของนางในดวงใจ ทำให้กระวนกระวายอย่างใหญ่หลวง

ช่วงเวลานั้น เงาร่างสายหนึ่งปรากฏเข้ามาแลเห็นเป็นดรุณีชุดดำผมยาวสยาย นางก็คือฉี้อิงซึ่งมีลักษณะเฉกเช่นเดิมโดยมิผิดเพี้ยน

ทั้งสองได้พบพานกันภายในเก๋ง พากันเกาะกุมมือของอีกฝ่ายหนึ่ง ประสานสบตากันเงียบงัน

ฉี้อิงเป็นผู้เอื้อนเอ่ยขึ้นก่อน กล่าวว่า

“ฟ้าเอย ท่านคล้ายดั่งจากข้าพเจ้านานนับร้อยปี ข้าพเจ้ามิทราบไฉนยังสามารถกล้ำกลืนความเปล่าเปลี่ยว ผ่านกาลเวลาอันน่าพรั่นพรึงหนีอย่างไร?”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ท่านคะนึงถึงข้าพเจ้าปานนี้หรือ?”

ฉี้อิงใช้มือทุบลงบนร่างกายฝ่ายตรงข้ามกล่าวว่า

“หรือว่าจะแสร้งกล่าวโป้ปดด้วย?”

“ข้าพเจ้ามิใช่ไม่เชื่อถือ หากแต่มิกล้าเชื่อมั่น ข้าพเจ้ารู้สึกวิตกกังวลตลอดเวลาว่า ท่านมิอาจเร่งรุดมาตามกำหนดนัดหมาย ท่านว่าน่าหัวร่อหรือไม่?”

ฉี้อิงเกาะกุมต้นแขนของซิเล้ง กล่าวอย่างหมกมุ่น

“การเดินทางครั้งนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคและถูกผู้อื่นจะกดติดตาม จนมิกล้าปรากฏกายอย่างเลินเล่อ เมื่อหลายวันก่อนพอบรรลุถึงตัวเมืองลกเอี้ยง ก็จำต้องหลบเร้นซุกซ่อนชั่วคราว

จวบจนกำหนดนัดใกล้มาถึง ข้าพเจ้ามีแต่เสี่ยงอันตรายออกเดินทาง เป็นเหตุให้ชักช้าถึงยามนี้”

นางความจริงมิใช่คนที่สุขุมรอบคอบปานนี้ แต่คราก่อนตนเองเป็นต้นเหตุชักจูงให้ศัตรูฝ่ายตรงข้ามประทุษร้ายต่อซิเล้ง เพราะเหตุนี้จึงมิกล้าเลินเล่ออีก แต่ทว่าสุดท้ายยังคงพลาดพลั้ง ขณะเดินทางมายังเก๋งมังกร ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามพบเห็นโดยที่นางมิทันรู้สึกสำนึก

ซิเล้งพอได้รับฟังคำบอกเล่า ก็สะเทือนใจอย่างรุนแรง ร้องโพล่งว่า

“ผู้สะกดติดตามท่านเป็นบุคคลประเภทใด?”

ล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง แต่บัดนี้กลับปฏิบัติหน้าที่สะกดรอยผู้อื่น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผู้บงการหลังฉาก มิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน”

ซิเล้งมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปกล่าวว่า

“มิผิดแม้แต่น้อย ผู้บงการให้ชนชาวบู๊ลิ้มติดตามท่าน คงเป็นผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง นี่แต่มันซึ่งทรงเกียรติภูมิหมดจด จึงสามารถใช้สอยยอดฝีมือในวงนักเลงได้”

ฉี้อิงมิใช่ผู้ปราศจากความคิด พอฟังก็พลอยตื่นตระหนกขึ้น แต่มิได้หวั่นไหวเกี่ยวกับสภาพการณ์ของตัวเอง หากกังวลในความปลอดภัยของซิเล้ง นางกล่าวว่า

“นั่นก็แย่แล้ว ข้าพเจ้าเท่ากับชักจูงผู้กล้าหาญดาบทองมาพบพานท่าน อาศัยขุมกำลังและเล่ห์เพทุบายของมัน ข้าพเจ้าไหนเลยตามทัน”

ซิเล้งกล่าวอย่างเคร่งเครียด

“พวกเรามิอาจต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากข้าพเจ้าตอนนี้สูญเสียพลังฝีมือแล้ว”

ตนนับตั้งแต่กลืนกินยาเม็ดเสริมกำลังของแฮ่โฮ้วคงแล้ว ก็รอนแรมเดินทาง ฤทธิ์ยาจึงสูญสิ้นประสิทธิภาพ จวบจนบัดนี้คืนสู่สภาพผู้ปราศจากฝีมือ

ฉี้อิงรู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายยิ่ง บังเกิดความแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ถามว่า

“ที่แท้เป็นเรื่องราวใด?”

ซิเล้งจึงบอกเล่าเหตุการณ์ที่ถูกทำร้ายด้วยผงหอมหลงวิญญาณ และติดตามกี้เฮียงเค้งฝ่าบึงแจ้งอาคารกระจ่าง ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจาก แฮ่โฮ้วคงให้รับทราบจนหมดสิ้น

จากนั้นกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าขณะเร่งรุดเดินทางมา ตลอดเวลาหมกมุ่นคำนึงถึงวิธีช่วยเหลือตัวเอง คราครั้งนี้จึงต้องขอให้ท่าน ร่วมมือกับข้าพเจ้าฟื้นฟูกำลัง”

ฉี้อิงรีบกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าสามารถช่วยเหลือท่านได้อย่างไร?”

“ขณะที่ข้าพเจ้ารอคอยท่านอยู่ พลันบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่ง หลังจากครุ่นคิดอย่างมุมานะ ในที่สุดบัญญัติวิชาฟื้นฟูกำลังให้กับตัวเอง

“ความจริง ข้าพเจ้ามิใช่สูญเสียพลังฝีมือจริง เพียงแต่กำลังภายในที่มีอยู่ไม่สามารถใช้ออกนอกจากขจัดควันหอมหลงวิญญาณ ซึ่งซึมซาบอยู่ในร่าง

“ท่านซึ่งมีพลังการฝึกปรือเป็นธาตุเย็นบริสุทธิ์ กอปรกับเป็นทายาทของท่านผู้อาวุโสแซ่เซียว (นงคราญยะเยือก) อาจสามารถช่วยเหลือข้าพเจ้าได้”

ฉี้อิงกล่าว

“วาจานี้มีเหตุผล ซือแป๋กับอาวเอี้ยงซือแป๊ะเป็นสหายมักคุ้นกัน ในแนววิชาฝีมือย่อมต้องมีการสอดคล้องต้องกัน ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบเสาะหาสถานที่ลงมือเถอะ”

ทั้งสองออกจากเก๋งมังกร เดินเหินมินานก็กลับเข้ามาในตัวเมือง โดยหาล่วงรู้ไม่ว่า ผู้กล้าหาญดาบทอง พร้อมกับชนชาวบู๊ลิ้มได้มาชุมนุมอยู่ภายในตัวเมืองไคฮงแล้ว

ยามค่ำมืดตามถนนหลวง มีผู้คนพลุกพล่าน ซิเล้งถามไถ่ผู้คนที่สัญจรไปมาเล็กน้อย แล้วจึงนำพาฉี้อิงเลี้ยวเข้าไปในตรอกซอยสายหนึ่ง

ฉี้อิงกล่าวอย่างสงสัยว่า

“ท่านคิดไปที่ใด?”

ซิเล้งอธิบายว่า

“พวกเราหากพักอาศัยในโรงเตี๊ยม ย่อมตกเป็นเป้าสายตาผู้อื่น ดังนั้นข้าพเจ้าหวนนึกถึงผู้อาวุโสรุ่นเดียวกับบิดาผู้ล่วงลับท่านหนึ่ง มีนิวาสถานอยู่ในไคฮง จึงคิดไปขออาศัยสถานที่รักษาตัว”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“ขอเพียงท่านดี พวกเราก็ไปกันเถอะ แต่ท่านสมควรปั้นแต่งเรื่องราวไว้อ้างอิงต่อผู้อาวุโสท่านนั้นด้วย”

“ข้าพเจ้าจะบ่งบอกกับผู้อื่นว่า ท่านเป็นภรรยาของเรา มาตรมิเช่นนั้นก็ไม่สะดวกต่อการอาศัยอยู่ร่วมห้องเดียวกันแล้ว”

ฉี้อิงมีใบหน้าแดงระเรื่อกล่าวเบาๆ

“แล้วแต่ท่านเถอะ”

นางน้อยครั้งจะมีอิริยาบถเช่นนี้ ซิเล้งพอได้ยลถึงกับบังเกิดความพลุ่งพล่านใจ จับจ้องอย่างงงงันครู่หนึ่งค่อยกล่าวว่า

“ผู้อาวุโสท่านนั้นแซ่โค้ว เป็นชนชั้นบัณฑิตทระนงในศักดิ์ศรี สนิทสนมกับบิดาผู้ล่วงลับยิ่งนัก เพียงแต่มีวาสนาน้อยนิด ไม่เคยได้รับตำแหน่งในราชการเลย

“ข้าพเจ้าจดจำได้ว่า ผู้อาวุโสนั้นขณะจากเมืองหลวง อ้างว่าจะหวนกลับสู่ไคฮงเมืองมาตุภูมิปลูกผัก ใฝ่หาความสงบ สวนผักของท่านก็อยู่เบื้องหน้า หลายปีก่อนข้าพเจ้าอยู่ในสังกัดผู้กล้าหาญดาบทองเคยเร่งรุดมาคราหนึ่ง”

ทั้งสองยิ่งเดินเหินยิ่งรกร้าง มินานให้หลังเบื้องหน้าสายตาปรากฏเป็นสวนผักผืนใหญ่ ตึกอาคารปลูกสร้างเป็นหลังๆ ล้วนเก่าแก่โบราณและปรักหักพัง

ซิเล้งพอมาถึงที่หมาย อดหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยมิได้ แต่ยังขบกรามกรอด สาวเท้าไปทางบ้านเรือนหลังซ้ายสุด เคาะห่วงประตูครั้งหนึ่ง

ช่วยครู่ให้หลัง ปรากฏผู้คนออกมาต้อนรับ แลเห็นเป็นชายชราอายุประมาณหกสิบปี อาภรณ์ที่สวมใส่สมถะยิ่ง แต่เค้าหน้ามีแววสำรวมเฉกเช่นผู้คงแก่เรียน

ฉี้อิง พลันเบือนศีรษะกลับไปด้านหลัง พบว่าบุรุษผู้ที่มีลักษณะคล้ายดั่งสารถี และเสมือนกับสะกดรอยตามมาตลอดรายทางได้หายสาบสูญไปแล้ว

นางเข้าใจว่า สถานที่นี้คนส่วนใหญ่ล้วนยากจน สารถีคนนั้นอาจพำนักอยู่ที่นี่ หามีเจตนาสะกดรอยตามไม่ กอปรกับในยามนี้ มิอนุญาตให้นางได้ใคร่ครวญ

ชายชราผู้ออกมาต้อนรับคือผู้เฒ่าแซ่โค้วเอง ได้ยินสำเนียงของซิเล้งก็จดจำได้ เชื้อเชิญทั้งสองเข้าสู่ภายใน แลเห็นห้องหับแม้มีสภาพยุ่งเหยิงแต่สะอาดสะอ้านยิ่ง

ซิเล้งแนะนำฉี้อิงให้รู้จักกับผู้เฒ่าแซ่โค้ว จากการปฏิสันถาร ทราบว่าสถานที่นี้เหลือแต่มันกับหลานชายผู้หนึ่ง ทั้งนี้เพราะบุตรโทน และสะใภ้ของมัน ได้เสียชีวิตเมื่อหกเจ็ดปีก่อนแล้ว

ฉี้อิงพอทราบว่า ชายชราผู้นี้เปล่าเปลี่ยวอาภัพ ก็เห็นอกเห็นใจยิ่ง ขณะที่ซิเล้งบ่งบอกเจตนาการมา ทารกชายผู้หนึ่งก็วิ่งปราดเข้ามา เป็นหลานของผู้เฒ่าแซ่โค้ว นามโค้วเพ้ง อายุสิบสามปีสมบูรณ์แข็งแรง เค้าหน้าก็หมดจดคมคาย

มันใช้สายตาสำรวจมองอาคันตุกะที่มาเยือนอย่างตื่นเต้นสงสัย เท่าที่มันจำความได้ ครอบครัวของมันแทบไม่มีแขกเหรื่อเลย

ฉี้อิงยามไร้เรื่องราวกระทำ จึงสนทนากับทารกผู้นั้น รู้สึกมันมีคารมสำรวมและฉลาดเฉลียวต้องบังเกิดความรักใคร่เอ็นดู

พอถามว่าเมื่อครู่มันไปที่ใด โค้วโพ้งก็กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าทุกวันอรุณรุ่ง จะไปที่นั่นฝึกปรือฝีมือ”

พลางชี้มือไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวอีกว่า

“ที่หลังตึกเป็นลานกว้างแห่งหนึ่ง ถัดจากนั้นก็คือประตูหลังของสำนักคุ้มกันภัย ในสำนักมีซือแป๋แซ่ต่อถ่ายทอดวิชาหมัดมวยให้ ข้าพเจ้าก็ฝึกฝนจากที่นั้นเอง”

ปู่ของโค้วเพ้งพอได้ยินจึงกล่าวเสริมว่า

“ทารกผู้นี้จิตใจมานะอดทน ฝึกปรือมาสามปีแล้ว คราก่อนมีร่างกายอ่อนแอ บัดนี้กลับแข็งแรงยิ่งนัก”

จากนั้นซักไซ้ความหลังต่อซิเล้ง ฉี้อิงจึงอ้างว่าจะไปทางด้านหลังเพื่อจัดแจงห้องพัก ผู้เฒ่าแซ่โค้วบงการให้โค้วเพ้งเป็นผู้นำพา

ฉี้อิงติดตามโค้วเพ้งเข้าสู่ด้านใน ผ่านห้องหับที่รกร้างแถบหนึ่ง จนถึงหลังตึกซึ่งกำแพงส่วนหนึ่งได้พังทลาย สามารถแลเห็นลานกว้างทางด้านนอก มีสภาพสงัดวังเวง

นางกล่าวว่า

“ท่านสามารถฝึกหัดหมัดมวยอยู่ในที่นี้ ไฉนต้องออกไปด้านนอกด้วย?”

โค้วเพ้งตอบว่า

“ซือแป๋แซ่ต่อ ยังถ่ายทอดวิชาที่บินได้ให้ข้าพเจ้า สามารถพุ่งร่างอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทุกวันจึงต้องวิ่งสักหลายรอบ”

ฉี้อิงจึงให้มันแสดงวิชาออกมา โค้วเพ้งก็วาดมือกวาดเท้าเป็นการใหญ่ ฉี้อิงยามเหลือบแลก็ทราบว่าเป็นเพลงหมัดของเสียวลิ้ม

จากนั้นโค้วเพ้งก็พุ่งร่างออกไป ทางรอยแตกของกำแพงตึก วิ่งตะบึงอยู่หนึ่งตลบแล้วหวนกลับมา ใบหน้ากลับมิแดงลมหายใจก็ไม่หอบด้วย

ฉี้อิงทราบว่า มันได้ฝึกหรือแนววิชามาตรฐาน และปรับรากฐานได้มั่นคง ขอเพียงรับการชี้แนะกรุยทาง จะมีความสำเร็จอันสูงส่ง

ทั้งสองทางหนึ่งปัดกวาดห้องหับ อีกทางหนึ่งสนทนาปราศรัย ฉี้อิงเพิ่งทราบว่าซือแป๋แซ่ต่อในสำนักคุ้มกันภัยได้จากไปเมื่อสองปีก่อน แต่โค้วเพ้งยังฝึกปรือวิชาเก่าโดยมิทอดทิ้ง

โค้วเพ้งกล่าวอีกว่าที่ลานกว้างทางด้านนอกมักมีผู้คุ้มกันภัยฝึกปรือวิชาฝีมือ แต่มันหาได้สนใจไม่ เนื่องจากหนึ่งนั้นจากปากคำของซือแป๋แซ่ต่อ ดูแคลนนักสู้คนอื่นๆ สองนั้นมันรู้สึกว่าแนววิชาของผู้อื่นธรรมดาสามัญ มิอาจทัดเทียมกับวิชาซึ่งเคยฝึกฝนมา

ฉี้อิงจึงชี้แนะแนววิชาอันสูงสุดให้ เห็นมันไม่คบหากับผู้คนภายนอก แสดงว่าเป็นผู้ที่รักษาความลับได้อย่างดี

ประการสำคัญคือโค้วเพ้งสืบตระกูลมาจากครอบครัวบัณฑิต ผู้เป็นปู่คงพร่ำอบรมหลักธรรมของนักปราชญ์ ภายภาคหน้ามิปฏิบัติตนเป็นฝ่ายอธรรมอย่างแน่นอน

ฉี้อิงถ่ายทอดวิชาให้สองประการ หนึ่งเป็นแนวพลังภายใน อีกหนึ่งเป็นวิชาตัวเบา ด้านวิชาตัวเบามิต้องพร่ำบอก โค้วเพ้งพอเหลือบแลก็ตื่นเต้นจนตะลึงลาน

ส่วนด้านพลังภายใน นางพอกระแทกฝ่ามือทำลายแผ่นไม้ที่อยู่ห่างไปแหลกกระจายเป็นผุยผง โค้งเพ้งถึงกับเลื่อมใสจนสุดหัวใจ สาบานว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องราวกับผู้ใด

ฉี้อิงท่องเคล็ดวิชาให้ โค้วเพ้งปรับรากฐานมีกำลังภายในอยู่แล้ว พอได้รับการอบรมอีกขั้นหนึ่ง จึงมิยากแก่การจดจำภายภาคหน้าขอเพียงมานะฝึกฝนนับเป็นผู้ทรงฝีมือได้

นอกจากนั้นฉี้อิงยังถ่ายทอดวิชาฝ่ามือแขนงหนึ่งมีทั้งหมดสิบสองท่าร่าง ปะปนทั้งหมัดและฝ่ามือ ยังมีประสิทธิภาพในการคว้าจับ และสอนวิชาตัวเบาให้อีก

ยามเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ซิเล้งหมกมุ่นอยู่ในห้องเดียวกับฉี้อิง ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม หารือวิธีการใช้แนวพลังเย็นเยือกของฉี้อิงฟื้นฟูกำลังให้กลับซิเล้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับมีวิธีปฏิบัติหลายประการ บ้างแม้รวดเร็วแต่เปี่ยมภยันตราย บ้างมีผลสำเร็จเชื่องช้าแต่ปลอดภัย

สุดท้ายทั้งสองตกลงวิธีหนึ่ง กำหนดเวลามินับว่าเร็วแต่ไม่ถึงกับเชื่องช้า ผิวเผินไร้อันตราย แต่ก็อาจประสบอุบัติเหตุได้

วิธีการคือให้ฉี้อิงเร่งเร้าธาตุยะเยือกภายในกาย ผนึกเป็นกระแสพลังชนิดหนึ่ง ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างซิเล้ง เพื่อชักนำธาตุอัคคีบริสุทธิ์ รวมรั้งกันก่อเกิดพละกำลังขึ้น

จากนั้นค่อยถ่ายเทกระแสพลังนั้น แผ่กระจายไปตามส่วนสัดต่างๆ ขจัดควันหอมหลงวิญญาณภายในร่างให้สูญหายหมดสิ้น

ซิเล้งหากแม้นมิได้รับพลังยะเยือกจากฝ่ายตรงข้ามมาหนุนส่งธาตุอัคคีบริสุทธิ์ภายในร่างตน ก็ไม่มีทางฟื้นฟูพลังฝึกปรือ นี่เรียกว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างธาตุอัคคีของบุรุษและธาตุยะเยือกของสตรี

ตามการคาดคำนวณของทั้งสอง ต้องสูญเสียเวลาสองวัน ตลอดเวลาซิเล้งกับฉี้อิงต้องนั่งประจันหน้ากันทั้งยามทิวาราตรี ยื่นฝ่ามือทั้งสองข้างออกประกบกัน

ฉี้อิงจะถ่ายเทลมปราณเยือกเย็นภายในกาย ออกจากใจกลางฝ่ามือมิอาจหันเหหรือรั้งเคลื่อนออกแม้ชั่วครู่ชั่วยาม มาตรมิเช่นนั้นซิเล้งจะทุพพลภาพจวบชั่วชีวิต

วิธีเช่นนี้นับว่าเสี่ยงภยันตรายมิน้อย มีแต่หวังให้สำเร็จ โดยมิอาจล้มเหลว หาไม่แล้วผลสุดท้ายจะเลวร้ายสุดขบคิด

กำหนดสองวัน หากสามารถผ่านพ้นโดยสะดวก ซิเล้งวิธีฟื้นฟูกำลังเป็นปรกติ มิหนำซ้ำในด้านพลังการฝึกปรือจะมีการรุดหน้า

ซิเล้งหาเหตุผลอ้างอิง มิต้องให้ผู้เฒ่าแซ่โค้วส่งอาหารน้ำดื่มมา และห้ามรบกวน จากนั้นปิดประตูหน้าต่างทุกบาน

ทั้งสองพากันนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากัน คำนวณระยะห่างจนเหมาะสม ก็เริ่มต้นเร่งเร้ากำลังของตัวเอง ชั่วครู่ต่อมาค่อยยื่นฝ่ามือทั้งสองข้างออกประกบกันอย่างสนิทแน่น

โค้วเพ้งได้รับคำบงการจากฉี้อิงอยู่ก่อน ดังนั้นเฝ้าสังเกตการณ์อยู่หน้าประตูและหลังตัวตึกมิยอมเหินห่างแม้แต่น้อย

ท่ามกลางความเงียบสงัด บางครั้งได้ยินผู้เฒ่าแซ่โค้วส่งเสียงท่องตำราดังจากในห้องสมุด หรือฝีเท้าก้าวเดินที่แผ่วเบาปราดเปรียวของโค้วเพ้ง

ซิเล้งกับฉี้อิงยิ่งนั่งขัดสมาธิต่อไป สามัญสำนึกก็ยิ่งปราดเปรียว จวบจนถึงยามเที่ยงคืน ธาตุอัคคีบริสุทธิ์ภายในร่างของซิเล้ง ก็รวมรั้งจนบรรลุขั้นมั่นคงแกร่งกร้าว

ควรทราบว่า ธาตุอัคคีหรือยะเยือกในร่างกายของมนุษย์ เป็นพลังธรรมชาติที่มีอยู่ทุกคน หาได้เกี่ยวข้องกับพลังการฝึกปรือของผู้มีฝีมือไม่ ดังนั้นซิเล้งขณะนี้แม้สูญเสียพลังภายใน แต่ยังสามารถรวมรั้งธาตุอัคคีภัยในการขึ้น

 

ในความรู้สึกของหนึ่งบุรุษหนึ่งดรุณี สำนึกได้ว่าธาตุอัคคีของซิเล้ง ซึ่งได้รับพลังธาตุยะเยือกหนุนเสริม หากยิ่งรวบรวมเนิ่นนานเข้า ก็ยิ่งมีประโยชน์ ดังนั้นซิเล้งจึงมีเร่งร้อนเพื่อใช้ขจัดควันหอมในบัดดลเลย

จวบถึงยามเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉี้อิงก็พลอยได้รับผลประโยชน์ด้วย ที่แท้นางตลอดเวลารู้สึกเสื่อมสูญลมปราณไป แม้ไม่มากนัก แต่สามารถทำให้พลังการฝึกปรือเสื่อมโทรมลง

แต่พออดทนถึงยามนี้ มิเพียงไม่ต้องสูญเสื่อมกำลัง กลับทำให้ธาตุยะเยือกของนาง พอรับการเจือจุนจากธาตุอัคคีอันระอุ ก็เพิ่มความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นางบังเกิดความปีติลิงโลดอย่างใหญ่หลวง เพิ่มความมุมานะ ปฏิบัติการครั้งนี้สืบต่อไป

กาลเวลาล่วงลับไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความสงบสงัด ประมาณว่าในยามบ่ายนั้นเอง พลันบังเกิดเสียงเคาะประตูดังอย่างแผ่วเบา!

กระแสเสียงครั้งนี้ สร้างความตื่นตระหนกกับฉี้อิงอย่างใหญ่หลวงคำนึงว่า

“หรือมีอุบัติการณ์ใดบังเกิดขึ้นแล้ว?…”

ฉี้อิงลดสำเนียงจนแผ่วเบา ถามว่า

“เป็นเซี่ยวเพ้ง (เพ้งน้อย) หรือ? มีเรื่องอันใด?”

ได้ยินเสียงโค้วเพ้งดังเข้ามาว่า

“ทางด้านนอกมีผู้คนกำลังเสาะหาเจกเจ่กกับซ่อซ้อ (ยกย่องเป็นอาชายกับอาหญิง)!”

ซิเล้งที่รับฟังอยู่ต้องร้องโพล่งว่า

“มันทราบชื่อแซ่พวกเราหรือไม่?”

โค้วเพ้งตอบว่า

“ทราบ ฝ่ายตรงข้ามเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี”

บุรุษและสตรีผู้นี้ย่อมเป็นกิมเม้งตี้กับกี้เฮียงเค้งอย่างมิต้องสงสัย เพียงแต่ซิเล้งแตกตื่นพิศวงในข้อที่ว่าฝ่ายตรงข้ามไฉนล่วงรู้ว่าตนกับ ฉี้อิงพำนักอยู่ที่นี้? พร้อมกับนั้นกิมเม้งตี้หากพบพานซิเล้งอีกจะบังเกิดผลสุดท้ายอย่างใด?

หรือกิมเม้งตี้สืบทราบว่าตนยังมิตกตาย และเร้นกายอยู่ที่นี้ จึงได้เร่งรถติดตามมา

ฉี้อิงก็ครุ่นคิดได้ว่า สภาพการเลวร้ายน่าพรั่นพรึงยิ่ง ตอนนี้นางมิอาจแยกจากซิเล้ง มาตรมิเช่นนั้นมิเพียงความมุ่งหวังฟื้นฟูพลังฝีมือจะสลายเป็นอากาศธาตุ ยังมีอันตรายถึงแก่ชีวิต

พวกตนนี้ขอเพียงอีกหนึ่งชั่วยาม การถ่ายเทธาตุภายในของทั้งสองก็จะเสร็จสิ้น เพียงแต่หนึ่งชั่วยามที่ว่านี้ ผ่านพ้นอย่างสงบสันติได้อย่างไร?

ในวันเดียวกัน ยามเที่ยงตรง ผู้กล้าหาญดาบทองซึ่งนำกำลังเคลื่อนย้ายจากเมืองลกเอี้ยงสู่เมืองไคฮง พลันส่งคนมาเชื้อเชิญกิมเม้งตี้กับกี้เฮียงเค้ง เข้าร่วมรับประทานอาหาร และอ้างว่ามีเรื่องสำคัญคิดน้อมเรียน

ทั้งสองก็เร่งรุดไป กิมเม้งตี้ได้ถามต่อกี้เฮียงเค้งว่า

“ท่านลองสันนิษฐาน มันไฉนจึงเชื้อเชิญพวกเราร่วมรับประทานอาหารเที่ยง?”

กี้เฮียงเค้งตอบว่า

“ย่อมเป็นเรื่องราว เกี่ยวกับร่องรอยของฉี้อิงเพียงแต่คงมีเลศนัยอื่นแอบแฝงอยู่ หาไม่แล้วมันสามารถมาบอกกล่าวโดยตรง ใยต้องบ่งบอกขนาดอยู่ในงานเลี้ยง”

“ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบไป เรากลับต้องการทราบมันมีเล่ห์เหลี่ยมลวดลายใด?”

กี้เฮียงเค้งกลับกล่าวอย่างเฉยชา

“ข้าพเจ้าล่วงรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่ปราศจากวิธีการแก้ไข บอกกับท่าน สถานที่ซึ่งผู้กล้าหาญดาบทองจัดโต๊ะสุราอาหาร มีการเฝ้ารักษาอย่างเข้มงวด

มาตรแม้นท่านมีพลังฝีมือยอดเยี่ยม ก็เกรงว่าต้องผ่านการหักโหมอย่างสาหัส สำหรับข้าพเจ้ายิ่งมิต้องเอ่ยอ้างถึงเลย”

กิมเม้งตี้ขมวดคิ้วกล่าวว่า

“เรากลับต้องการทดสอบดู เพียงแต่ท่านกลับกล่าววาจาอ้ำๆ อึ้งๆ ที่แท้เป็นอย่างไรแล้ว”

กี้เฮียงเค้งยิ้มน้อยๆ แต่จิตใจบังเกิดความรู้สึกสลดหดหู่คำนึงขึ้น

“…ในใต้หล้ามีแต่เรื่องของบุรุษและสตรี ไม่สามารถคลี่คลายได้โดยใช้สติปัญญา เนื่องจากพลังของความรักสูงล้ำกว่า สติปัญญาของมนุษย์ทุกรูปนาม แม้แต่เราที่เคยเฉลียวฉลาด ขณะนี้กลับรู้สึกยุ่งยากลำบากใจยิ่ง…”

ทั้งสองเดินมาถึงตัวตึกหลังหนึ่ง และเห็นภายในห้องจัดโต๊ะสุราอาหารโต๊ะหนึ่ง ผู้กล้าหาญดาบทองยืนรอ อยู่หน้าบันไดคอยต้อนรับ กล่าวว่า

“เชิญ ท่านทั้งสอง”

กิมเม้งตี้พลันพุ่งร่างขึ้นไปบนหลังคาตึก พบเห็นชายชราอายุประมาณห้าสิบปีในชุดรัดกุมสองคน กระชับอาวุธพรักพร้อม กิมเม้งตี้พอปรากฏขึ้นพวกมันแม้มีสีหน้าคลางแคลงแต่ไม่แตกตื่น พากันตะปบดาบเตรียมพร้อม

มันทั้งสองมีพลังฝึกปรือสมบูรณ์เปี่ยมล้นนับเป็นชนชั้นยอดฝีมือ กิมเม้งตี้แม้มิได้ลงมือ ก็รู้สึกได้ นับว่าสภาพการณ์เริ่มผิดคาดหมายจริงๆ

กิมเม้งตี้พลิ้วกายลงมา ผู้กล้าหาญดาบทองก็ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“กิมเฮียมิต้องระแวงแคลงใจ เรามีข่าวสำคัญคิดน้อมเรียน”

กิมเม้งตี้อุทานดังอ้อ เหลือบมองกี้เฮียงเค้งแลเห็นนางมีสีหน้าเฉื่อยชา มิทราบภายในใจกำลังคำนึงถึงเรื่องใด

ทั้งหมดเข้าร่วมนั่งโต๊ะ กิมเม้งตี้นั่งแน่วนิ่งราวรูปศิลา มิยอมหยิบตะเกียบหรือแตะถ้วยสุรา กล่าวเสียงเย็นชาว่า

“จูเฮียหากมีวาจา ยังคงบ่งบอกมาเถอะ”

ผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งกล่าวว่า

“ก็ได้ เราเพิ่งพบพานร่องรอยของฉี้โกวเนี้ย และทราบว่านางพำนักอยู่ที่ใด”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ประกาศต่อชนส่วนรวมเลย”

“มิได้ นางแม้อยู่ในเมืองไคฮง แต่ต้องบอกกล่าวกับท่านล่วงหน้าก่อน นางมิได้เดินทางเพียงโดดเดี่ยวลำพัง”

กิมเม้งตี้งงงันไปวูบ แต่แล้วเข้าใจได้คำนึงขึ้น

“…ฉี้อิงย่อมอยู่ร่วมกับซิเล้ง ที่แท้เดียรัจฉานแซ่ซิหาได้ตกตายไม่ คราก่อนคงเป็นแผนการของกี้เฮียงเค้ง เรากลับพลาดพลั้งหลงเชื่อถือ…”

มันแค่เสียงดังเฮอะกล่าวว่า

“ผู้ใดอยู่ร่วมกับนาง?”

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าวว่า

“มันเป็นศิษย์ทรยศของเรานามซิเล้ง คราก่อนเรามิเข้าใจว่ามันจะไฉนไปถึงหมู่บ้านตระกูลฉี้ก็หายสาบสูญ ที่แท้เมื่อสามปีก่อนเป็นฉี้อิงลอบช่วยเหลือนั่นเอง”

“อืมม์ ท่านมีบริวารมากมาย หรือต้องอาศัยเราช่วยคร่ากุมซิเล้งด้วย?”

“ฆ่าไก่ใยต้องใช้มีดฆ่าโค บุคคลอันต่ำต้อยเช่นซิเล้ง ไหนเลยต้องรบกวนกิมเฮีย เพียงแต่มันเมื่ออยู่ร่วมกับฉี้อิง นางอาจยื่นมือช่วยเหลือ อย่างนั้นทำให้เรารู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว”

กี้เฮียงเค้งจวบจนบัดนี้ยังมิกล่าววาจา นางล่วงรู้มาก่อนว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพการณ์อันเลวร้าย การพ่ายแพ้เป็นเรื่องราวอันแน่นอน มีแต่หวังว่าสามารถพลิกสถานการณ์ หาโอกาสทำลายกำลังของศัตรูไปส่วนหนึ่ง

ผู้กล้าหาญดาบทองกล่าวอีกว่า

“เรามิมีเจตนาขอร้องให้กิมเฮียต้านรับฉี้อิง เรื่องนี้สมควรกระทำอย่างไร เรายังมิได้ตกลงใจ ต้องการให้พวกเราร่วมเร่งรุดไป ดูว่าซิเล้งกับฉี้อิงอาศัยร่วมห้องเดียวกันนั้นที่แท้มีความสัมพันธ์อย่างไร?”

กิมเม้งตี้คล้ายดั่งถูกเข็มทิ่มแทง ใบหน้าแปรเปลี่ยนจนบิดเบี้ยวปั้นยาก ควรทราบว่ามันแม้จะรักใคร่ฉี้อิงอย่างลึกล้ำ แต่หากแม้นนางอยู่ร่วมห้องกับซิเล้งก่อเกิดความสัมพันธ์กัน จิตใจเพ้อฝันของมันก็เท่ากับสูญสลายสิ้น

กี้เฮียงเค้งทราบดีว่า ผู้กล้าหาญดาบทองกำลังดำเนินอุบายยุยงให้แตกแยก แต่สถานการณ์บีบบังคับจนมิสามารถกล่าวออก หมายความว่ามาตรแม้นทราบดีว่ามรสุมกำลังก่อตัว คำว่าปราศจากหนทางใดๆ

ผู้กล้าหาญดาบทอง รับทราบจากผู้เฒ่ามรณะว่ากี้เฮียงเค้งรักใคร่กิมเม้งตี้ แต่กิมเม้งตี้กลับชมชอบฉี้อิง

ดังนั้น มันจึงอาศัยสถานการณ์เช่นนี้ หาทางทำให้กิมเม้งตี้บังเกิดจิตริษยาอาฆาต นั่นมิเพียงทำให้มันไม่ช่วยเหลือฉี้อิง ภายภาคหน้ายังสามารถดึงดูดกิมเม้งตี้มาได้

มันทราบว่า กิมเม้งตี้เป็นบุคคลที่ปฏิบัติการตามอารมณ์มิแยกแยะความผิดชอบชั่วดี บุคลิกเช่นนี้กับสำนักมันนิยมชมชอบยิ่งนัก พอเพียงปล่อยให้มันประกอบเรื่องชั่วช้าจนเคยชิน ภายหลังมิอาจถอนตัวอย่างเด็ดขาด

ทั้งหมดเริ่มต้นเดินทาง พอบรรลุถึงครอบครัวของตระกูลโค้ว ผู้กล้าหาญดาบทองก็โบกมือวูบหนึ่ง ชายชราอายุห้าสิบปีสี่คนที่ร่วมงานมา ก็แยกย้ายกระจายออก โอบล้อมตัวตึกของตระกูลโค้วเอาไว้ ฝ่ายผู้กล้าหาญดาบทองแฉลบกายมาด้านข้าง โดยให้กิมเม้งตี้เข้าไปเคาะประตู

ชั่วครู่ให้หลัง โค้วเพ้งก็ออกมาเปิดประตู พอแลเห็นกิมเม้งตี้กับกี้เฮียงเค้งทั้งสอง ก็มีสีหน้าตื่นเต้นสงสัย กล่าวว่า

“ต้องการพบผู้ใด?”

กิมเม้งตี้กระชากเสียงว่า

“พวกเรามาค้นหาคนสองคน”

มันพลันยื่นมือออกไป บีบเค้นลำคอโค้วเพ้ง เค้นเสียงกล่าวว่า

“อย่าได้ร่ำร้อง ห้ามมิให้วุ่นวาย นำพาพวกเราไปโดยดี มิเช่นนั้นเจ้าได้แต่รับความลำบากแล้ว”

กี้เฮียงเค้งที่อยู่ด้านข้าง กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“น้องเรา เจ้าสมควรกระทำตามวาจาของมัน มันมีนามกิมเม้งตี้ ส่วนข้าพเจ้าเรียกว่ากี้เฮียงเค้ง คราก่อนเคยเป็นสหายของฉี้อิงกับซิเล้ง”

โค้วเพ้งถลึงตากล่าวว่า

“คราก่อนเป็นสหาย แต่ตอนนี้เล่า?”

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างดุร้าย

“รีบไป อย่าพร่ำพิไร หาไม่จะสังหารทารกเจ้า”

สีหน้าของมันกับสำเนียงอันเยือกเย็น แฝงความอำมหิตจนผู้รับฟังรู้สึกถึงรังสีการฆ่าฟัน

โค้วเพ้งบังเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมา หันกายก้าวไปทางห้องหับแถวแรก ลดเลี้ยวเข้าสู่ระเบียงทางซ้ายมือ ชี้มือไปยังห้องที่มีประตูหน้าต่างแข็งแกร่งหลังหนึ่งกล่าววว่า

“เจกเจ่กกับซ่อซ้อ ล้วนพักอยู่ภายในห้อง”

กิมเม้งตี้แค่นเสียงดังเฮอะ ถามว่า

“ฝ่ายตรงข้ามเป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้าจริงๆ?”

“ไม่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับบิดาผู้ล่วงลับ”

กิมเม้งตี้มีใบหน้าปรากฏแววอำมหิตจนเปี่ยมล้น คำนึงในใจ

“…เดียรัจฉานแซ่ซิ คราก่อนได้รับการช่วยเหลือจากกี้เฮียงเค้ง จึงสามารถรอดชีวิต แต่ครานี้มันต้องตายแน่แล้ว…”

มันคลายมือจากการบีบเค้นโค้วเพ้ง กล่าวว่า

“เจ้าไปเคาะประตู บอกว่ามีสหายมาเยี่ยมเยือน”

โค้งเพ้งมิกล้ากล่าววาจา สืบเท้าก้าวถึงหน้าห้อง ยื่นมือเคาะประตู พลางเบือนสายตาจับจ้องพวกกิมเม้งตี้ ได้ยินภายในห้องบังเกิดสุ้มเสียงของบุรุษเพศดังว่า

“ผู้ใด?”

โค้วเพ้งตอบว่า

“ข้ามเพจ้าเซี่ยวเพ้ง ท่านมีสหายมา”

ภายในห้องแว่วสำเนียงตื่นเต้นคลางแคลงดังว่า

“สหาย เจ้ามิได้รายงานผิดพลาด?”

“โกวโกว (อาหญิง) นางที่สวมเสื้อเหลือง อ้างว่าล้วนเป็นสหายของท่านฉี้เจกเจ่ก (อาแซ่ฉี้) ทั้งสิ้น”

โค้วเพ้งรายงานถึงตอนนี้ กิมเม้งตี้ก็สะอึกปราดถึงหน้าประตู แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ยื่นมือสะบัดปาดออก กลอนประตูภายในหักสะบั้นทันที


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here