๑๒
♦ บึงแจ้งอาคารกระจ่าง ♦
……………

กิมเม้งตี้ใช้ความสังเกตพิจารณาทุกผู้คนที่ปรากฏเข้ามาในคลองจักษุ พร้อมกับคาคคะเนว่ากี้เฮียงเค้งคงปลอมแปลงเป็นสตรีชราภาพ แต่พริบตาเดียวก็ล่วงล้ำมาถึงหมู่บ้าน ยังมิพบเห็นผู้ชราสูงวัยเลย

ผู้ที่เดินสวนทางผ่านไป มีเพียงบุรุษฉกรรจ์ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสี่ห้าคน คำนวณจากมือเท้าที่หยาบกร้านเพราะตรากตรำและประกายตาซึ่งเซื่องซึม ดูเพียงผิวเผินก็ทราบว่ามิมีทางแปลกปลอมได้

ขณะจะผ่านหมู่บ้านไป กิมเม้งตี้พลันเหลือบเห็นสตรีชาวบ้านสิบกว่านาง นั่งชุมนุมกันใต้ร่มไม้ใกล้ลานกว้างกลางหมู่บ้าน กำลังทอสานเสื่อปูพื้นอย่างขะมักเขม้น

กิมเม้งตี้ทราบว่านี่เป็นสินค้าออกประจำถิ่นนี้ นอกจากเสื่อแล้ว ยังมีหมวก ตะกร้า และกระสอบ จึงสาวเท้าเข้าใกล้ ประกายตาสำรวจเค้าหน้าทุกนวลนาง มีบ้างบางคนที่ก้มศีรษะอยู่ แต่กี้เฮียงเค้งหาได้ปะปนร่วมด้วยไม่

มันลอบแค่นหัวร่อในใจ คำนึงขึ้น

‘…นางย่อมมิกล้าปะปนอยู่ในกลุ่มสตรีชาวบ้าน เนื่องจากสตรีเหล่านี้สะดุดตาเกินไป แต่โดยนัยกลับ นางอาจเสี่ยงมาชุมนุมอยู่ เรามิอาจละเลยผู้หนึ่งผู้ใดเป็นอันขาด…’

ขณะครุ่นคิด กวาดสายตาเพ่งพินิจสตรีทุกนาง สตรีชาวบ้านเหล่านั้น พอพบเห็นผู้คนอยู่ข้างเคียงยังมิตื่นตระหนก กลับสำรวจมองมันอย่างพิศวง

แต่ครั้งนี้ พวกนางกลับถูกกิมเม้งตี้จับจ้องจนต้องก้มหน้าลง มีเพียงดรุณีนางหนึ่ง กล้าประสานสายตากับกิมเม้งตี้

สายตาที่แจ่มกระจ่างของนาง ละม้ายกับกี้เฮียงเค้งยิ่งนัก กิมเม้งตี้เริ่มสนใจนาง แต่ภายหลังพบว่านางกำลังสานตะกร้าใบหนึ่ง สองมือยามเคลื่อนไหวคล่องแคล่วคุ้นเคย แม้จะจ้องมองมาแต่งานหัตถกรรมหาได้หยุดชะงัก แสดงว่ามีความชำนาญยิ่ง

กิมเม้งตี้รีบลบล้างความระแวงสงสัยทันที ทุ่มเทความสนใจต่อสตรีชาวบ้านอื่นอีก แลเห็นทุกนางต่างมีฝีมือการทอสานที่ปราดเปรียวกระทำได้หมดจด ล้วนเคยชินกับงานด้านนี้ทั้งสิ้น

มันมิกล้าหน่วงเหนี่ยวเวลาอีก รีบหันกายเร่งรุดออกจากหมู่บ้าน ตามรายทางก็มิพบพานผู้คนที่น่าเคลือบแคลงอีก จึงบังเกิดความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง

เสียงฝีเท้าอันสำรวมดังแว่วมาจากด้านหลัง กิมเม้งตี้เบือนศีรษะมองไป ที่แท้เป็นดรุณีชาวบ้านซึ่งเมื่อครู่นี้กล้าประสานสบตากับมัน นางกำลังสาวเท้าก้าวเข้าหา

ดรุณีนางนั้นเดินเฉียดผ่านไป พลันแว่วเสียงหัวร่อคิกคักดังขึ้น กล่าวว่า

“ท่านพ่ายแพ้แล้ว ข้าพเจ้าคือกี้เฮียงเค้ง!”

กิมเม้งตี้งงงันครู่ใหญ่ จับจ้องมองนางเดินถึงข้างบ่อวักน้ำชะล้างใบหน้าจนหมดจด ฟื้นคืนวงพักตร์ที่งามผุดผาด ปลดเปลื้องชุดชาวบ้านออก เป็นชุดสีเหลืองดังเดิม

จวบจนบัดนี้กิมเม้งตี้ค่อยขมวดคิ้วร้องโพล่งว่า

“ท่านฝึกหัดวิชาหัตถกรรมมาแต่เมื่อใด ถึงกับตบตาเราได้?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ความจริงข้าพเจ้าประจวบเหมาะกับเคยฝึกหัดวิชาหัตถกรรมมาก่อน ขอความร่วมมือกับสตรีชาวบ้านเหล่านั้นให้นั่งรวมปะปนด้วย ข้าพเจ้าก็ตอบแทนพวกนางโดยถ่ายทอดลายดอกไม้อีกสองสามชนิด ซึ่งพวกนางมิรู้จักให้”

ขณะตอบคำ นางคำนึงในใจขึ้น

‘…เราภายหลังยังอาจต้องพิสูจน์ปัญญากับท่าน ไหนเลยบ่งบอกได้ว่า ในบึงเร้นอาคารลับแตกฉานชำนาญวิชาทุกประเภททั่วใต้หล้า…’

กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“…เรานับว่าคบหาท่านเป็นสหายสักคนหนึ่ง บัดนี้เราคิดท่องเที่ยวไปตามดินแดนต่างๆ อย่างไร้จุดหมาย ท่านเล่า?”

“ข้าพเจ้าไม่มีจุดหมายปลายทางอื่น หากท่านเชื่อถือข้าพเจ้าเราสองก็ร่วมเดินทางกัน”

“ตกลง”

ทั้งสองเริ่มต้นรอนแรมเดินทาง หลังจากเร่งรุดเป็นระยะทางหนึ่ง เบื้องหน้าตัวเมืองอันครึกครื้น ยามนี้แลเห็นข้างทางหลวงปลูกสร้างเก๋งน้อยหลังหนึ่ง ข้างเก๋งน้อย มีเส้นทางสายกว้างขวางตัดผ่านพุ่มพฤกษา สภาพแวดล้อมนับว่าสงบร่มรื่นยิ่งนัก

กี้เฮียงเค้งจับจ้องเก๋งน้อยหลังนั้นอย่างจดจ่อ สร้างความประหลาดใจแก่กิมเม้งตี้ พลันแว่วเสียงของนางดังว่า

“เม้งตี้ ท่านรู้สึกเก๋งหลังนี้ผิดปกติอันใดหรือไม่?”

กิมเม้งตี้พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า

“เก๋งนี้ลักษณะโบราณ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างเป็นของชั้นดี ก็มีเพียงเท่านี้ มิน่าแตกตื่นตกใจอันใด”

“ที่นี่ห่างจากตัวเมืองมิไกล ผู้ใดพอผ่านทางมา ไหนเลยมิคิดรีบเร่งรุดเข้าเมือง? แสดงว่าเก๋งนี้มิได้สร้างเพื่อให้ผู้ผ่านทางแวะพัก”

นางครุ่นคิดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

“เก๋งหลังนี้ก่อสร้างพิถีพิถัน แสดงว่ามิใช่การบริจาคสร้างของเศรษฐีเมตตาทั่วๆ ไป มิหนำซ้ำ ทางเดินข้างเก๋งน้อยยังมีไม้ดอกตัดเล็มเรียบร้อย สิ่งผิดปกติเหล่านี้คู่ควรกับการชักชวนพวกเราเข้าสู่เก๋งน้อยสักคราหนึ่ง”

กิมเม้งตี้เงียบงันมิตอบคำ พลิ้วกายสู่เก๋งน้อย กี้เฮียงเค้งก็สาวเท้าตามไป แลเห็นบนพื้นปูลาดด้วยแผ่นศิลาสีเหลืองและขาวสลับกันอย่างสับสน จนเป็นสภาพชุลมุนวุ่นวาย

นางในยามกะทันหันเพ่งพิศจนเซื่องซึม ชั่วครู่ให้หลัง ค่อยถูกสำเนียงกิมเม้งตี้ก่อกวนฟื้นสติ ได้ยินมันกล่าวว่า

“เฮียงเค้ง ท่านเห็นหรือไม่ แผ่นศิลาที่ปักอยู่บนปากทางสลักอักษรว่า ‘เชิญนักปราชญ์ล่วงล้ำ’ นั่นเป็นอักขระโบราณรุ่นฉิ่ง (ยุคหลังเลียดก๊ก) นับว่าน่าประหลาดนัก”

กี้เฮียงเค้งเงยหน้าขึ้นกวาดมอง กล่าวว่า

“นั่นเป็นอักขระโบราณรุ่นลิ้วต่างหาก ภายหลังอักขระรุ่นฉิ่งลอกเลียนมา และดัดแปลงตัวอักษรให้ยาวขึ้น ลดเส้นขีดน้อยลง หาคาดไม่ว่าผู้สร้างเก๋งน้อยกลับแตกฉานในอักขระโบราณด้วย”

กิมเม้งตี้รับฟังอย่างตะลึงลาน ลอบแตกตื่นในความรอบรู้ของนาง ได้ยินกี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ท่านลองสังเกตสภาพบนพื้นดิน ศิลาสีเหลืองปูเป็นขบวนพยุหค่ายหนึ่ง ส่วนหินสีขาวก็จัดวางเป็นค่ายกลอีกแห่งหนึ่ง นับว่าน่าแตกตื่นตระหนกยิ่ง”

กิมเม้งตี้ก้มศีรษะลงมอง พลันบังเกิดความรู้สึกว่า เป็นทะเลทรายอันไพศาลไร้ขอบเขต มีทางสีขาวสายเดียวตัดสร้างขึ้นเท่านั้น

มันพลันคล้ายดั่งบังเกิดความรู้สึกว่า ทางสายนี้สามารถฝ่าพ้นจากเขตทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ประกายตาจึงสำรวจมองตามทางสีขาว เรือนร่างเริ่มเคลื่อนไหว แต่กลับมีความรู้สึกว่า ตัวเองกำลังวิ่งตะบึงอยู่อย่างเร่งร้อน

มิทราบเดินเหินเป็นระยะทางเท่าใด กิมเม้งตี้รู้สึกลำคอแห้งผาก เปลวแดดแผดจ้าสาดส่องใส่แผ่นหลัง ทั้งร้อนรุ่มทั้งปวดร้าว รู้สึกเส้นทางสายนี้ยาวเหยียด ไม่มีวันเร่งรุดได้สิ้นสุด

ความรู้สึกพออุบัติ บังเกิดความอ่อนระโหยโรยแรงจู่โจม จิตใจกำลังกายสูญสลายโดยสิ้นเชิง…

ขณะทรมานอยู่นั้น เบื้องหน้าสายตาพลันมืดทมึน ริมโสตแว่วสำเนียงอันเจื้อยแจ้วดังว่า

“ขบวนพยุหนี้ร้ายกาจยิ่ง กระทั่งยอดฝีมือสูงเยี่ยมเช่นท่านก็ใช้การมิได้!”

กิมเม้งตี้รีบสำรวมจิตใจ รู้สึกเบื้องหลังกระจ่างจ้า ที่แท้กี้เฮียงเค้งใช้มือเคลื่อนไหวอยู่ข้างดวงตา จนมายาภาพสูญสลายไปสิ้น

มันหลังจากงงงันไปครู่ใหญ่ ค่อยพึมพำว่า

“โอ เราทระนงว่ามีความรอบรู้ไพศาล วิชาสะกดจิตก่อเกิดมายาภาพก็เคยฝึกฝนมาก่อน หาคาดไม่ว่าพอเผชิญกับเหตุการณ์ กลับไร้คุณค่าคาดหมาย”

กี้เฮียงเค้งยิ้มพลางกล่าวว่า

“ความรู้ ความจริงไพศาลไร้ขอบเขตขาด มิว่าผู้ใด หากไม่ได้รับการถ่ายทอดอย่างแท้จริงย่อมใช้การมิได้อย่างเต็มที่ สำหรับกับวิชาค่ายคูประตูกล การถ่ายทอดล้วนดำเนินอย่างเร้นลับ ตามคัมภีร์ทั่วไปเพียงบันทึกอย่างผิวเผิน ท่านไม่จำเป็นต้องนำพามาปรารมภ์

“เมื่อครู่ท่านตกในขบวนพยุหพสุธา ส่วนแผ่นศิลาสีขาวก่อสร้างเป็นค่ายกลทองคำ แต่หากเป็นคนธรรมดาผ่านทางมาแม้จะพิจารณาจับจ้องก็มิถึงกับหลงใหลงมงาย มีเพียงผู้เชี่ยวชาญในวิชาประเภทนี้ค่อยทำให้จิตมัวเมา

“โอ คาดคิดมิถึงว่า ในโลกยังปรากฏบุคคลที่มีความรู้ซึ้งในขบวนพยุหอันลึกล้ำถึงปานนี้ มันที่แท้เป็นใคร ข้าพเจ้ากลับปรารถนาใคร่พบพานแล้ว”

กิมเม้งตี้พลันกล่าว

“เราก็ต้องการเสาะแสวงยอดคนพิสดารผู้นี้ ภาวนาให้มันรู้จักวิชาฝีมือเพื่อร่วมพิสูจน์เชิงวิชากับเราบ้าง ไปกันเถอะ”

ทั้งสองออกจากเก๋งน้อย เดินเหินตามทางสายที่ตัดผ่านดงพนา ซึ่งมีความยาวถึงหลายลี้ พอผ่านพ้นดงไม้ แลเห็นเชิงเขาเบื้องหน้ามีตึกอาคารอยู่แถบหนึ่ง กลับเป็นหมู่บ้านที่มีอาณาเขตไพศาลมิน้อย

ก่อนบรรลุถึงตัวตึก กลับเป็นบึงกว้างขวางเวิ้งว้าง รู้สึกละอองน้ำคลุมคละคลุ้ง ริมบึงจอดรอด้วยนาวาเล็กๆ หลายลำ ไม้ถ่อไม้พายล้วนจัดครบครัน แต่ปราศจากผู้คนเฝ้ารักษา

สายลมจากกลางบึงโชยพัดมา อากาศสดชื่นยิ่งนัก บางคราปรากฏมัจฉากระโดดโลดขึ้น นับเป็นทัศนียภาพอันสงบสันติ กิมเม้งตี้มีความเชื่อมั่นในฝีมือ จึงสาวเท้าก้าวสู่เรือน้อยลำหนึ่ง

มันพอถอนไม้ถ่อซึ่งสร้างจากต้นไผ่ขึ้น พลันอุทานเบาๆ กล่าวว่า

“ไม้ถ่อลำนี้กลับเบาหวิวราวท่อนหญ้า”

กี้เฮียงเค้งกระชับกุมไม้ถ่ออันนั้น พลางใช้เล็บมือกรีดใส่หลายครา กล่าวว่า

“ไม้ไผ่นี้เป็นพันธุ์พิเศษแถบภูเขาเก็งซัว ยากที่จะพบพาน แต่มีลักษณะเปราะหักง่ายไร้ประโยชน์ใดๆ มีความพิสดารเพียงสองประการ คือหนึ่งเบาหวิวดั่งต้นหญ้า สองสีสันเขียวขจีอยู่เสมอ

“ผู้นำไม้ไผ่พันธุ์นี้มาเป็นเครื่องมือค้ำถ่อ มีจุดประสงค์ทดสอบความสำเร็จของอาคันตุกะ หากแม้นท่านใช้ไม้ถ่อนี้ข้ามบึงน้ำได้ นับว่าท่านมีพลังการฝึกปรือสูงเยี่ยม สามารถรักษามิให้ไม้ถ่อแตกหักไป”

กิมเม้งตี้อุทานดังอ้อ อ้างว่า จะเปลี่ยนเป็นใช้ไม้พายเสียเลย แต่พอย่อเอวคว้าจับไม้พายขึ้นมาอันหนึ่ง ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันกล่าวว่า

“เลวร้ายนัก ไม้พายนี้มีน้ำหนักเหลือหลายคล้ายดั่งสร้างจากเหล็กไหลแล้วทาสีเนื้อไม้ก็ปาน”

กี้เฮียงเค้งมิเอื้อนเอ่ยวาจา เพียงคำนึงในใจ

‘… ไม้ถ่อเมื่อประหลาดเหลือ สำหรับไม้พายย่อมมิใช่วัตถุสามัญ ไยต้องไขว่คว้าจับกุมเล่า…’

กิมเม้งตี้หัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“แล้วกันไปเถอะ ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ว่าเรามีวิชาฝีมือก็จะเป็นอย่างไรเล่า?”

“พวกเราความจริงมิต้องปกปิดศักดิ์ศรี เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมีความปลอดโปร่งใจ”

กิมเม้งตี้พอฟังจึงกระชับพายเหล็กสะกิดใส่พื้นดินบนฝั่งคราหนึ่ง นาวาน้อยจึงแล่นปราดสู่กลางบึงทันที ลำน้ำแตกกระจายเป็นสายยาวเหยียด ตัวเรือเคลื่อนรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

คนผู้หนึ่งยามบังคับเรือต้องใช้สองมือพาย แต่กิมเม้งตี้เคลื่อนไหวเพียงมือเดียว กระชับด้านปลายของไม้พาย เรือนร่างยืนตระหง่านแน่วนิ่ง วาดมือด้วยความแคล่งแคล่ว ลำเรือมิเพียงฉับไวตรงเป้าหมายยังแน่วนิ่งมิคลอนแคลน

สภาพเช่นนี้แสดงว่ามันแม้จะใช้มือเดียว แต่ก็ลอบแผ่พุ่งลมปราณภายในอันลึกล้ำ บังคับการรุดหน้าของนาวาน้อย รักษาระดับได้ยอดเยี่ยมกว่าสามัญชนมากนัก

มินานให้หลังก็แล่นฝ่าบึงน้ำอันเวิ้งว้างบรรลุถึงฝั่งตรงข้าม เห็นใต้ร่มไม้ก่อสร้างท่าเรือสำหรับจอดนาวา ทั้งสองทยอยกันขึ้นไป พบพานทางสายน้อยตัดตรงไปถึงหน้าประตูกลุ่มอาคารตึก

หลังจากเร่งรุดผ่านสวนบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้ง ก็มาถึงจุดหมายปลายทาง แลเห็นหน้าธรณีประตูตั้งป้ายสลักอักษรว่า

‘เม้งโอ้วเฮียงอก (บึงแจ้งอาคารกระจ่าง)’

กี้เฮียงเค้งถึงกับขมวดคิ้วกล่าวว่า

“คำว่าบึงแจ้งอาคารกระจ่าง มีเจตนาสร้างขึ้นเพื่อขัดแย้งกับบึงเร้นอาคารลับของพวกเราชัดๆ ประเสริฐมาก ข้าพเจ้ากับต้องการพิสูจน์ว่า ภายในบึงแจ้งอาคารกระจ่างที่แท้มียอดคนใดอาศัยอยู่?”

พลางสะอึกกายออกไปเคาะประตู ห่วงทองเหลืองหน้าประตูยามกระแทกลง ก่อเกิดสำเนียงดังกังวานถ่ายทอดไปไกลโข มินานให้หลังประตูใหญ่เผยออกเป็นช่องหนึ่ง ปรากฏเค้าหน้าครึ่งซีกคมคายของเด็กชายอายุเยาว์ผู้หนึ่ง

เด็กชายหลังจากสำรวจดูหนึ่งบุรุษหนึ่งดรุณีตลบหนึ่งแล้วจึงกล่าว

“อาคันตุกะมาจากสารทิศใด?”

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างเย็นชา

“รีบเปิดประตูใหญ่ ประมุขของเจ้าอบรมให้ต้อนรับแขกเช่นนี้หรือ?”

วาจานี้มีเจตนาแส่หาเรื่อง เด็กชายนั้นกลับหัวร่อดังสดใสกล่าวว่า

“ผู้น้อยนับว่ามีความผิด หากท่านมิอาจบ่งบอกว่าคำบึงแจ้งอาคารกระจ่างที่ป้ายหน้าธรณีประตู แกะสลักตามแบบลายอักขระประเภทใด ก็ขอเชิญหวนกลับได้!”

เมื่อเป็นเช่นนี้ กิมเม้งตี้หากแสดงการข่มขู่อีก ก็เท่ากับยอมรับว่ามิรู้จักอักขระโบราณที่สลักบนป้ายศิลา จึงถอยกายมาสองก้าวแหงนหน้าพิจารณาโดยละเอียด

อักษรคำ ‘บึงแจ้งอาคารกระจ่าง’ มีลักษณะสี่เหลี่ยม ลายเส้นหมดจดสวยงาม แสดงว่าเป็นลายอักขระจารึกเมื่อครั้งสมัยน่ำปักเชี้ยว (ยุคนี้อยู่ในราว ค.ศ.๔๒๐)

ชั่วครู่ให้หลัง กิมเม้งตี้จึงกล่าว

“สมัยน่ำปักเชี้ยว อักษรจารึกบนแผ่นป้ายมีลักษณะสี่เหลี่ยม เป็นของจูหงีเจียงกับเซียวเฮียงเค้ง เพียงแต่คนแรกลายเส้นหนักหน่วง แต่คนหลังมีลายเส้นสลับซับซ้อน…”

กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวสอดขึ้น

“ท่านเมื่อครู่บ่งบอกว่าเป็นอักขระจารึกของป้วยหงีเอียง ไฉนไม่พาดพิงถึงเล่า?”

กิมเม้งตี้สำนึกในบัดดล กล่าวว่า

“เรายังมิทันกล่าวจบสิ้น คำว่าบึงแจ้งอาคารกระจ่างมีปมเด่นที่หมดจดสวยงาม ย่อมต้องเป็นอักขระจารึกของป้วยหงีเอียงอย่างมิต้องสงสัย”

มันมีความรอบรู้ไพศาล ทว่าคราแรกเข้าใจไขว้เขวผิดพลาด เมื่อกี้เฮียงเค้งสะกิดเตือนจึงเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

เด็กน้อยนั้นทราบว่าฝ่ายตรงข้ามแตกฉานรอบรู้ยิ่ง รีบเปิดประตูใหญ่ออกต้อนรับ

เด็กชายสวมอาภรณ์ชุดเขียวสมถะมิฟุ้งเฟ้อ และประสานมือคารวะกล่าวคำเชื้อเชิญต่ออาคันตุกะทั้งสอง จากนั้นสาวเท้าก้าวนำหน้า ผ่านตัวตึกอาคารขึ้นบันไดศิลาห้องโถงใหญ่

กิมเม้งตี้ กี้เฮียงเค้งกวาดสายตาสำรวจห้องโถงทั้งหลัง พบว่าหามีความแตกต่างจากห้องโถงของสามัญชนทั่วไปไม่ ล้วนธรรมดาและสมถะยิ่ง จนกิมเม้งตี้อดนิยมนับถือมิได้ กล่าวว่า

“ประมุขสถานที่นี้ มีวิจารณญาณอันยอดเยี่ยมยิ่งนัก หากเป็นบุคคลสามัญ ไหนเลยล่วงรู้ถึงความเป็นเหนือมนุษย์ของฝ่ายเจ้าของได้?”

กี้เฮียงเค้งเพียงหัวร่อเบาๆ ขณะที่นางล่วงล้ำเข้ามา ก็คำนวณพื้นที่ของอาณาบริเวณแถบนี้ อย่างน้อยต้องมีอาคารถึงสามสี่ร้อยหลัง ซึ่งเท่ากับมีครอบครัวอาศัยหลายร้อยหลังคาเรือนทีเดียว

แต่สถานที่นี้เบื้องหลังสร้างเอนกับเชิงเขา ด้านหน้าเป็นบึงน้ำ ทั่วทั้งสี่ทิศก็มีพันธุ์พฤกษาปลูกรายล้อม หามีผืนนาอยู่ไม่ ผู้คนในหลายร้อยหลังคาเรือนนี้ ทุกวี่วันหากต้องไปแดนไกลทำไร่ไถนาย่อมมิสะดวก

เพราะเหตุนี้แสดงว่า ผู้อาศัยในสถานที่นี้ส่วนใหญ่มิได้ดำรงชีวิตเฉกเช่นสามัญชน พร้อมกับนั้นทางเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ก็มีถนนสายเดียวทอดตรงถึงห้องโถงใหญ่ หากแม้นสถานที่นี้มีหลายร้อยหลังคาเรือนจะเข้าออกกันอย่างไร?

ดังนั้นเข้าใจว่า อาคารกว้างไพศาลแถบนี้ คงถูกบุคคลกลุ่มหนึ่งยึดไว้เป็นประโยชน์ หากตัวตึกแห่งอื่นมีผู้อยู่อาศัย ย่อมต้องมีความสัมพันธ์กับประมุขสถานที่นี้อย่างแน่นอน

เด็กชายชุดเขียวหลังจากเข้าไปในห้องโถงครู่หนึ่ง ก็หวนกลับออกมากล่าวว่า

“ประมุขเรากำลังปรุงยาอยู่ รับทราบว่ามีอาคันตุกะมาเยี่ยมเยือนรู้สึกยินดียิ่ง รอสักครู่จะออกมาต้อนรับ”

กิมเม้งตี้ถามว่า

“ประมุขท่านมีนามสูงส่งถูกระไร?”

“ท่านแซ่แฮ่โฮ้วนามคง”

กี้เฮียงเค้งซักไซ้เด็กชุดเขียวบ้างว่า

“อาคารบ้านเรือนเหล่านี้ แฮ่โฮ้วคงซินแส (ยกย่องผู้มีปัญญา) เป็นผู้ก่อสร้างกระมัง?”

“สำหรับข้อนี้ผู้น้อยมิทราบ”

“เจตนาตอบคำถามของท่านเช่นนี้ ต้องการให้ข้าพเจ้าเข้าใจผิดว่า อาคารบ้านเรือนเหล่านี้ปลูกสร้างขึ้นก่อนที่ท่านจะจำความได้ แสดงว่าตึกรามทั้งหมดคงก่อสร้างในสิบปีที่ผ่านมานี้เอง”

กิมเม้งตี้พอฟังรู้ซึ้งถึงความประหลาดพิกลของเหตุการณ์ เข้าใจว่าหากแม้นตึกรามหลายร้อยหลังคาเรือนนี้ถูกบุคคลผู้หนึ่งก่อสร้างขึ้น ย่อมมิมีจิตใฝ่สันโดษ เช่นดังที่สร้างสภาพแวดล้อมตบตาอำพรางชนชาวภายนอก หาไม่แล้วไหนเลยทุ่มเททรัพย์สินก่อสร้างอาคารอันกว้างใหญ่เช่นนี้?

เด็กชายชุดเขียวก็คาดมิถึงว่า ดรุณีชุดเหลืองนางนี้จะอาศัยวาจาของผู้อื่นเพียงหนึ่งประโยค สันนิษฐานเรื่องราวขึ้นมาได้จึงตอบว่า

“ผู้น้อยเพิ่งเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เมื่อห้าหกปีก่อนเท่านั้น มิเคยรับทราบปัญหาเกี่ยวกับเวลาก่อสร้างอาคารแถบนี้ จึงไม่อาจน้อมเรียนได้”

กิมเม้งตี้พลันบังเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้น คำนึงในใจ

‘…เด็กผู้นี้ชาญฉลาดยิ่ง ยามเติบใหญ่ย่อมร้ายกาจเหลือ เราสมควรใช้วิชาทำลายความทรงจำมันไปเสีย…’

จึงแสร้งแย้มยิ้มขึ้น ชมเชยเป็นทารกอันฉลาดเฉลียว พลางยื่นมือออกลูบคลำขม่อมเด็กชายชุดเขียว ใช้แนววิชาอันลึกล้ำ ลบเลือนภูมิปัญญาของเด็กชายไป!

เด็กชายชุดเขียวรู้สึกฝ่ามือของมันบัดเดี๋ยวหนาว บัดเดี๋ยวร้อน จากนั้นมิมีความรู้สึกอันใดอีก หาคาดไม่ว่ากำลังประสบการทำลายล้างอย่างอำมหิต

ควรทราบว่ามนุษย์ที่ปราดเปรื่องกว่าเดียรัจฉาน เพราะอาศัยการเจริญของมันสมอง มีความคิดอ่านนานาประการขึ้น ใช้มันสมองก่อกำเนิดสิ่งแปลกใหม่ขึ้น เดียรัจฉานมีแต่สัญชาตญาณของการอยู่รอด เพราะเหตุนี้สัตว์ป่าโบราณบางประเภท พอประสบภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงก็ต้องสูญพันธุ์ไป

เซลล์ส่วนสัดอื่นๆ บนร่างกายมนุษย์เมื่อสูญหายสามารถชดเชยทดแทน ก่อเกิดสภาพเก่าสูญใหม่เสริม มีแต่เซลล์สมองหากสลายไปหนึ่งก็ลดน้อยไปหนึ่ง ไม่มีโอกาสเสริมเติม

กิมเม้งตี้ใช้ลมปราณอันลึกล้ำ บังคับลมปราณร้อนและพลังยะเยือก ถ่ายเทสู่มันสมองของเด็กชายชุดเขียว จนได้รับการกระทบกระเทือน ทำลายความทรงจำของเด็กชายไปส่วนหนึ่งแล้ว!

มันเบือนหน้าไปกล่าวกับกี้เฮียงเค้งว่า

“เรารับทราบมาว่า เด็กน้อยหากฉลาดเฉลียวยามเติบใหญ่กลับมิผิดแผกจากปุถุชน เด็กผู้นี้หากเติบโตก็คงไร้ประโยชน์”

เด็กชายชุดเขียวหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“วาจาของอาคันตุกะแม้มีเหตุผล แต่ผู้น้อยจดจำตำราโบราณเล่มหนึ่ง บันทึกนิทานว่า…”

มันพลันกะพริบตาอยู่ตลอดเวลา คล้ายดั่งจดจำมิออกแล้ว กี้เฮียงเค้งรู้สึกพิศวงสงสัยยิ่ง

ความจริงนิทานที่ว่านั้น บันทึกอยู่ในตำราซี่ซ้วยซิงงื่อ โดยเล้าหงี่เค่งในราชวงศ์น่ำเชี้ยว มีใจความว่า

ขงย้งซึ่งมีฐานะเป็นไพร่ เมื่ออายุสิบปีได้ติดตามบิดาสู่เมืองลกเอี้ยง ขณะนั้นลี้ง้วนเล้ยมีเกียรติภูมิอยู่ในเมืองแห่งนี้ ผู้จะเข้าเมืองมันต้องเป็นบัณฑิตทรงภูมิความรู้หรือผู้สนิทชิดเชื้อ แต่ขงย้งมายังคฤหาสน์ตระกูลลี้เพียงลำพัง กล่าวกับผู้เฝ้าประตูว่า

“เราเป็นผู้สนิทกับจ้าวคฤหาสน์แซ่ลี้”

ยามประตูจึงอนุโลมให้เข้าพบ ลี้ง้วนเล้ยซักถามว่า

“จ้าวกับไพร่ไหนเลยสนิทกันได้?”

ขงย้งตอบว่า

“คราครั้งกระโน้นขงจื๊อกับเล่าจื๊อ (นักปราชญ์จีนโบราณทั้งสองท่านในยุคเลียดก๊ก) ยามวิจารณ์มารยาทอ้างอิงว่าบ่าวกับจ้าวควรสนิทสนมกัน”

วาจาประโยคนี้ เอื้อนเอ่ยออกจากปากเด็กอายุเกช็กชาย้็พียงสิบปี ลี้ง้วนเล้ยกับแขกเหรื่อที่ร่วมอยู่ ต่างแตกตื่นคลางแคลง ขณะนั้นแพทย์ใหญ่ท่านหนึ่งนามตั้งอุ่ยได้กล่าวว่า

“ยามเยาว์แม้เลิศล้ำ เติบใหญ่อาจไม่สูงส่ง”

ประโยคนี้มีความหมายประชดประชัน ขงย้งกลับสวนว่า

“คาดว่าท่านยามเยาว์ คงสุดเลิศล้ำ”

ความหมายบ่งบอกว่า ขณะนี้ตั้งอุ่ยเมื่อเติบใหญ่แล้วคงไม่สูงส่ง ทำให้ตั้งอุ่ยถูกย้อนจนกระอักกระอ่วนยิ่ง

เมื่อกี้เฮียงเค้งพบว่า ทารกผู้นี้แม้แต่นิทานเรื่อง ‘ยามเยาว์แม้เลิศล้ำ เติบใหญ่อาจไม่สูงส่ง’ ยังจดจำมิได้ จึงต้องคำนึงอย่างประหลาด

‘…เด็กผู้นี้คงมีเจตนาอ้างอิงนิทานเรื่องนี้มาย้อนกิมเม้งตี้อาศัยความฉลาดเฉลียวของมัน ย่อมมิลืมเลือนนิทานที่ล่ำลือนี้ได้ หรือว่ากิมเม้งตี้ได้ลอบทำร้ายมัน?…’

นางอดตำหนิในความโหดเหี้ยมของกิมเม้งตี้มิได้ แต่ยามนี้ได้แต่ไต่ถามเด็กชายว่า

“คาดว่าประมุขของท่านคงมีความรอบรู้ไพศาลนัก มิทราบสถานที่นี้มีการสร้างสรรค์อันใดที่ผิดแผกไปจากสามัญ?”

ขณะกล่าววาจา ดวงตานางพลันสาดประกายพิสดาร ครอบคลุมคลองจักษุฝ่ายตรงข้าม กระแสเสียงก็แฝงไว้ด้วยอานุภาพที่ผู้คนยากแข็งขืน เด็กชายชุดเขียวถึงกับกล่าวออกมาว่า

“สำนักเราแบ่งออกเป็นสิบสามตึก ทุกๆ ตึกใช้วิชาแขนงหนึ่งเป็นหลัก ผู้น้อยสามารถผ่านเทียนเต้าอี่ (ตึกธรรมชาติ) ตี่ลี้อี่ (ตึกภูมิศาสตร์) ซืออี่ (ตึกประวัติศาสตร์) สามตึกเท่านั้น

“นอกจากนั้นเพียงทราบว่า เอ็กเก็งอี่ (ตึกอักษรศาสตร์) ลึกล้ำที่สุด จูจื้ออี่ (ตึกสรรพสิ่ง) สับสนที่สุด ซุกเสียวอี่ (ตึกลูกคิด) พิสดารที่สุด ซึ่งฮักอี่ (ตึกคณิตศาสตร์) ยากลำบากที่สุด นอกจากนั้นยากที่จะบรรยายให้หมดสิ้น”

เพียงการอ้างอิงวิชาหลายแขนงนี้ ก็คู่ควรต่อการสร้างความแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว กิมเม้งตี้อดเลื่อมใสมิได้ กระทั่งเด็กผู้นี้ยังแตกฉานวิชาธรรมชาติภูมิและประวัติศาสตร์

กี้เฮียงเค้งพลันฉุดลากกิมเม้งตี้มาอีกมุมหนึ่ง กล่าวเบาๆ

“ประมุขสถานที่นี้ คงเป็นบุคคลชั้นปัญญาชนอย่างแท้จริง มิน่าเล่าถึงกับกล้าท้าทายต่อบึงเร้นอาคารลับอย่างเปิดเผย”

“มิว่ามันจะทรงภูมิความรู้อย่างไร พวกเราสามารถลงมือกวาดล้างไปทั่วสิบสามตึกของฝ่ายตรงข้าม คาดว่าสิบสามตึกดังกล่าว คงมิอาจกักกันพวกเราไว้ได้หรอก”

กี้เฮียงเค้งมีสีหน้าหมกมุ่นกังวล กล่าวว่า

“เรื่องราวมิง่ายดายปานนั้น ตามข้อสันนิษฐานของข้าพเจ้า สิบสามตึกดังกล่าวย่อมต้องก่อสร้างอยู่ภายในขบวนพยุหอันล้ำลึก มิว่าผู้ใดเมื่อผ่านเข้าไปก็อย่าคาดหวังว่าจะหลุดรอดได้

มาตรแม้นผู้ฝ่าเข้าจะเชี่ยวชาญวิชาค่ายคูประตูกลยังต้องหมกมุ่นกังวลกับความรู้นานาแขนง ดังนั้นเกรงว่าในที่สุดไม่อาจผ่านสิบสามตึกได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้เพราะในสิบสามตึกได้ครอบคลุมความรู้ทุกแขนงทั่วใต้หล้า ผู้บุกฝ่านอกจากต้องสูงส่งกว่าแฮ่โฮ้วคง จึงสามารถทะลวงผ่านด่านได้

กิมเม้งตี้รับฟังอย่างตื่นเต้นตระหนก กี้เฮียงเค้งกล่าวต่อ

“ในเมื่อหากรู้จักขบวนพยุหก็ไร้ประโยชน์ มิคุ้นเคยกับค่ายกลยิ่งมิได้ จึงรับรองว่าการผ่านสิบสามตึกต้องกระทำด้วยความลำบากแสนเข็ญ นอกจากยอดฝีมือจากบึงเร้นอาคารลับ จึงมีความเชื่อมั่นว่าจะเอาชัยแฮ่โฮ้วคงได้”

“ถ้าเช่นนั้นท่านมีความมั่นใจสักเท่าใด?”

กี้เฮียงเค้งสั่นศีรษะกล่าวว่า

“มิมีความมั่นใจแม้แต่น้อย แฮ่โฮ้วคงผู้นี้คงมีความสำเร็จสูงล้ำอย่างแท้จริง ถึงกับสามารถก่อสร้างด่านความรู้ถึงสิบสามตึก โดยที่บึงเร้นอาคารลับของข้าพเจ้ามีปัญญาสร้างขึ้นเพียงสิบตึก ยังมียามฝ่าตึก ฝ่ายตรงข้ามมีเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น อาทิการตั้งปัญหาขึ้นถาม แทนที่ข้าพเจ้าจะย้อนถาม”

กิมเม้งตี้อดมีแววหวั่นไหวกังวลมิได้ กล่าวว่า

“ชั่วชีวิตของเรา นี่เป็นคราครั้งแรกที่รู้สึกหนักใจและประหวั่นพรั่นพรึง”

ยามนั้น สำเนียงดนตรีอันแผ่วเบา ดังแหวกฝ่าอากาศ สุ้มเสียงแผ่วเบาเสนาะโสต อุปมาเสียงทิพย์จากสรวงสวรรค์

เด็กชายชุดเขียว กล่าวว่า

“ประมุขพวกเราออกต้อนรับอาคันตุกะแล้ว”

กิมเม้งตี้ กี้เฮียงเค้งกวาดสายตามองไป แลเห็นเงาร่างถลันวูบวาบปรากฏเด็กเสื้อขาวเข้ามาสี่คน ตบแต่งอย่างพิถีพิถัน รู้สึกสวยงามน่ารัก บ้างถือแส้ปัดบ้างกุมพัดโบก ท่วงท่าสำรวม จนผู้พบเห็นมิกล้าเหยียดหยามดูแคลน

จากนั้น ปรากฏ​บัณฑิตอายุประมาณสามสิบเศษก้าวเข้าสู่ห้องโถงอย่างเนิบนาบ มันโพกผ้านักศึกษา มือถือพัดขนนกขาวบุคลิกดุจดั่งขงเบ้งแห่งสามก๊กกลับชาติกำเนิดก็ปาน

มันคารวะต่อแขกเหรื่อตามมารยาท ประกาศชื่อแซ่ออกไป ท่วงท่าสุขุมถ่อมตน กิมเม้งตี้ยามประสานมือคารวะตอมได้ลอบแผ่พุ่งลมปราณไร้สภาพกระแสหนึ่งทะลักใส่ฝ่ายตรงข้าม

บัณฑิตถือพัดขนนก แฮ่โฮ้วคงอาศัยภาวะที่ยืนหยัดอยู่สกัดต้านทานไว้ กระแสพลังของทั้งสองฝ่ายยามปะทะกัน เรือนร่างของแฮ่โฮ้วคงเพียงส่ายโงนเงนเล็กน้อย

กิมเม้งตี้สะท้านใจวาบรู้สึกฝ่ายตรงข้ามมิเพียงมีความรู้สูงเสมอกี้เฮียงเค้ง ด้านพลังการฝึกปรือก็เลิศล้ำ เนื่องจากทั่วพิภพจบแดน ผู้ที่สามารถต้านทานการจู่โจมจากมันโดยมิล่าถอย นับว่ามีน้อยกว่าน้อย

แฮ่โฮ้วคงส่งเสียงหมกมุ่นว่า

“ท่านทั้งสองให้เกียรติเร่งรุดมา เรารู้สึกภาคภูมิยิ่ง เพียงแต่มิทราบมีคำแนะนำประการใด?”

ขณะเอื้อนเอ่ย สายตาอันปราดเปรียวได้กวาดสำรวจเค้าหน้าอันงดงามของกี้เฮียงเค้ง พฤติการณ์นี้ทำให้กิมเม้งตี้ขุ่นเคืองมิพอใจ กล่าวอย่างเย็นชาว่า

“ตึกแห่งความรู้ทั้งสิบสามแห่งของสถานที่นี้ท่านเป็นผู้ก่อสร้างขึ้นเองหรืออาศัยกำลังผู้อื่น”

ในความเข้าใจของกิมเม้งตี้ ภูมิปัญญาของมนุษย์มีขอบเขตจำกัด กอปรกับหนึ่งวันสิบสองชั่วยามก็เป็นกฎธรรมชาติซึ่งมิอาจแปรเปลี่ยน ในขอบเขตควบคุมทั้งสองประการนี้ บุคคลผู้หนึ่งย่อมไม่มีทางคร่ำเคร่งกับวิชาอักษรศาสตร์และยุทธศาสตร์โดยมิพักผ่อนร่างกายและสมองตลอดกาลเลย

พร้อมกับนั้น โบราณมีวลีอยู่ว่า ถนนหลวงที่มีทางแยกมักทำให้สัตว์เลี้ยงสูญหาย นักศึกษาหากฝึกฝนหลายวิชา เท่ากับชักจูงเภทภัยถึงแก่ชีวิต

กิมเม้งตี้ก็เป็นอัจฉริยะแตกฉานทั้งวิชาความรู้และพลังฝีมือ ซาบซึ้งถึงความลำบากยากเย็น ยามฝึกปรือวิชาทั้งสองประการ ดังนั้นบังเกิดความเคลือบแคลงในความสำเร็จของแฮ่โฮ้วคง

แฮ่โฮ้วคงหัวร่ออย่างเฉื่อยชากล่าวว่า

“ความรู้ของเราย่อมได้รับการถ่ายทอดอบรมมาจากซือแป๋ผู้อาวุโสต่างๆ เพียงมิต้องรบกวนให้ท่านมากังวล เนื่องจากกิมซินแสกับกี้โกวเนี้ย ล้วนเป็นอัจฉริยะแห่งยุคทั้งสิ้น และขอบ่งบอกตามความสัตย์ สถานที่นี้นับแต่ก่อสร้างมา ยังมิเคยมีผู้ใดทำให้เราบังเกิดความคิดเชื้อเชิญเข้าตึกแห่งความรู้ทั้งสิบสามแห่งเลย”

กี้เฮียงเค้งกล่าวถามว่า

“มิทราบมีวิธีใดทำให้ท่านประมุข อนุโลมให้เข้าทัศนาสิบสามตึกความรู้?”

“นั่นก็มิลำบาก เรามีทายาทอยู่หลายสิบคน แบ่งเป็นเด็กชุดเขียวเสื้อขาวสองประเภท ชุดเชียวนั้นร่ำเรียนเนิ่นนานกว่า ต้องทะลวงผ่านด้านความรู้สามตึกขึ้นไป ค่อยสวมชุดเขียวได้ ส่วนเด็กเสื้อขาวเล่าเรียนช้ากว่า อย่างมากก็ผ่านเพียงสองตึก ด้านวิชานี้มืออย่าเพิ่งอ้างอิงถึง”

หยุดเล็กน้อย ค่อยบ่งบอกว่า

“ผู้ที่มีความคิดทัศนาสิบสามตึกของสถานที่นี้ จะต้องตั้งปัญหาต่อทารก ซึ่งทรงศักดิ์ศรีเสื้อขาวสามคน และต้องมีปัญหาหนึ่งสยบพวกมันได้ หลังจากนั้นเรายินดีนำพาไปเข้าชมด้วยตนเอง”

กล่าวจบ กวาดสายตาเป็นเชิงบงการไปยังเด็กชุดเขียวผู้นั้นจากไป มินานให้หลังเด็กชายเสื้อขาวสามคนจึงถูกนำพาเข้ามา

แฮ่โฮ้วคงกล่าวกับกี้เฮียงเค้ง กิมเม้งตี้ว่า

“พวกมันล้วนมีชื่อแซ่เรียกหา แต่เพื่อให้ท่านทั้งสองจดจำได้ง่ายดาย จึงขอเรียงลำดับหมายเลข เด็กทางซ้ายสุดเรียกว่าแป๊ะอิก (ขาวที่หนึ่ง) เป็นคนแห่งตึกธรรมชาติ คนกึ่งกลางเรียกว่าแป๊ะยี่ (ขาวที่สอง) เป็นคนของตึกดนตรี (อิมลุกอี่) คนขวาสุดขอให้เรียกหาว่าแป๊ะซา เป็นคนของตึกคณิตศาสตร์

“บัดนี้ท่านทั้งสองขอเชิญผู้หนึ่งผู้ใดตั้งปัญหาต่อเด็กเสื้อขาวทั้งสามนี้ ถามได้โดยมิมีขอบเขตจำกัด”

วิธีการนี้แปลกใหม่ยิ่งนัก แสดงออกถึงความภาคภูมิทระนงของแฮ่โฮ้วคง ลองคิดดูเหล่าเด็กชายเสื้อขาวซึ่งมันอบรมพร่ำสอน หากมิมีความแตกฉานในวิชาแขนงทั้งสามจริงๆ ไหนเลยกล้าท้าทายฝ่ายตรงข้ามถามปัญหาที่ไม่จำกัดได้?

กิมเม้งตี้ประกาศว่า จะขอถามปัญหาก่อน ที่แท้มันก็ศึกษาความรู้ต่างๆ มามากมายมาก่อน หลังจากขบคิดครู่ใหญ่จึงกล่าว

“แป๊ะอิก (ขาวที่หนึ่ง) เราถามเจ้า ท้องฟ้ามีลักษณะเช่นใด?”

ในความเข้าใจของมัน การที่ว่าท้องฟ้าสัณฐานกลม พสุธาเป็นเหลี่ยมเป็นข้อวิจารณ์ทั่วไป หากจะอธิบายว่าท้องฟ้าไฉนมีลักษณะกลม จะต้องมีความรู้ไพศาลค่อยตอบได้

แป๊ะอิกพอถูกถาม ก็สะอึกกายออกมาสองก้าว กล่าวอย่างสำรวม

“ท้องฟ้าไม่มีลักษณะใดๆ เนื่องจากเป็นดินแดนแห่งความว่างเปล่า ผู้ศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติเมื่อราชวงศ์ถังมีทัศนะว่า ท้องฟ้าไร้สภาพที่แท้จริง เหนือพื้นพสุธาขึ้นไป ตำแหน่งที่ว่างเปล่าล้วนเป็นฟากฟ้า ขอน้อมเรียนด้วยประการฉะนี้”

กิมเม้งตี้รับคำอธิบายเช่นนี้ ถึงกับงงงันไป แม้กระทั่งแป๊ะอิกน้อมกายคารวะถอยจากไป ยังมิรู้สึกตัว

กี้เฮียงเค้งก็ลอบตื่นตระหนก รู้สึกเด็กชายเสื้อขาวเหล่านี้มีความรู้ลึกล้ำอย่างยิ่งยวด

ยามนั้น แป๊ะยี่สาวเท้าก้าวออกมา รอรับฟังคำถาม กิมเม้งตี้ค่อยฟื้นฟูสามัญสำนึก รับทราบว่าเด็กผู้นี้ศึกษาทางวิชาดนตรี มันเองก็พกขลุ่ยทองประจำตัว และคร่ำเคร่งกับดนตรีการด้วยจึงถามว่า

“พิณโบราณมีสิบสองเพลง มีนามว่ากระไร? แฝงไว้ด้วยความมุ่งหมายอันใด? ฮั่งบุ้นกง (นักปราชญ์ท่านหนึ่ง มีบุตรชายซึ่งถูกจัดอยู่หนึ่งในแปดเซียนของจีน) กลับยกย่องเพียงสิบเพลง มีสาเหตุประการใด?”

แป๊ะยี่กล่าวเสียงกังวานว่า

“สิบสองเพลงพิณโบราณมี หนึ่งเพลงเจี่ยงกุย (สู่สงบ) ประพันธ์โดยขงจื๊อสมัยเลียดก๊ก เมื่อขงจื๊ออยู่ในเมืองเตี่ยก๊ก รับทราบว่าขุนทัพผู้หนึ่งถูกประหารจึงแต่งเพลงนี้ขึ้น สองเพลงอี่ลั้ง (ลำเอียง) ขงจื๊อประพันธ์ยามดาลเดือด

“สามเพลงกูซัว (เขาเต่า) ผลงานของขงจื๊อเช่นกัน เนื่องจากคุ้ยฮ้วงจื้อรับอิสตรีซึ่งฉี้ก๊กมอบให้ ขงจื๊อจึงประพันธ์ขึ้นที่กูซัว สี่เพลงอ๊วกเซี้ยง (ต้านนงคราญ) จิวกงเป็นผู้ประพันธ์

“ห้า เพลงโกวฮิว (วิญญาณอนาถ) บุ้นอ้วงยามถูกคุมขังได้ประพันธ์ขึ้น หกเพลงภูเขาจีซัว จิวยิ้นประพันธ์เพื่อบุ้นอ้วง เจ็ดเพลงลี้ซิง (ผจญกรรม) อึ้งแป๊ะคี้ถูกขับไล่โดยไร้ความผิด จึงประพันธ์เพราะความสะทกสะท้อน

“แปด เพลงเฉี่ยวปวย (ไก่ป่าเหิน) ม๊กต๊กจื้อ เนื่องจากมีอายุเจ็ดสิบยังไร้ภรรยา พอพิศไก่ป่าเหินบิน จึงบังเกิดความรู้สึก และสร้างผลงานชิ้นนี้ เก้าเพลงเปี๊ยกเฮาะ (พรากกระเรียน) เซียงเล้งม๊กจือวิวาห์กับภรรยาห้าปียังไร้บุตร บิดามารดาต้องการให้สยุมพรกับสตรีอื่น ภรรยาพอล่วงรู้จึงกู่ก้อง ม๊กจื้อยามอาดูรได้ประพันธ์ขึ้น

“สิบเพลงฉั้งเฮง (กายพิการ) เจ็งจื้อยามนิทราได้ฝันว่าพบสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ยลแต่ร่างมิเห็นส่วนศีรษะจึงสร้างเพลงขึ้น สองเพลงสุดท้ายคือเพลงจุ้ยเซียง (ธิดาวารี) กับเพลงไฮ้วเค้ง (คะนึงถึงนานกิง) ล้วนเป็นผลงานของแป๊ะเง้”

หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ

“ฮั่งบุ้นกงยกย่องเพียงสิบเพลง เนื่องจากสิบเพลงนั้นคือผลงานของขงจื๊อ บุ้นอ้วง จิวกง เจ็งจื้อ แป๊ะคี้ ม๊กต๊กจื้อ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีการศึกษาและควรค่าแก่การยกย่อง

“ส่วนเพลงธิดาวารีและคะนึงถึงนานกิง ซึ่งแป๊ะเง้ประพันธ์ขึ้นนั้น มีความหมายลุ่มหลงในนางคณิกา จึงลบล้างไป”

ปัญหาจากกิมเม้งตี้ได้รับคำตอบที่มิผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยจึงหลงเหลือปัญหาเพียงข้อเดียว กี้เฮียงเค้งมีสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวว่า

“ปัญหาข้อสาม ขอให้ข้าพเจ้าตั้งแก่แป๊ะซาเอง ก่อนอื่นมิทราบท่านศึกษาวิชาคณิตศาสตร์มากี่ประเภท?”

แป๊ะซาตอบว่า

“ผู้น้อยเคยร่ำเรียนวิชาลูกคิดเก้าเจียง (วิชาที่นิยมใช้กันจนถึงบัดนี้) ตำราลูกคิดของซุ่นจื้อ ไฮ้เต้า โหงวเฉา แฮ่โฮ้วเอี้ยง เตียคิวเกี๋ยง ชิบโก้ว และอื่นๆ อีก

“ส่วนด้านคณิตศาสตร์ เคยศึกษาวิชาวิภาคเรขาคณิต วิชาพีชคณิต วิชาสามเหลี่ยม วิชาเลขคณิต รู้ซึ้งถึงวิชาหาผลกำไรขาดทุน วิธีคำนวณพื้นที่หรือปริมาณ คูณร่วมต่างหาร หารร่วมต่างคูณ คูณร่วมหารร่วม จนถึงวิชาคำนวณลิบเทียนง้วนอิก (แปลได้ความว่าฟากฟ้าก่อเอกะ)…”

วิชาที่อ้างอิงออกมานี้ กิมเม้งตี้ยามรับฟังนอกจากวิชาลูกคิดเก้าเจียงแล้ว นอกนั้นล้วนมิเข้าใจทั้งสิ้น จนต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าเข้าใจว่าแฮ่โฮ้วคงมีความรู้แตกฉานสรรพสิ่งจริงๆ แม้แต่เหล่าบริวารที่ถูกอบรมพลอยเชี่ยวชาญด้วย หากคร่ำเคร่งฝึกฝนต่อไป ขุมกำลังของแฮ่โฮ้วคงสามารถยึดครองทั่วจักรวาลได้!

แต่กี้เฮียงเค้งกลับสงบมั่นคง นางเริ่มตรึกตรองว่าสมควรตั้งคำถามอย่างไร ในที่สุดตกลงใจว่าจะถามปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาลิบเทียนง้วนอีก ซึ่งมีการพลิกแพลงสับสน คล้ายง่ายดายแต่ความจริงสาบากแสน

อันวิชาคำนวณลิบเทียนง้วนอิก ก็คือวิชาเจียะกึงฮวบ (วิชายืนกรณ์) ซึ่งสามารถอาศัยจำนวนที่ยืมมาค้นหาจำนวนที่แท้จริง มีสภาพคล้ายดั่งวิชาพีชคณิต แต่ไม่ละเอียดง่ายดายเท่าพีชคณิต

กี้เฮียงเค้งจึงกล่าวกับแป๊ะซาว่า

“บัดนี้ข้าพเจ้ามีปัญหาย่อยๆ สองคำถาม ซึ่งใช้หลักคำนวณทั่วๆ ไป แม้เป็นคำถามย่อยแต่นับรวมเป็นปัญหาเดียวเท่านั้น”

“ผู้น้อยขอน้อมรับคำสั่ง”

“บัดนี้ท่านรับฟัง มีพื้นที่ผืนผ้าผืนหนึ่ง หากความกว้างยาวล้วนลดน้อยไปสามวา เนื้อที่จะลดน้อยไปเจ็ดสิบห้าตารางวา หากเพิ่มกว้างอีกสองวา ก็เท่ากับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส อยากทราบว่าพื้นที่นั้นมีความยาวเท่าใดและกว้างเท่าใด?”

แป๊ะซาใช้ความคิดเล็กน้อย เพียงคำนวณในใจโดยมิต้องบันทึกเป็นลายอักษร พริบตาเดียวก็ตอบว่า

“พื้นที่ผืนนั้นยาวสิบห้าวา กว้างสิบสามวา”

กี้เฮียงเค้งขมวดคิ้วกล่าวว่า

“วิชาคำนวณของท่านแตกฉานถึงปานนี้ ปัญหาข้อที่สองข้าพเจ้าแทบมิต้องถามไถ่เลย เพียงแต่สำหรับข้อปลีกย่อยที่สองนี้ แป๊ะซาต้องตอบคำถามในเวลาที่จำกัดด้วย”

แฮ่โฮ้วคงรับข้อเสนอโดยมิต้องขบคิดว่า

“โกวเนี้ยวางใจได้ หากแม้นแป๊ะซาใคร่ครวญเกินกำหนดเวลาอันสมควร เราจะบงการให้มันยินยอมพ่ายแพ้”

วาจานี้มีความหมายประกาศิตข่มขู่ต่อแป๊ะซา กี้เฮียงเค้งผงกศีรษะกล่าวว่า

“นาย ก. ข. สองคน มีเงินรวมกันสี่สิบเจ็ดตำลึง หากแม้นนาย ก. รับเงินจากนาย ข. ได้อีกเป็นสองเท่า ก็หมายความว่ามันมีเงินมากกว่านาย ข. สี่สิบเจ็ดตำลึง อยากทราบว่านาย ก. ข. เดิมนั้นมีเงินอยู่กี่ตำลึง?”

แฮ่โฮ้วคงพอรับฟังจบลง ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน กิมเม้งตี้เริ่มสังเกตได้ว่า ฝ่ายตรงข้ามบังเกิดความขุ่นเคืองเล็กน้อย จึงพอคาดคะเนออกว่า คำถามของกี้เฮียงเค้งมีความประหลาดพิสดารแฝงอยู่

แป๊ะซาเหลือกตาขบคิดอยู่เนิ่นนาน มีอยู่หลายคราคล้ายดั่งมั่นใจคิดตอบปัญหาออกไป แต่แล้วกะพริบตาหมกมุ่นคำนึงสืบต่อ

แฮ่โฮ้วคงพลันตวาดขึ้นว่า

“เศษสวะ ปัญหาเช่นนี้ยังมิอาจตอบได้ รีบไสหัวไป”

แป๊ะซามีเหงื่อกายแตกชุ่มโชกเต็มใบหน้า ท่วงท่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก กี้เฮียงเค้งมีภูมิปฏิภาณฉลาดปราดเปรื่อง จึงสังเกตพบประกายตาที่หวั่นไหวทอดอาลัยของเด็กชายได้ นางฉุกใจได้คิด คำนึงขึ้น

‘…หรือว่ามันหากตอบปัญหามิได้ ก็จะมีเภทภัยคุกคามใส่?…’

นางรีบตวาดขึ้นว่า

“หยุด ท่านในเมื่อพ่ายแพ้ ก็คิดจากไปอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ?”

แป๊ะซาจึงชะงักฝีเท้าลง กี้เฮียงเค้งกล่าวต่อ

“ท่านประมุขแซ่แฮ่โฮ้ว มีคำแนะนำใดเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ต่อศิษย์ของท่านบ้าง?”

ความจริงนางมีเจตนาเหนี่ยวรั้งแป๊ะซาไว้ หาหนทางช่วยให้มันมิต้องประสบเภทภัย แฮ่โฮ้วคงแค่นเสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า

“ปัญหานี้มีคำตอบหลายประการ หมายความว่าท่านตั้งคำถามไม่ถูกต้อง”

กี้เฮียงเค้งหัวร่อพลางกล่าวว่า

“วิชาคำนวณของแป๊ะซา หากแตกฉานเชี่ยวชาญก็สมควรตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งปัญหาไม่ถูกต้อง แสดงว่าความสำเร็จของมันยังมิอาจนับได้”

กิมเม้งตี้เพิ่งเข้าใจ แป๊ะซาเนื่องจากรู้สึกว่าคำตอบมิเพียงมีข้อเดียว และคาดมิถึงว่ากี้เฮียงเค้งจะใช้เล่ห์เหลี่ยมอันแพรวพราย จึงถูกก่อกวนจนพ่ายแพ้

มันพลันแผดหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว กล่าวว่า

“มิว่าอย่างไร ท่านประมุขแซ่แฮ่โฮ้วหากมิยินยอมพร้อมใจ ไยมิบงการให้ศิษย์ของท่านทั้งหมดมาชุมนุมกันในสถานที่นี้เสียเลย?”

เจตนาของมันต้องการใช้วิธีการอันอำมหิต ประหัตประหารขุมกำลังในบึงแจ้งอาคารกระจ่างนี้ให้หมดสิ้นในคราเดียว แต่แฮ่โฮ้วคงหาได้เอื้อนเอ่ยตอบคำไม่

กี้เฮียงเค้งในยามนั้นพบว่า ในดวงตาของแฮ่โฮ้วคงสาดประกายอันหฤโหดจนแทบคลุ้มคลั่ง นางทราบซึ้งว่าแฮ่โฮ้วคงเป็นบุคคลที่แทบวิปลาสฟั่นเฟือนทีเดียว!

และนางยังคำนวณล่วงรู้ว่า แฮ่โฮ้วคงย่อมต้องมีแผนการที่สามารถตกตายตามกัน หากแม้นกิมเม้งตี้มีเจตนาหักโหม ทั้งหมดก็จะเสียชีวิตในคราเดียว พฤติการณ์อันบ้าคลั่งเช่นนี้ หากมิมีอุปนิสัยอันพิกล ไหนเลยกระทำได้?

สมควรทราบว่า แฮ่โฮ้วคงเมื่อมีแผนตกตายตามกัน หากเป็นสามัญชนย่อมต้องกล่าวอ้างเพื่อข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งพอล่วงรู้ย่อมมิกล้ามีกิริยาอันวู่วาม

แต่มันมิกระทำเช่นนี้ กลับรู้สึกว่าเป็นความตื่นเต้นชวนตึงเครียดสุดสนุกสำราญ รอให้วินาทีวิกฤติมาคุกคามโดยมิหวั่นไหว!

เมื่อเป็นเช่นนี้กี้เฮียงเค้งกลับกระวนกระวายขึ้นมา พอเหลือบเห็นกิมเม้งตี้ผนึกกำลังจนเปี่ยมล้น จึงรีบกล่าวว่า

“มิอาจลงมือหรือท่านมิได้สังเกต เด็กเสื้อขาวที่ยืนหยัดอยู่ทั่วสี่มุมของห้องโถงตามความเข้าใจของข้าพเจ้า ในแส้ปัดและพัดโบกของพวกมัน อาจซุกซ่อนอาวุธลับอันร้ายกาจอยู่

“อาวุธนั้นย่อมต้องเป็นระเบิดที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรง นอกจากนั้นรับรองว่าตามพื้นใต้ดินและผนังทั้งสี่ด้านของห้องโถง ต้องซุกซ่อนด้วยดินระเบิดอันมหาศาล หากเกิดการสั่นสะเทือน ทุกสิ่งทุกอย่างก็จบสิ้นกัน”

แฮ่โฮ้วคงหัวร่อฮาดังสนั่นกล่าวว่า

“โกวเนี้ยชาญฉลาดนัก บัดนี้เรามีวาสนาได้ร่วมตกตายกับยอดดรุณีผู้ปราดเปรื่อง และยอดคนอายุเยาว์อันดับหนึ่งแห่งยุค รู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง”

กี้เฮียงเค้งแย้มยิ้มขึ้นบ้าง กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าทราบดีว่า ท่านมีกมลสันดานอำมหิต กอปรกับได้รับการกล่อมเกลา ทำให้ท่านแปรเปลี่ยนเป็นจอมอสูรซึ่งมีหน้ากากธัมมะราวกับผู้คงแก่เรียน

ในสายตาของท่าน ชีวิตนับหมื่นแสนในพื้นพิภพมิคู่ควรกับการเวทนาปรานี บางครั้งท่านยังยินยอมทำลายชีวิตของตัวเอง แต่ท่านยังสามารถรับการยกย่องเป็นบัณฑิต ปกปิดจิตใจอันชั่วร้าย นี่นับเป็นคนโฉดอสูรเหี้ยมไร้เทียมทาน”

ขณะเอื้อนเอ่ย นางยังแย้มยิ้ม แต่ทุกถ้อยคำแหลมคมรุนแรง ทว่าแฮ่โฮ้วคงเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยปราศจากแววเดือดดาล ความอดกลั้นของมันล้ำลึกสุดประมาณ

แฮ่โฮ้วคงพลันกล่าวอย่างเยือกเย็น

“บุคคลที่สำเร็จจากบึงเร้นอาคารลับ มีความสูงส่งเหนือมนุษย์จริงๆ เราคงคาดคำนวณศักดิ์ศรีของกี้โกวเนี้ยมิผิดพลาดกระมัง? เพียงมิทราบท่านรู้จักบุรุษที่มีนามซิเล้งหรือไม่?!”


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here