๑๑
♦ อันตรายคุกคาม ♦
…………..

ผ่านการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วยาม ฉี้อิงพลันระบายลมหายใจออกมา เปิดหน้าต่างเล็กๆ หลังอานรถ มุดกายเข้าสู่ตัวรถ

ฉี้อิงรีบถลันกายเข้าหาซิเล้ง แลเห็นประกายตาบุรุษหนุ่มแตกซ่าน เหงื่อยะเยียบแตกชุ่มเต็มใบหน้า คล้ายดั่งกำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดที่ได้รับ

นางกล่าวอย่างหวั่นไหวใจ

“ท่านเป็นอย่างไรแล้ว? กิมเม้งตี้กลับเจ้าเล่ห์นัก ถึงกับควบม้าสะกดรอยติดตามมา”

ซิเล้งขบกรามกรอด คล้ายดั่งกำลังผนึกกำลังต้านทานความเจ็บปวด มิอาจโต้ตอบวาจา

ฉี้อิงกล่าวสืบต่อ

“มิหนำซ้ำขณะสะกดติดตาม กิมเม้งตี้ยังทุ่มเทใช้วิชาพิสดาร เรียกว่าซิมสีซิ้งเทีย (ใจส่องประสาทสดับ)

“วิชาใจส่องประสาทสดับนี้ สามารถแลเห็นและได้ยินสุ้มเสียงในระยะห่างยี่สิบวา ดังนั้นข้าพเจ้าหากเข้ามาพบท่านหรือสนทนาด้วย ย่อมถูกมันรับรู้!”

ซิเล้งกล่าวเสียงยากลำบาก

“ท่านทราบได้อย่างไรว่า มันใช้วิชาใจส่องประสาทสดับ?”

ฉี้อิงพบว่าสุ้มเสียงซิเล้งอ่อนล้า สภาพการณ์เลวร้ายต้องวิตกกังวลสุดแสน แต่ยังตอบคำไป

“ประการที่หนึ่ง ข้าพเจ้าทราบว่ากิมเม้งตี้ฝึกฝนวิชาเช่นนี้ได้ ประการสอง ทางเบื้องหลังแว่วเสียงฝีเท้าติดตามตลอดเวลา ย่อมเป็นกิมเม้งตี้แล้ว

“ประการสามซึ่งยืนยันว่า มันสำแดงวิชานี้คือฝีเท้าม้าเคลื่อนไหวเป็นจังหวะจะโคน ยามเมื่อใช้วิชาใจส่องประสาทสดับ น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ทำให้ม้าโดยสารของมันมิอาจโลดแล่นอย่างปราดเปรียวเช่นปกติ”

ซิเล้งผงกศีรษะรับทราบ กล่าวว่า

“กิมเม้งตี้ผู้นี้กลับสะกดติดตามเป็นเวลานานถึงหนึ่งชั่วยามจึงยินยอมเลิกรา กำลังใจที่เด็ดเดี่ยวและความอดทนของมัน นับว่าน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงนัก”

ฉี้อิงพลันกล่าวตัดบทว่า

“ข้าพเจ้าจะถอนอาวุธลับออกมาก่อน”

พลางฉีกเสื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ตรงตำแหน่งที่เข็มฉลามร้ายปักตรึงเข้าไป แลเห็นตัวเข็มอาบสีม่วงคล้ำฝังลึกสู่ผิวเนื้อจนแทบมิอาจพบพาน

ฉี้อิงทาบฝ่ามือ แผ่พุ่งกำลังดึงดูดเข็มอาบยาพิษเล่มนั้นออกมาอย่างหักโหม ได้ยินซิเล้งแค่นเสียงหนักๆ ขึ้น เข็มฉลามร้ายได้ถอนออกจากร่างแล้ว

พลันปรากฏโลหิตสีดำสนิทไหลทะลักจากปากแผลเป็นลำยาว กลิ่นคาวเหม็นคลุ้งยิ่ง ซิเล้งถึงกับมีใบหน้าบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง

ฉี้อิงรีบสกัดจุดรอบๆ แผล เพื่อหยุดยั้งโลหิตที่หลั่งไหล ร้องโพล่งว่า

“อาวุธลับที่ทำร้ายท่าน อาบยาพิษร้ายแรง และยังเยิ่นเย้อเวลามาเนิ่นนาน รู้สึกว่า…”

นางพลันชะงักวาจาไว้ ซิเล้งทราบดีว่าอาการของตนเลวร้ายอย่างน่าวิตก

ซิเล้งพลันบังเกิดลางสังหรณ์อันอัปมงคล รู้สึกหนาวเย็นยะเยียบไปทั่วสรรพางค์กาย… หรือชะตาชีวิตลิขิตให้ตนต้องเผชิญการเคี่ยวเข็ญเช่นนี้?

รถม้าโดยสารยังคงควบขับต่อไป ฉี้อิงจิตใจร้อนรุ่มดั่งมีกองเพลิงสุมอยู่ แต่มิทราบว่าจะช่วยเหลือซิเล้งได้อย่างไร

ซิเล้งรู้สึกบริเวณหัวไหลที่ถูกเข็มฉลามร้ายทำร้าย มีอาการร้อนผะผ่าวไปทั้งแถบและลุกลามแผ่ขยายสู่อวัยวะภายในอย่างรวดเร็ว

รู้สึกราวกับมีมดปลวกกำลังกัดกร่อนส่วนสัดภายในร่าง จนต้องขบกรามแทบแหลกละเอียด ใบหน้าบิดเบี้ยว สารรูปน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก

ฉี้อิงยิ่งจับจองยิ่งตื่นตระหนก พลันเหลือบเห็นริมหน้าต่างปรากฏเงาร่างปราดเปรียวสายหนึ่งพุ่งเฉียดผ่านมา นางรีบถลันกายเลิกม่านขึ้น ยังมิทันพบเห็นอันใด เงาร่างนั้นก็ถลันเข้าสู่ตัวรถแล้ว

ฉี้อิงรีบยื่นมือคว้าจับด้ามแส้ซึ่งหนีบอยู่กลางหลังอย่างเตรียมพร้อม แล้วค่อยกวาดสายตาจ้องมอง

แลเห็นเงาร่างที่เข้ามา กลับเป็นดรุณีอายุมิเกินยี่สิบปีสวมกระโปรงสีเหลืองอ่อน เค้าหน้างามสะคราญ ประกายตาแจ่มกระจ่างดั่งดารากลางหาว อิริยาบถหมดจดสง่างาม

ดรุณีชุดเหลืองกลอกกลิ้งดวงตาพินิจมองฉี้อิง พลันกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าคาดว่าเสาะพบบุคคลที่แสวงหาแล้ว ท่านคงเป็นฉี้อิงโกวเนี้ย ธิดาประมุขหมู่บ้านฉี้แกจึงกระมัง?”

ฉี้อิงถูกคำพูดฝ่ายตรงข้าม ไต่ถามจนตะลึงลานกล่าวว่า

“เราสองมิเคยพบกันมาก่อน ท่านรู้จักข้าพเจ้าได้อย่างไร?”

“ในวงนักเลง ยังมีสตรีนางใดโดยสารรถม้าคันงาม สวมอาภรณ์ชุดดำสนิท พกแส้ยาวเป็นอาวุธ นอกจากฉี้โกวเนี้ยเท่านั้น คาดว่าคงมิผิดพลาด”

“ท่านนับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง มิทราบนามอันสูงส่ง?”

“ข้าพเจ้ากี้เฮียงเค้ง สังกัดบึงเร้นอาคารลับ”

นางถึงกับบ่งบอกศักดิ์ศรีแท้จริงออกมา แสดงว่าไว้วางใจในตัวฝ่ายตรงข้ามยิ่ง ได้ยินนางกล่าวต่อ

“ข้าพเจ้ามีข่าวคราวเกี่ยวกับบิดาของท่าน คิดบอกกล่าวให้ทราบ”

ฉี้อิงพอฟัง บังเกิดความปีติลิงโลดอย่างใหญ่หลวง ยามนั้นกี้เฮียงเค้งพบเห็นซิเล้งที่ฟุบกายอยู่อีกด้านหนึ่ง นางพลันอุทานเบาๆ กล่าวว่า

“คนผู้นี้มีอาการแสดงว่าถูกพิษร้ายแทรกซึมชัดๆ”

พลางย่อกายลง ตรวจอาการซิเล้งอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง กล่าวว่า

“พิษร้ายแทรกซึมร่างกาย มีความร้ายแรงยิ่งนัก หากเป็นผู้ไร้รากฐานพลังภายใน มิอาจมีชีวิตเกินสามชั่วยาม คนผู้นี้คล้ายมีพลังการฝึกปรือเข้มแข็ง ความจริงอาการมิน่าวิตก แต่ผ่านเวลาเนิ่นนานโดยมิรักษาพยาบาล จวบจนบัดนี้นับว่าตกอยู่ในขั้นอันตราย…”

ฉี้อิงพอฟังถึงกับกล่าวอย่างแตกตื่น

“เจ้เจ๊ท่านสามารถรักษาหรือไม่?”

กี้เฮียงเค้งเหลือบแลนางวูบหนึ่ง คำนึงในใจ

‘…ฉี้โกวเนี้ยกลับห่วงใยบุรุษผู้นี้อย่างลึกซึ้งนัก…’

ในใจแม้ครุ่นคิด แต่กลับกล่าวอย่างหมกมุ่น

“ข้าพเจ้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”

กล่าวจบ ล้วงหยิบขวดหยกใบน้อย เทยาเม็ดสีขาวออกมาเม็ดหนึ่ง มอบให้ซิเล้งกลืนกิน พลางเอื้อมมือจี้สกัดจุดบนร่างกายบุรุษเบื้องหน้าหลายแห่ง

กี้เฮียงเค้งอธิบายว่า

“คนผู้นี้จำต้องพักผ่อน จึงสกัดจุดหลับของมันไว้ จุดอีกหลายแห่งที่ต้องปิดสกัด เพื่อมิให้พิษร้ายลุกลาม รอคอยยาเม็ดของข้าพเจ้า ขจัดพิษร้ายซึ่งแทรกซึมอยู่”

ฉี้อิงสังเกตปฏิกิริยาซิเล้ง เห็นตนเริ่มมีสีหน้าราบเรียบเป็นปกติ มิบิดเบี้ยวทรมานดั่งกาลก่อน เพียงแต่โลหิตสีดำจากปากแผลยังไหลซึมออกมาบ้าง นางบังเกิดความนิยมนับถือในความสามารถของกี้เฮียงเค้ง กล่าวว่า

“เจ้เจ๊ท่านยอดเยี่ยมนัก… มิทราบบิดาข้าพเจ้าอยู่ที่ใด?”

กี้เฮียงเค้งตอบว่า

“บิดาท่านนับตั้งแต่หมู่บ้านตระกูลฉี้ลบนามไปจากบู๊ลิ้ม ก็อยู่ในการดูแลของข้าพเจ้าตลอดเวลา ขณะนี้ปลอดภัยสบายดี อาศัย…”

นางพลันชะงักวาจาแต่กลางคัน คิ้วเรียวงามพลันขมวดมุ่นเข้าหา คล้ายดั่งกำลังเงี่ยหูรับฟัง

แว่วเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากเบื้องหลังอีก ฉี้อิงต้องสะท้านใจไหวหวั่น ทราบดีว่ากิมเม้งตี้ได้สะกดรอยตามติดมา

ฉี้อิงเร่งเร้ากำลังภายใน ใช้วิชาส่งเสียงทางลมปราณบ่งบอกแก่กี้เฮียงเค้งว่า กิมเม้งตี้ลอบติดตามมา ฝ่ายตรงข้ามสำเร็จวิชาใจส่องประสาทสดับ จึงต้องสนทนากันด้วยวิธีนี้

กี้เฮียงเค้งผงกศีรษะ ส่งเสียงทางลมปราณตอบมาว่า

“ผู้สะกดรอยที่แท้คือกิมเม้งตี้ ซึ่งชนชาวบู๊ลิ้มยกย่องเป็นยอดคนรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง ข้าพเจ้ารับทราบกิตติศัพท์มานาน บัดนี้กลับคิดทดสอบความสามารถกับมันบ้าง เพียงมิทราบผู้รับบาดเจ็บนี้มีนามว่ากระไร?”

“เขา… คือซิเล้ง…”

“อ้อ ที่แท้มันคือบุคคลที่ถูกผู้กล้าหาญดาบทองใส่ไคล้ป้ายผิดนั่นเอง ข้าพเจ้าก็เสาะหามันมาเนิ่นนานปีทีเดียว!”

ฉี้อิงบังเกิดความสงสัยอย่างใหญ่หลวง ในความเข้าใจของทุกผู้คน ซิเล้งคือศิษย์ทรยศซึ่งผู้กล้าหาญดาบทองไล่ล่าทวงชีวิต แต่กี้เฮียงเค้งกลับกล่าวว่าเป็นผู้ถูกใส่ไคล้ มิทราบนางไฉนติดเสาะหาซิเล้งด้วย?

กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวว่า

“กิมเม้งตี้ติดตามพวกท่านมา เพราะระแวงคลางแคลงในตัวซิเล้ง เข้าใจว่ามันกับท่านมีความสัมพันธ์ใดต่อกัน ตอนนี้ต้องหาทางนำพาซิเล้งหลบหนีไปก่อน

ฉี้อิงย่อมเข้าใจ นางทราบมาก่อนว่ากิมเม้งตี้นิยมชมชอบตัวนาง บัดนี้พอรับทราบความสัมพันธ์ที่ผิดสามัญระหว่างนางกับซิเล้ง ย่อมต้องริษยาอาฆาต

ความอาฆาตแค้นของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องราวมากหลาย นับเป็นความรู้สึกที่น่าประหวั่นพรั่นพรึง โดยเฉพาะหากอุบัติต่อกิมเม้งตี้ ดังนั้นฉี้อิงจึงสนับสนุนความคิดชักจูงซิเล้งพ้นจากการติดตามของนักศึกษาอำมหิตนั้น

กี้เฮียงเค้งส่งเสียงทางลมปราณอีกว่า

“ข้าพเจ้าวางแผนการไว้แล้ว กล่าวคือท่านเร่งเร้าพาหนะเทียมรถให้วิ่งตะบึง ก่อผงคลีคละคลุ้ง ข้าพเจ้าจะนำพาซิเล้งพุ่งจากไป ส่วนท่านก็บังคับรถม้าเดินทาง ล่อลวงให้กิมเม้งตี้ติดตามท่านไป”

ฉี้อิงรู้สึกว่านอกจากวิธีการนี้แล้ว ก็ปราศจากหนทางอื่นอีก เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ นางต้องพลัดพรากจากซิเล้งแล้ว

กี้เฮียงเค้งส่งเสียงสืบต่อ

“ท่านอาจมิสามารถตัดใจจากซิเล้ง แต่ขอให้นึกถึงภัยที่คุกคามชายในดวงใจ ตอนนี้ท่านเองยังต้องไปพบพานบิดาของท่าน

“ที่พำนักของบิดาท่านอยู่ในตัวเมืองฉี้น่ำฮู้ ท่านเสาะค้นตามที่อยู่ซึ่งข้าพเจ้าบ่งบอกให้ ย่อมสามารถพบพาน ควรทราบว่าบิดาท่านขณะนี้ยังครอบครองประแจไขสู่เจดีย์ทองคำดอกที่แท้จริง ดังนั้นยามเดินทางขอให้ระมัดระวังการสะกดรอยจากชนชาวบู๊ลิ้มด้วย

“หลังจากนั้น ท่านกับซิเล้งในกำหนดหนึ่งเดือนให้หลังจะไปพบพานกันที่เล้งเต้ง (เก๋งมังกร) ในเมืองไคฮง หากมีเหตุจำเป็นมิอาจไปตามนัด สลักอักษรที่ลำต้น ไม้ต้นที่หนึ่งของซ้ายมือเก๋งมังกร”

ฉี้อิงกล่าวขอบพระคุณในการช่วยเหลือของกี้เฮียงเค้ง จับจ้องซิเล้งอย่างนิ่งนานอยู่ครู่ใหญ่ พลันมุดกายออกจากตัวรถ บังคับอาชาที่เทียมรถ ควบตะบึงไปเบื้องหน้าประหนึ่งเกาทัณฑ์พุ่งหลุดจากแหล่ง

ทางหลวงสองฟากข้าง เริ่มปรากฏฝุ่นละอองตลบอบอวล คล้ายดั่งม่านกำมะหยี่ผืนใหญ่บดบังคลุมครอบสภาพแวดล้อมไว้ กี้เฮียงเค้งพลันหนีบร่างของซิเล้งพุ่งปราดออกจากรถม้า ถลันวูบไปข้างทางซึ่งมืดครึ้มด้วยพุ่มพฤกษาดงพนา

ฉี้อิงยังคงบังคับรถม้าต่อไป พลางเงี่ยหูสดับฟัง ได้ยินเบื้องหลังแว่วเสียงฝีเท้าดังตามติดอยู่เช่นเดิม และก็ทวีความเร็วขึ้น ค่อยลอบวางใจลง คำนึงขึ้น

‘…แผนการของเจ้เจ้แซ่กี้เป็นผลสำเร็จอันงดงาม เพียงแต่มิทราบซิเล้งจะเผชิญอนาคตอย่างไร?…’

พอคะนึงถึงชายในดวงใจ อดน้ำตาเอ่อคลอแทบหยดหยาดมิได้

ฉี้อิงหาล่วงรู้ไม่ว่า ทางเบื้องหลังของนาง มีแต่อาชาว่างเปล่า ปราศจากผู้ขับขี่กำลังห้อตะบึงเร่งรุดติดตามนาง!

กับการสนทนาระหว่างฉี้อิงกับกี้เฮียงเค้ง กิมเม้งตี้แม้มิทราบความนัย แต่มันสังเกตพบว่ารถม้าเบื้องหน้าพลันเร่งเร้าเร็วขึ้น ย่อมรู้สึกผิดปกติวิสัย

จิตใจเมื่อคลางแคลง กิมเม้งตี้ไหนเลยมิระแวง ตัดสินใจพลิ้วกายลงจากหลังม้า ผนึกกำลังทุ่มเทวิชาใจส่องประสาทสดับถึงขีดสุด

ดังนั้นแม้นถนนหลวงจะอบอวลด้วยผงคลีแน่นหนา แต่สายตายังแลเห็นเงาร่างอันแน่งน้อยสายหนึ่งหนีบร่างคนผู้หนึ่งถลันปราดสู่ริมทางหลวง จึงทุ่มเทวิชาตัวเบายันว่องไวติดตามไป

กิมเม้งตี้คำนวณได้ในบัดดล เงาร่างอันบอบบางนั้น มิใช่ฉี้อิงอย่างเด็ดขาด ย่อมเป็นบุคคลที่สามอย่างแน่นอน

 

กี้เฮียงเค้งพุ่งกายเข้าสู่ส่วนลึกของดงไม้ เสาะหาที่ว่างอันปลอดภัยแห่งหนึ่ง วางร่างซิเล้งลงบนพื้นดิน ตบคลายจุดหลับ พลางกล่าวอย่างจริงจัง

“ข้าพเจ้าจำต้องนำพาท่านจากฉี้ม่วยม่วย เนื่องจากศัตรูยังคงไล่ล่าติดตามมา”

จากนั้น บ่งบอกรายละเอียดต่างๆ ที่สนทนากับฉี้อิง ถ่ายทอดให้ซิเล้งรับทราบ พลางกล่าว

“ท่านหลังจากกลืนกินยาขจัดพิษซึ่งบึงเร้นอาคารลับปรุงขึ้นแล้ว คาดว่าพิษร้ายภายในกายคงถูกขจัดออกได้ บัดนี้ผนึกลมปราณระบายพิษที่ยังแทรกซึมอยู่ออกจากร่างกายด้วย”

ซิเล้งทราบสถานการณ์ดี จึงมิลังเลรีรอ กล่าวขอบคุณแล้วทรุดกายนั่งขัดสมาธิ พริ้มตาผนึกลมปราณทั่วทั้งร่าง  เพื่อระบายพิษร้ายซึ่งแทรกซึมอยู่ออกจากร่างกาย

พริบตาเดียว ซิเล้งจมอยู่ในภวังค์เคลิบเคลิ้มเลื่อนลอยมิรับรู้สภาพแวดล้อม กี้เฮียงเค้งอดเลื่อมใสมิได้ คำนึงในใจ

‘…มันผู้นี้แสดงว่าเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ทรงฝีมืออันสูงล้ำ ตอนนี้พิษร้ายเริ่มระบายออกจากร่างแล้ว…’

ทันใด โสตประสาทของกี้เฮียงเค้งพลันแว่วเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้ง โดยมิต้องสงสัย เจ้าของฝีเท้าย่อมต้องเป็นกิมเม้งตี้!

กี้เฮียงเค้งสำนึกว่าผิดท่าไป กิมเม้งตี้คงไม่หลงกลอุบายของนางยังคงติดตามมา

ยามนี้ ซิเล้งผนึกกำลังรีดเร้นพิษร้าย ลมหายใจยามระบายออกหนักหน่วงผิดธรรมดา กิมเม้งตี้ใช้วิชาใจส่องประสาทสดับออกสรรพสำเนียงให้รัศมียี่สิบวา ย่อมมิอาจรอดพ้นหูตามันได้

กี้เฮียงเค้งเหลียวมองซิเล้ง พบว่าใกล้สิ้นสุดการโคจรลมปราณแล้ว

นางสำรวจสภาพรอบกายอย่างรวดเร็ว พลันกรีดร่างมาถึงข้างกองกิ่งไม้แห้งแห่งหนึ่ง ย่อเอวลงกวาดรวบขึ้นมาจนหมดสิ้น

จากนั้นสะบัดปักกิ่งไม้แห้งลงบนพื้นดินกระจัดกระจายเป็นผืนใหญ่ จากนั้นถลันมาที่หลังต้นไม้ใหญ่ข้างกายซิเล้ง กลั้นลมหายใจสังเกตการณ์

วินาทีนั้นเอง เสียงเย็นเยือกดังขึ้นว่า

“พวกท่านทั้งสองไม่มีทางรอดพ้นการสะกดติดตามของเราได้หรอก หากมิออกมารับการคร่ากุม ผลสุดท้ายย่อม เลวร้ายสุดคาดคิด วาจาของเรามิใช่ข่มขู่ประโคมโหม”

จากนั้น เงาร่างอันสูงโปร่งสง่างามของกิมเม้งตี้ก็ปรากฏขึ้น!

ซิเล้งพลันลืมตาขึ้น เห็นกิมเม้งตี้ในละแวกใกล้เคียง ถึงกับสะท้านใจอย่างรุนแรง

กิมเม้งตี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวยาวๆ เข้ามาแต่เดินเหินอยู่หลายก้าว กลับลดเลี้ยวไปมา วนเวียนอย่างสับสน มิสามารถใกล้ซิเล้ง

กิมเม้งตี้ระงับอารมณ์ครุ่นคิด จากนั้นผนึกลมปราณทั่วทั้งร่าง อ้าปากตวาดก้อง กระแสเสียงแผ่กระจายจากจุดศูนย์สะท้านปานอสนีบาตทลายลง

กิ่งไม้แห้งที่ปักอยู่บนพื้นดิน มีสิบกว่าท่อนถูกสั่นสะเทือนจนปลิวกระเด็นขึ้น กิมเม้งตี้พลันถลันร่างเข้ามา ซิเล้งถึงกับสมองพองโตแทบระเบิด

กี้เฮียงเค้งทางด้านข้าง พลันสะอึกกายตวัดเท้าเตะกิ่งไม้แห้งทางซ้ายมือท่อนหนึ่ง ปลิวออกจากที่เดิมประมาณครึ่งเชียะ เพียงเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกิ่งไม้เช่นนี้ กิมเม้งตี้ก็วุ่นวายอยู่รอบนอกโดยมิอาจเข้าสู่จุดศูนย์กลางอีกครั้งหนึ่ง

กิมเม้งตี้เดินวนเวียนอยู่นอกเขตของกิ่งไม้แห้งที่ปักเรียงรายอยู่หลายตลบ ใช้นิ้วมือวัดระยะห่างของกิ่งไม้แห้งแต่ละท่อนจากนั้นขบคิดใคร่ครวญอยู่เนิ่นนาน

พลันเห็นมันขยี้เท้าอย่างขุ่นเคือง ถลันกายวิ่งตะบึงไปทางทิศประจิม พริบตาเดียวก็หายสาบสูญไป

กี้เฮียงเค้งระบายลมหายใจออกจากปาก พึมพำว่า

“กิมเม้งตี้มิเพียงมีฝีมือสูงล้ำ ยังรอบรู้ไพศาล ขบวนพยุหเลือนตำแหน่ง (มี่จงติ่งฮวบ) แทบถูกมันฝ่าทะลวงเข้ามาได้ ยังประเสริฐที่ยามกะทันหัน ความคิดของมันสับสน บัดนี้พวกเรามีโอกาสสนทนากันได้ระยะหนึ่ง”

ซิเล้งรับรู้ความเจ้าเล่ห์มากพลิกแพลงของกิมเม้งตี้มาแล้ว จึงกล่าว

“ท่านสามารถมั่นใจว่า กิมเม้งตี้จะไม่ปรากฏกายมาอีก?”

“ตอนนี้ จิตใจมันสับสนจึงเตลิดจากไปเพื่อสำรวมจิตใจให้สงบ หาทางทำลายขบวนพยุหเลือนตำแหน่งนี้ ดังนั้นพวกเรานับว่าปลอดภัยชั่วคราว”

กับความสามารถของนาง ซิเล้งเริ่มบังเกิดความนิยมนับถือ ตนพลันถอนหายใจยาวๆ กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าตอนนี้ยังมิคิดหักล้างกับกิมเม้งตี้ เนื่องเพราะจากการทดสอบลมปราณเมื่อครู่ พบว่าพลังการฝึกปรือสูญสลายไปจากเดิมถึงสามส่วน!”

พลันฉุกใจได้คิด กล่าวต่อ

“กี้โกวเนี้ยบอกว่าเคยสืบเสาะข้าพเจ้ามาก่อน มิทราบมีคำแนะนำประการใด?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“เราสองนับมีความสัมพันธ์สืบเนื่องจากญาติผู้ใหญ่ กล่าวคือซือแป๋ข้าพเจ้าเป็นโกวบ้อ (อาหญิง) ของท่าน มิทราบท่านทราบความนัยนี้หรือไม่?”

ซิเล้งสั่นหัวอย่างงงงัน กี้เฮียงเค้งพอใคร่ครวญเล็กน้อย ฉุกคิดได้ว่าซือแป๋ของนางปวารณาตนอยู่ในสังกัดของบึงเร้นอาคารลับตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นซิเล้งยังมิทันถือกำเนิด

กี้เฮียงเค้งเริ่มต้นเล่าว่า

“ข้าพเจ้าคราก่อนได้รับคำสั่งจากซือแป๋ เร่งรุดไปน้อมพบบิดาท่าน หาคาดไม่ว่าพอถึงเมืองหลวง พบว่าตระกูลซิทั้งครอบครัว ถูกทหารองครักษ์ประหารฆ่าทิ้ง ข่าวคราวนี้สร้างความตื่นตระหนกต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่งยวด

“ภายหลังน้อมเรียนเหตุการณ์ต่อซือแป๋โดยละเอียด ก็เร้นกายพำนักในนครหลวงเป็นเวลาสามเดือน สืบทราบว่าท่านคือทายาทตระกูลซิซึ่งรอดชีวิต และผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งได้อุปการะไว้”

กล้ามเนื้อบนใบหน้าของซิเล้งกระตุกเข้าหากัน กล่าวว่า

“เกี่ยวกับหนี้โลหิต บิดากับบ่าวทาสทั้งหมดถูกประหารทิ้งไป ข้าพเจ้ามิเคยลืมเลือนแม้ชั่ววูบ สัตย์ปฏิภาณว่าจะต้องสืบเสาะศัตรูที่แท้จริง ไล่ล่าล้างแค้นให้จงได้!”

“ข้าพเจ้าเองต้องใช้วิธีการอย่างยากลำบาก ค่อยทราบว่าท่านเป็นทายาทตระกูลซิ ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าพเจ้าสืบทราบได้อย่างไร?”

ซิเล้งสั่นศีรษะเป็นเชิงไม่ทราบ

กี้เฮียงเค้งกล่าวต่อ

“วันเวลาที่ข้าพเจ้าสืบเสาะเหตุการณ์ห่างจากวันที่เกิดเหตุเนิ่นนานปี ข้าพเจ้าปลอมแปลงเป็นคนชราไต่ถามผู้คนตามร้านน้ำชาและตำหนักข้าราชการ จนรับทราบเรื่องราวที่ตระกูลซิล่มสลายไป และการอยู่รอดของท่าน

“เกี่ยวกับร่องรอยของท่าน ข้าพเจ้าสืบทราบจากตำหนักของข้าราชการใหญ่แห่งแผ่นดินนามงุ่ยตงเฮี้ยง ท่านรู้สึกประหลาดใจหรือไม่?”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ท่านทราบจากในตำหนักของงุ่ยตงเฮี้ยง! นี่นับว่าประหลาดแล้ว”

“แต่ความจริงกลับมิน่าสงสัย ผู้กล้าหาญดาบทองความจริงเป็นบุคคลชั่วร้าย แต่พยายามสร้างเสริมเกียรติภูมิอันจอมปลอมให้กับตัวเอง มันมีการคบค้าหาสู่กับข้าราชการชั้นยิ่งใหญ่ เฉกเช่นงุ่ยตงเฮี้ยงอย่างลอบเร้น กองบัญชาการหน่วยทหารองครักษ์เนี่ยฮงเป็นเพียงบริวารที่จงรักของพวกมันเท่านั้น”

นางกล่าวถึงตอนนี้ ซิเล้งก็สามารถเข้าใจเหตุการณ์ได้อย่างเลือนราง กล่าวอย่างเคร่งเครียด

“เช่นนี้ เป็นว่าบิดาข้าพเจ้ายามมีชีวิต มีการคบหากับผู้กล้าหาญดาบทองอย่างลึกซึ้ง ภายหลังถูกประหารทั้งครอบครัว คงมีการเกี่ยวข้องกับผูกล้าหาญดาบทองแล้ว?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างจริงจัง

“บิดาท่านความจริงถูกประทุษร้ายจากผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้งและข้าราชการงุ่ยตงเฮี้ยง จูกงเม้งเพราะคิดครอบครองศักดิ์ศรีธัมมะอันจอมปลอม จึงจงใจปลดปล่อยท่านมีชีวิตรอดและรับท่านเป็นศิษย์ จากนั้นค่อยหาอุบายสังหารท่าน”

ซิเล้งแหงนหน้ามองท้องฟ้า หลายปีที่ผ่านมา ความหลังอันปวดร้าว มิอาจระบายออก คราครั้งก่อนที่ฉี้อิงนำพาไปพบพานนงคราญยะเยือกเสียวเง็กฮั้ว ยามผ่านด่านความหนาวเหน็บและปิดหน้าร่ำไห้นั้น เพราะหวนคำนึงถึงความหลังอันเจ็บช้ำนั่นเอง

ตนส่งเสียงอันคับแค้นขึ้น

“น่าเวทนาบิดา ก่อนตายยังมิทราบความลับของทางราชการ ถูกผู้ใดแพร่งพรายจนต้องรับโทษทัณฑ์ขั้นประหาร… จูกงเม้งเอย ข้าพเจ้าจะต้องล้างแค้นแทนบิดาผู้ล่วงลับให้จงได้”

พลันเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาอย่างหวนโหย กี้เฮียงเค้งทราบว่าบุคคลยามรันทด สมควรระบายออก จึงมิปลอบประโลมเลย

ยามนั้น ที่ห่างไกลปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งปราดๆ เข้ามา เป็นกิมเม้งตี้ไปแล้วหวนกลับนั่นเอง

กี้เฮียงเค้งสังเกตประกายตามันทอแววอำมหิต ต้องเบือนหน้ามากล่าวกับซิเล้งว่า

“ท่านหลบซ่อนในขบวนพยุหนี้ก่อน ข้าพเจ้าจะหาทางล่อลวงกิมเม้งตี้ไปอีกทางหนึ่ง แล้วค่อยวกกลับมา”

พลางก้าวลดเลี้ยวพุ่งออกจากขบวนพยุหเลือนตำแหน่ง จากนั้นใช้วิชาตัวเบาโลดแล่นไปอีกด้านหนึ่ง

ได้ยินกิมเม้งตี้ตวาดก้องว่า

“ที่แท้ผู้ช่วยเหลือเดียรัจฉานแซ่ซิเป็นสตรี…”

กระแสเสียงเริ่มห่างไกลจวบจนมิได้ยิน แสดงว่าได้ไล่ล่าติดตามกี้เฮียงเค้งไปแล้ว

ซิเล้งหลังจากรับทราบว่าฆาตกรผู้สังหารบิดาคือซือแป๋ของตนแล้ว จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนมิน้อย บังเกิดความอิดโรยอ่อนเพลีย ต้องสงบสมาธิโคจรลมปราณฟื้นฟู

รอบบริเวณเงียบสงัดวังเวง คาดมิถึงยามนั้นพลันปรากฏเงาร่างอันปราดเปรียวสองสายโลดแล่นมายังขบวนพยุหเลือนตำแหน่งแล้ว!

แลเห็นเป็นทารกชายอายุมิเกินสิบสามปี สวมใส่ชุดขาวสะอาด ใบหน้าแดงระเรื่อ ตาสุกใสกระจ่าง ในมือประคองกระถางหยกซึ่งจุดธูปสีแดงฉานสองดอก กำลังแผ่ระเหยควันหอมจางๆ ออกมา

ทารกชายชุดขาวทั้งสองกลอกกลิ้งดวงตาพิจารณากองไม้แห้ง จากนั้นพากันก้าวเท้าเคลื่อนกายเข้าสู่ใจกลางขบวนพยุหเลือนตำแหน่งทันที

อันกองเศษไม้ที่สร้างระเกะระกะนี้ คราก่อนสามารถกักกันกิมเม้งตี้ยอดคนรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินไว้ได้ บัดนี้กลับมิสามารถสกัดขวางทารกอายุเยาว์เพียงสองคน เงาร่างสีขาวอันปราดเปรียวหลังจากถลันวูบมิกี่ครา ก็พบเห็นซิเล้งซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่!

ซิเล้งสำรวมจิตใจโคจรลมปราณ กับการคุกคามเข้าใกล้ของทารกสองคน หาได้รู้สึกตัวไม่ ยามนั้นควันหอมจรุงใจ จากธูปสีแดงในกระถางเริ่มลอยคละคลุ้งอบอวลใส่แล้ว

กลุ่มควันแผ่ซ่าน ส่งกลิ่นหอมชวนลุ่มหลงทำให้ผู้สูดดมรู้สึกมัวเมาหลงใหล ยังหอมกรุ่นกว่าฝุ่นหอมที่ใช้ประทินพักตร์ของอิสตรีเสียอีก

ซิเล้งนาสิกสูดควันซึ่งระเหยจากธูปแดงเข้าไปอึดใหญ่ พลันมีอาการเมื่อยล้าไปตลอดทั้งร่าง ลมปราณภายในกายล้วนแตกซ่านสลาย สติสัมปชัญญะเคลิ้มเลอะเลือน

ในวินาทีสุดท้าย สัญชาตญาณประจำตัวปลุกเร้าซิเล้งให้รู้สึกตัว แต่ก็สายเกินไป ขณะนี้ตลอดทั้งร่างชาด้านไร้ความรู้สึกแล้ว

จากนั้น ร่างกายของซิเล้งเริ่มแข็งกระด้างปานรูปสลักจากศิลา ไม่อาจรับรู้เหตุการณ์ภายนอกได้อีก เปรียบประดุจซากอสุภที่มีลมหายใจซากหนึ่งเท่านั้น!

ทารกชายชุดขาวทั้งสองคนแยกย้ายยื่นมือหนึ่งมาคร่ากุมร่างของซิเล้งขึ้น แล้วพุ่งกายออกจากใจกลางขบวนพยุหเลือนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็เร้นหายสาบสูญไร้รองรอย

 

กี้เฮียงเค้งเร่งเร้าวิชาตัวเบา ยามเดินเหินกลับกลายเป็นหมอกควันสีขาวจางๆ สายหนึ่ง แต่ทว่ากิมเม้งตี้ทางเบื้องหลังยังคงไล่ติดตามมาตลอดเวลาโดยมิอาจสลัดหลุดพ้น

นางสำนึกทราบว่า ในด้านพลังการฝึกปรือไม่อาจเปรียบเทียบกับกิมเม้งตี้ แต่ยังโลดแล่นต่อไปมิหยุดยั้ง ทั้งสองเร่งรุดเป็นระยะทางเกือบห้าลี้ กี้เฮียงเค้งพลันวกเลี้ยวหวนกลับมาทิศทางเดิม

กิมเม้งตี้ซึ่งอยู่ทางด้านหลัง ประดุจเชื้อโรคเกาะกินกระดูก ไล่ล่าพัวพันตลอดเวลา ส่งเสียงแค่นหัวร่ออย่างเยือกเย็น อำมหิตมิขาดระยะ… ความอดกลั้นเกี่ยวกับเรื่องราวของปุถุชนทั่วไป หากทนรอได้หนึ่งชั่วยาม กิมเม้งตี้ก็สามารถอดรนถึงหนึ่งวัน นี่เป็นความสำเร็จอีกประการหนึ่งของคนผู้นี้

ชั่วครู่ให้หลัง กี้เฮียงเค้งหวนกลับมาถึงบริเวณที่ตั้งขบวนพยุหเลือนตำแหน่งแล้ว ยามกวาดสายตาสำรวจที่กึ่งกลางขบวน พบกับความเวิ้งว้างว่างเปล่า ซิเล้งถึงกับปลาสนาการหายสาบสูญไป!

นางแม้มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว ทว่ายังบังเกิดความตื่นตระหนกต่ออุบัติการณ์เปลี่ยนแปลง ไม่สามารถคาดคำนวณว่า ซิเล้งไฉนจึงหายสาบสูญไร้ร่องรอย

ขณะนั้น ทางเบื้องหลังแว่วสำเนียงเย็นชาดังขึ้นว่า

“เดียรัจฉานแซ่ซินั้นหลบหนีไปแล้ว เรื่องราวนี้ท่านต้องรับผิดชอบด้วย”

กี้เฮียงเค้งเบือนร่างกลับมา พบว่ากิมเม้งตี้ยืนประจันหน้าอยู่อย่างสงบ มุมปากมีรอยยิ้มอันเลือดเย็น จากท่วงท่าลักษณะของมัน สามารถจู่โจมใส่ฝ่ายตรงข้ามได้ทุกขณะ ความรอบคอบรัดกุมของมันก็น่าชมเชยยิ่ง

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างจริงจัง

“คนผู้นั้นถูกข้าพเจ้ากักกันไว้ที่นี่ แต่กลับหายสาบสูญแสดงว่าคงประสบเภทภัยแล้ว”

กิมเม้งตี้เค้นเสียงว่า

“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ต้องรับการจัดการจากเราแทนเดียรัจฉานแซ่ซิ”

พลางสืบเท้าออกหนึ่งก้าว แต่แล้วฝีเท้าซัดเซย่อเอวลงขมวดคิ้ว คล้ายกับบริเวณท้องน้อยได้รับความเจ็บปวด

กี้เฮียงเค้งหัวร่อแค่นๆ ยื่นมือขวารั้งสายลวดสีดำยาวเจ็ดแปดนิ้วท่อนหนึ่งจากชายเสื้อ เส้นลวดทั้งอ่อนทั้งแข็งได้ ส่วนปลายแหลมคมยิ่ง

ที่แท้นางฉกฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามคุกคามเข้ามา ลอบทิ่มแทงลวดสีดำเส้นนี้ใส่ท้องน้อยกิมเม้งตี้คราหนึ่ง แม้แทงไม่ลึกนัก แต่ก็สร้างความเจ็บแปลบปลาบให้กับมันมิมีกำลังตีโต้แม้แต่น้อย

กี้เฮียงเค้งรีบพุ่งกายออกจากที่ กิมเม้งตี้ในยามนี้มิสามารถไล่ติดตามอีก ชั่วอึดใจเดียวนางเร่งรุดถึงหกเจ็ดลี้ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง สตรีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังหมกมุ่นกับงานหัตถกรรมด้านถักสาน นางเหลือบแลวูบเดียวก็เดินทางต่อไป

พอผ่านหมู่บ้านแห่งนั้น พลันปรากฏร่างสายหนึ่งถลันปราดออกจากหลังพุ่มไม้สกัดขวางทางไว้ กลับเป็นกิมเม้งตี้สีหน้าปรากฏแววอำมหิตกล่าวว่า

“นางแพศยา ท่านหนีรอดได้หรือ?”

กี้เฮียงเค้งสะท้านใจวาบ คำนึงขึ้น

‘…ยิ้วกิมฮง (ลวดทองอ่อนหยุ่น) ของเราอาบยาพิษไว้ ผู้ใดถูกแทงใส่ มิเพียงปวดร้าวยิ่ง ภายในหนึ่งชั่วยาม ร่างกายยังมิอาจเคลื่อนไหว แต่กิมเม้งตี้พริบตาเดียวก็สยบพิษร้ายได้ ไล่ล่าตามทัน ความสำเร็จในวิชาฝีมือของมันกลับสูงล้ำสุดหยั่งคาดจริงๆ…’

นางพลันขยับไหล่เล็กน้อย แฉลบหลบเลี่ยงมาซ้ายมือทันที

กิมเม้งตี้แค่นหัวร่ออย่างเยือกเย็น เคลื่อนกายตามติดดั่งเงาประจำร่าง กี้เฮียงเค้งทุ่มเทท่าร่างถึงห้าหกครั้งยังมิอาจฝ่าพ้นไปได้ สำนึกว่าวิชาฝีมือของนางเป็นรองฝ่ายตรงข้าม

กี้เฮียงเค้งพลันส่งเสียงอย่างเย้ยหยัน

“ท่านเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน กลับไล่ล่าพัวพันโดยมิยอมละเว้น มิรู้สึกละอายใจหรือ?”

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างผยองลำพอง

“เราอย่าได้ใช้เล่ห์คารม ท่านต้องการพ่ายแพ้อย่างยินยอมพร้อมใจ มิทราบต้องมีวิธีการอันใด?”

“นั่นง่ายดายยิ่ง ให้ท่านยืนหยัดอยู่นอกหมู่บ้าน รอคอยประมาณครึ่งชั่วยาม ค่อยติดตามเข้าสู่หมู่บ้าน ตลอดรายทางท่านย่อมต้องพบเห็นร่องรอยของข้าพเจ้า แต่เชื่อมั่นว่าท่านไม่มีทางเสาะพบข้าพเจ้าอย่างเด็ดขาด”

“เฮอะ ท่านหากยอดเยี่ยมปานนั้น เราก็มิอาจไม่นับถือแล้ว แต่ท่านหากถูกเราพบพาน ถึงตอนนั้นเราต้องทำลายแขนขาของท่านสักข้างหนึ่ง โทษฐานที่ท่านให้ความช่วยเหลือเดียรัจฉานแซ่ซินั้น”

ขณะโต้ตอบวาจา กิมเม้งตี้คำนึงในใจ

‘…เจ้าแม้นจะเชี่ยวชาญการปลอมแปลงรูปโฉม แต่สายตาเราคมกล้าผิดสามัญ รับรองมิมีทางรอดพ้นได้…’

กี้เฮียงเค้งยามนั้นบังเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้น กล่าวคืออิสตรีใดหากสามารถสยบบุรุษที่เจ้าเล่ห์เฉกเช่นกิมเม้งตี้ให้มาอยู่แทบเท้า ย่อมเป็นความภาคภูมิใจอย่างเหลือล้ำ

ควรทราบว่า นางฝึกฝีมือจากบึงเร้นอาคารลับ ดินแดนแห่งภูมิความรู้ กอปรกับมีปฏิภาณปราดเปรื่องย่อมมีความคิดอ่านผิดแผกจากปุถุชน ได้ยินนางตอบว่า

“ตกลง แต่ข้าพเจ้ามีเงื่อนไขว่า ท่านหากพ่ายแพ้ ข้ออริบาดหมางของเราสองก็เลิกรากันไป ท่านต้องคบค้ากับข้าพเจ้าฉันสหายด้วย”

นางรอจนกิมเม้งตี้ผงกศีรษะ จึงหันกายกลับเข้าสู่หมู่บ้าน กิมเม้งตี้รอคอยครึ่งชั่วยาม ค่อยสาวเท้าสู่หมู่บ้าน


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here