๖๙
♦ ทลายรังอสูร ♦
……………

 

หากคำนวณจากหลักธรรมดา คนที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลหากงัดแผ่นกระเบื้องขึ้นมาอย่างหักโหม เวลาที่แผ่นกระเบื้องหลุดออกมา ย่อมบังเกิดสุ้มเสียงที่กังวาน

            ขณะนี้ซิเล้งกล้ากระทำเช่นนี้ เนื่องจากตนใช้กำลังภายใน ซึ่งสำหรับผู้ทรงฝีมือเฉกเช่นตน การเปลี่ยนแปลงของกระแสพลัง สามารถดำเนินอย่างละเอียดอ่อนและฉับไว

ขณะที่แผ่นกระเบื้องหลุดออกมา ซิเล้งจะรู้สึกได้ทันที และสามารถสลายพลังภายใน พอถึงยามนั้นตนก็จะค่อยๆ เลิกขึ้น แม้มีสุ้มเสียงก็แผ่วเบายิ่ง

ปัญหาอยู่ที่จับอิกโกวนางนั้นอยู่ในห้องหรือไม่ หากแม้นนางอยู่ด้วย กระแสเสียงแม้จะแผ่วเบา ก็คงยากจะอำพรางโสตประสาทของนาง

ทันใดนั้น เงาร่างสายหนึ่ง พลันปรากฏกายขึ้น ห่างจากตึกนี้สี่ห้าวา!

ซิเล้งสะท้านใจอย่างรุนแรง พยายามแนบร่างต่ำลงจับจ้องผู้ที่มา

เงาร่างสายนั้นโลดแล่นมาจนห่างเพียงสองสามวา จากแสงโคมไฟที่สาดลอดออกมาทางหน้าต่าง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มาคือสตรีงามเกล้ามวยผม สวมชุดชาววังนางหนึ่ง

ซิเล้งใจเต้นระทึกตูมตาม คำนึงว่า

“…นางพอเงยหน้าขึ้น ก็สามารถเห็นได้ แม้เราจะแนบติดกับแผ่นกระเบื้อง แต่ผู้มีสายตาคมกล้ายังสามารถแลเห็น…”

สตรีงามชุดชาววังนางนั้นก็คือจับอิกโกว นางพลันชะลอฝีเท้าลง กวาดมองไปรอบบริเวณ ประกายตาของนางก็เหลือบผ่านหลังคาตึก แต่หามีสีหน้าอันใด

ซิเล้งครุ่นคิดขึ้นว่า

“…นางคงจะพบเห็นเรา แต่มิส่งเสียงชั่วคราว รอจนถาโถมขึ้นมา เราหากคิดหลบหนีก็มิทันท่วงที…”

แลเห็นจับอิกโกวก้าวช้าๆ มาถึงใต้หน้าต่าง ซิเล้งมิอาจเห็นเรือนร่างของนางแล้ว จึงจับจ้องชายคาตึกอย่างระมัดระวัง ขอเพียงแต่มีเงาร่างผู้คนพุ่งขึ้นมาตนก็จะลงมือจู่โจม

ได้ยินจับอิกโกวส่งเสียงเคาะหน้าต่าง จากนั้นก็แว่วเสียงของผู้คุมแซ่ลี้ดังขึ้นว่า

“เป็นจับอิกโกวมาถึงหรอกหรือ?”

ที่บานหน้าต่างบังเกิดสุ้มเสียงขึ้น ซิเล้งรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่มิอาจละเลย พลังภายในบนนิ้วมือพลันเพิ่มขึ้น แว่วเสียงดังเบาๆ กระเบื้องแผ่นนั้นก็หลุดออกมา

ซิเล้งพองัดกระเบื้องจนมีช่องหนึ่งแล้ว ก็เพ่งสายตามองลงไป แลเห็นผู้คุมแซ่ลี้ยืนหยัดอยู่ริมหน้าต่าง กำลังเปิดหน้าต่างออก

จับอิกโกวคล้ายดั่งควันจางๆ สายหนึ่ง พลิ้วปราดเข้าไปภายในห้อง วิชาตัวเบาของนาง สูงล้ำจนแม้แต่ซิเล้งก็แตกตื่นสะท้านขวัญ

ห้องหลังนี้กว้างขวางยิ่งนัก มิเพียงแต่มีเครื่องประดับ เช่น โต๊ะ เตียง เก้าอี้ ยังมีบังกั้นกันลมและเตาผิง หากซิเล้งไม่มองลงมาจากบนหลังคา เกรงว่ามิอาจเห็นได้หมดสิ้น

ผู้คุมแซ่ลี้ปิดหน้าต่างลง และขนนำเอาสุราออกมาป้านหนึ่ง กล่าวว่า

“จับอิกโกว นี่คือสุราที่เราคราก่อนซื้อหามาจากภายนอกมีคุณค่ายิ่งนัก”

มันพอเผชิญกับเหตุการณ์ กลับข่มกลั้นอารมณ์ได้ รักษาสุ้มเสียงเป็นปรกติ

ผู้คุมแซ่ลี้รินสุราสองถ้วย พร้อมทั้งนำกับแกล้มออกมา จับอิกโกวทรุดกายนั่งอยู่ที่ตรงข้ามจับจ้องมองมันอย่างยิ้มแย้ม

ทั้งสองฝ่ายร่ำดื่มสุรากันคนละหลายถ้วย จับอิกโกวพลันมีสองแก้มแดงเปล่งปลั่ง ดวงตาหยาดเยิ้มผิดสามัญ

ผู้คุมแซ่ลี้ ก็คล้ายดั่งถูกความงามของนางสร้างความลุ่มหลง จึงกล่าวว่า

“มาเถอะ”

จับอิกโกวก็ผุดลุกขึ้นมา เข้าไปในอ้อมอกของฝ่ายตรงข้าม ผู้คุมแซ่ลี้พลันมีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวอย่างวุ่นวาย

ทั้งสองฝ่ายมีการสัมผัสอยู่ครู่ ผู้คุมแซ่ลี้พลันถามว่า

“เหตุไฉนบุรุษเพศที่มีความสัมพันธ์กับพวกท่านต้องสูญเสียชีวิตไป?”

ซิเล้งเร้นกายมาลอบรับฟังครั้งนี้ ก็เพื่อมุ่งหวังว่าจะสืบทราบความลับอันใดจากปากคำของจับอิกโกว ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับอลัชชีโลกันตร์

พอได้ยินถึงตอนนี้ ก็รวบรวมโสตประสาทมุ่งรับฟังว่า จับอิกโกวจะตอบคำอย่างไร

จับอิกโกว ส่งเสียงกล่าวว่า

“ตามเหตุผลมิสมควรมีเรื่องเช่นนั้น แต่เมื่อเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว เราก็มิอาจไม่เชื่อถือ”

ผู้คุมแซ่ลี้พอได้ยิน รู้สึกว่ามีความหวังไม่ตกตาย จึงซักไซ้ว่า

“หมายความว่ากระไร? ท่านลองบอกมา”

“ท่านก็ทราบว่า ท่านประมุขเฒ่าได้อุปการะเราสิบกว่าคน โดยมีผู้เป็นศักดิ์ฮูหยินสี่คน และพวกเราอีกสิบสองคนอายุเยาว์วัยกว่า จึงเรียกหากันฉันพี่น้อง”

นางหยุดอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวอีกว่า

“พวกเราทั้งหมดล้วนฝึกปรือวิชาฝีมืออันพิสดารแขนงหนึ่ง มีความร้ายกาจอย่างสุดแสน ขอเพียงแต่ท่านประมุขเฒ่ามีคำสั่ง พวกเราทุกคนก็จะมีปฏิกิริยาที่ว่องไวกว่าวิหคเหิน โถมเข้าไปโอบกอดศัตรู

สิ่งมีชีวิตทุกประเภท พอถูกพวกเราโอบกอด สูญเสียชีวิตในบัดดล มิมีทางรอดได้!”

นางเงียบงันไปครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวว่า

“คาดว่าคงเพราะเหตุนี้ บุรุษที่มีความสัมพันธ์กับพวกเรา ผลสุดท้ายจึงยากจะรอดชีวิต แต่ท่านวางใจได้ เราจะระวังไม่ให้วิชาฝีมือเช่นนั้น”

ผู้คุมแซ่ลี้วางใจได้ กล่าวว่า

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ หากแม้นเราคืนนี้ปลอดภัยไร้เรื่องราว ภายหลังพวกเราก็สามารถอยู่ร่วมกันทุกค่ำคืนแล้ว”

ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีการกระทำต่อกัน ซิเล้งคิดจะไม่ดูอีกต่อไป แต่ก็เกรงว่าเวลาบังเกิดเหตุเปลี่ยนแปลง ตนมิมีโอกาสได้พบเห็นด้วย

ซิเล้ง แหงนหน้าขึ้นมองหมู่ดาวบนท้องฟ้า คำนึงขึ้นว่า

“ตามคำบอกเล่าของจับอิกโกว แสดงว่านางคือพวกขบวนนางผึ้ง ซึ่งนางแมงมุมขาวเคยกล่าวขวัญถึงนั่นเอง!

อา คาดมิถึงว่าพวกนางล้วนงดงามสะคราญล้ำ นอกจากมีความประพฤติเหลวแหลกแล้ว ก็ไม่มีวี่แววส่อความชั่วร้ายอื่นใดอีก ช่างนอกเหนือความคาดหมายยิ่ง…”

ตนครุ่นคิดอีกว่า

“…มิน่าเล่า นางเวลาเข้าไปในห้อง วิชาท่าร่างจึงรวดเร็วยิ่ง แม้แต่เราก็ต้องแตกตื่น นางพอมีวิชาตัวเบาถึงปานนี้ก็เป็นอาวุธที่ร้ายกาจจริงๆ…”

ซิเล้งมิเชื่อถือวาจาปิศาจของจับอิกโกว ซึ่งอ้างอิงว่าจะไม่สังหารผู้คุมแซ่ลี้ ดังนั้นตนจึงต้องรอดูเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงต่อไป

ทันใดนั้น ลมหอบหนึ่งก็พุ่งมาปะทะร่าง ซิเล้งสะท้านใจอย่างรุนแรง เงยหน้ามองไป แลเห็นที่ห่างจากตนหกเจ็ดวายืนหยัดด้วยเงาร่างสายหนึ่ง!

ตนบังเกิดความตื่นตระหนก แต่แล้วก็เห็นได้ว่า ผู้ที่มาคือฉื่อเซียวอุง จึงปลอดโปร่งโล่งใจ ฉื่อเซียวอุงขยับร่างเล็กน้อย ก็พุ่งมาที่ข้างกาย อ้าปากหมายกล่าววาจา

ซิเล้งใจหายวาบอีกรีบยื่นมือปิดปากของนาง และกล่าวเบาๆ ที่ข้างหูของนางว่า

“ระวัง อย่าได้ส่งเสียง จับอิกโกวอยู่เบื้องล่างนางมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม หากบังเกิดสุ้มเสียงเล็กน้อย ก็จะถูกสำรวจพบ”

ฉื่อเซียวอุงแตกตื่นเบียดเสียดร่างใกล้เข้ามา เรือนร่างที่อวบอัดสมบูรณ์ของนาง แม้กางกั้นด้วยอาภรณ์เบาบางชิ้นหนึ่ง แต่ซิเล้งยังบังเกิดความรู้สึกที่ปั่นป่วน

หากทว่าซิเล้ง ก็สามารถระงับความพลุ่งพล่านดาลใจได้ กล่าวเบาๆ ว่า

“ท่านลงไปก่อน ยืนอยู่ที่ห่างไกล คอยเฝ้าดูเหตุการณ์ข้าพเจ้าจะต้องทราบว่า จับอิกโกวจะปลิดชีวิตบุรุษผู้นั้นอย่างไร คราครั้งนี้มีความสัมพันธ์กับผลแพ้ชนะในภายหน้าทีเดียว

ฉื่อเซียวอุงผงกศีรษะ ซิเล้งกล่าวอีกว่า

“หากแม้นท่านพบว่ามีผู้มุ่งตามมา ท่านก็ใช้วิชาเหวี่ยงก้อนหินถามไถ่ทาง ข้าพเจ้าพอได้ยินเสียงก้อนหิน ก็จะหลบหลีกไปอย่างทันท่วงที”

ฉื่อเซียวอุงผงกศีรษะ รับทราบอีก กระโดดปราดจากไปอย่างระมัดระวัง กลืนหายเข้าไปสู่ความมืด

ซิเล้งระบายลมหายใจออกมา คำนึงว่า

“…ยังประเสริฐที่นางมิได้เห็นสภาพภายในห้องหาไม่แล้ว นางผู้ซึ่งเปี่ยมอารมณ์ที่อ่อนไหว จะต้องพัวพันมิยอมห่างเราก็คงถึงกับจมอยู่ในทะเลปรารถนา”

ในยามนี้ ซิเล้งเริ่มผนึกพลังจิตสองสุดยอดรักษาจิตสำนึกให้แจ่มใส มาตรแม้นทางเบื้องล่างจะแว่วสำเนียงที่ลามกบัดสี แต่ก็ไม่อาจรบกวนสมาธิของตน

อุบัติการณ์ทางเบื้องล่าง ซิเล้งหาได้รับรู้ด้วยไม่ อีกเนิ่นนานให้หลัง ตนจึงค่อยมองลอดช่องที่แผ่นกระเบื้องถูกงัดออกลงไป

ช่วงเวลานี้ ตนก็ยังมีความมั่นใจว่า ไม่ถูกภาพพจน์เบื้องล่างเย้ายวน เนื่องจากตนจดจำในเรื่องหนึ่งว่า ตนกำลังค้นหาความลับอันยิ่งใหญ่ ความรู้สึกอันรุนแรงที่มีต่อภาระรับผิดชอบนี้ทำให้สติแจ่มใสยิ่ง

แต่ทว่า การจ้องมองครานี้ ทำให้ซิเล้งใจสะท้านหวั่นไหว พอเบิ่งตาพินิจดู ก็เห็นว่าจับอิกโกวนั้น ขณะนี้คล้ายดั่งชราภาพไปมิน้อย!

ใบหน้าและผิวกาย ที่ขาวผ่องไร้การปกปิดของนางเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แต่ที่เด่นชัดที่สุดก็คือใบหน้าของนางเริ่มปรากฏริ้วรอยอันเหี่ยวย่น

ซิเล้งเบิ่งตาสังเกตอย่างจดจ่อ ในใจก็ลอบพิศวงสงสัยว่า ผู้คุมแซ่ลี้อยู่ร่วมกับนาง หรือว่ามิได้พบเห็นด้วย?”

ทั้งสองฝ่ายล้วนอยู่ในอาการสงบ ผู้คุมแซ่ลี้พลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง ปากก็ส่งเสียงอุทานเบาๆ

จับอิกโกวพริ้มตาทั้งสองข้าง ปากก็กล่าวว่า

“เป็นอย่างไร?”

ผู้คุมแซ่ลี้ กล่าวว่า

“มิมี…อันใด…”

มันพบเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีสภาพที่ชรา คล้ายกับสตรีเฒ่าอายุห้าหกสิบปี กล้ามเนื้อเริ่มหดตัว อัปลักษณ์อย่างสุดแสน จึงแตกตื่นเป็นที่ยิ่ง

แต่แล้วก็สำนึกได้ว่า การเสียกิริยาเช่นนี้ เปี่ยมอันตรายยิ่ง จึงรีบปกปิดอำพรางไว้

จับอิกโกว ยังมิลืมตาขึ้น กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“ท่านแลเห็นอะไรแล้ว ใช่หรือไม่?”

ผู้คุมแซ่ลี้ กล่าวว่า

“หามีไม่ เรา…”

“อือม์ เราทราบดี ท่านแลเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเรา จึงแตกตื่นตระหนกถึงปานนี้”

“ถูกแล้ว แต่มิใช่เพราะสาเหตุนี้โดยสิ้นเชิง”

จับอิกโกว ส่งเสียงเนิบนาบว่า

“นี่ก็มิอาจโทษว่าท่าน เราแม้มีอายุมิถึงสี่สิบปี แต่โฉมหน้าที่แท้จริง กลับคล้ายดั่งสตรีชราอายุหกเจ็ดสิบปี หาแม้มิใช่ฤทธิ์ยาของท่านประมุขเฒ่า พวกเราก็ล้วนเป็นสตรีชราอัปลักษณ์ ซึ่งทุกผู้คนพอพบเห็นล้วนชิงชังกลุ่มหนึ่ง!”

ผู้คุมแซ่ลี้รับฟังจนตะลึงลานไป ยามกะทันหันมิทราบว่าสมควรกระทำอย่างไร

จับอิกโกว กล่าวอีกว่า

“ท่านสามารถสร้างความพอใจกับเรา ดังนั้นเราจึงมิคิดฆ่าท่าน แต่ทว่า โฉมหน้าที่แท้จริงของเรา กลับถูกท่านพบเห็น ความลับนี้มิอาจแพร่งพรายออกไปอย่างเด็ดขาด เพราะเหตุนี้เรายังต้องฆ่าท่าน!”

ผู้คุมแซ่ลี้มีใบหน้าซีดเผือด พลันพลิกกายจนมาถึงริมเตียง มือขวาของมันปล่อยห้อยลง และงอแขนลอบล้วงไปใต้เตียง ลูบคลำมีดสั้นที่คมกริบเล่มหนึ่ง

ซิเล้งบนหลังคาตึก เห็นได้อย่างชัดเจน จึงลอบสั่นศีรษะ ครุ่นคิดว่า

“…คนเหล่านี้ต่างมีจิตใจที่อำมหิต นับเป็นผู้เลวร้ายี่สมควรฆ่ายิ่ง…”

ขณะขบคิดอยู่นั้น ผู้คุมแซ่ลี้ได้รั้งมีดขึ้น พันปักตรึงลงบนทรวงอกของจับอิกโกว

จับอิกโกวยื่นมือออกคว้าจับข้อมือของมัน แต่ปลายได้แทงลึกเข้าไปในทรวงอกของนางหลายนิ้วแล้ว

หากทว่ามีดสั้นมิถูกชักออก โลหิตก็ไม่ฉีดพุ่งและนางได้คว้าจับข้อมือของฝ่ายตรงข้ามอยู่ เบิ่งตาขึ้นจับจ้องผู้คุมแซ่ลี้

จับอิกโกวบีบเค้นชีพจรข้อมือของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นผู้คุมแซ่ลี้ก็ไม่อาจเคลื่อนไหว ผู้ทรงฝีมือเช่นซิเล้ง มองวูบเดียวก็ทราบว่าพลังฝีมือของจับอิกโกว สูงล้ำกว่าฝ่ายตรงข้ามมากมายนัก

นางกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“ท่านแม้ดาบนี้จะฆ่าเราได้ แต่ก็มิต้องคาดหวังว่าจะรอดชีวิตออกจากห้องนี้ เพราะว่าเมื่อครู่นี้เราได้ใช้พิษร้ายต่อท่าน อีกมินานท่านก็จะเฉกเช่นกับคนอื่นๆ ทั่วทั้งร่างแข็งทื่อตกตายไป

ผู้คุมแซ่ลี้เพิ่งทราบว่า พวกนางลอบใช้พิษต่อเหล่าบุรุษเพศขณะมีความสัมพันธ์กัน โดยมีจุดประสงค์ที่คิดปกปิดความลับเกี่ยวกับโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกนาง

ดังนั้น มันจึงทั้งหวาดหวั่นทั้งเดือดดาล ด่าว่า

“นางแพศยา เราสมควรฆ่าเจ้าเสียก่อน”

จับอิกโกวกล่าวว่า

“มิผิด สมควรลงมือก่อน แผลมีดแห่งนี้หากเป็นคนสามัญ จะสะเทือนถูกขั้วหัวใจจนตกตาย แต่เรากลับมิเสียชีวิต หากแม้นเจ้าทิ่มแทงเข้าไปอีกหนึ่งนิ้ว พวกเราจึงจะตกตายตามกัน”

นางนอนอยู่บนเตียง กล่าววาจาราวกับพาดพิงถึงบุคคลอื่น กระแสเสียงปราศจากความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่

ซิเล้งดูถึงตอนนี้ ก็ค่อยๆ งัดแผ่นกระเบื้อง ผนึกพลังภายในทั่วร่าง รวมอยู่ที่ปลายนิ้ว เล็งตรงไปที่หลังมือของผู้คุมแซ่ลี้ พลันพุ่งสกัดออกไป

กระแสพลังสายหนึ่ง ได้พุ่งออกจากปลายนิ้ว กระแทกถูกหลังมือของผู้คุมแซ่ลี้ มือของมันจึงกดต่ำลงไปอย่างสุดจะเหนี่ยวรั้ง มีดสั้นเล่มนั้นแทงเข้าไปนิ้วเศษ!

จับอิกโกวส่งเสียงครางออกมา สะท้านขึ้นทั้งร่าง พลันกางแขนออกโอบรัดผู้คุมแซ่ลี้ แต่แล้วก็คลายมือออก กลิ้งตกมาอีกด้านหนึ่ง

ในยามนี้ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในสภาพเปล่าเปลือย ดังนั้น สภาพการณ์อันพิสดารบนร่างกายของจับอิกโกว ซิเล้งจึงเห็นได้อย่างชัดเจน

ที่แท้นางยามกลิ้งตกลงมา ตรงสะดือได้มีหนามแหลมสีดำ ยาวประมาณสี่นิ้วเศษอันหนึ่ง โผล่พ้นออกมา คล้ายดั่งเป็นเหล็กในของผึ้ง!!

นางนอนหงายอยู่ครู่หนึ่ง หนามแหลมนั้นจึงหดกลับเข้าไป มิพบเห็นร่องรอย ดังนั้นหากแม้นซิเล้งมิได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็คาดมิถึงว่า ในสะดือของสตรีนี้ สามารถพุ่งหนามพิษออกมา

บนท้องของผู้คุมแซ่ลี้ มีจุดดำอยู่เพียงแต้มหนึ่ง และไม่หลั่งโลหิต ทั้งมิบวม แต่ร่างนอนแข็งทื่อไม่เคลื่อนไหวแล้ว!

ซิเล้งสูดลมหายจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ครุ่นคิดว่า

“…จับอิกโกวนี้คือ หนึ่งในขบวนนางผึ้งแน่แล้ว วิชาตัวเบาของนางยอดเยี่ยมยิ่งนัก เราในด้านนี้เพียงแค่พอทัดเทียมกับนาง

ส่วนผู้ที่พลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าเรา ย่อมมิมีทางหลบหลีกจากการถาโถมเข้าใส่ของพวกนาง และขอเพียงแต่ถูกนางโอบรัดไว้ ก็จะเสียชีวิตทันที บุคคลที่ชั่วร้ายเช่นนี้ มิอาจตอแยได้เลย…”

ขณะขบคิดอยู่ ร่างก็พลิ้วปราดลงบนพื้นดิน เสาะพบฉื่อเซียวอุง บอกให้นางกลับไปได้ ส่วนตนออกจากแดนอัคคีใหญ่ตามทางเดิม

ซิเล้งเสาะพบเสื้อผ้ากับแผนที่ซึ่งตนฝังไว้ใต้ดิน หลังจากนั้นก็เริ่มรอนแรมเดินทางออกจากเทือกเขาลู่ซัวนี้

ตลอดรายทางเต็มไปด้วยความระมัดระวัง อีกหกวันให้หลัง จึงออกจากเขตเทือกเขา มาพบหน้ากี้เฮียงเค้งและพวก บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ทราบโดยละเอียด

กิมเม้งตี้ ฉี้อิง อุ้ยเซี่ยวย้ง ปึงเซียะ นางแมงมุมขาวทั้งหมด ได้รับฟังคำบอกเล่าของซิเล้งแล้ว ต่างก็ขมวดคิ้วจนแนบแน่น

ทั้งหมดแม้มิได้กล่าวออกจากปาก แต่ในใจต่างยอมรับว่า สถาบันอำมหิตยากจะบุกทำลายได้ อย่าว่าแต่อลัชชีโลกันตร์ ยังได้เปรียบในด้านสถานที่ด้วย

กี้เฮียงเค้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“อาเล้ง การสืบเสาะของท่านครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้รับทราบความลับส่วนใหญ่ของสถาบันอำมหิต ในด้านความดีความชอบ สามารถยกย่องเป็นอันดับหนึ่ง บัดนี้ท่านไปพักผ่อน ข้าพเจ้าจะต้องครุ่นคิดสักคราหนึ่ง”

ทุกผู้คนล้วนมอบให้นางเป็นผู้นำ จึงไม่มีความคิดขัดแย้ง กี้เฮียงเค้งผุดลุกขึ้นมา กล่าวอีกว่า

“พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงแผนการกัน อา หวาดเสียวแท้ หากแม้นอาเล้งมิได้เข้าไปสืบเสาะก่อน และพวกเรากระทำตามแผนเดิม ก็คงต้องล่มสลายอยู่ในอาณาจักรอัคคี”

นางเดินไปยังห้องนอนอย่างแช่มช้า ในยามนี้ แม้แต่กิมเม้งตี้ก็มิกล้าติดตามไปรบกวนนาง

จวบจนถึงรุ่งเช้าของวันที่สอง กี้เฮียงเค้งจึงเรียกระดมทุกผู้คน และกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าได้ใคร่ครวญอย่างละเอียดแล้ว การบุกทำลายอาณาจักรอัคคีครั้งนี้ จะต้องเปลี่ยนแปลงแผนการ กองทหารอันเข้มแข็ง ซึ่งพวกเราสูญเสียความพยายามค่อยได้มา จะล้มเลิกไปโดยสิ้นเชิง

แต่ทว่ากำลังผู้คนในขณะนี้ ยังน้อยเกินไป จะต้องเสาะหาคนหลายคนมาช่วยเหลือ”

ทุกผู้คนแม้แตกตื่นสงสัย แต่กี้เฮียงเค้งไม่ได้กล่าวมากความ ทั้งหมดจึงไม่กล้าซักถาม

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นมา กี้เฮียงเค้งก็วุ่นวายอยู่กับการปรุงตัวยา มีแต่กิมเม้งตี้ กับนางแมงมุมขาวที่อยู่ร่วมกับนาง สำหรับ ซิเล้ง ฉี้อิง อุ้ยเซี่ยวย้งสามคน ต่างออกจาเมืองฉี้น้ำอย่างเงียบงัน

สำหรับปึงเซียะและโค้วเพ้ง ซึ่งถูกเรียกมาจากหมู่บ้านตระกูลฉี้ ก็ทำหน้าที่เฝ้าลาดตระเวนคฤหาสน์หลังที่พักอยู่นี้

ฝ่ายฮ่อง้วนไค ได้ยกกองทหารไปรักษาการณ์ที่หาดบารมีเกริกไกรตั้งหลายวันแล้ว

กาลเวลา ผ่านพ้นไปรวดเร็วยิ่ง อีกครึ่งเดือนให้หลัง ฉี้อิงก็กลับมาก่อน ผู้ร่วมทางมาเป็นเจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ ฮุยไฮ้เซี่ยงซือ!

ผู้นำของสำนักเสียวลิ้มยี่ ซึ่งมีเกียรติภูมิสูงส่งอยู่ในวงพวกนักเลงท่านนี้ มิเพียงแต่มีลักษณะการแต่งกายที่ธรรมดา ยังผ่านการปลอมแปลงรูปโฉมเล็กน้อย จนไม่ชวนให้สนใจด้วย

หลายวันต่อมา อุ้ยเซี่ยวย้งกับบุคคลหนึ่งก็กลับมาที่เมืองฉี้น้ำ ผู้ร่วมทางคือเจ้าสำนักบู๊ตึงยู้เชี่ยงชุน มีศักดิ์ศรีสูงส่งเช่นกัน และก็ได้ปลอมแปลงรูปโฉมด้วย

อีกหลายวันให้หลัง ซิเล้งก็หวนกลับมา โดยพาประมุขพรรคธงเหลือง หัตถ์พิฆาตมังกรโง้วอุ้ยมาด้วย

ที่แท้กี้เฮียงเค้งใช้สอยพวกซิเล้งอย่างเร้นลับ ให้ไปเชื้อเชิญผู้ทรงฝีมือแห่งบู๊ลิ้มเหล่านี้มาช่วยเหลือ และนางก็ฉวยโอกาสระยะนี้ ปรุงยาที่มีประโยชน์มากมาย

บัดนี้ กำลังผู้คนมีอย่างครบครัน รุ่งเช้าของวันนี้กี้เฮียงเค้งก็แบ่งห่อยาให้กับผู้คนคนละหนึ่งห่อ ภายในมียาเม็ดและยาผงหกเจ็ดชนิด และนางได้อธิบายวิธีใช้ตัวยาโดยละเอียด

นอกจากนี้ ทุกผู้คนยังพกเสบียงอาหารห่อใหญ่ และแล้วขบวนผู้คนทั้งสิบเอ็ดคน ก็เริ่มเร่งรุดเดินทางสู่อาณาจักรอัคคีเพื่อเสี่ยงชีวิตกับฝ่ายศัตรู

บุคคลทั้งสิบเอ็ดคนนี้ สามารถนับเป็นผู้ทรงฝีมืออันดับสูงในวงพวกนักเลง เพียงแต่ว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับสถาบันอำมหิต ซึ่งก่อตั้งรากฐานอยู่บนอาณาจักรอัคคี ขุมกำลังขบวนนี้ ยังรู้สึกอ่อนด้อยยิ่ง

อย่าว่าแต่ กี้เฮียงเค้งซึ่งอยู่ในจำนวนนี้ ภูมิปัญญาเหนือล้ำกว่าพลังฝีมือ ยังมีนางแมงมุมขาว ซึ่งมีความหวั่นหวาดต่ออลัชชีโลกันตร์ หากจะนับผู้ที่โถมเข้าประหัตประหารได้ ความจริงมีเพียงเก้าคน

เพียงแต่ว่า ทั้งหมดก็เปี่ยมความมุ่งหวัง เพราะเชื่อถือในตัวกี้เฮียงเค้ง และนางยังปรุงตัวยามิน้อย กับจัดสร้างอาวุธอันพิสดาร แบ่งปันให้กับทุกผู้คน

ทั้งหมดเดินทางอยู่หลายวัน ก็เหยียบย่างเข้าสู่เทือกเขาลู่ซัว พอกวาดมองไปรอบบริเวณ แลเห็นเป็นทิวเขายาวสลับซับซ้อน ไม่อาจพบเห็นหมู่บ้านหรือร่องรอยผู้คน

หากเดินเหินต่อไปตามแผนที่ของซิเล้ง ก็จะเป็นป่าดึกดำบรรพ์ ซึ่งครอบคลุมอาณาเขตหลายสิบลี้ หากไม่ตัดผ่านดงไม้ ก็จะต้องปีนป่ายหน้าผาข้ามหุบเหวที่เปี่ยมอันตราย

ขบวนทั้งสิบเอ็ดคนนี้ ต่างมีพลังการฝึกปรืออันเยี่ยมยอด แต่ก็ต้องประสบกับความยุ่งยากลำบาก และเสื่อมเสียเรี่ยวแรงมากมายก่ายกอง

อีกสองวันให้หลัง เส้นทางรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่อากาศเริ่มร้อนระอุ ทุกผู้คนปลดเปลื้องชุดหนังชั้นนอกทิ้งไป เพียงแต่ชั้นในยังเป็นเนื้อผ้าที่ตัดอย่างหยาบๆ

หลังจากเดินเหินอยู่ครึ่งวัน ซิเล้งก็บอกกับทุกผู้คนว่าทางเบื้องหน้าเป็นพื้นที่ซึ่งมีงูพิษชุกชุมที่สุด

กี้เฮียงเค้งบอกให้ทุกผู้คนล้วงหยิบตัวยาชนิดหนึ่งจากห่อยา โรยอยู่บนพื้นดิน จากนั้นค่อยเดินต่อไป งูพิษที่มีอยู่ ล้วนเลื้อยหลบเป็นพัลวัน

ตลอดรายทาง กี้เฮียงเค้งได้ให้สี่ผู้ทรงฝีมือฮุยไฮ้เซี่ยงซือ ยู้เชี่ยงชุน ประมุขพรรคธงเหลือง กับปึงเซียะ ห้อมล้อมนางจนเป็นขบวนค่ายกล

ขบวนค่ายกลนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสับสน บุคคลทั้งสี่มักสับเปลี่ยนตำแหน่งกัน บัดเดี๋ยวอยู่หน้า บัดเดี๋ยวอยู่หลัง ซึ่งก็สอดคล้องกันอย่างกลมกลืนยิ่งนัก

ผู้ทรงฝีมือทั้งสี่นี้ หาใช่คนธรรมดา กอปรกับผ่านการฝึกซ้อมมาก่อนหลายวัน จึงเข้าใจความลึกล้ำของค่ายกลนี้ภายหลังตลอดรายทาง พวกมันแม้จะรวมเป็นขบวนเดินเหินไป แต่เปลือกนอกไม่เห็นมีร่องรอย

ขบวนค่ายกลห้าปราสาทต่อเนื่องกันชนิดนี้ เป็นวิชาที่ลึกล้ำที่สุด เท่าที่กี้เฮียงเค้งเคยร่ำเรียนมา และนางก็ใช้ออกในครั้งนี้

พอผ่านเขตที่มีงูพิษแล้ว อากาศก็ร้อนรุ่มยิ่งขึ้น

ซิเล้งที่อยู่หน้าขบวน ขณะนี้ได้ชะงักฝีเท้า เบือนศีรษะมาวาดมือเป็นนัย ทุกผู้คนล้วนเข้าใจความหมายทราบว่าตนบอกว่า เริ่มเข้าใกล้แดนอัคคีเล็กแล้ว

ใจกลางของแดนอัคคีเล็ก ก็คือลานพื้นหินอันกว้างขวางในที่นั้นมีบุรุษสตรีที่ถูกอลัชชีโลกันตร์ ขับไล่มาเผชิญกับความทรมาน กี้เฮียงเค้งโบกมือตอบไป ให้ตนเดินต่อไปอีก

ในยามนี้ทุกผู้คนต่างอมยาเม็ดหนึ่งอยู่ในปาก ยานี้มีความเย็นชุ่มฉ่ำยิ่ง ดังนั้นทุกผู้คนมิต้องผนึกพลัง ก็สามารถต้านทานอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวได้

ทั้งหมดเริ่มมองเห็นลานหินอันกว้างขวาง ซิเล้งที่นำทาง รีบอ้อมผ่านดินแดนอันลามกชั่วร้ายนั้น เร้นกายเข้าใกล้ตึกศิลาสองหลัง ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียง

ในที่นั้น หลังหนึ่งเป็นที่พักของเหล่าบริวาร ซึ่งทำหน้าที่ส่งน้ำไปให้กับบุรุษสตรีบนลานหินแถบนั้น ตึกศิลาอีกหลังหนึ่งเป็นที่อยู่ของผู้ออกคำสั่ง คราก่อนซิเล้งก็ทำลายศัตรูสองคนจากที่นี้

ขบวนทั้งสิบเอ็ดคน แบ่งออกเป็นสองหน่วย หน่วยแรกซิเล้งเป็นผู้นำ ผู้ร่วมด้วยมีกิมเม้งตี้ อุ้ยเซี่ยวย้งกับฉี้อิงสามคน ลอบจู่โจมตึกศิลาของผู้ออกคำสั่ง ส่วนหน่วยของกี้เฮียงเค้ง จัดการกับเหล่าบริวารสถาบันอำมหิต

ซิเล้งและพวกรวมสี่คนกระจายกันออกไป แยกย้ายเป็นสี่ทิศทาง โอบกระหนาบตึกศิลา ขณะนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าได้ให้ฝ่ายศัตรูส่งสัญญาณแจ้งข่าว ทำให้อลัชชีโลกันตร์ทราบว่ามีศัตรูรุกรานมา

ฉี้อิงเข้าไปทางทิศตะวันตก แลเห็นเบื้องหน้ามีประตูอยู่บานหนึ่ง ครึ่งปิดครึ่งเปิด นางมองเข้าไปในประตู แลเห็นเป็นทางเดินสายหนึ่ง มิทราบว่าทอดถึงที่ใด

นางสาวเท้าก้าวเข้าไป ทางด้านซ้ายเป็นตัวตึก มีพันธุ์ดอกไม้อยู่มิน้อย ยังมีสระน้ำภูเขาจำลอง ตกแต่งอย่างสงบร่มรื่น

ฉี้อิงสังเกตแต่ห้องหับสองหลังทางขวามือ คาดมิถึงว่าที่หลังภูเขาจำลอง พลันมีคนกระโดดปราดออกมา ฉี้อิงจึงหันขวับมองไป

แลเห็นผู้ที่มาเป็นบุรุษร่างบึกบึนคนหนึ่ง และสวมใส่อาภรณ์ปกปิดร่างท่อนล่างเพียงชิ้นเดียว มือเปล่าเท้าเปลือยไม่มีอาวุธ

บุรุษผู้นั้นเขม้นมองฉี้อิง สีหน้าปรากฏแววอันตื่นเต้นสงสัย กล่าวว่า

“นี่ ท่านเป็นใคร?”

ฉี้อิงได้เปรียบในข้อที่ว่า บนร่างกายมิได้พกอาวุธ มีเพียงแส้พายุดำที่ไม่ชวนสนใจอยู่เส้นหนึ่ง ดังนั้นความระแวดระวังของบุรุษผู้นี้ จึงมีไม่มากนัก

นางมิตอบคำไปในบัดดล บุรุษร่างบึกบึนผู้นั้นพลันสะอึกกายเข้ามา กล่าวอีกว่า

“เราคาดว่าท่านคงเพิ่งถูกส่งมาที่นี้ใช่หรือไม่?”

ฉี้อิงคำนึงในใจว่า

“…การปรากฏกายของเรา ย่อมมีอันใดผิดปรกติหาไม่แล้ว เดียรัจฉานนี้มิแต่งกายอย่างเรียบร้อย เหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก คาดว่าคงลอบหาความสุขอยู่หลังภูเขาจำลอง แต่ทว่ามันกลับยอมสละเรื่องที่ดื่มด่ำ ปรากฏกายออกมาซักถาม แสดงว่าต้องมีเลศนัย…”

ความคิดนี้พอพุ่งปราดขึ้นมา ก็สั่นศีรษะกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามิได้ถูกส่งมาที่นี้ หากแต่ลอบมาเล่นถึงที่นี้”

ขณะกล่าววาจา ประกายตาก็มองข้ามหัวไหล่ของมัน กวาดไปยังด้านภูเขาจำลอง กล่าวอีกว่า

“ท่านมีนามว่ากระไร?”

บุรุษผู้นั้นกล่าวว่า

“เรามีนามว่ากิมปอ โกวเนี้ยคงมิต้องการให้บุคคลอื่นทราบเรื่องที่ลอบมาเล่นถึงที่นี้ ข้าพเจ้าก็จะขอดูเหตุการณ์ และปฏิบัติตามได้”

ฉี้อิงชำเลืองมองมันวูบหนึ่ง แต่ยังมิลงมือในบัดดล เนื่องจากมิทราบว่า ที่หลังภูเขาจำลอง ยังมีผู้ใดซุกซ่อนอยู่ และมีสภาพอย่างไร

เรื่องราวในวันนี้ มิอาจกระทำโดยพละการ ดังนั้นนางจึงมิได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูออกมา คิดจะสืบเสาะให้ชัดเจนเสียก่อน

กิมปอรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามมีความงามสะคราญปานบุปผา ยังเหนือล้ำกว่าอิสตรีอื่นๆ ที่มักประทินพักตร์เกินไป จึงเริ่มแสดงท่าทีที่น่าชิงชังรังเกียจออกมา

แต่ทว่ายามนั้น หลังภูเขาจำลอง ปรากฏสตรีนางหนึ่งพุ่งปราดออกมา  นางก็หลงเหลืออาภรณ์ชิ้นเบาบางปกปิดร่างกาย และมีสีหน้าเดือดดาลคลั่งแค้นยิ่ง

ฉี้อิงลอบชมเชยวาสนาของตัวเอง ที่มิได้ลงมืออย่างวู่วาม ในขณะที่ยังมีสตรีนางนี้อยู่ในเขตนี้ด้วย

กิมปอพอพบเห็นสตรีงามนางนั้น ก็ล้มเลิกความคิดมิสนใจฉี้อิง หันกายโถมเข้าโอบกอดสตรีนางนั้น

แต่ทว่าสตรีนางนั้น กลับกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า

“ข้าพเจ้าชิงชังท่านยิ่ง ท่านกลับทอดทิ้งผู้อื่นโดยมิแยแสเลย”

กิมปอรู้สึกลุ่มหลงต่อสตรีนางนี้ยิ่ง จึงรีบกล่าวว่า

“นี่นับเป็นความผิดของเรา แต่ท่านก็ควรทราบว่า เราออกมาเพื่อสอบถามความเป็นมาของนาง ท่านเมื่อบันดาลโทสะพวกเราก็แสวงหาความสุขกันต่อไปเถอะ”

ฉี้อิงขณะนั้นได้หาทางเคลื่อนใกล้เข้าไปอีก จนแลเห็นบางส่วนที่หลังภูเขาจำลอง เห็นว่านั่นเป็นพื้นโคลน ยังมีหินเล็กๆ เรี่ยราดอยู่ จึงระแวงขึ้นมา ครุ่นคิดว่า

“ร่างกายของบุรุษสตรีคู่นี้ ล้วนสะอาดสะอ้าน แสดงว่ามิได้อยู่ร่วมกันบนพื้นโคลน หรือว่าที่หลังภูเขานี้ ยังมีสถานที่อันเร้นลับเช่นโพรงศิลาด้วย?”

นางขบคิดตลบหนึ่ง จากนั้นก็สาวเท้าไปยังภูเขาจำลอง ช่วงเวลานั้นกิมปอกับสตรีงาม กำลังโอบกอดกันอยู่

ฉี้อิงพอเลี้ยวมาถึงด้านหลัง ก็เห็นว่ามีโพรงศิลาแห่งหนึ่งจริงๆ ปากทางเข้าคับแคบยิ่งนัก จะต้องย่อกายมุดเข้าไป

แต่ภายในกลับกว้างขวางยิ่ง และมีและสว่างเพียงพอทั้งยังมีรูเจาะทะลวงมากมาย สามารถสำรวจดูสภาพรอบบริเวณ ดังนั้นกิมปอเมื่อครู่นี้แม้อยู่ภายในก็ยังเห็นนางเข้ามาได้

พื้นที่ภายในโพรงนี้ราบรื่นยิ่งนัก มีเตียงไม้แก่นจันทน์ตัวหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีเครื่องประดับเช่นโต๊ะ เก้าอี้ รู้สึกพิถีพิถันยิ่ง

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ บนผนังศิลาทางขวามือ ยังมีประตูเหล็กบานหนึ่ง บนประตูเจาะที่กลวงอันหนึ่ง และใช้แผ่นเหล็กรูปสี่เหลี่ยมปิดกั้นไว้

คำนวณจากพื้นดินที่ทั่วภูเขาจำลองนี้ ทางด้านหลังของประตูเหล็ก หากแม้นยังมีห้องหับ อย่างมากก็เป็นที่ว่างเพียงสองสามเชียะ แม้จะขยับกายก็มิเพียงพอ

ฉี้อิงสำนึกทราบว่า ประตูเหล็กบานนี้ย่อมต้องมีเลศนัย ดังนั้นจึงมุดเข้ามาภายในโพรง ขณะนั้นกิมปอกับสตรีงามนั้นก็ติดต่ามเข้ามา กิมปอยังกล่าวกับฉี้อิงว่า

“ท่านยังคงออกไปด้านนอกรอคอยเราเถอะ”

จากนั้นก็โอบอุ้มสตรีงามนั้นมาถึงริมเตียง

ฉี้อิงกวาดสายตาสำรวจมองอย่างรวดเร็ว พลันพบว่าตรงผนังที่จัดตั้งเตียงนอน มีเหล็กกล้าท่อนหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากผนังศิลา ชี้เฉียงขึ้นสู่ด้านบน เบื้องล่างมีแกนสามารถดึงลงมา

ฉี้อิงพลันขยับร่างด้วยปฏิกิริยาที่ว่องไว ถลันปราดมาถึงด้านหลังของกิมปอกับสตรีงามนั้น ผนึกพลังทั่วร่างประกบนิ้วจี้สกัดออกไป โดยปราศจากสำเนียงฝ่าอากาศเลย

ช่วงเวลานั้น กิมปอได้กลิ้งร่างลงมาจากเตียง พลันยื่นมือไปยังท่อนเหล็กบนผนัง หมายจะดึงให้ขยับเขยื้อน

แต่ขณะที่ มือของมันใกล้จะกระทบถูกท่อนเหล็กนั้น พลังดรรชนีของฉี้อิงก็ได้ทะลวงเข้าไปในร่างกายของมัน พลันปิดสกัดจุดเก็งแมะฮวกของมัน จนมิอาจเคลื่อนไหวได้

ฉี้อิงพลันจี้สกัดจุดของสตรีนางนั้นด้วย กวาดสายตามองไปตลบหนึ่ง แล้วจึงใช้ผ้าห่มผืนหนึ่ง ห่อหุ้มร่างของบุรุษสตรีคู่นี้ จากนั้นก็หันกายก้าวออกมา

นางมาสมทบกับทุกผู้คนภายในห้องโถงใหญ่ และรับทราบว่าทั่วทั้งตึกศิลานี้ มีอิสตรีอยู่สี่นาง และบุรุษเพศแปดคน ล้วนแต่ถูกพวกของซิเล้งฆ่าทิ้งไป

นี่เป็นคำสั่งของกี้เฮียงเค้ง ไม่ให้ละเว้นชีวิตของศัตรู จำต้องกำจัดกวาดล้างอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่เป็นการขัดขวางแผนการครั้งนี้

ฉี้อิงมิได้สังหารบุรุษสตรีคู่นั้น เท่ากับฝ่าฝืนคำสั่ง แต่นางย่อมมีเหตุผลของนาง พริบตาเดียวพวกกี้เฮียงเค้งก็กำจัดศัตรูอีกด้านหนึ่ง มาสมทบกันในที่นี้

กี้เฮียงเค้งรับฟังคำบอกเล่าของฉี้อิง แล้วก็กล่าวว่า

“ประเสริฐมาก พวกเราจะไปดูกัน ประตูเหล็กบานนั้นย่อมต้องมีเลศนัย เพราะเหตุนี้พวกเราทั้งหมดอย่าได้ส่งเสียง และมิอาจกล่าววาจากับข้าพเจ้า

นางเดินเหินไปอย่างรวดเร็ว มาถึงหลังภูเขาจำลองนั้นเหลือบมองอยู่เล็กน้อย ก็ถลันเข้าไปก่อน

ในยามนี้ มีแต่ฉี้อิง ซิเล้ง กิมเม้งตี้ ติดตามนางไป ที่หลงเหลือล้วนแต่เฝ้ารักษาอยู่ภายนอก

กี้เฮียงเค้งเพียงมองดูเล็กน้อย ก็ชูหัวแม่มือต่อฉี้อิงชมเชยว่า นางจัดการได้ถูกต้อง และกี้เฮียงเค้งเมื่อมิส่งเสียงทั้งหมดก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

กี้เฮียงเค้งโบกมือเป็นนัย เรียกให้กิมเม้งตี้นำพากิมปอบนเตียงนอนออกไปนอกโพรงศิลา ส่วนนางก้าวเดินกลับมาที่ห้องโถงใหญ่  กิมเม้งตี้วางร่างของกิมปอลงบนพื้นดิน

และแล้ว กี้เฮียงเค้ง จึงกล่าวว่า

“อาอิง ก่อนที่จะคลายจุดของคนผู้นี้ ข้าพเจ้าขอชมเชยว่าท่านมีจิตใจละเอียดอ่อน ท่อนเหล็กนั้นหากถูกมันเคลื่อนดึง ท่านก็จะตกอยู่ในสภาพการณ์ที่สุดจะเลวร้าย บัดนี้พวกเราจะต้องสอบสวนเดียรัจฉานนี้ ซักถามความลับที่มีคุณค่าบางประกากร”

ทุกผู้คนมิอาจคาดคะเนได้ว่า หากแม้นกดคันบังคับนั้น จะมีเหตุการณ์อันใดอุบัติขึ้น?

ฉี้อิงปฏิบัติตามคำบ่งบอกของกี้เฮียงเค้ง ตบคลายจุดให้กับกิมปอ แต่ก็จี้สกัดจุดอีกแห่งหนึ่ง

กิมปอผู้นั้นฟื้นคืนสติมาอย่างแช่มช้า หางตาคล้ายดั่งแลเห็นเงาร่างผู้คนพลุกพล่าน แต่เนื่องจากทั่วร่างไม่อาจเคลื่อนไหวจึงมิมีทางเบือนศีรษะสำรวจดู

มันลอบผนึกลมปราณ ทะลวงจุดเส้นที่ถูกฉี้อิงสกัดเอาไว้ในภายหลัง พลันรู้สึกเจ็บแปลบปลาบไปทั่วร่าง ถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมา รีบล้มเลิกความคิดทะลวงจุด

กี้เฮียงเค้ง กล่าวว่า

“กิมปอ ประตูเหล็กในโพรงศิลานั้น ทอดไปถึงที่ใด?”

กิมปอหุบปากจนแนบแน่น มองวูบเดียวก็ทราบว่า ยากจะทำให้มันเอ่ยปากตอบคำ กิมเม้งตี้กล่าวอย่างเย็นชาว่า

“เนี่ยจื้อ (คำเรียกหาภรรยา) รอให้เราจัดการกับมันสักคราหนึ่ง มันก็มิกล้าดื้อรั้นแล้ว”

กี้เฮียงเค้ง กล่าวว่า

“นั่นกลับมิต้อง และการที่ข้าพเจ้าซักถามมันก็รู้สึกไร้ประโยชน์ บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังใคร่ครวญว่า จะส่งมันไปแดนอัคคีเล็ก หรือส่งไปทำงานหนักที่แดนอัคคีใหญ่จึงจะประเสริฐ!”

กิมปอมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ดวงตาทอเป็นแววอันหวั่นหวาด ฉี้อิงได้กล่าวว่า

“ประตูลับนั้น ย่อมต้องทอดไปถึงสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง หากแม้นข้าพเจ้าคาดเดามิผิด ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ คงมิมีผู้คนเดินผ่าน”

กี้เฮียงเค้ง กล่าวว่า

“เกี่ยวกับเรื่องกลไก ข้าพเจ้ารู้สึกดีที่สุด ตำแหน่งและทิศทางของประตูบานนี้ แสดงว่าไม่อาจทอดไปถึงที่อื่น แต่ข้าพเจ้าคาดว่าทางเบื้องล่างคงเป็นถ้ำลึกลับแห่งหนึ่ง และมีบุคคลสำคัญซุกซ่อนอยู่

เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าเพียงแต่หาทางทำลายถ้ำลับนั้น ความเสียหายของพวกมันก็จะสาหัสยิ่ง พวกท่านโปรดเชื่อได้ว่าประตูเหล็กนั้นจะปิดอยู่เสมอ เพื่อรักษาเป็นความลับ จึงน้อยครั้งจะเปิดออก”

ทุกถ้อยคำของนาง ล้วนแต่มีเหตุผล สืบสาวข้อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาออกมา

กิมปอกล่าวตะกุกตะกักว่า

“เราเพียงแต่ขอประทานความตายในบัดดล”

กี้เฮียงเค้ง กล่าวว่า

“มิมีความง่ายดายถึงปานนั้น หากแม้นท่านไม่ร่วมมือข้าพเจ้ามิแน่ว่าจะให้ท่านลิ้มชิมทัณฑ์ทรมานจนครบยี่สิบสี่ประการ”

กิมปอถึงกับสมองพองโต และพลอยระแวงว่า พวกนางมิใช่สตรี หาไม่แล้วไฉนจึงทราบทัณฑ์ทรมานยี่สิบสี่ประการได้เล่า?”

กี้เฮียงเค้ง กล่าวอีกว่า

“ท่านตอบคำถามตามความสัตย์เถอะ อาจจะมิต้องเผชิญความทรมาน ประการแรกภายในถ้ำทางเบื้องล่าง ซุกซ่อนผู้ใดอยู่?”

“เราก็มิทราบ เพียงรับรู้ว่าเป็นชนชั้นหัวหน้าของเขตนี้”

กิมเม้งตี้กล่าวสวนว่า

“เหลวไหล หรือว่าท่านมิได้เห็นด้วย?”

กิมปอกล่าวว่า

“เราเคยเห็นมา แต่นามของมันมิอาจทราบได้”

กี้เฮียงเค้งสอบถามว่า

“ถ้าเช่นนั้นท่านเรียกมันว่าตั่วเอี้ย (เจ้านายคนที่หนึ่ง)? หรือว่ายี่เอี้ย (เจ้านายคนที่สอง) เล่า?”

กิมปอเห็นนางคล้ายกับทราบความลับโดยสิ้นเชิง จึงมิกล้าปิดบัง กล่าวว่า

“มันคือยี่เอี้ย”

“ถ้าเช่นนั้นตั่วเอี้ยอยู่ที่ใด?”

“รับฟังมาว่ามันออกจากอาณาจักรเราไปปฏิบัติงาน และไม่หวนกลับมาเลย”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“อ้อ ที่แท้เฒ่าเอกะประหลาดคือตั่วเอี้ยของทุกผู้คนในอาณาจักรอัคคี มิผิดมันตกตายในเงื้อมมือพวกเรา บัดนี้ท่านบอกกับข้าพเจ้าว่า จะเรียกยี่เอี้ยออกมาได้อย่างไร สมมุติว่าได้เกิดเรื่องราวขึ้น มันมิอาจไม่ออกมาจัดการ ท่านมีวิธีเรียกมันอย่างไรกัน?”

กิมปอมิลังเลแม้แต่น้อย กล่าวว่า

“ขอเพียงแต่ดึงคันบังคับเหล็กกล้าอันนั้น เตียงนอนนั้นก็จะจมลงไปในพื้นดิน สามารถพบกับยี่เอี้ยได้”

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“นี่เพียงแต่เป็นอุบายกักศัตรูในยามฉุกละหุก ข้าพเจ้ามิได้ถามไถ่ท่านข้อนี้”

กิมปอ กล่าวอย่างแตกตื่นว่า

“เรามิได้โป้ปด เพราะวิธีนี้สามารถพบกับยี่เอี้ยได้จริงๆ ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือเปิดแผ่นเหล็กสี่เหลี่ยมบนประตู กล่าววาจาลงไป ทางเบื้องล่างก็จะได้ยิน”

“อือม์ แต่แม้เป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่อาจเรียกมันออกมา”

“ขอเพียงแต่ละเว้นชีวิตของเรา เราผู้น้อยก็ยินยอมกระทำแทน”

กี้เฮียงเค้งได้ยินกิมปอกล่าวเช่นนั้น จึงกล่าวว่า

“นอกจากวิธีนี้ ก็ไม่มีหนทางอื่น ตกลง”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“เค้งเจ้เจ๊ วาจาของเดียรัจฉานนี้ เกรงว่ามีเล่ห์เหลี่ยมอุบาย”

กี้เฮียงเค้ง กล่าวว่า

“มันแม้จะตีลังกาสักร้อยครั้ง ก็ไม่รอดจากเงื้อมมือของข้าพเจ้า แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยม พวกเราจะเกรงกลัวอันใด”

กี้เฮียงเค้งเมื่อเอ่ยอย่างมั่นใจเช่นนี้ บุคคลอื่นก็มิกล้าโต้แย้ง ซิเล้งได้ยื่นมือออกคว้าจับกิมปอ หนีบร่างอยู่ที่ซอกแขน ทิ้งสตรีงามนางนั้นอยู่ที่เดิม

แต่ทว่า ขณะที่ซิเล้งจะสาวเท้าออกไป กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวว่า

“อาเล้ง ช้าก่อน ข้าพเจ้ายังจะถามวาจาประโยคหนึ่ง”

ซิเล้งชะงักเท้ารอคอย กี้เฮียงเค้งถามว่า

“ท่านคิดจะกล่าววาจาลงไปอย่างไร?”

กิมปอกล่าวว่า

“เราจะบอกว่าทางนอกบังเกิดความวุ่นวาย ไม่มีทางระงับไว้ ยี่เอี้ยก็จะออกมาทันที”

กี้เฮียงเค้งหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นมันจะออกมาเพียงคนเดียว หรือว่ายังมีบุคคลอื่นด้วย?”

กิมปอสะท้านใจอย่างรุนแรง มิอาจคาดคะเนว่า นางทราบความลับสักเท่าใด จึงจำต้องกล่าวว่า

“ยังมีอีกคนหนึ่ง”

“คนผู้นั้นแซ่อะไร?”

“มันแซ่ซ่ง เคยฝึกปรือฝีมือด้วยกันกับเรา”

กี้เฮียงเค้งกล่าวกับกิมเม้งตี้ว่า

“นั่นคงเป็นซ่งจงแล้ว หากแม้นภายในถ้ำใต้ดินมิมีผู้ทรงฝีมือเช่นนี้ กิมปอไหนเลยจะภาวนาให้พวกเราเรียกยี่เอี้ยออกมาเล่า?”

กิมปอมิกล้าส่งเสียง แสดงว่ากี้เฮียงเค้งคาดเดาได้มิผิด

กี้เฮียงเค้งขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงบงการให้นางแมงมุมขาวนำตัวสตรีนางนั้นไป จากนั้นก็ให้ทุกผู้คนไปขนนำก้อนหินมามากมาย วางสลับซับซ้อนอยู่ที่หน้าภูเขาจำลอง และจัดให้ทั้งหมดแยกย้ายยืนหยัดตามตำแหน่งต่างๆ แล้วค่อยผงกศีรษะต่อซิเล้ง

ซิเล้งโอบอุ้มกิมปอ มุดปราดเข้าไปในภูเขาจำลอง มาถึงหน้าประตู ใช้กำลังเล็กน้อย เปิดแผ่นเหล็กออกมา แล้วจึงให้กิมปอกล่าววาจา

กิมปอมิกล้าใช้เล่ห์เหลี่ยม กล่าววาจาลงไปว่าทางด้านนอกมีเรื่องวุ่นวาย พอรายงานจบแล้ว ซิเล้งก็ล่าถอยออกจากโพรงศิลาอย่างว่องไวปานสายฟ้า และลงมือจี้สกัดจุดของกิมปอด้วย

ชั่วครู่ให้หลัง ภายในภูเขาจำลอง ได้แววเสียงดังครืนครั่น จากนั้นก็มีบุคคลสองคนก้าวเดินออกมาตามลำดับก่อนหลัง

ผู้ที่นำหน้าเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ตระหง่าน กล้ามเนื้อทั่วร่างพองโต แข็งแกร่งผิดสามัญ ใบหน้าไว้หนวดเครารุงรังคล้ายดั่งปิศาจที่ดุร้าย

เบื้องหลังของมันติดตามด้วยบุรุษผู้หนึ่ง พวกของซิเล้งพอแลเห็น ต่างก็งงงันไป

บุรุษผู้นี้ก็คือซ่งจง ตามคำสารภาพของกิมปอ แต่มันมีโฉมหน้าคมคายหล่อเหลายิ่ง ซิเล้งและพวกจำนวนหนึ่ง ที่มิเคยแลเห็นโฉมหน้าของมัน เมื่อคราที่กิมเม้งตี้ขณะต่อสู้กับมัน ปาดเอาผ้าคลุมหน้าหลุดไป พอแลเห็นจึงงุนงงเล็กน้อย

มันทั้งสองสืบเท้าออกมาหนึ่งก้าว ก็ตกเข้ามาในขบวนค่ายกลของกี้เฮียงเค้ง ค่ายกลนี้สร้างอย่างฉุกละหุก เพียงสามารถสร้างความงมงายให้กับศัตรูเพียงชั่ววูบ โดยเฉพาะผู้ทรงฝีมือเช่นพวกซ่งจง ยังไม่ถูกกักจนหูตามิปราดเปรียว

แลเห็นพวกซ่งจงทั้งสองพลันชะงักเท้าลง กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ แสดงว่าประกายตาของพวกมัน ถูกค่ายกลบดบังไว้ จึงสำรวมมองอย่างระมัดระวัง

ซิเล้งประกบนิ้วกรีดพุ่งออกไป แหวกฝ่าอากาศดังหวีดหวิว พลังดรรชนีจู่โจมใส่ซ่งจงผู้นั้น ซ่งจงพลิกฝ่ามือตบออก ก็ต้านทานรับไว้ได้

เท้าของมันพอเคลื่อนไหว แส้พายุดำของฉี้อิง ก็ฟาดมาจากด้านซ้ายอย่างรวดเร็ว บีบบังคับซ่งรีบถอยมาทางขวาหลายเชียะ ในยามนี้มันรู้สึกละลานตาวูบหนึ่ง มิอาจแลเห็นเงาร่างของยี่เอี้ยเลย

กิมเม้งตี้สะอึกกายไปสองก้าว สะบัดดาบฟาดฟันอย่างตรงๆ ดาบนี้มันรวบรวมจากพลังภายในทั่วร่าง แผ่อานุภาพของดาบพุทธไร้เทียมทานอย่างเต็มที่

ซ่งจงพอแลเห็นเงาดาบ ก็ชักช้าไปแล้ว จึงสูญเสียโอกาสเหมาะ และรู้สึกว่าพลังดาบเย็นยะเยียบคมกล้าอย่างสุดแสน มีพลานุภาพทลายก้อนศิลาได้ทีเดียว

ความตื่นตระหนกของมันใหญ่หลวงยิ่ง มันพอพบว่าดาบนี้เป็นวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน ซึ่งมิมีทางคลี่คลาย ในเมื่อตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้าย หาทางที่ดิ้นรนเพียงประการเดียว ได้แต่สะบัดแขนเข้าต้านรับ

ประกายดาบพอแฉลบผ่าน แขนข้างซ้ายของซ่งจงก็ร่วงหล่นลงบนพื้นดิน แต่มันพอกระทำเช่นนี้ ก็มิเสียชีวิตไป สามารถพุ่งปราดมาทางด้านข้างหลายเชียะ

ซ่งจงเมื่อกระโดดพุ่งเช่นนี้ ก็มาอยู่เบื้องหน้าของฉี้อิง ฉี้อิงสะบัดแส้พายุดำจนพุ่งตรง พลันปักตรึงเข้าไปในขั้วหัวใจของฝ่ายตรงข้าม!

ซ่งจงผู้นี้เสียทีที่ฝึกปรือวิชาหัตถ์เทพยดาไร้เทียมทาน คาดมิถึงว่าในวันนี้จะเสียชีวิตไปอย่างงมงาย มิทราบแม้แต่รูปโฉมของผู้ที่ปลิดชีวิตมัน

ส่วนยี่เอี้ย (เจ้านายที่สอง) ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง สภาพการณ์ผิดแผกไป คราแรกปึงเซียะสะบัดกระบี่แทงปราดเข้าใส่ ยี่เอี้ยมีสีหน้าตื่นเต้น ยื่นมือที่โตเท่าพัดใบลาน คว้าจับกระบี่ที่พุ่งมา

มันลงมืออย่างฉับไว ท่าทีก็ดุร้ายยิ่ง กลับสร้างความแตกตื่นต่อปึงเซียะ รั้งกรกะบี่กลับมาอย่างเร่งร้อน

ยี่เอี้ยผู้มีร่างสูงตระหง่าน ได้แลเห็นเงาร่างของปึงเซียะแล้ว จึงสืบเท้าคุกคามเข้าหา กวัดแกว่งหมัดกระแทกใส่อย่างดุดัน

แลเห็นพลังหมัดรุนแรงดั่งขุนเขา ฝ่าอากาศดังครืนครั่น เพียงรับฟังก็ทราบได้ว่า มันฝึกปรือวิชาหมัดทำร้ายผู้คนข้ามอากาศจนสำเร็จ

ปึงเซียะรีบขยับร่าง ใช้ท่าฮุงฮวยฮุกหลิว (แบ่งบุปผาปาดต้นหลิว) ประกายกระบี่แฉลบแปลบปลาบ คลี่คลายพลังหมัดของมันได้

ยี่เอี้ยใจสะท้านหวั่นไหว ครุ่นคิดว่า

“…บุคคลนี้มิทราบว่าเป็นใคร กลับสามารถช่ากระบี่อันพิสดาร สลายพลังหมัดของเราได้…”

ขณะขบคิดอยู่ ก็รีบมองไปรอบบริเวณ แต่ทว่า ทั่วทั้งสี่ทิศคล้ายดั่งถูกเมฆหมอกปกคลุม นอกจากร่างของปึงเซียะแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นอีก

ควรทราบว่า หากแม้นมันมิใช่มีพลังฝีมือเข้มแข็งกำลังภายในลึกล้ำแล้ว ในยามนี้แม้แต่เงาร่างของปึงเซียะก็ไม่อาจแลเห็น อย่าว่าแต่บุคคลอื่นเลย

ห่างจากยี่เอี๊ยะทางซ้ายมือห้าเชียะ เจ้าสำนักบู๊ตึงยู้เชี่ยงชุน ได้กุมกระบี่ยืนหยัดอยู่ มันขมวดคิ้วเล็กน้อย ยามกะทันหันมิสามารถตกลงใจว่าจะลงมือลอบจู่โจมหรือไม่

มิเพียงแต่มัน ฝ่ายเจ้าสำนักเสียวลิ้มฮุยไฮ้เซี่ยงซือและประมุขพรรคธงเหลืองโง้วอุ้ย ก็เป็นชนชั้นที่ทรงเกียรติภูมิในวงพวกนักเลง การลอบทำร้ายเช่นนี้ ยากจะลงมือได้

โค้วเพ้งพลันพุ่งร่างมาถึงข้างกายของยี่เอี้ย กระแทกหมัดออกไปอย่างดุดันติดต่อกันสามสี่ครั้งซ้อนๆ มันแม้อายุยังเยาว์ แต่กลับแสดงอานุภาพอย่างน่าเกรงขาม

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here