๖๖
♦ สู่ดินแดนนรก ♦
……………

ซิเล้งรู้สึกว่าวาจาของฉื่อเซียวอุงเป็นไปได้อย่างยิ่ง แต่ตนก็ทราบดีว่า นี่เป็นโอกาสที่จะปะปนเข้าไปในใจกลางของฝ่ายศัตรูเพียงครั้งเดียว หากปล่อยปละละเลย ก็จะมิมีอีกแล้ว

            ซิเล้งขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กล่าวว่า

“ข้าพเจ้ายังคิดจะไปสักคราหนึ่ง”

ฉื่อเซียวอุงแลเห็นตกลงใจอย่างเด็ดเดี่ยว จึงอับจนปัญญา ได้แต่กล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จะพาท่านไป”

ทั้งสองจึงเดินกลับมา ฉื่อเซียวอุงพลันเร่งฝีเท้าขึ้นและกล่าวกับซิเล้งว่า

“ซิไต้เฮียบ ท่านคงมิลืมเลือนอึ้งยิ่มกระมัง?”

“ย่อมต้องแน่นอน วาจาของท่านหมายความว่ากระไร?”

“ข้าพเจ้ารู้สึกว่าท่านออกจะลืมนึกถึงความร้ายกาจของคนผู้นี้ หากแม้นมันทนฤทธิ์ยาของน้ำอิทธิฤทธิ์ได้ ฟื้นฟูสติสัมปชัญญะ และส่งสัญญาณแจ้งเหตุ ท่านคิดว่าจะเป็นอย่างไร?”

ทั้งสองสนทนาไปพลาง วิ่งตะบึงไปพลาง ควาเร็วมีแต่เพิ่มพูนไม่ลดถอย

ซิเล้งกล่าวว่า

“แม้มันจะส่งสัญญาณได้ อลัชชีโลกันตร์ก็คงมิมาถึงทันที ใช่หรือไม่”

ฉื่อเซียวอุงสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บกล่าวว่า

“นี่จึงจะเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่น ข้าพเจ้ากลับขอให้ท่านประมุขเฒ่ามาด้วยตนเอง”

“เอ๊ะ หรือว่าอลัชชีโลกันตร์ยังต่อต้านง่ายกว่าคนอื่นด้วย?”

“นั่นย่อมมิใช่ เพียงแต่ท่านประมุขเฒ่าหากมาเอง พวกเราก็จะถูกลงทัณฑ์น้อยไปบ้าง”

ซิเล้งซักไซ้ว่า

“ถ้าเช่นนั้นท่านเกรงกลัวผู้ใดเร่งรุดมา?”

“แดนอัคคีใหญ่ ซาเอี้ยเป็นผู้ดูแลทั้งหมด พอมีสัญญาณแจ้งเหตุ มันจะมาถึงก่อน”

“ถ้าเช่นนั้นท่านก็กลัวว่ามันจะมานั่นเอง ท่านทราบนามของมันหรือไม่?”

ฉื่อเซียวอุงสั่นศีรษะกล่าวว่า

“มิทราบ ในเขตแถบนี้ มันเป็นชนชั้นสูงสุด มิว่าผู้ใดก็มิกล้าเอ่ยถึงนามของมัน เพียงยกย่องเป็นซาเอี้ย (เจ้านายคนที่สาม) และทุกคนก็ทราบดีว่าหมายถึงผู้ใด”

“มันร้ายกาจถึงชั้นใดเล่า?”

“พวกเราไหนเลยจะมีโอกาสได้เห็นมันแสดงฝีมือ”

ซิเล้งกล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“มันเมื่อลึกลับถึงปานนี้ ข้าพเจ้าคาดว่าท่านคงมิทราบที่อยู่อาศัยของมันแล้ว”

“มันอยู่ในแป๊ะม้อขุก (โพรงร้อยอสูร) รับทราบมาว่ามีห้องอยู่หลายสิบแห่ง แต่มันอาศัยเพียงคนเดียว แม้แต่คนรับใช้ก็ไม่ให้เข้าไป นอกจากมันเรียกหา”

“นี่กลับเป็นความลับที่ยากจะสืบทราบ หากแม้นมันไม่ยอมให้ผู้อื่นเข้าไป ย่อมมิมีทางเลย”

ฉื่อเซียวอุงลังเลอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวว่า

“ห้องนอนของมันกว้างขวางยิ่งนัก ตกแต่งอย่างสวยงามเท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา ในโพรงร้อยอสูร มีทุกสิ่งครบครัน แม้แต่พวกสุราเลิศรส แต่มิว่าเรื่องอันใด มันล้วนต้องลงมือเอง จึงรู้สึกไม่ใคร่โอ่อ่าอย่างสมบูรณ์”

“อ้อ ที่แท้ท่านก็เคยเข้าไป”

ฉื่อเซียวอุงมีใบหน้าแดงระเรื่อ กล่าวอย่างเอียงอายเล็กน้อยว่า

“ถูกแล้ว ข้าพเจ้าเคยเข้าไป และไม่เพียงครั้งเดียวด้วย”

ซิเล้งเนื่องจากกำลังเร่งรุด จึงไม่ได้สังเกตสีหน้าของนางและตนเป็นผู้ทรงธรรมะ สมองมิคิดไปในทางเหลวไหล ดังนั้นยังถามว่า

“ท่านเข้าไปไยกัน?”

ฉื่อเซียวอุงมีใบหน้าแดงฉาน เดินไปสี่ห้าก้าวค่อยตอบว่า

“นี่มิจำเป็นต้องปกปิดท่าน ข้าพเจ้าทุกครั้งล้วนเป็นเครื่องระบายความใคร่ของมัน แต่เพียงผ่านไปหนึ่งคืน วันที่สองมันคล้ายกับเป็นคนแปลกหน้า!”

ในยามนี้กลับเป็นซิเล้งที่รู้สึกกระอักกระอ่วน เรื่องเช่นนี้บังคับให้นางบอกออกมา ย่อมทำให้นางรู้สึกอัปยศ จึงลอบด่าตัวเองว่า โง่เขลาแท้

ซิเล้งยามเสียใจ กำลังจะหาหนทางแสดงความในใจ กลับได้ยินฉื่อเซียวอุงกล่าวอีกว่า

“มันผู้นี้น่าหวาดหวั่นอย่างแท้จริง ขณะที่มันมีความสุข ทั้งนุ่มนวลทั้งกังวลสนใจ ทำให้ข้าพเจ้าเชื่ออย่างงมงายว่า มันย่อมต้องมีความประทาน อย่างน้อยคงได้เลื่อนยศ หรือสามารถฝึกวิชาฝีมือชนิดหนึ่ง แต่ทว่า…”

ซิเล้งภาวนาให้นางอย่าได้กล่าวต่อ เพื่อมิต้องกระอักกระอ่วนใจ แต่ฉื่อเซียวอุงเมื่อเริ่มเอ่ยถึง และเสาะพบผู้ระบายความในใจ ก็มิยอมหยุดยั้ง กล่าวอีกว่า

“แต่ทว่าไม่มีผลประโยชน์แม้แต่น้อย รุ่งเช้าของวันใหม่กลับเผชิญกับความเย็นชาไร้ไมตรี  เรื่องนี้ซิไต้เฮียบย่อมมิเข้าใจมันผู้นี้เป็นอสูรร้ายจริงๆ ข้าพเจ้าชั่วชีวิตมิอาจลืมเลือนมัน ข้าพเจ้าชิงชังอาฆาตมันอย่างที่สุด”

ซิเล้งมิกล้าสอดคำ ฉื่อเซียวอุงคงคิดจะกล่าววาจา เพื่อระงับความตึงเครียดในใจ เนื่องจากขณะนี้ยังมิทราบว่า พอไปถึงใต้ร่มไม้ จะพบพานซาเอี้ยผู้นั้นหรือไม่

ฉื่อเซียวอุงหยุดอยู่เล็กน้อย ก็กล่าวสืบไปว่า

“นั่นทำให้ข้าพเจ้ารังเกียจบุรุษเพศอย่างที่สุด โดยเฉพาะเรื่องนั้น ข้าพเจ้าพอนึกถึง ก็จะสะอิดสะเอียน เพราะว่ามันยามค่ำคืนอบอุ่น ยามเช้าเย็นชา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้ามิใช่มนุษย์ หากแต่เป็นเครื่องมือบำบัดความใคร่ของมัน”

นางพลันถอนหายใจดังอา… กล่าวว่า

“ความจริงข้าพเจ้ายิ่งชิงชังตัวเอง มิทราบว่าเหตุไฉนทุกครั้งล้วนถูกมันหลอกลวง ขณะที่อยู่ร่วมกับมัน ข้าพเจ้ายังเสริมส่งอย่างจริงใจ ภาวนาให้มันได้รับความสุข”

ซิเล้งอดมิได้ต้องกล่าวว่า

“นั่นเป็นเพราะท่านเกรงกลัวมันถึงขีดสุด ข้าพเจ้าเชื่อว่าบุคคลอื่นขณะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ก็เป็นเช่นเดียวกับท่าน”

“ไม่ ข้าพเจ้ามิใช่สืบเนื่องจากความหวาดกลัว ขณะนั้นข้าพเจ้ามีความเคลิบเคลิ้มงมงายจริงๆ เฮอะ อึ้งยิ่ม และพวกว่าข้าพเจ้าเย็นชากระด้าง ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่”

ซิเล้งรู้สึกว่ายากจะสลดคำ พร้อมกับนั้นก็เคลือบแคลงใจว่า มิทราบว่าซาเอี้ยผู้นั้นมีอานุภาพอันใด ถึงกับทำให้สตรีที่เย็นชาเฉกเช่นฉื่อเซียวอุง พลอยลุ่มหลงงมงายด้วย

ในยามนี้ห่างจากใต้ร่มไม้นั้นมิไกลแล้ว ฝีเท้าของทั้งสองล้วนชะลอชักช้าราวกับนัดกันไว้ และมองไปเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง แต่คล้ายกับว่ามิมีสภาพผิดปกติอันใด

ฉื่อเซียวอุงสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ กล่าวว่า

“ยิ่งมีสภาพเช่นนั้น ยิ่งรู้สึกได้ว่าเตรียมหลุมพรางกับดักไว้”

นางยื่นมือออกไขว่คว้าซิเล้งอย่างลืมตัว เรือนกายที่อวบอัดจึงเบียดเสียดเข้าใกล้กับซิเล้ง

ซิเล้งพลอยบังเกิดความรู้สึกของบุคคลทั่วไป อดมิได้ต้องเหลือบมองนาง แลเห็นหน้าด้านข้างของนาง ยังงามสะคราญยิ่ง

นอกจากการใกล้ชิดกับฉื่อเซียวอุงแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนางถูกซาเอี้ยผู้นั้นย่ำยีอย่างไร ก็เป็นการกระตุ้นอย่างรุนแรงชนิดหนึ่ง

ซิเล้ง พลันรู้สึกประหลาดใจในตัวเองขึ้นมา คำนึงว่า

“…ในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ เราไฉนจึงบังเกิดความปรารถนา? เราสมควรรวบรวมพลังจิต เพื่อต่อต้านกับสถานการณ์ทุกอย่างจึงจะถูกต้อง…”

พอฉุกคิดเช่นนั้น ก็บังเกิดความไหวระแวงระวังตัวและกล่าวว่า

“ฉื่อโกวเนี้ย มิต้องเกรงกลัว มาตรแม้นว่าอสูรร้ายนั้นอยู่ในที่นี้ ก็ไม่อาจกระทบกระทั่งท่านแม้แต่ขุมขนหนึ่ง”

ฉื่อเซียวอุงระบายลงหายใจออกมา ในยามนั้นซิเล้งได้ก้าวไปเบื้องหน้า นางจึงก้าวติดตาม พริบตาเดียวก็มาถึงใต้ร่มไม้ แลเห็นอึ้งยิ่มยืนเซื่องซึมราวกับตอไม้

นางจึงค่อยวางใจ กล่าวว่า

“ฟ้าดินยังเมตตา เดียรัจฉานนี้ถูกน้ำอิทธิฤทธิ์ชะล้างสมอง ไม่มีความนึกคิดอีกแล้ว”

ซิเล้งหมกมุ่นคำนึงถึงปัญหาข้อหนึ่ง พลันกล่าวว่า

“ที่นี้สามารถนับเป็นเขตแดนอัคคีใหญ่กระมัง?”

“ย่อมต้องแน่นอน แม้ยังห่างไกลจากใจกลางระยะหนึ่ง แต่ในที่นี้ยังร้อนรุ่มกว่าใจกลางเสียอีก ซึ่งขอบเขตของแดนอัคคีใหญ่ ล้วนเป็นเช่นนี้”

“ท่านมิถูกความร้อนอบอ้าวคุกคามใส่ ใช่หรือไม่?”

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“ถูกแล้ว แต่คนหนึ่งเช่นอาเฮี้ยงก็ใช้มิได้แล้ว พอมาถึงที่นี่จะสลบไลลไป รอจนฟื้นขึ้นมา ก็รู้สึกหิวกระหายอย่างยิ่ง และเพลิงปรารถนาคุกโชน ตกอยู่ในสภาพจะคลุ้มคลั่ง ดังนั้นพอไปถึงไหนฮ่อตั่ง (ถ้ำสู่มรณะ) ทางเบื้องหน้า ก็จะโถมเข้าไปดื่มน้ำอิทธิฤทธิ์ กลับกลายเป็นคนตายทั้งเป็น… แต่ท่านกลับมิเกรงกลัวความร้อนในที่นี้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่งนัก”

“ไม่ ข้าพเจ้าก็ถูกคุกคาม บัดนี้พอทราบความนัย จึงวางใจได้”

“ข้าพเจ้าสังเกตมิออกว่า ท่านถูกคุกคามในที่ใด ท่านรู้สึกศีรษะมึนงงหรือไม่สบายกระมัง?”

นางแสดงว่าทั้งห่วงใยทั้งพรั่นพรึง แน่นอนทั้งนี้ก็เพราะหากแม้นซิเล้งรู้สึกไม่สบาย ก็จะทำให้ความฮึกเหิมของซิเล้งลดถอยไป ไม่อาจลงมือต่อสู้กับศัตรู นางไหนเลยจะมิตื่นตระหนก

ซิเล้งเพื่อป้องกันมิให้นาง สูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อตนจึงกล่าวตามความสัตย์ว่า

“ข้าพเจ้าทั้งไม่รู้สึกศีรษะมึนงงและมิมีสภาพไม่สบาย แต่รู้สึกว่าเพลิงปรารถนารุนแรงยิ่ง”

ฉื่อเซียวอุงพลันเบียดเสียดเข้าใกล้มา คล้ายดั่งลอบแสดงทีท่าแฝงความมุ่งหมาย

ซิเล้งหามีปฏิกิริยาตอบโต้ไม่ กล่าวสืบไปว่า

“ข้าพเจ้าคราก่อน ก็เคยเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ แต่พอบังเกิดความปรารถนา ก็สามารถระงับไว้ได้”

ตนหวนนึกถึงคราก่อน ขณะอยู่ในบ้านของแป๊ะเอ็งที่เมืองตงเม้ง ได้เผชิญกับการทดสอบมาคราหนึ่ง ดังนั้นเกี่ยวกับเรื่องความรักนี้ จึงเข้าใจได้มากมาย

ซิเล้งชำเลืองมองฉื่อเซียวอุงวูบหนึ่ง และกล่าวว่า

“บอกกล่าวตามความสัตย์ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าท่านขณะอยู่ข้างกาย ข้าพเจ้าก็มิอาจควบคุมตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดยิ่ง คราก่อนข้าพเจ้ามักมีการควบคุมอันประเสริฐ แต่บัดนี้กลับมิได้”

ฉื่อเซียวอุงกลับปรากฏรอยยิ้ม กล่าวว่า

“นี่เป็นการคุกคามจากความร้อนอบอ้าวของเขตแดนอัคคีใหญ่นี้ ท่านจะกระทำอย่างไรก็แล้วแต่ท่านเถอะ”

ซิเล้งสะท้านใจวาบ ยามกะทันหันถึงกับปากอ้าตาค้างไปและในใจคำนึงขึ้นว่า

“…เราขณะนี้มิคล้ายดั่งคราก่อน มาตรแม้นจะมีความสัมพันธ์กับอิสตรี ก็มิมีผลสะท้อนต่อพลังฝีมือ ส่วนนางก็หาใช่สตรีอันดีงาม ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับด้านมโนธรรม เนื่องจากนี้เป็นความยินยอมของนางเอง…”

แต่แล้วก็ครุ่นคิดว่า

“…มิได้ เรากับอาอิง เซี่ยวย้งมีคำสาบานว่าจะครองคู่ร่วมกันแล้ว ไหนเลยจะมีความสัมพันธ์กับสตรีอื่น ก่อนที่จะสยุมพรเล่า?”

เหตุผลโต้แย้งข้อนี้ รู้สึกอ่อนด้อยยิ่งนัก เนื่องจากในยุคนั้น วงสังคมปล่อยปละฝ่ายบุรุษเพศยิ่งนัก ถึงกับว่าเวลาแต่งงาน แม้หญิงรับใช้ที่ติดตามมา ก็กลับกลายเป็นสมบัติของสามี

ซึ่งหมายความว่า บุรุษเพศไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบในด้านความประพฤติ ขอเพียงแต่คู่มุ่งหมายไม่ขัดขืน ก็สามารถประกาศอย่างเปิดเผย

ซิเล้งยังนับว่ามิใช่สามัญชนทั่วไป จึงรู้สึกว่าเช่นนี้ออกจะกระทำผิดต่อฉี้อิง อุ้ยเซี่ยวย้ง แต่ความจริงการนึกคิดเช่นนั้นอ่อนแอยิ่งนัก

ตนยื่นมือออก โอบเอวอันแน่งน้อยของฉื่อเซียวอุง พริบตานั้นริมฝีปากแดงระเรื่อก็ประทับลงมา

ซิเล้งพลันเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าพลันหวนนึกถึงอาเฮี้ยง”

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“อย่าคิดถึงมัน และอย่าได้คำนึงถึงอนาคต”

“ไม่คิดถึงอาเฮี้ยงยังพอมีเหตุผล เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าท่านได้เปลี่ยนไปแล้ว…”

“ถูกแล้ว ท่านทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนไป”

“แต่ไม่คิดถึงอนาคตจะใช้ได้อย่างไรกัน พวกเราไม่อาจชักช้าอีกแล้ว”

“ในยามนี้ท่านมีความสำคัญกับข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจะประทับบุคคลที่ยากจะลืมเลือนตลอดกาลไว้ในห้วงสมองผู้หนึ่ง โดยไม่มีความชิงชังรังเกียจหลงเหลืออยู่”

ซิเล้งถอนหายใจออกมา ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“อย่าได้ถอนหายใจ ข้าพเจ้าสำนึกดีว่ามิคู่ควรกับท่าน ดังนั้นในภายหน้า ข้าพเจ้าหากได้รับอิสรภาพ ก็จะไม่พัวพันท่าน”

“นี่เป็นความหมายที่ท่านบอกให้ อย่าคำนึงถึงอนาคตหรอกหรือ”

ฉื่อเซียวอุงฟุบกายอยู่บนร่างของซิเล้ง กล่าววว่า

“นี่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนใจแหลกสลายเท่านั้น”

“อีกครึ่งหนึ่งเป็นอย่างไรเล่า?”

“ข้าพเจ้าเมื่อกลับไปแล้ว จะต้องรายงานตัวต่อซาเอี้ย น้อมเรียนเหตุการณ์ทั้งหมด รอจนมันทดสอบแล้ว ก็จะถ่ายทอดไม้ตายให้ และเลื่อนตำแหน่งข้าพเจ้าเป็นองครักษ์ ซึ่งหมายความว่าข้าพเจ้าจะต้องไปเผชิญกับอสูรร้ายที่เย็นชาไร้ไมตรีนั้น”

ซิเล้งเงียบงันไป พลันกล่าวว่า

“ข้อนี้น่าประหลาดยิ่ง ซาเอี้ยผู้นั้นก็เป็นคนธรรมดาสามัญ คราก่อนไฉนจึงทำให้ท่านถึงกับลุ่มหลง?”

ตนพอสนทนา เพลิงอันร้อนระอุที่เผาผลาญอยู่ภายในกายก็เสื่อมโทรมไปมิน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า

“ทุกครั้งที่ท่านอยู่ในโพรงร้อยอสูรของมัน ได้ดื่มกินวัตถุสิ่งใดหรือไม่?”

ฉื่อเซียวอุงสั่นศีรษะปฏิเสธ ซิเล้งสนใจต่อความพิสดารข้อนี้ยิ่งนัก จึงกล่าวอย่างจริงจังว่า

“ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า คราก่อนท่านย่อมต้องถูกฤทธิ์ยาคุกคาม ทำให้จิตใจก็ต้องสนับสนุนการกระทำของฝ่ายตรงข้าม เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา ความรักความแค้นห่างกันเพียงเส้นสายใยเดียว”

ฉื่อเซียวอุงพลอยต้องหมกมุ่นครุ่นคิดไปกับซิเล้งด้วย ชั่วครู่จึงกล่าวว่า

“ภายในโพรงอสูร ทุกแห่งหนล้วนอบอวลด้วยกลิ่นหอมชนิดหนึ่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายยิ่ง แต่ข้าพเจ้ากลับมิสงสัยว่ากลิ่นหอมนั้นเป็นฤทธิ์ยาที่แปรเปลี่ยนจิตใจของผู้คนได้”

“เห็นได้อย่างไรกัน?”

ตัวยาชนิดใด หากทำให้สตินึกคิดของผู้คน ได้รับการกระทบกระเทือน ย่อมต้องมีวี่แววเป็นพิเศษ สมมุติว่าศีรษะมึนงง แต่กลิ่นหอมนั้นไม่มีร่องรอยใดๆ เฉกเช่นกับคนทั่วไปชอบใช้เครื่องหอม ทำให้ผู้คนรู้สึกสบาย

ซิเล้งกล่าวอย่างมั่นใจว่า

“ย่อมต้องเป็นการลงมือของเดียรัจฉานนั้นแล้ว ท่านเกี่ยวกับตัวยาแม้ทราบมิน้อย แต่อลัชชีโลกันตร์หาได้ใช้วิธีธรรมดาสยบผู้คนหรอก”

“ฉื่อเซียวอุงในยามนั้น ได้บิดกายไปมาอยู่ในอ้อมอกของซิเล้ง

ซิเล้งสองแขนใช้กำลังเล็กน้อย โอบรัดนางจนแนบแน่น กลับทำให้นางมิอาจเคลื่อนไหวร่างกายอย่างวู่วาม คำนึงในใจว่า

“…นี่เป็นเรื่องที่ย่ำแย่เลวร้ายยิ่ง ซาเอี้ยผู้นั้นแสดงว่าอาศัยฤทธิ์ยาหอมกรุ่น ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงความแค้นเป็นความรัก ทดสอบความในใจที่ซ่อนเร้นอยู่ของบรรดาบริวาร

ฉื่อเซียวอุงคราก่อนมิมีความคิดทรยศ ย่อมไม่มีท่าทีผิดปรกติ แต่ขณะนี้นางพบพานเรา และร่วมแผนการล้มล้างสถาบันอำมหิต ถ้าเช่นนั้นนางหากไปพบกับซาเอี้ยผู้เลือดเย็น จะแพร่งพรายเรื่องราวความลับออกไปหรือไม่?…”

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง เกี่ยวพันไปถึงความปลอดภัยทั้งมวล เพราะเหตุนี้เพลิงปรารถนาที่เผาผลาญซิเล้ง ก็ล้วนปลาสนาการไป

แต่ตนก็ทราบว่า หากแม้นผลักไสฉื่อเซียวอุงออกไป นางยามได้รับความกระทบกระเทือนใจ อาจจะกลับกลายเป็นศัตรูของตนทันที

สภาพการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องธรรมดาของมวลมนุษย์ อันความรักชิงชังบุญคุณความแค้น มักพัวพันกันอย่างสับสน  แทบจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียงวูบเดียว

ซิเล้งออกท่องเที่ยวมินานนัก แต่ประสบการณ์ในชีวิต ก็สุดที่สามัญชนจะเทียบเท่า ทราบดีว่าตนกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากต่อการตัดสินใจ มิอาจไปคลี่คลาย

แต่ยามกะทันหัน ซิเล้งไม่อาจเสาะพบหนทางอันประเสริฐ พลันบังเกิดเพลิงอำมหิต คำนึงว่า

“…หากแม้นสังหารสตรีนี้ ความลับทั้งหมดก็จะไม่รั่วไหลออกไปแล้ว…”

ในยามนี้ท้องฟ้าได้มืดสลัวลง สภาพรอบบริเวณเลอะเลือนยิ่งนัก มิทราบว่าลมอันรุนแรงโชยพัดมาจากที่ใด กลับหนาวเหน็บอย่างสุดแสน!

ฉื่อเซียวอุง พลันสยิวกายอย่างหนาวเหน็บกล่าวว่า

“ฟ้ามืดลงแล้ว”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ประหลาดแท้ คราก่อนมีลมมาบ้าง ก็ร้อนรุ่มยิ่งนักไฉนลมขณะนี้กลับหนาวเหน็บจนคุกคามผิวกายเล่า”

“ในที่นี้มีสภาพเช่นนี้ พอถึงยามมืดค่ำ ก็กลับกลายเป็นหนาวเหน็บอย่างยิ่ง”

ซิเล้งยังคำนึงถึงปัญหาที่จะฆ่านางหรือไม่ หากแม้นพฤติการณ์นี้มีข้อพิรุธตนก็คงลงมือเพื่อสถานการณ์ส่วนใหญ่แล้ว

ข้อพิรุธนั้นเกิดจากตัวอาเฮี้ยง เพราะว่าคนในแดนอัคคีใหญ่พอพบเห็นซากศพของฉื่อเซียวอุง และสภาพของอึ้งยิ่ม ย่อมต้องลงมือสืบสวน

พวกมันย่อมตรวจพบว่า ด่านความรักขั้นสุดท้ายของฉื่อเซียวอุง อาเฮี้ยงเป็นเป้าหมายใช้ทดสอบและคงลงมือไล่ล่าอาเฮี้ยง ซึ่งแม้จะหลบซ่อนตัว ก็มิมีทางรอดพ้น และยามถูกไต่สวน จะแพร่งพรายเรื่องราวออกมา

ดังนั้นซิเล้งหากลงมือสังหารฉื่อเซียวอุง ย่อมต้องฆ่าอาเฮี้ยงด้วย จึงสามารถรักษาความลับได้ สำหรับเรื่องนี้เกี่ยวกับอสูรร้ายผู้หนึ่ง ย่อมกระทำอย่างง่ายดาย แต่ซิเล้งยากจะทำได้

นี่ก็คือเขตแบ่งแยกระหว่างธรรมะกับอธรรม ซิเล้งเป็นวีรบุรุษแห่งยุค ไหนเลยจะเห็นแก่ความปลอดภัยส่วนตัว จนทำร้ายผู้ไร้ความผิดอย่างอาเฮี้ยง

ซิเล้งหลังจากใคร่ครวญ รู้สึกว่าทางนี้ยากจะปฏิบัติจึงได้แต่หันเหหาหนทางอื่น

ยังประเสริฐที่ในยามนี้ ฉื่อเซียวอุงผู้ร้อนรุ่มเพราะอากาศกลับกลายเป็นหนาวเหน็บ จึงลดถอยไปอย่างรวดเร็ว

ซิเล้งกล่าวว่า

“ท่านทราบหรือไม่ว่า ขณะที่ท่านเข้าไปรายงานตัวที่โพรงร้อยอสูร ถูกกลิ่นหอมประหลาดนั้นสยบไว้ ท่านจะบอกเล่าความลับเท่าที่ทราบออกไปหมดสิ้น”

ฉื่อเซียวอุงใจหายวาบ กล่าวว่า

“ข้อนี้ข้าพเจ้ากลับมิได้นึกถึงมาก่อน”

เรือนร่างของนางสั่นสะท้านประกายตาพอเป็นแววอันแตกตื่น จับจ้องมองซิเล้ง นางได้รับการฝึกอบรมมาปฏิกิริยาในใจขั้นแรกก็คิดว่าซิเล้งจะต้องฆ่านาง เป็นการปิดปากเพราะไม่มีหนทางอย่างอื่น

แต่ทว่าจากประกายตาของฝ่ายตรงข้าม มิอาจเสาะพบแววอำมหิตแม้แต่น้อย นางจึงรู้สึกพิศวงคลางแคลง

ซิเล้งกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“พวกเราจะต้องหาหนทางทำให้กลิ่นหอมประหลาดในโพรงร้อยอสูร สูญเสียประสิทธิภาพ อารมณ์ของท่านมิถูกควบคุม ก็จะไม่แพร่งพรายความลับแล้ว”

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“พวกเรามิทราบว่าเป็นกลิ่นหอมประหลาดที่ใช้ควบคุมผู้คนจริงๆ หรือไม่ ยังมีวิธีการต้านทานอันใด?”

โดยสรุปแล้ว ต้องมีหนทางจึงจะถูกต้อง เพราะว่าอาณาจักรอัคคีนี้ ในหลายสิบปีที่ผ่านมา มิเคยมีคนภายนอกล่วงล้ำ เพราะเหตุนี้การจัดสร้างทุกประการ คงไม่ร้ายกาจเท่าใดกอปรกับความเลินเล่อของมัน ย่อมมีช่องว่างฉกฉวยได้”

ฉื่อเซียวอุงพอได้ยินรู้สึกว่ามีเหตุผล ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“หากแม้นในโพรงร้อยอสูรของซาเอี้ยได้ใช้กลิ่นหอมพิกลนั้น ถ้าเช่นนั้นนอกจากมันมีส่วนสัดผิดสามัญ สามารถต่อต้านฤทธิ์ยาตั้งแต่กำเนิด หาไม่แล้ว มันเองก็ต้องใช้ตัวยาป้องกัน”

“วาจานี้ถูกต้องยิ่ง หากแม้นมันเองก็ต้องใช้ตัวยาป้องกัน กลิ่นหอมพิกลนั้นก็คงไม่อบอวลอยู่ทั้งทิวาราตรี”

“นั่นย่อมแน่นอน มันคงรู้สึกรำคาญด้วยอย่าว่าแต่นอกโพรงร้อยอสูร ยังจะมีการเฝ้ารักษาหลายชั้น มิอาจบุกรุกเข้าไป”

ซิเล้งหัวร่อออกมากล่าวว่า

“นี่ก็แสดงว่าโพรงร้อยอสูร มิมีกลิ่นหอมพิกลอยู่ทั้งยามทิวาราตรี เพราะหากแม้นกลิ่นหอมนั้น มีอานุภาพที่ร้ายแรง ทางด้านนอกไยต้องจัดสร้างหน่วยยามเฝ้ารักษาเล่า?”

ทั้งหมดนี้ได้คำนวณจากสภาพการณ์ วิจารณ์กันเป็นเรื่องราว และฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“แม้จะนับว่ากลิ่นหอมพิกลที่มีการกระตุ้นอันเร้นลับนั้น จะใช้ออกเมื่อมีผู้คนเรียกหาเข้าไป แต่ข้าพเจ้าเมื่อต้องไปรายงานตัว ย่อมต้องระมัดระวังด่านนี้แล้ว”

ซิเล้งเริ่มต้นหาหนทางป้องกัน กล่าวอย่างตรึกตรองว่า

“ตามความเห็นของข้าพเจ้า ซาเอี้ยผู้นั้นคงมิระมัดระวังเท่าใด การปล่อยกลิ่นหอมพิกล คาดว่ากระทำเพียงชั่วครู่ ท่านรู้สึกว่าวิชาปิดกลั้นลมหายใจสามารถช่วยให้ผ่านด่านนี้ได้หรืออไม่”

“ข้าพเจ้ามิทราบ”

“ข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องหนึ่งที่มิอาจไม่ระวัง กล่าวคือหลังจากถูกกลิ่นหอมพิกลนั้นแล้ว มีลักษณะผิดปรกติหรือไม่ ท่านตลอดเวลามิทราบเรื่องนี้ จึงสามารถแพร่งพรายออกไปอย่างง่ายดาย”

ฉื่อเซียวอุงกล่าวเบาๆ ว่า

“ยังมีอยู่ข้อหนึ่ง กล่าวคือขณะที่อยู่ร่วมกับมัน เราหากยังมีสติแจ่มใส ก็จะเปิดเผยความรู้สึกที่คลั่งแค้นชิงชังออกไปอย่างลืมตัว”

นางพอกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าความไหวระแวงอยู่ก่อนของซิเล้งหาได้ผิดคาดไม่ และก็ต้องหาทางป้องกันล่วงหน้า

ซิเล้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถอนหายใจกล่าวว่า

“หากแม้นท่านเป็นอิสตรีสามัญ ยังสามารถแสร้งทำเป็นป่วยไข้ แต่ท่านมีรากฐานพลังฝีมือที่ลึกล้ำ ย่อมมิอาจกระทำได้”

ฉื่อเซียวอุงพลันมีสีหน้าลิงโลด กล่าวว่า

“ใช้ได้แล้ว ข้าพเจ้าจะบอกว่ามิอาจอยู่ปรนนิบัติมัน เนื่องจากมีความยุ่งยากประจำตัวอิสตรี”

ซิเล้งพอได้ยินก็เข้าใจได้ แต่ยังต้องหารือเรื่องนี้อย่างละเอียด จึงถามว่า

“ท่านจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามทราบได้อย่างไร?”

“ทุกครั้งก่อนเข้าพบ ข้าพเจ้าปลดเปลื้องอาภรณ์ในห้องที่อยู่ด้านนอก แต่หากความยุ่งยากกรายมา ย่อมมิต้องเปลื้องปลด และซาเอี้ยก็คงเข้าใจได้”

ซิเล้งบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่ง กล่าวว่า

“ท่านมีวิธีการเสาะหาอิสตรีนางหนึ่งไปกับท่านหรือไม่?”

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าสามารถหาสตรีมาทดแทน ตกลงกันตามนี้เลย”

นางได้ถูกลมอันหนาวเหน็บพัดกระหน่ำจนร่างสั่นระริก ซิเล้งมิมีหนทางช่วยให้นางเพิ่มความอบอุ่นทางร่างกาย จึงเริ่มกังวลใจแทนนาง

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“พวกเราได้แต่เสี่ยงอันตรายเดินต่อไปเบื้องหน้า พอผ่านพื้นที่รอบเขตหวงห้ามทางด้านนอกแดนอัคคีใหญ่ ก็จะไม่หนาวเหน็บแล้ว”

นางพลันกระโดดปราดขึ้นมา เคลื่อนไหวโดยมิหยุดยั้งเพื่อรักษาความอบอุ่น และกล่าวกับซิเล้งอีกว่า

“บัดนี้ท่านต้องพูดว่า อึ้งยิ่มพอถูกฤทธิ์ยาในน้ำอิทธิฤทธิ์แล้ว จะกลับกลายเป็นสภาพอย่างไร ภายภาคหน้าท่านต้องลอกเลียนมัน”

ทั้งสองพุ่งปราดเข้าใกล้อึ้งยิ่ม แลเห็นมันนั่งแน่วนิ่งมิเคลื่อนไหว คล้ายดั่งตอไม้ไร้สำนึก

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“อึ้งยิ่ม ลุกขึ้นมา จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย”

สุ้มเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความหมายออกคำสั่ง อึ้งยิ่มก็ปฏิบัติตามทันที

ฉื่อเซียวอุงกล่าวเบาๆ ว่า

“ท่านเห็นแล้วหรือไม่ คราแรกมันสองแขนหักสะบั้นเจ็บปวดสุดจะทนทาน แต่ตัวยาในน้ำอิทธิฤทธิ์พอแผ่ซ่านไปทั่วก็จะมิมีความปวดร้าว คล้ายกับมิเคยหักสะบั้นมาก่อน

บรรดาบ่าวทาสภายใน มิว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด เพียงแต่ดื่มน้ำอิทธิฤทธิ์ก็จะฟื้นฟูเรี่ยวแรง แต่หากหักโหมจนเกินควร ก็จะเสียชีวิตได้ทุกโอกาส”

ซิเล้งผงกศีรษะ กล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นงานของพวกมันทุกวัน ก็คงยากลำบากยิ่งแล้ว”

“นั่นยังลำบากกว่าม้าลาเสียอีก บ่าวทาสหลายร้อยคนในที่นี้ ตลอดทั้งวันต้องผลักดันกงล้อจำนวนมากมิหยุดยั้งทั้งเช้าค่ำ กงล้อเหล่านั้นมีฟันเลื่อยเชื่อมติดต่อกัน จึงเคลื่อนไหวโดยมิหยุดชะงัก พวกเรามิทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด”

“ข้าพเจ้าก็ฟังไม่เข้าใจ แต่ขอเพียงได้ดูสภาพแท้จริง และถามไถ่บุคคลหนึ่ง ย่อมต้องรับทราบความลับภายใน ข้าพเจ้าต้องการทราบท่านอาศัยสิ่งใดไปกระตุ้นบงการอึ้งยิ่ม?”

ฉื่อเซียวอุง กล่าวว่า

“ขอเพียงแต่ในน้ำเสียงมีความหมายออกคำสั่งก็ใช้ได้แล้ว บรรดาผู้คนที่ดื่มน้ำอิทธิฤทธิ์ มันสมองจะเสื่อมสลายไป ไม่รู้จักขบคิด เพียงแต่รับคำสั่ง”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นขณะที่ข้าพเจ้าปลอมแปลงเป็นบ่าวทาส มีว่าผู้ใดใช้น้ำเสียงที่ออกคำสั่งบงการ ข้าพเจ้าล้วนต้องไปกระทำ ใช่หรือไม่?”

ฉื่อเซียวอุงมีสีหน้าปรากฏแวววิตกกังวลกล่าวว่า

“ถูกแล้ว สำหรับข้อนี้ ข้าพเจ้าห่วงใยกังวลที่สุด”

“พวกเราเดินทางไป พลางสนทนาไปพลางเถอะ ความจริงท่านมีอันใดต้องห่วงใยเล่า?”

“ข้าพเจ้ามิได้กังวลท่านในข้ออื่น สมมุติว่าท่านยามวิกาลลอบหลบหนีไป จะไม่มีผู้คนสืบสวน เพราะว่าเขตนั้นมีหลุมบ่อมากมาย มักมีบ่าวทาสร่วงหล่นลงไป ท่านหากคิดหลบหนีก็เป็นเรื่องธรรมดา”

ซิเล้งพอได้ยิน จึงกล่าวว่า

“ท่านเมื่อกล่าวเช่นนี้ กลับแสดงว่าท่านห่วงใยตัวข้าพเจ้าขณะที่ทำงานอยู่ แต่ร่างกายของข้าพเจ้านับได้ว่าเข้มแข็ง หากลำบากบ้างก็มิเป็นไร”

“ท่านเป็นวีรบุรุษประจำยุค พลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด การงานเหล่านั้นแม้ลำบาก ก็มิอาจโค่นท่านล้มลง ข้าพเจ้าหวั่นวิตกในเรื่องราวสองประการ”

“สองประการอันใด?”

ฉื่อเซียวอุงเร่งฝีเท้าขึ้น หาได้ตอบคำในบัดดล

ซิเล้งอดรนทนรอ ชั่วครู่ให้หลัง ฉื่อเซียวอุงจึงกล่าวว่า

“ข้อแรกในด้านอาหารการกิน ท่านมิอาจใช้เรี่ยวแรงตลอดทั้งวัน โดยมิดื่มน้ำไม่รับประทานอาหารกระมัง?”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าเคยไม่ดื่มไม่กินเป็นเวลาหลายเดือน แต่นั่นอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เสื่อมสูญเรี่ยวแรง จึงดำรงอยู่ได้ เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าหากทนทานหนึ่งหรือสองวันก็มิเป็นปัญหา หากเนิ่นนานคงกระทำมิได้”

“ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าในเวลาค่ำคืน จะพยายามหาน้ำและอาหารมาให้ท่าน”

“สำหรับข้อที่สองเล่า?”

ฉื่อเซียวอุงกล่าวว่า

“ข้อที่สองรู้สึกยากลำบากยิ่งขึ้น ท่านคงทราบว่าในเขตแดนอัคคีใหญ่ มีอิสตรีอยู่มากมาย และผู้มีศักดิ์ศรีเช่นข้าพเจ้าก็มีสิบถึงยี่สิบคน ยังมีบางคนที่ศักดิ์ศรีพิเศษกว่า เนื่องจากเป็นผู้ที่ท่านประมุขเฒ่าให้ความอุปการะ”

“พวกนางจะทำอย่างไร?”

“สตรีในความอุปการะของท่านประมุขเฒ่า มิใคร่ชมชอบพวกบ่าวทาส แต่หากถูกชมชอบก็จะยุ่งยากยิ่ง และบุรุษเพศใดหากมีความสัมพันธ์กับพวกนางแล้ว จะสูญเสียชีวิตไป”

ซิเล้งใจสะท้านหวั่นไหว กล่าวว่า

“นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

“มิมีผู้ใดทราบเลย อิสตรีในความอุปการะของท่านประมุขเฒ่า ทุกนวลนางล้วนงดงามหยาดเยิ้ม แต่ก็เปรียบประดุจอสรพิษทุกผู้คนล้วนหวาดหวั่นพรั่นพรึง!

“ถ้าเช่นนั้นผู้ที่มีศักดิ์ศรีเช่นอึ้งยิ่ม หากถูกพวกนางชมชอบเข้า ก็จะเป็นอย่างไร?”

ฉื่อเซียวอุง กล่าวว่า

“นี่ก็มิอาจทราบได้ เพราะยังไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น ข้าพเจ้าเพียงทราบว่านางพอต้องการมีบุรุษเพศ ซาเอี้ยย่อมจัดส่งผู้ที่เหมาะสมไปให้สตรีในความอุปการะของท่านประมุขเฒ่าเหล่านั้น”

นางหยุดอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวสืบไปว่า

“แต่อิสตรีที่อยู่ประจำในแดนอัคคีใหญ่ ก็แตกต่างไปแล้วพวกนางขณะพบพานบ่าวทาสที่มาใหม่ ต่างรู้สึกกระตือรือร้น เพราะบ่าวทาสที่เพิ่งมา นอกจากไม่มีมันสมองแล้ว ทางด้านอื่นล้วนประเสริฐ”

ซิเล้งผงกศีรษะ กล่าวว่า

“หากแม้นมีสถานการณ์เช่นนั้นอุบัติขึ้น ข้าพเจ้าได้แต่จัดการต้านรับ”

น้ำเสียงของตนแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวผิดสามัญ ทำให้ผู้รับฟังรู้สึกว่า ตนกำลังปฏิบัติงานชนิดหนึ่ง ซึ่งมุ่งหวังให้สำเร็จลุล่วง แม้จะต้องเสียสละตัวเอง ก็ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง

ฉื่อเซียวอุงรู้สึกว่า บุรุษหนุ่มที่สง่างามและมีความสามารถผู้นี้ผิดแผกจากสามัญชน มิว่าจะมีภยันตรายหรือด่านอุปสรรค ก็มิมีทางสกัดขัดขวางได้

ในใจของนางเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใสกล่าวว่า

“สำหรับข้อนี้ ข้าพเจ้าอาจยังจะช่วยเหลือท่านได้ แต่หากถึงขั้นอับจนปัญญา ท่านโปรดอย่าโทษว่าข้าพเจ้า”

“ท่านยินยอช่วยเหลือข้าพเจ้า จนถึงกับเสี่ยงอันตรายข้าพเจ้าย่อม ตื้นตันใจยิ่ง ไหนเลยจะกล้าโทษว่าท่าน ข้าพเจ้าหากจากไปแล้ว ท่านก็ต้องถนอมตัวรอจนข้าพเจ้าทำการกวาดล้างอาณาจักรนี้ ท่านก็สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว”

สีหน้าและซุ้มเสียงอันจริงจังของซิเล้ง ทำให้ผู้คนมิอาจไม่เชื่อถือ

ฉื่อเซียวอุง ระบายลมหายใจออกมา คล้ายดั่งรู้สึกปลอดโปร่งใจขึ้นอีกมามายนัก กล่าวว่า

“อา มีบุคคลหนึ่งที่ไว้วางใจเชื่อถือได้ นั่นเป็นเรื่องที่น่าปลอดโปร่งใจอย่างยิ่ง!”

ซิเล้งมิได้สอดคำ แต่รู้สึกว่าอุณหภูมิของที่นี้มิใคร่หนาวเหน็บแล้ว

ฉื่อเซียวอุงกล่าวอีกว่า

“ในใจของข้าพเจ้าเมื่อกาลก่อน มีแต่ความอ้างว้าง ไม่มีผู้ใดที่ไว้วางใจได้ แม้จะเป็นพี่น้องที่สนิทสนมกัน แต่พอถึงบั้นปลายก็อดมีโศกนาฏกรรมมิได้”

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here