๖๓
♦ อาณาเขตปิศาจ ♦
……………

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

            “พวกนางมิเพียงแต่มีส่วนสัดเลิศล้ำ ยังมีประสบการณ์ช่ำชอง รับรองว่าท่านจะหวนรำลึกถึงโดยมิรู้คลาย รอจนท่านฝึกฝีมือสำเร็จ ในเขตอาณาจักรของเรา ผู้ที่เป็นอิสตรีท่านพอพบพานล้วนสามารถครอบครอง”

            พั่งกงจื้อกล่าวว่า

“ในเขตอาณาจักรพวกเรา มีผู้คนมากมายนักหรือ?”

“มิผิด เขตแดนของเรากว้างขวางยิ่ง ในระหว่างแดนอัคคีใหญ่กับขุมนรกอัคคีเพลิง มีตัวเมืองแห่งหนึ่งประชาชนอาศัยอยู่หมื่นกว่าหลังคาเรือน มีการติดต่อซื้อขายเช่นดั่งภายนอกคนเหล่านั้นมาจากทุกถิ่นฐานทั่วประเทศ เผ่าพันธุ์สับสนยิ่งทุกๆ ปีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเสมอ และยังมีการขนนำผู้คนมาจากภายนอกอยู่เสมอ”

“นี่นับว่ายิ่งรับฟังยิ่งพิสดาร ตัวเมืองแห่งนั้นมีชื่อเรียกหาหรือไม่?”

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“ภายในตัวเมืองนั้น มีพฤติการณ์ที่ชั่วร้ายอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเรียกเป็นจ่วยอั๊กเซี้ย (เมืองมหาชั่วร้าย) เนื่องจากรอบบริเวณล้วนเป็นหน้าผาอันตราย มีทางเดินเพียงสายเดียว ดังนั้นการเข้าออกของทุกผู้คนล้วนถูกควบคุม

หากมิได้รับคำสั่งจากเจ้าครองเมือง ก็ไม่ให้จากไป มิว่านักโทษที่มีความสามารถสักปานใด ก็มิมีหนทางออกไปได้

ในที่นั้นมีการงานทั้งไถนา ใช้แรงงาน เปิดร้านรวง บ่อนการพนัน ซ่องคณิกาครบครัน อากาศก็อบอุ่นยิ่ง นับว่าเป็นแดนสวรรค์ในโลกมนุษย์”

พั่งกงจื้อกล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“นั่นนับว่าประเสริฐมาก ทุกผู้คนย่อมต้องคิดเป็นเจ้าครองเมืองนั้น…อ้อ ชายชู้หญิงชั่วคู่นั้นออกมาแล้ว”

“ท่านลองคำนวณดูผลสุดท้าย จากนั้นก็คอยชมเหตุการณ์ต่อไป”

ชั่วครู่ให้หลังพั่งกงจื้อก็กล่าวว่า

“ที่แท้ฝ่ายสามีฉวยโอกาสที่ชายชู้หลับใหลไป ใช้ก้อนหินกดกระแทกฝ่ายตรงข้ามจนเสียชีวิต”

“อือม์ บัดนี้บริวารซึ่งกระทำความผิดในอาณาจักรเราจำนวนหลายคน ก็จะส่งน้ำไป และกลบฝั่งซากศพด้วย ในคำสั่งระบุให้พวกมันนำสตรีที่สามีนางถูกฆ่าทิ้งกลับมา ผู้ใดกระทำงานนี้สำเร็จก็จะได้รับการอภัยโทษ ทั้งยังสามารถยึดครองสตรีนางนั้น”

“พฤติการณ์นี้มีความลำบากอันใดเล่า?”

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“พวกมันแม้ไปอย่างมีการเตรียมตัว และดื่มน้ำเย็นจำนวนมากค่อยกล้าเคลื่อนไหว แต่พอเหยียบย่างสู่พื้นหินแถบนั้นก็จะถูกความร้อนระอุคุกคาม ดังนั้นพวกมันจึงปฏิบัติการณ์อย่างรวดเร็ว

พร้อมกับนั้น สตรีเหล่านั้นก็เป็นการคุกคามอย่างหนึ่งต้องระงับเพลิงปรารถนาเผาผลาญ หากข้องแวะกับสตรีนางใด ก็จะกลายเป็นหนึ่งในเหล่าบุรุษเพศพวกนั้น”

มันกล่าวสรุปท้ายว่า

“ท่านได้เห็นเรื่องที่น่าดูแล้ว สามารถรู้สำนึกถึงเหตุผลอันใดหรือไม่?”

พั่งกงจื้อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“ศิษย์มีภูมิปฏิภาณโง่เขลา หาทราบความลึกล้ำไม่”

“ท่านย่อมไม่อาจทราบได้ เนื่องจากนามองของท่านถูกเพลิงปรารถนาครอบงำ ซึ่งเป็นข้อห้ามเวลาฝึกปรือฝีมืออันยอดเยี่ยม หากประสบเคราะห์ร้ายแรง เวลามีอสูรทุกชนิดจู่โจมกระแสจิต ท่านอาจจะเสียชีวิตไป”

“ท่านผู้ฝึกสอนอบรมได้ถูกต้อง ศิษย์ขอรับรองว่า จะพยายามจนประสบความสำเร็จ”

“ประเสริฐมาก บัดนี้พวกเราเริ่มต้นกันเถอะ”

มันตบโต๊ะเป็นสัญญาณ ก็มีสตรีเสื้อขาวสี่นางเข้ามาหนึ่งในสี่เพิ่มเติมมาใหม่ พวกนางดึงกระบี่สั้นออกมาตามคำสั่ง ยืนเรียงรายอยู่หน้าเตียงของพั่งกงจื้อ

ซิเล้งใช้ความพยายามขบคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง กล่าวคือ พั่งกงจื้อไยต้องใช้กระบี่ทำร้ายตัวเอง ทั้งยังสังหารสตรีเสื้อขาวนางหนึ่งด้วย?

ตนขบคิดใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ พลันเข้าใจคำนึงว่า

“…ใช่แล้ว พั่งกงจื้อนี้มีสันดานอันป่าเถื่อน ดังนั้นมันพอมีการทดสอบ ความป่าเถื่อนนั้นก็คั่งค้างอยู่ในจิตใจอย่างมากมาย หากไม่หาทางระบายออก ก็ยากที่จะอยู่อย่างปรกติ…”

ตนเบิ่งตาจนกลมกว้าง ลอบสังเกตสภาพการณ์ภายในห้อง แลเห็นพั่งกงจื้อได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กทุกประการ ชั่วครู่ก็สู่ขั้นสงบ

ซิเล้งพบว่าพั่งกงจื้อนี้ ด้านภูมิปฏิภาณนับเป็นผู้สูงเยี่ยม แต่ตนจำต้องหาหนทางทำลายทิ้ง หาไม่แล้ว มันพอฝึกปรือวิชาสำเร็จ ในใต้หล้าก็จะเพิ่มอสูรร้ายที่น่าพรั่นพรึงผู้หนึ่ง

ตนรู้สึกว่าการมาครั้งนี้ได้ผลรับมิน้อย เนื่องจากตนสามารถสืบทราบเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาณาจักรอัคคีมากมาย และล่วงรู้สึกว่าในสังกัดอลัชชีโลกันตร์มีผู้ฝึกปรือวิชาหัตถ์เทพยดาไร้เทียมทานอย่างน้อยสองคน

ชั่วครู่ให้หลัง ลมหายใจของพั่งกงจื้อค่อยๆ หนักหน่วงรุนแรง แล้วพลันปรับเป็นยาวนานสม่ำเสมอตามปรกติ

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กมีท่าทีสังเกตสนใจอย่างยิ่ง ระยะแม้อยู่ห่าง แต่มันก็แสดงทีท่าสูญเสียเรี่ยวแรง

ซิเล้งจับตาดูอย่างเงียบงัน จนทราบว่าผู้ดูแลแซ่ม๊กมิเพียงแต่ได้แนะนำอธิบายเคล็ดต่างๆ นานา ยังผนึกพลังลอบช่วยเหลือ แน่นอน นี่เป็นเรื่องในด้านจิตสำนึก

ชั่วครู่ต่อมา ลมหายใจของพั่งกงจื้อก็หนักหน่วงขึ้นมาอีก ซิเล้งยังเหลือบพบว่า แม้แต่ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กก็มีลักษณะเสียเรี่ยวแรงอย่างยิ่งยวด

ในยามนั้นตนพลันบังเกิดปฏิภาณวูบหนึ่ง ผนึกกำลังขึ้น ใช้วิธีการถ่ายทอดเสียงทางลมปราณ ส่งเสียงร้องอย่างเกรี้ยวกราดอยู่ที่ข้างหูของพั่นกงจื้อ!

พั่งกงจื้อได้รับความตื่นตระหนกจนเรือนร่างกระดอนขึ้นสูงเชี๊ยะ แล้วค่อยกระแทกลงบนพื้นดิน แขนขาแข็งทื่อมิเคลื่อนไหว ใบหน้ากลับกลายเป็นม่วงคล้ำ

สตรีเสื้อขาวสี่นางนั้นใจสะท้านหวั่นไหว แต่จดจำบทเรียนเมื่อครู่นี้ได้ มิว่าผู้ใดก็ไม่กล้ายื่นมือไปประคองมัน

พั่งกงจื้อนอนแข็งทื่ออยู่บนพื้นดินเป็นเวลานาน สตรีเสื้อขาวนางหนึ่งพลันเบือนศีรษะมองไป แลเห็นผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กดวงตาเบิกค้าง คล้ายกับเป็นรูปสลักจากตอไม้

พวกนางย่อมมิทราบว่า เนื่องจากกระแสจิตของพั่งกงจื้อ พลันได้รับการรบกวนอย่างรุนแรง ถึงกับไฟธาตุแตกทุพพลภาพไป!

และผู้ฝึกสอนแซ่ม๊ก เพราะกำลังทุ่มเทพลังเข้าช่วยเหลือก็ถูกอสูรเร้นลับรุกราน ทำให้สมาธิปั่นป่วน และไม่สามารถทุเลาเป็นปรกติชั่วชีวิต

ซิเล้งรอคอยอยู่ตลอดเวลา แลเห็นสตรีเสื้อขาวตลอดเวลาล้วนไม่ไปประคองพั่งกงจื้อ จึงลอบปลาบปลื้มประโลมใจคำนึงว่า

“…นี่เรียกว่าสร้างกรรมก็ถูกกรรมตามสนอง หากแม้นท่าน คราแรกไม่โหดเหี้ยมทารุณต่อสตรีเสื้อขาว อิสตรีเหล่านี้ก็จะหามท่านขึ้นเตียง อาจจะมีความหวังรักษาได้…”

ตนมิคิดไปช่วยเหลือสามีภรรยาที่แดนอัคคีน้อยนั้น เนื่องจากพวกมันเคยเป็นบริวารอันชั่วร้ายของอลัชชีโลกันตร์ สมควรมีบั้นปลายอันทารุณเช่นนี้

ซิเล้งจากมาอย่างเงียบงัน คำนวณตำแหน่งทิศทาง มุ่งหน้าเดินทางต่อไป ในอาณาเขตแถบนี้ มีบริเวณกว้างขวาง ตนผ่านเทือกเขามาหลายลูก ท้องฟ้าก็มืดค่ำลงโดยมิรู้สึกตัว

ดังนั้น จึงฉวยโอกาสที่ฟ้ายังมิทันมืดสนิท เสาะหาโพรงหินแห่งหนึ่ง พักอาศัยสักหนึ่งคืน

ซิเล้งหาได้อยู่นิ่งเฉย ล้วนหยิบแผนที่และดินสอวาดเส้นทางที่ผ่านมาโดยละเอียด และบันทึกเรื่องราวที่มีส่วนเกี่ยวข้องเอาไว้

ค่ำคืนนี้ สองหูได้ยินสำเนียงขู่คำรามอันพิสดารมากมายหลายหลาก บ้างถึงกับอยู่ที่ละแวกใกล้เคียง

ซิเล้งแอบดูอยู่ที่โพรงหิน บางครั้งแลเห็นเงาดำมหึมาพุ่งผ่านไป บางครั้งเห็นแต่ดวงตาโตสีเขียวปัด ทอประกายเรืองรองอยู่ในความมืด

ตนยึดมั่นในคำ ระมัดระวัง ตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปสืบเสาะดู

แต่ทว่าสุ้มเสียงที่น่าหวาดหวั่นเหล่านั้น รบกวนจนตนไม่อาจหลับใหล ตลอดทั้งคืนมือกุมด้ามกระบี่เตรียมเผชิญกับเหตุการณ์

จวบจนรุ่งสางสว่าง ซิเล้งจึงพริ้มตาผนึกพลังปล่อยให้สมาธิได้รับการพักผ่อน

ยังประเสริฐที่ตนมีพลังการฝึกปรืออันลึกล้ำ แม้จะอดหลับอดนอนติดต่อกันสามหรือห้าวัน ก็ไม่เป็นปัญหา

ดังนั้นซิเล้งจึงเดินทางต่อไปโดยมิหยุดยั้ง เดินอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยาม แสงอาทิตย์เริ่มทำให้ผู้คนรู้สึกร้อนอบอ้าว ตนชะงักเท้าอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง สำรวจดูสภาพรอบบริเวณ

แลเห็นทำเลเบื้องหน้ายังคงสูงต่ำสลับซับซ้อน แต่ที่ผิดปรกติก็คือรายทางที่ผ่านมา ต้นไม้รกครึ้ม หากทว่ารายทางเบื้องหน้า ค่อยๆ กลับกลายเป็นเหลืองซีด แสดงว่าแห้งแล้งกันดาร

ซิเล้ง ค้นหาร่อยรอยผิดปรกติอย่างระมัดระวัง คำนึงว่า

“…นี่ย่อมต้องใกล้อาณาเขตแห่งหนึ่ง สมมุติว่าเป็นแดนอัคคีใหญ่ หรือขุมนรกอัคคีเพลิง ซึ่งอาณาเขตเหล่านั้นย่อมร้อนรุ่มทารุณ แม้แต่ต้นหญ้าก็ไม่งอกเงย…”

ตนได้พบเห็นว่า ทางทิศเหนือมียอดเขาลูกหนึ่ง แม้จะโล่งเตียนไม่มีต้นไม้ใดๆ แต่มีชะง่อนผาเกลื่อนกลาด สามารถใช้หลบซ่อนกาย พร้อมกับนั้นทำเลก็สูงสุด สามารถเห็นภูมิประเทศได้กว้างขวางขึ้น

แต่จากที่นี้ไปถึงยอดเขาลูกนั้น มีระยะห่างแปดถึงสิบลี้ หากเดินตรงย่อมใกล้ยิ่ง แต่ถ้าคิดอ้อมเป็นวงก็ต้องรอนแรมเป็นระยะทางร้อยลี้

ตนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกจิตใจกระสับกระส่าย ใคร่อยากจะมุ่งตรงไป ไม่จำเป็นต้องอ้อมเป็นวง

แต่ยังประเสริฐที่วิชาซึ่งซิเล้งฝึกปรือคือวิชาพลังจิตที่ทั่วใต้หล้าไร้เทียมทาน สัญชาตญาณพลันรู้สึกว่ามิถูกต้อง จึงรีบพิงร่างกับต้นไม้ พริ้มตาพักผ่อน ผนึกพลังจิตขึ้น

ชั่วครู่ต่อมา จิตสำนึกก็กระจ่างแจ่มใส อารมณ์ร้อนรุ่มปลาสนาการไป ขณะนั้นเอง พลันได้ยินทางซ้ายมือที่ห่างไกล แว่วเสียงฝีเท้าดังมา

ซิเล้งลอบชมเชยวาสนาของตัวเอง คำนึงว่า

“…ฝีเท้านั้นแผ่วเบายิ่งนัก แสดงว่าย่อมต้องเป็นผู้มีพลังฝีมือ หากแม้นเราไม่ผนึกพลัง จิตสำนึกคืนสู่ความแจ่มใส ก็คงไม่อาจค้นพบเสียงฝีเท้านั้นแล้ว…”

ขณะขบคิดอยู่ ร่างได้พลิกพุ่งปราดขึ้นบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว ปีนป่ายสู่เบื้องสูงอย่างระมัดระวัง มองไปยังทิศทางต้นเสียง

พอเหลือบมองก็รู้สึกตื่นเต้นสงสัย ที่แท้ดรุณีเสื้อเขียวนางหนึ่ง เดินเหินเข้ามาอย่างแช่มช้า

ในยามนี้มาตรแม้นเพียงเห็นแต่ด้านข้างของนาง แต่วงพักตร์นั้นงดงามยิ่งนัก ผิวกายขาวละเอียดอ่อน กอปรกับท่าทีที่สงบนุ่มนวล ทำให้ผู้คนรู้สึกว่านางคล้ายดั่งเทพธิดาผู้สูงส่งจุติลงมา

ซิเล้งแทบจะส่งเสียงทักทาย เรียกให้นางอย่าเที่ยวเดินจนวุ่นวาย แต่ยังข่มกลั้นตัวเองได้ มองผ่านร่องใบไม้สังเกตดูอย่างสงบ

ต่อจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีก ปรากฏบุคคลหนึ่งเดินติดตามมาอย่างเร่งรีบ เห็นเป็นบุรุษหนุ่มที่คมคายสง่างามศีรษะมีเหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก

มันพอแลเห็นเงาหลังของดรุณีชุดเขียวนางนั้น ก็ส่งเสียงร้องอย่างลนลานว่า

“อุงโกวเนี้ย อย่าได้ไป ข้าพเจ้าวิงวอนท่าน”

ดรุณีชุดเขียวชะงักฝีเท้าลง เบือนสายตากลับไป แย้มยิ้มกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“เรื่องอันใด?”

บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งหอบหายใจ ได้กล่าวว่า

“อุงโกวเนี้ย ในที่นั้นไปมิได้”

“เพราะเหตุใดเล่า?”

“เนื่องจากที่นี้เป็นเขตหวงห้าม ผู้พลัดหลงเข้าไปไม่มีทางกลับออกมา ความจริงแม้แต่ที่นี้ก็มีอันตรายยิ่ง ทางที่ประเสริฐพวกเรารีบกลับเข้าไปในเมืองเถอะ”

อุงโกวเนี้ยกล่าวว่า

“แต่ข้าพเจ้าได้ยินว่า ที่นั้นมีสถานที่อันประเสริฐอยู่แห่งหนึ่ง ปรากฏเทพยดาเร้นกายอยู่ หากสามารถพบพานวิงวอนให้รับเป็นศิษย์ก็จะอยู่ยงไม่ชราภาพ”

“ท่านได้ยินผู้ใดว่ากัน?”

“ท่านมิต้องถามไถ่ โดยสรุปแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องไปดูจนทราบชัด”

นางพลันแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า

“อาเฮี้ยง ท่านมิต้องกังวลแทนข้าพเจ้า ท่านยินยอมติดตามมาถึงที่นี้ ข้าพเจ้าก็ตื้นตันใจยิ่งแล้ว”

นางพลันหันโถมเข้าไปในอ้อมอกของฝ่ายตรงข้าม ส่งริมฝีปากที่แดงระเรื่อขึ้นไป

อาเฮี้ยงโอบกอดนางอย่างแนบแน่น ริมฝีปากทั้งสี่ข้างได้สัมผัสกันด้วยอารมณ์ที่เคลิบเคลิ้ม

ซิเล้งแลเห็นเช่นนั้น ก็อดมีจิตใจปั่นป่วนมิได้ ควรทราบว่าตนเป็นผู้มีประสบการณ์อันกว้างขวาง ผิดแผกจากสามัญชน ดังนั้นหากพบพานหนุ่มสาวคู่หนึ่ง มีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้งก็จะมีความรู้สึกพลุ่งพล่าน

อาเฮี้ยงพลัน กล่าวว่า

“อา ข้าพเจ้าร้อนรุ่มแทบตายแล้ว”

อุงโกวเนี้ยส่งเสียงกล่าวว่า

“อาเฮี้ยงรับทราบมาว่าทางเบื้องหน้ายังร้อนกว่านี้อีก ข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กก็ไม่เกรงกลัวความร้อน แต่ท่านใช้มิได้ ท่านกลับไปในเมืองเถอะ”

“ท่านเมื่อไม่กลัวความร้อน ข้าพเจ้าก็มิเกรงกลัว หากแม้นปล่อยให้ท่านไปเพียงลำพัง ข้าพเจ้าจะวางใจได้อย่างไร?”

อุงโกวเนี้ยยังต้องการให้อาเฮี้ยงกลับไป ยามนั้นนางพลันหันศีรษะมา

ซิเล้งได้ระแวดระวังอยู่ก่อน จึงผนึกพลังเทพยดาย่อร่างกายจนเล็กลงมากมาย ประจวบเหมาะกับเบียดเสียดเข้าไปในกิ่งไม้

ตนเห็นอย่างชัดเจนถึงเค้าหน้าของโกวเนี้ย พบว่านางมีความงดงามสะคราญ แม้อยู่ท่ามกลางความร้อนอบอ้าว ก็ยังมิสูญเสียบุคลิกอันสูงสง่าของนาง

บุคลิกลักษณะเช่นนั้น แม้กระทั่งซิเล้งก็บังเกิดความรู้สึกนิยมชมชอบมิดได้ ยังประเสริฐที่เมื่อครู่นี้มีลางสังหรณ์ระแวดระวัง จึงสามารถรักษาความสงบเยือกเย็น

และแล้วซิเล้งได้เบือนศีรษะมองไปอีกด้านหนึ่ง ก็แลเห็นสตรีอัปลักษณ์นางหนึ่ง ยืนหยัดอยู่หลังพุ่มไม้

สตรีกลางคนนั้น คล้ายดั่งมีความชมชอบในคำสนทนาระหว่างหนุ่มสาวคู่นี้ จึงเงี่ยหูรับฟัง และบนใบหน้าที่อัปลักษณ์แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่ประสงค์ร้าย

อุงโกวเนี้ยกล่าวกับอาเฮี้ยงว่า นางจะเสาะหาที่สงบแห่งหนึ่ง ช่วงเวลานั้น สตรีอัปลักษณ์ก็ล้วงหยิบเอาห่อเล็กๆ ห่อหนึ่งจากอกเสื้อ โรยลงบนพื้นดินด้านหลัง จากนั้นก็ยืนก้มศีรษะแสดงท่วงท่าอันนอบน้อม

อุงโกวเนี้ยเดินตรงเข้ามาหา หยุดชะงักเท้าอยู่ข้างพงไม้จับจ้องสตรีอัปลักษณ์นั้น ดวงตาทอประกายไม่พอใจ

ในยามนี้ซิเล้งพลันรู้สึกสำนึกได้ว่า อุงโกวเนี้ยนี้คงเป็นผู้ทรงฝีมือในสถาบันอำมหิต หาไม่แล้วไหนเลยจะปรากฏกายมาในอาณาจักรอัคคีอย่างปลอดโปร่งสบายได้?

แต่ทว่านางกับสตรีอัปลักษณ์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างไร และอาเฮี้ยงไฉนจึงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย หากแม้นอาเฮี้ยงเดินต่อไปเบื้องหน้า จะประสบชะตากรรมอันใด?

ปัญหาเหล่านี้ ซิเล้งย่อมไม่อาจหยั่งคาดสันนิษฐาน แต่ตนทราบดีว่าสตรีอัปลักษณ์นั้น ได้โรยยาพิษอยู่บนพื้นดินด้านหลัง เพียงมิทราบว่านางลงมือไปไยกัน

อุงโกวเนี้ยขณะนี้อยู่ห่างจากอาเฮี้ยงประมาณสามสี่วา ซึ่งหากเป็นโสตประสาทของคนธรรมดา ก็ไม่ได้ยินสุ้มเสียงทางด้านนี้ อุงโกวเนี้ยพลันกล่าวว่า

“ท่านติดตามมาไยกัน?”

สตรีอัปลักษณ์กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า

“เราเกรงว่าท่านมีคำใช้สอยอันใด จึงติดตามมา”

“มิต้องวุ่นวาย ท่านกลับไปเถอะ”

“อือม์ พวกเราในหมู่พี่น้อง ท่านเลื่อนศักดิ์ฐานะมีศักดิ์ศรีสูงส่งเร็วที่สุด ยังจำได้ว่าคราแรกพวกเรามีอยู่สิบสองคนที่ร่วมฝึกปรือฝีมือ”

อุงโกวเนี้ยกล่าวสอดคำว่า

“นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อน พาดพิงถึงไปไย?”

ซิเล้งคำนึงอย่างสงสัยใจว่า

“…คำนวณจากอายุของนาง สิบกว่าปีก่อนไยมิใช่เพียงสองสามขวบ? หากจะว่าสตรีกลางคนอัปลักษณ์นั้น สิบกว่าปีก่อนเริ่มฝึกฝีมือ ยังสอดคล้องอยู่บ้าง…”

สตรีอัปลักษณ์นั้นพลันมีปฏิกิริยาแข็งกระด้างขึ้นมา ในดวงตาสามเหลี่ยมสาดประกายอันดุร้ายกล่าวว่า

“เราขอน้อมเตือนท่านสักคำ แม้ว่าหลายปีนี้ เรามีศักดิ์เป็นบ่าวทาส ทุกเรื่องราวต้องเชื่อฟังท่าน แต่ขณะนี้ท่านมีความผิด เราสามารถยึดมั่นไว้ ดังนั้นท่านขอให้เกรงใจต่อเราบ้าง เฮอะ ท่านความจริงเป็นเพียงทารกที่กำเนิดออกมาโดยมิทราบว่าบิดาเป็นใคร อย่าได้แสดงท่าทีสูงสง่าต่อหน้าเราเลย”

ซิเล้งคาดคำนวณว่า วาจาเหล่านี้ย่อมต้องกระตุ้นโทสะของอุงโกวเนี้ยนางนั้น มิน่าเล่าสตรีอัปลักษณ์ จึงลอบลงมือก่อนเพียงสงสัยในข้อนี้ว่า นางไฉนไม่โรยอยู่เบื้องหน้า กลับโรยอยู่ด้านหลัง

ปฏิกิริยาของอุงโกวเนี้ย นอกเหนือความคาดหมายของซิเล้ง แลเห็นนางยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า

“วาจาของท่านอยุติธรรมเกินไป ลองถามดูหลายปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเคยแสดงอำนาจต่อท่านหรือพวกเราทั้งขบวน?”

สตรีอัปลักษณ์ก็อ่อนข้อลง กล่าวว่า

“แม้เป็นเช่นนั้น แต่ท่านสมควรช่วยให้พวกเราเลื่อนยศขึ้น แทนที่จะปล่อยให้พวกเราต้องคอยคุมงานอยู่ทางด้านนอกอย่างลำบากยากแค้น”

“ท่านคิดจะโยกย้ายไปแผนกใดเล่า?”

“เรามิต้องการอยู่ทางด้านนอก เพราะที่นั่นเท่ากับไม่มีบุรุษเพศ ท่านย่อมทราบดีว่า บุรุษเหล่านั้นหลังจากทำงานหนักใต้เปลวแดดตลอดวัน ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่ ไม่อาจเรียกหามาตักตวงความสุขเลย”

อุงโกวเนี้ยกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ากลับมิได้คิดถึงเรื่องนี้ มิผิด ท่านคราแรกก็ไม่อาจผ่านด่านราคะ จึงถูกคัดออกมา ตกลงแม้นท่านไม่มีเรื่องอื่น ก็กลับไปเถอะ”

“ขอถามว่าท่านจะไม่ปล่อยปละทารกผู้นั้นกระมัง?”

“อันงานเช่นนี้ ข้าพเจ้าทุกเดือนต้องกระทำครั้งหนึ่ง ย่อมไม่อาจปล่อยปละมัน ท่านย่อมเข้าใจดีว่า ข้าพเจ้าใช้วิธีการจะจับแต่แสร้งปล่อย ปากเตือนให้มันกลับไป แต่ความจริงทำให้มันมิอาจไปติดตามมา”

ซิเล้งขบคิดดูรู้สึกว่ามิผิด พลันบังเกิดความเดือดดาลขึ้นมา นี่เป็นความขุ่นเคืองซึ่งเกิดจากนิสัยใจคออันสัตย์ซื่อถือธรรมะ และกลับทำให้สติแจ่มใสคำนึงว่า

“…ร้ายกาจ ร้ายกาจนัก ดินแดนร้อนระอุแถบนี้ มีพลังอันเร้นลับยิ่งกว่าแดนอัคคีเล็กนั่นอีก มิน่าเล่าเมื่อครู่นี้ เรากลับมีความรู้สึกนิยมชมชอบดรุณีนางนั้น…”

ตนพอรู้ซึ้งสำนึก ก็แตกตื่นตระหนกยิ่ง รีบผนึกพลังจิตสองสุดยอด รักษาส่วนสมองให้แจ่มใส

กลับได้ยินสตรีอัปลักษณ์นั้นกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น อุงโกวเนี้ยก็ประทานทารกนี้ให้กับเราเถอะ มิว่าอย่างไร ผู้คนภายในเมืองมีมากมาย แต่ตำแหน่งของเราต่ำต้อย ไม่อาจเหยียบย่างเข้าไป แต่ท่านสามารถเข้าเมืองตามสะดวก ล่อลวงอีกคนหนึ่งมาจนสำเร็จหน้าที่”

“เรื่องนี้เกรงว่ากระทำมิได้”

“อุงโกวเนี้ย เรื่องนี้แล้วแต่ท่าน เราจะกลับไปรายงาน เรื่องที่พบตามความสัตย์ ซาเล่าเอี้ย (เจ้านายอันดับสาม) จะเชื่อวิธีการจะจับแต่แสร้งปล่อยของท่านหรือไม่ ก็แล้วแต่ท่านผู้เฒ่า”

กล่าวจบก็ถอยปราดไปหลายเชียะ ซิเล้งแลเห็นตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ประจวบเหมาะกับอยู่ด้านหลังของเขตใช้พิษ ซึ่งเข้าใจในบัดดล คำนึงว่า

“…สตรีอัปลักษณ์นั้นกลับมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง ไม่โรยพิษอยู่ด้านหน้า เพราะอาจถูกฝ่ายตรงข้ามพบเห็นก่อน บัดนี้อุงโกวเนี้ยนั้นขอเพียงบังเกิดเพลิงอำมหิตคุกคามไปเบื้องหน้า ก็จะตกเข้าไปในเขตพิษอันร้ายแรง…”

แต่ทว่าอุงโกวเนี้ยยังไม่มีปฏิกิริยา ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“ตกลง แต่ท่านต้องรักษาความลับเอาไว้ บอกกล่าวกับผู้อื่นว่า ทารกนี้บุกเข้ามาในเขตหวงห้ามและถูกท่านพบเห็น”

สตรีอัปลักษณ์มีสีหน้าลิงโลด และกล่าวด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอว่า

“ย่อมต้องแน่นอน บ่าวได้รับการช่วยเหลือจากท่านย่อมไม่สร้างความยุ่งยากลำบากให้กับท่านอย่างแน่นอน”

อุงโกวเนี้ย ล้วงหยิบขวดเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา กล่าวว่า

“ภายในขวดบรรจุยาเม็ด พอให้ทารกนั้นรับประทานแล้วจะไม่เกรงกลัวความร้อน และบังเกิดความกำหนัด ท่านตักตวงความสุขอย่างวางใจ ข้าพเจ้าจะต้องกลับไปในเมือง เสาะหาบุคคลอีกผู้หนึ่ง”

สตรีอัปลักษณ์พุ่งปราดมาเบื้องหน้า ยื่นมือหมายรับขวดยา อุงโกวเนี้ยพลันพลิกฝ่ามือ นิ้วทั้งห้ากางงองุ้มดั่งตาขอ คร่ากุมชีพจรข้อมือของนาง สตรีอัปลักษณ์ถึงกับยืนแข็งทื่อมิอาจเคลื่อนไหว

อุงโกวเนี้ยแย้มยิ้ม พลางกล่าวว่า

“ท่านเพียงแต่ถึงด่านราคะก็ล่มจม แต่เรากลับดำรงมาถึงวันนี้ และด่านความรักของข้าพเจ้า ก็หลงเหลือครั้งสุดท้ายเท่านั้น”

สตรีอัปลักษณ์ชีพจรถูกคร่ากุม ไม่อาจกล่าววาจา อุงโกวเนี้ยเอื้อนเอ่ยสืบไปว่า

“ด่านความรักที่ทดสอบข้าพเจ้า มีทั้งหมดสามสิบหกขั้น ทุกๆ เดือนต้องพร่ำพลอดบอกรักกับบุคคลที่ทางเบื้องสูงระบุมา จากนั้นทำให้มันบุกฝ่าเขตหวงห้าม พาตัวเองสู่แดนอัคคีใหญ่อย่างยินยอมพร้อมใจ หน้าที่นี้ท่านเข้าใจว่า กระทำได้อย่างง่ายดายหรือ?”

สตรีอัปลักษณ์เงียบงันดังเดิม อุงโกวเนี้ยพลันส่งเสียง กล่าวขึ้นว่า

“บอกกล่าวตามความสัตย์ ข้าพเจ้าตั้งแต่กำเนิดไม่นิยมเรื่องสมสู่ระหว่างชายหญิง ดังนั้นด่านราคะจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อข้าพเจ้า แต่ด่านพร่ำพลอดบอกรัก เรากลับยากที่จะทะลวงผ่าน!

“มิว่าสตรีนางใด หากสามารถผ่านด่านราคะ ก็จะไม่อาจข้ามด่านแห่งความรัก โดยนัยกลับสมมุติว่าเป็นท่าน ย่อมมิแยแสในการพร่ำพลอดด้วยถ้อยคำ แต่จะจมอยู่ในทะเลราคะ”

ซิเล้งได้ยินคำวิจารณ์อันพิสดารเช่นนี้ มิทราบว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ในการคาดคิดของตน ในเมื่อเป็นข้อวิจารณ์จากประสบการณ์ของอุงโกวเนี้ย คงมีเหตุผลอยู่บ้าง

อุงโกวเนี้ยกล่าวอีกว่า

“ข้าพเจ้าในสามปีนี้ทุกๆ เดือนจะอยู่ในเมืองยี่สิบกว่าวันพร่ำพลอดรักกับบุรุษเพศที่มีลักษณะแตกต่างกัน จากนั้นขณะที่พวกเราพัวพันจนยากสลัดจาก ข้าพเจ้าต้องล่อลวงมันไปที่แดนอัคคีใหญ่ ปล่อยให้มันทำงานหนักชั่วชีวิตยากลำบากกว่าม้าวัว ลองคิดดู สำหรับกับข้าพเจ้า เป็นด่านอันลำบากยากเย็นยิ่ง”

ซิเล้งคำนึงในใจว่า

“…ท่านหากทนทานมิได้ ไยไม่ก่อนจะจากตัวเมือง เสาะหาบุรุษอีกคนหนึ่งไปชดเชย…”

อุงโกวเนี้ยคล้ายดังทราบว่าผู้ที่รับฟัง จะต้องมีคำถามเช่นนี้จึงกล่าวว่า

“ดูอย่างผิวเผิน การสับเปลี่ยนบุรุษผู้หนึ่งนำกลับไป ทางเบื้องสูงย่อมไม่ตรวจตรา แต่ความจริงผู้ที่ทำงานหนักอยู่ในแดนอัคคีใหญ่ ล้วนเป็นบุรุษเพศที่ตกอยู่ในด่านความรัก เพราะเหตุนี้พวกมันจึงยินยอมไปทำงานหนัก ดังนั้นที่เบื้องสูงมองวูบเดียวก็ทราบดี ไม่อาจนำคนอื่นมาปะปน”

ตลอดเวลาสำเนียงของนางเต็มไปด้วยความนุ่มนวลเสนาะโสตแต่สตรีอัปลักษณ์นั้น ในดวงตากลับทอประกายอันหวาดหวั่นพรั่นพรึง

นี่ทำให้ซิเล้งมีจิตใจหวั่นไหว ทั้งนี้เพราะน้ำเสียง อิริยาบถของนาง แสดงว่าได้รับการฝึกฝนตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนั้นนางแม้จะมีความคิดฆ่าคน ก็ยังมีลักษณะเป็นปกติ

อุงโกวเนี้ยกล่าวอีกว่า

“ข้าพเจ้าพาลบอกกับท่านเถอะ สามปีนี้ข้าพเจ้าผ่านด่านความรักได้ทุกครั้งครา แต่ความจริงย่อมไม่ง่ายดาย เพราะว่าผู้ที่ได้รับคำสั่งคอยสังเกตเรา ต่างก็มีใจอำมหิตเช่นเดียวกับท่าน

ขอเพียงแต่เรากระทำความผิดพลาดเล็กน้อย พวกท่านก็จะกลับไปรายงาน ดังนั้นผู้ที่ลอบสังเกตดูข้าพเจ้าได้ถูกข้าพเจ้าฆ่าทิ้งไปกว่าสิบคนแล้ว”

ซิเล้งคำนึงในใจว่า

“…อิสตรีที่จิตใจโหดเหี้ยม วิธีการลึกล้ำนัก ดูจากเปลือกนอกของนาง ทำให้ผู้คนยากจะเชื่อถือว่ากลับเป็นนางอสูรที่ชั่วร้ายมากเล่ห์เหลี่ยมเลย…”

พอขบคิดเช่นนั้น ก็มีความคิดหมายช่วยเหลืออาเฮี้ยงแต่เรื่องนี้ไม่นับว่าง่ายดาย เนื่องจากจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้คือสำรวจดูทำเล และสภาพภายในอาณาจักรนี้ ไม่อาจให้ศัตรูรู้ระแคะระคายอย่างเด็ดขาด

แต่ตนเป็นผู้ยึดมั่นหลักธรรมะ ในเมื่อพบเห็นเรื่องนี้ไหนเลยจะรามือไม่เกี่ยวข้อง?

อุงโกวเนี้ยจับตาดูสตรีอัปลักษณ์ เพ่งพิศอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าอาจจะละเว้นชีวิตของท่านสักคราหนึ่ง ขอถามว่า ท่านกลับกลายจนอัปลักษณ์ถึงปานนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”

สตรีอัปลักษณ์พลันสามารถเอ่ยปาก กล่าวว่า

“ขอท่านได้โปรดเมตตา…เราเมื่อปีที่ทดสอบด่านราคะพอผ่านเดือนที่ห้า ในค่ำคืนเดียวก็แก่เฒ่าลงไปกว่ายี่สิบปี”

“อือม์ ทางเบื้องสูงกำหนดว่า ในหนึ่งปีของการทดสอบด่านราคะ ทั้งทิวาราตรีต้องอยู่ร่วมกับบุรุษเพศ เพียงแต่ไม่จำกัดการมีความสัมพันธ์กัน ขออย่าให้เกินกำหนดเท่านั้น แสดงว่าท่านเกินเลยขอบเขต จึงมีสภาพเช่นนี้”

“บ่าวจวบจบบัดนี้ยังมิเข้าใจในข้อที่ว่า เมื่ออาณาจักรเราขนานนามเป็นสถาบันอำมหิต ภายภาคหน้าหากดำเนินการสำเร็จ ก็มักปฏิบัติแต่เรื่องที่โฉดชั่วเลวร้าย ไฉนมีการจำกัดด้านปล่อยตัวตามอารมณ์ปรารถนาเล่า?”

อุงโกวเนี้ยกล่าวว่า

“นี่เป็นการจำกัดตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง บุคคลใดที่ไม่อาจฝึกฝนตัวเองจนเลิศล้ำ ก็ต้องมีการควบคุมตนและตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้ใฝ่หาความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านอุปสรรคทดสอบกำลังใจ

หากแม้นสามารถปฏิบัติตัวตามเงื่อนไข ก็จะเป็นชนชั้นสำคัญในสถาบันเรา ได้เลื่อนยศตำแหน่ง เฮอะ เฮอะ ท่านเข้าใจว่า การที่จะเป็นอสูรร้ายมารชั่วอย่างแท้จริง สามารถกระทำสำเร็จโดยง่ายดายหรอกหรือ?!”

ซิเล้งในชีวิตนับเป็นคราแรกที่ได้ยินข้อวิจารณ์เช่นนี้จึงทั้งแตกตื่น พิศวง และเลื่อมใส ทั้งนี้ก็เพราะตนรู้สึกว่าเหตุผลนี้มีส่วนถูกต้อง

มิว่าในด้านธรรมะหรืออธรรม บุคคลที่ดำรงตนอย่างโดดเด่น ประสบความสำเร็จ สมควรมีกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว และสามารถควบคุมตัวเองได้!

สตรีอัปลักษณ์กล่าวว่า

“บ่าวมิเข้าใจในข้อวิจารณ์ของอุงโกวเนี้ยท่านเพียงขอวิงวอนให้ท่านโปรดละเว้นชีวิตของเราด้วย”

“อย่าเพิ่งร้อนรุ่ม วาจาของข้าพเจ้ายังไม่หมดสิ้น หลายปีที่ผ่านมานี้ ซาเล่าเอี้ยบงการให้ท่านฆ่าคนไปจำนวนเท่าใด?”

“จำนวนที่แน่นอนจดจำมิได้ แต่มีประมาณสองร้อยกว่าคนและผู้ปฏิบัติการณ์เฉกเช่นบ่าวมีถึงหลายร้อยคน เพียงแต่จำนวนผู้คนที่เสียชีวิตอยู่ในเขตหวงห้ามของเรา ก็มีหลายหมื่นคนแล้ว”

อุงโกวเนี้ยผงกศีรษะเป็นเชิงรับทราบกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าเชื่อถือท่าน แต่พลันฉุกคิดถึงข้อหนึ่ง กล่าวคือจำนวนหลายหมื่นไม่อาจนับว่าน้อย เวลาขนย้ายผู้ตายออกไป โดยไม่สะกิดความสนใจจากบุคคลภายนอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา กระทำกันอย่างไร?”

สตรีอัปลักษณ์กล่าวว่า

“เท่าที่บ่าวรับทราบจากปากคำของเหล่าทาส อาณาจักรเราคล้ายดั่งมีทางลับสายหนึ่ง ทุ่มเทแรงงานก่อสร้างอย่างมหาศาล”

“ข้าพเจ้าก็ทราบระแคะระคายมาว่า มีทางลับอยู่ เพียงแต่หาล่วงรู้ไม่ว่าทางลับนั้นอยู่ที่ใด?”

“หากแม้นท่านมีเจตนาเสาะหาทางลับสายนั้น บ่าวสามารถช่วยเหลือได้”

อุงโกวเนี้ยขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงพึมพำขึ้นว่า

“หากแม้นเราไม่อาจฝ่าด่านแห่งความรักก็จำต้องรู้จักทางลับสายนั้น เพื่อใช้เป็นทางหลบหนี ท่านว่าใช่หรือไม่?”

สตรีอัปลักษณ์ มีท่วงท่าคึกคัก รีบกล่าวว่า

“บ่าวยินดีรับใช้ท่าน แม้จะต้องทรยศต่ออาณาจักรเรา ก็ไม่อาลัยเลย ขณะนี้บ่าวมีแผนการอยู่ข้อหนึ่ง สามารถสืบทราบที่ตั้งทางลับ และรายละเอียดต่างๆ อย่างง่ายดาย”

“อ้อ แผนการอันใด ท่านลองบอกมา”

“บ่าวเคยได้ยินเหล่าผู้ฝึกสอนบอกว่า ท่านเป็นผู้มีเสน่ห์ที่สุดในอาณาจักรอัคคี ดังนั้นพวกเราเพียงแต่ดำเนินแผนนงคราญโดยที่บ่าวคอยชักจูง หาทางคบค้ากับผู้ฝึกสอนที่ทราบเบื้องหลัง ขณะแอบอิงร่วมกันบนเตียงนอน ท่านต้องการทราบเรื่องใด ล้วนเป็นผลสำเร็จ”

อุงโกวเนี้ยกล่าวว่า

“แผนการนี้ประเสริฐยิ่ง แม้คราก่อนเรามินิยมร่วมหลับนอนกับบุรุษเพศ แต่บัดนี้ก็มีสำคัญ หากท่ว่าปัญหาคือ จิตใจของเราฝักใฝ่ต่อผู้คนหนึ่งแล้ว ไม่อาจทอดกายต่อผู้อื่น จนด้านมโนธรรมรู้สึกตะขิดตะขวง”

สตรีอัปลักษณ์งงงันไปวูบหนึ่ง กล่าวว่า

“มโนธรรม? คำนี้หมายความว่ากระไร!”

อุงโกวเนี้ยพลันคลายมือออก ถอยห่างมาหลายก้าว มุมปากปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ

ซิเล้งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สตรีอัปลักษณ์นั้นมีโลหิตฉีดทะลักจากทวารทั้งเจ็ดแห่ง ล้มฟุบลงบนพื้นดิน มองวูบเดียวก็ทราบว่านางเสียชีวิตไปแล้ว และสภาพการตายก็สยดสยองยิ่งนัก!

ตนพลันบังเกิดความรู้สึกหวาดผวาขึ้นมา…โกวเนี้ยนางนี้เวลาฆ่าคนแล้ว บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มอันปลอดโปร่งด้วย

ซิเล้งเห็นว่าบรรดาผู้คนที่อยู่ในอาณาจักรอัคคี ล้วนแต่มีกมลสันดานอันโหดเหี้ยมทารุณ ซึ่งข้อนี้เพียงพอต่อการทำให้คนธรรมดาตื่นตระหนกจนขวัญฝ่อ

อุงโกวเนี้ยนางนี้ เปลือกนอกโสภาน่ารักยิ่ง แต่ความประพฤติของนาง กลับหฤโหดผิดสามัญ สามารถเปรียบเทียบกับอสรพิษ

ส่วนลึกในหัวใจของซิเล้ง บังเกิดความสะทกสะท้อน มีความเสียดายต่อการที่ “นงคราญผู้ล้ำเลิศ ความจริงเป็นโจรร้าย”

อุงโกวเนี้ยมิชำเลืองแลสตรีอัปลักษณ์ผู้ตกตายอีก สืบเท้าก้าวเดินไปทางด้านอาเฮี้ยง

ซิเล้งพลันบังเกิดความคิดประการหนึ่ง คำนึงว่า

“…เราหากคิดสังหารสตรีนี้ ขณะนี้กลับเป็นพฤติการณ์ที่แนบเนียน เพราะรูปการณ์จะทำให้คนในสถาบันอำมหิต มิระแวงแม้แต่น้อยว่า มีบุคคลลอบเร้นเข้ามา”

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here