๖๒
♦ สั่นขวัญสะท้านวิญญาณ ♦
……………

ผู้คนรอบบริเวณ จวบจนบัดนี้จึงมีปฏิกิริยาขึ้นบ้างบังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเล็กน้อย

            บุรุษผู้นั้นส่งเสียงแผดร้องมิขาดหู ดังอยู่เนิ่นนานค่อยแผ่วเบาลง จวบจนเงียบหายไป แต่สามีคนนั้นยังใช้ก้อนหินกดกระแทกท่าทีคล้ายกับคลุ้มคลั่ง

            ผู้คนที่หลงเหลือก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมา ล้วนส่งเสียงร่ำร้องที่ประหลาดพิกล ดุจดั่งสัตว์ร้ายฝูงหนึ่ง!

ซิเล้งสำนึกได้ว่า บุรุษและสตรีที่ร่างเปล่าเปลือยกลุ่มนี้ถูกโลหิตและเสียงแผดร้อง กระตุ้นจนมีปฏิกิริยา

มินานให้หลัง ผู้คนหกเจ็ดสิบคนรอบบริเวณล้วนโกลาหล ฝ่ายบุรุษค้อมร่างกาย ต่อสู้กันเอง ฝ่ายสตรีก็หยิกข่วนกรีดร้อง คล้ายกับตกอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนวิปลาสฝูงใหญ่ แม้เป็นคนธรรมดาก็ต้องกลายเป็นผู้คลุ้มคลั่ง

บนทางศิลา พลันปรากฏชายฉกรรจ์เปลือยร่างท่อนบนสี่คน ต่างคอนถังน้ำใหญ่สองใบ ก้าวอย่างฉับไวตรงเข้ามา

ชายฉกรรจ์ทั้งสี่มีถังบรรจุน้ำรวมสี่ใบใหญ่ พอมาถึงปลายทางก็วางถังน้ำลง เหลือบมองสถานการณ์ที่ปั่นป่วนโกลาหล พากันเปล่งเสียงหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง

พลันมีผู้คนร้องดังๆ ว่า

“น้ำ…น้ำ…”

พริบตาเดียวผู้คนทั้งเจ็ดแปดสิบคน ต่างหยุดชะงักการตะลุมบอน เปล่งเสียงร่ำร้องว่า

“น้ำ…น้ำ…”

กระแสเสียงสับสนอลหม่าน พากันล่าถอยจากไป หนึ่งในจำนวนนั้นส่งเสียงร้องว่า

“ในที่นี้มีน้ำ รีบมาเถอะ”

บุรุษสตรีเจ็ดแปดสิบคนนั้น พากันฮือโหมตรงเข้ามา ตักตวงน้ำในถัง ดื่มกินอย่างมิคิดชีวิต พริบตาเดียวก็มีสภาพวุ่นวายอีก

ซิเล้งรู้สึกคอหอยแห้งผาก คิดจะปรากฏกายออกไปช่วงชิงน้ำมาดื่มสักหลายคำ

แน่นอน  ตนมิถึงกับสูญเสียการควบคุมตนเอง มิหนำซ้ำยังพบเห็นว่า เหล่าชายฉกรรจ์ผู้ที่มา ทั่วทั้งร่างมีเหงื่อกาฬชุ่มโชก ต่างแลบลิ้นเลียริมฝีปาก รู้สึกกระหายอย่างยิ่งยวด

แต่สีหน้าของพวกมันปรากฏแววอันหวาดผวา กลับหลีกลี้ถอยห่าง ซิเล้งลอบผงกศีรษะ คำนึงว่า

“…ใช่แล้ว ถังน้ำใสทั้งแปดใบนั้น ย่อมมีความผิดปรกติ อลัชชีโลกันตร์ ในเมื่อมีความเชี่ยวชาญต่อการใช้ตัวยา ย่อมต้องผสมยาอันแปลกประหลาดอยู่ในน้ำ ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ต่างทราบความจริง แม้หิวกระหายก็ไม่กล้าดื่ม…”

ในยามนี้บุรุษและสตรีหลายคู่ล้วนดื่มน้ำแล้ว และแยกย้ายกันกลับมานอนผึ่งแดด มินานให้หลัง ก็ฟื้นฟูสู่สภาพเดิม ยังคงนอนกระจัดกระจายเป็นคู่ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในกลุ่มคนจำนวนมาก ก็มีสตรีนางหนึ่งกลับกลายเป็นโดดเดี่ยวไร้คู่ร่วม

แลเห็นชายฉกรรจ์ผู้ที่มาสี่คนนั้น รีบคอนถังน้ำ เดินไปยังตึกศิลาสี่แถวนั้น แจกจ่ายน้ำให้กับเหล่าทารกรับประทาน

จากนั้นพวกมันก็หันกายเดินตรงไปยังบุรษที่มีคราบโลหิตแปดเปื้อนใบหน้าคนนั้น สองในสี่พลันหามซากศพขึ้น เดินกลับไปตามทางศิลา

ที่เหลืออีกสองคน หลังจากงงงันไปวูบหนึ่ง ประกายสายตาทั้งสี่ ก็จับจ้องไปยังสตรีที่อยู่โดดเดี่ยวนางนั้น และตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกมันต่างหอบหายใจ ท่าทีกระหายน้ำยิ่งนัก

บัดนี้ ซิเล้งได้สังเกตเห็นว่า พวกมันพอเหลือบมองไปยังสตรีนางนั้น ก็มีสีหน้าลังเลและครั่นคร้าม จึงลอบคลางแคลงสงสัย ขณะขบคิดสาเหตุอยู่นั้น พลันได้ยินชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง กล่าวอย่างยากลำบากว่า

“นี่ เล่าลี้ (ผู้แซ่ลี้) พวกเราร่วมมือกันหามสตรีนี้กลับไปรายงานเถอะ”

บุรุษแซ่ลี้กล่าวว่า

“นั่นย่อมแน่นอน แต่อึ้งเล่าซาท่านต้องระมัดระวังอย่าได้กระทำอย่างวู่วาม”

อึ้งเล่าซาตอบว่ามันยังประเสริฐ ซิเล้งได้ยินคำตอบโต้ของทั้งสอง ก็มิเข้าใจความหมายในวาจาเลย

แต่ต่อมาตนก็เข้าใจได้ เนื่องจากบุรุษแซ่ลี้กับอึ้งเล่าซา พอยื่นมือออกไปหามสตรีเปล่าเปลือยที่อยู่โดดเดี่ยวนั้น บุรุษแซ่ลี้พลันร้องดังพิกล ช่วงชิงสตรีนางนั้น โถมปราดไปทางด้านตึกศิลา

อึ้งเล่าซาสะบัดศีรษะ คล้ายดั่งจะทำให้ตัวเองแจ่มใสขึ้น จากนั้นก็ลุกขึ้นอย่างอ่อนระโหย เดินโซซัดโซเซไป

ซิเล้งคอยสังเกตสนใจ แลเห็นอึ้งเล่าซาพอเหยียบย่างสู่ทางศิลา ก็ยืดเอวขึ้นได้ คล้ายดั่งฟื้นฟูเรี่ยวแรงมิน้อย เร่งฝีเท้าวิ่งตะบึง

มินานให้หลัง บุรุษแซ่ลี้กับสตรีเปล่าเปลือยนั้นก็ออกมา มันค้อมร่างจนต่ำ ประกายตาแตกซ่านเดินมาที่พื้นหินแถบนั้น แล้วก็นอนเหยียดยาว

บุรุษสตรีหลายสิบคู่บนพื้นดิน ล้วนแต่ตกอยู่ในแดนนิทรารมณ์ก็ปานกัน ไม่มีสุ้มเสียงสำเนียงใด

ในยามนี้ บุรุษแซ่ลี้นั้นก็ไม่มีสภาพผิดแผกจากบุรุษเพศอื่นอีก ซิเล้งพลันขบคิดอย่างสำนึกได้ว่า

“…คาดว่าอึ้งเล่าซากับบุรุษแซ่ลี้ ล้วนทราบว่าจะต้องระงับความคิดดื่มน้ำ และหักห้ามอารมณ์ปรารถนา ดังนั้นพวกมันเวลาหามสตรีเปล่าเปลือยนั้น จึงตักเตือนกันเอง แต่ในที่สุด ผู้แซ่ลี้ก็ไม่อาจอดกลั้นพาตัวเองสู่แดนมรณะ

การที่มันมิสามารถควบคุมตัวเอง ย่อมต้องมีส่วนสัมพันธ์กับความร้อนอบอ้าวบนพื้นหินแถบนั้น สำหรับข้อนี้เห็นได้จากสภาพที่อึ้งเล่าซาพอเดินถึงทางศิลาก็ฟื้นฟูเรี่ยวแรง…”

ซิเล้งรู้สึกว่าตนคล้ายดั่งมิได้อยู่บนโลกมนุษย์ หากแต่ตกอยู่ในอาณาเขต ที่แปลกประหลาดฟั่นเฟืองแห่งหนึ่ง ตนคำนึงขึ้นอีกว่า

“…หากแม้นผู้แซ่ลี้ ทราบว่าในที่นี้มีอันตราย ไฉนจึงยินยอมมาเล่า ใช่แล้ว ย่อมต้องมีผู้คนออกคำสั่งบงการ…”

บัดนี้ตนได้เข้ามาในเทือกเขาลู่ซัว อันเป็นสถานที่ตั้งอาณาจักรอัคคีของอลัชชีโลกันตร์ จึงสำรวจดูรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง

และก็พบว่าด้านที่ทางศิลาตัดผ่านไป ห่างจากที่นี้สิบกว่าวามีเนินดินแห่งหนึ่ง ปรากฏดงไม้ขึ้นรกครึ้ม และหากมีผู้คนอยู่บนเนินดิน ก็สามารถแลเห็นสภาพการณ์ทางด้านพื้นหินนี้

บุคคลที่บัญชางาน ขอเพียงเห็นว่ามีผู้คนลุกขึ้นเล้าโลมภรรยาของผู้อื่น ก็จะสั่งให้เตรียมน้ำ ด้วยความมุ่งหมายที่มิอาจทราบได้ สำหรับพวกบุรุษแซ่ลี้ ไฉนถูกคัดเลือกมาทำหน้าที่นี้ มีแต่สืบเสาะสภาพความจริงด้วยตนเอง

ซิเล้งความจริงคิดจะไปทดสอบที่พื้นดินแถบนั้นเอง แต่ก็เกรงว่าจะถูกผู้ที่เร้นกายอยู่บนเนินดินพบเข้า จึงลองคำนวณดูทำเล ค้นหาตำแหน่งซุกซ่อนกายแล้วถอยหลังไปเจ็ดแปดวา จากนั้นจึงอ้อมไปยังทางศิลาสายนั้น

ตนรุดหน้าไปอย่างไม่เร่งร้อนลนลาน เลียดตามเนินดิน มินานต่อมาก็ถึงส่วนที่สูงสุด แลเห็นสุดทางของทางศิลาอยู่ที่หน้าตึกศิลากว้างใหญ่บนยอดเนินหลังเดิม

ห้องศิลานั้น ทั่วทั้งสี่ด้านล้วนสร้างบานประตูหน้าต่าง รู้สึกว่าเย็นกว่าพื้นหินทางเบื้องล่าง แต่จากท่าทีของชายฉกรรจ์ที่มีอยู่มากมายภายในห้อง แสดงว่ายังร้อนอบอ้าวอยู่

ซิเล้งมองแต่ไกลไปยังภายในห้อง แลเห็นมีชายฉกรรจ์เปลือยร่างท่อนบนอยู่อย่างน้อยยิ่งสิบกว่าคน ทั้งหมดเพียงแต่ใช้ผ้าเขียวผืนหนึ่ง คลุมอยู่ที่หว่างเอว และต่างไม่มีงานสำคัญกระทำเลย

ตนดูอยู่ครู่ใหญ่ พลันเข้าใจได้ ครุ่นคิดว่า

“…ในที่นี่มิใช่ที่อาศัยของผู้ควบคุมใหญ่ เราต้องเข้าไปสืบเสาะอีก…”

เรือนร่างของตนฟุบไปเบื้องหน้า สองเท้าสะกิดพื้น ตลอดร่างคล้ายกับเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง พุ่งปราดเลียดไปตามพื้นดิน ทั้งว่องไวทั้งปราศจากจากสุ้มเสียง

พริบตาเดียวก็มาถึงด้านนอกของตึกศิลากว้างใหญ่หลังนั้น ซิเล้งอาศัยพุ่มไม้ปกปิดร่างกาย มองเข้าไปในหน้าต่างอย่างบังเอิญได้ทะลุหน้าต่างด้านตรงข้าม จนพบว่าที่ห่างออกไปอีกหลายวาก็มีตึกรามอีกหลังหนึ่ง

ตึกหลังนั้นใช้ก้อนหินก่อสร้างขึ้นเช่นกัน แต่เนื่องจากอยู่ใต้ร่มไม้อันรกครึ้ม ตลอดทั้งวันไม่ถูกแสงแดดสาดใส่ และตำแหน่งก็อยู่บนยอดเนิน หากขึ้นไปอยู่สำรวจมอง ก็สามารถแลเห็นสภาพของพวกคนวิปลาสที่พื้นดินเบื้องล่าง

ซิเล้งลอบผงกศีรษะ อ้อมไปทางด้านหลัง พลังฝีมือของตนบรรลุถึงขั้นสูงล้ำสุดยอด เวลาเดินเหินไม่ปรากฏสุ้มเสียงทั้งยังว่องไวจนคล้ายดั่งควันจางๆ สายหนึ่ง

ตนขณะที่ใกล้จะถึงตึกศิลาหลังที่อยู่ใต้ร่มไม้นั้น พลันเหลือบแลเห็นทางซ้ายมือมีสระน้ำที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง เสียงน้ำไหลหลั่งดังสดใส

ซิเล้งชะงักฝีเท้าลง เหลียวซ้ายมองขวาจนเชื่อมั่นว่าไม่มีผู้คน จึงกระโดดมาถึงริมสระ แลเห็นน้ำในสระใสสะอาดพอเหลือบมองก็หิวกระหายขึ้นมาทันที

ตนย่อร่างลง คิดจะกอบน้ำดื่มแก้กระหาย แลเห็นบนผิวน้ำปรากฏเงาร่างของตน ศีรษะสวมหมวกไม้ไผ่ ท่าทีผิดสามัญ

นี่ทำให้ซิเล้งฉุกใจได้คิด คำนึงว่า

“…เราหลังจากปลอมแปลงรูปโฉมแล้ว ค่อยเข้ามาในดินแดนใจกลางของสถาบันอำมหิต มีความระแวดระวังถึงปานใด? ขณะนี้ไหนเลยจะเดินมาดื่มน้ำในสระซึ่งทั้งสี่ด้านไม่มีการปกปิดอย่างวู่วามได้เล่า?…”

ความนึกคิดเพิ่งปรากฏ ก็พลันบังเกิดความรู้สึกอีกประการหนึ่งว่า

“…มิถูกต้อง เราฝึกหัดวิชาพลังจิตสองสุดยอดจนสำเร็จสามารถไม่ต้องรับประทานและดื่ม แต่ในยามนี้กลับคอแห้งจนคิดดื่มน้ำ สภาพเช่นนี้ผิดปรกติวิสัยยิ่ง…”

ตนรีบล่าถอยกลับมาในพงไม้ ขบคิดอย่างเคร่งเครียดตนไม่คิดยังพอทำเนา พอเริ่มใช้สมองก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มใคร่หลับใหล

ซิเล้งสะท้านใจอย่างรุนแรง พาลทรุดกายนั่งขัดสมาธิ รวบรวมสติสำนึก ผนึกจิตสองสุดยอดขึ้น

อันวิชาพลังจิตสองสุดยอดเป็นไม้ตายแขนงหนึ่งในวงพวกนักเลง เพียงแต่ขอบเขตนั้น “ดับสูญ” ก็สุดที่ผู้ทรงฝีมือทั่วไปจะบรรลุถึงได้ แต่สำหรับพลังจิตสองสุดยอด ขอบเขตนั้นเป็นเพียงขั้นเริ่มต้น

ซิเล้งพอผนึกพลังจิต มายาภาพภูตพรายก็ล้วนสลายสูญกระแสจิตสำนึกฟื้นฟูสู่ความปลอดโปร่งแจ่มใสไร้นิวรณ์

ในยามนี้เพิ่งทราบว่า ตนถูกพลังอันเร้นลับบางประการคุกคามอยู่ก่อน และคาดว่าได้เริ่มต้นตั้งแต่ที่เหยียบย่างเข้ามาในอาณาจักรอันร้อนรุ่มนี้!

ซิเล้งเบิ่งตากวาดมองไปรอบบริเวณ แลเห็นไม่มีลางสังหรณ์ใดๆ จึงคำนึงว่า

“…หากแม้นอาณาบริเวณแถบนี้ มีพลังอันเร้นลับตามธรรมชาติ ถ้าเช่นนั้นร่องรอยของเราคงไม่ถูกพบพาน ผู้คนในสถาบันอำมหิต ย่อมเชื่อมั่นว่าทีนี้ มิมีเรื่องราวอุบัติขึ้นจึงปล่อยปละไม่ระวัง…”

มาตรแม้นข้อสันนิษฐานจะเป็นไปในทางดีและสมเหตุสมผลแต่ตนยังมิประมาทเลินเล่อ ลุกขึ้นอย่างเงียบงัน เดินไปทางตึกศิลานั้น

พริบตาเดียวก็พาตัวเองเข้ามาอยู่ใต้ร่มไม้ รู้สึกเย็นชุ่มฉ่ำไปทั่วสรรพางค์กาย และในตึกศิลาคล้ายดั่งแว่วเสียงหัวร่อของบุรุษหลายคน ยังปะปนด้วยสุ้มเสียงของสตรี

ซิเล้งทะยานกายขึ้นไปบนหน้าต่าง มองฝ่าเข้าไปด้านในแลเห็นเป็นห้องโถงอันกว้างขวาง ทางมุมหนึ่งมีบันไดสามารถขึ้นสู่ยอดตึก

ภายในห้องมีสตรีสาวที่ตกแต่งอย่างโสภาสองนางกำลังนั่งสนทนาอยู่ อีกมุมหนึ่งมีชายฉกรรจ์สี่คนต่างสะพายอาวุธอยู่

พวกมันกำลังเล่นพนัน มาตรแม้นจะตื่นเต้นยิ่งนัก แต่ยังลดสำเนียงจนแผ่วเบา เกรงว่าจะสร้างความแตกตื่นกับบุคคลใดก็ปาน

ที่ผนังด้านตรงข้าม มีประตูไม้บานหนึ่ง และปิดสนิทแนบแน่น

ซิเล้งมองวูบเดียวก็ทราบว่า ชนชั้นผู้นำย่อมต้องอยู่ในห้องจึงใคร่ครวญในใจว่า

“…เราสมควรไปสืบเสาะหรือไม่ แต่หากแม้นฝ่ายตรงข้ามกลับเป็นผู้ฝึกปรือหัตถ์เทพยดาไร้เทียมทาน หูตาปราดเปรียว พบร่องรอยของเรา แม้เราไม่หวาดกลัว แต่ก็ขัดกับคำสั่งของเค้งเจ้เจ๊อาจจะทำลายแผนการใหญ่ นี่สมควรจะอย่างไร?…”

แต่ในที่สุดตนก็อ้อมไปทางด้านหลังอย่างเงียบกริบ ทางด้านหลังของตึกศิลา พันธุ์บุปผางอกเงยหลายชนิด เนื่องจากอยู่แถบร้อน มวลบุปผาจึงเป็นสีสันที่บาดตา

ใต้หน้าต่างบานหนึ่งมีต้นกล้วยอยู่แถวหนึ่ง ใบสีเขียวแกว่งไกวต้านลม ส่งเสียงดัง ซ่า ซ่า ตลอดเวลา ซิเล้งลอบปีติยินดี คำนึงว่า

“…ต้นกล้วยแถวนี้ เป็นที่ซึ่งเราใช้ปกปิดร่องรอยอย่างประเสริฐ แม้จะมีสุ้มเสียง ก็ถูกเสียงใบกล้วยสั่นไหวกลบเกลื่อนเอาไว้…”

ตนเคลื่อนไหวตามจิตสำนึก เรือนร่างคล้ายควันจางๆ พลิ้วลงที่ใต้หน้าต่าง ชะโงกศีรษะมองเข้าไปด้านในยังกว้างขวางเท่าห้องโถง ทางด้านนอกเครื่องใช้ทุกชนิดครบครัน และประดับประดาอย่างสวยงาม

ซิเล้งอยู่เทือกทิวเขาสองวัน สิ่งที่พบพานนอกจากเนินเขาต้นไม้ แม้เป็นที่พักแรมผู้คน ก็ข้นแค้นธรรมดา บัดนี้พอเห็นการตกแต่งอย่างฟุ่มเฟือยปรากฏอยู่ในหุบเขารกร้าง ก็รู้สึกยากจะเชื่อถือ

แลเห็นทางขวามือใกล้โต๊ะตัวหนึ่ง บนเก้าอี้พนักสูงคลุมหนังสือ นั่งไว้ด้วยบุรุษวัยกลางคน ซึ่งมีเรือนร่างสูงใหญ่ผิดสามัญ แม้นั่งอยู่ก็มิเห็นว่าต่ำเตี้ยกว่าคนธรรมดา

ข้างกายของมัน ก็มีสตรีเสื้อขาวสี่นาง ล้วนงดงามยิ่งนักบ้างโบกพัด บ้างประคองน้ำชา บ้างปอกผลไม้ รายล้อมกันปรนนิบัติบุรุษกลางคน

แต่บุรุษกลางคนผู้นั้น ได้รับความอิ่มเอมเช่นนี้กลับมิสนใจไยดี ดวงตาข้างซ้ายของมันบอดไป ใบหน้ายังมีแผลเป็นแขนซ้ายก็ขาดเสมอข้อ

ดูจากท่าทีของมัน คาดว่าหากเปลื้องเสื้อผ้าออกบนร่างกายย่อมมีแผลเป็นอีกมิใช่น้อย

ซิเล้งมีสายตาคมกล้า แม้ห่างกันถึงสามวา ก็เห็นได้ว่าบาดแผลของบุรุษกลางคนเหล่านั้น ล้วนเป็นรอยแผลที่เกิดจากคมดาบกระบี่

ทางผนังห้องด้านนั้น จัดตั้งเตียงนอนอยู่ บนเตียงมีผู้คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิ พริ้มตานั่งผนึกลมปราณ

บุคคลนั้นอายุเยาว์วัยยิ่ง และเค้าหน้าก็คมคาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็สวยสดงดงาม มีลักษณะเฉกเช่นกงจื้อผู้สูงศักดิ์

บุรุษกลางคนตาข้างเดียวข้อมือขาดผู้นั้น ได้สนใจบุรุษหนุ่มชุดงดงามที่นั่งขัดสมาธิบนเตียงตลอดเวลา คล้ายกับว่าหน้าที่ของมัน คือการสังเกตดูสภาพผนึกพลังของฝ่ายตรงข้าม

ซิเล้งพิจารณาทุกผู้คนภายในห้อง แม้กระทั่งเหล่าสตรีเสื้อขาวก็ไม่ปล่อยปละละเลย

สุดท้ายประกายตาได้จ้องมองไปที่บุรุษหนุ่มชุดงดงามผู้นั้น มุ่งหวังว่าสามารถอาศัยจากการสูดลมหายใจเข้าออกของมัน ค้นพบว่ามันฝึกปรือฝีมือชนิดใด

จ้บจ้องอยู่ชั่วครู่ ก็พบว่าบุรุษหนุ่มชุดงดงามผู้นั้น ถึงกับฝึกฝนแนวพลังภายในที่สูงล้ำ บรรลุถึงขั้นที่ยากจะเชื่อถือได้!

ซิเล้งใจสะท้านหวั่นไหว คำนึงว่า

“…หากแม้นอลัชชีโลกันตร์ได้ฝึกหัดขบวนผู้ทรงฝีมือที่มีความสำเร็จถึงปานนี้ ถ้าเช่นนั้นแผนการบุกทำลายอาณาจักรอัคคีของเค้งเจ้เจ๊ จำต้องรีบเปลี่ยนแปลง หาได้จะประสบผลพ่ายแพ้อย่างเยิน!…”

อันความสำเร็จของบุรุษหนุ่มชุดงดงามผู้นั้น กลับทำให้ซิเล้งซึ่งฝึกหัดวิชาพลังจิตสองสุดยอดจนแตกฉานรู้สึกหนักใจยิ่ง ความร้ายกาจเป็นอันคาดคะเนได้

บุรุษตาข้างเดียวข้อมือขาดผู้นั้น พลันโบกมือวูบหนึ่งสตรีเสื้อขาวทั้งสี่ต่างวางสิ่งในมือ รีบล้วงหยิบกระบี่สั้นยาวเพียงหลายนิ้ว ทอประกายเย็นยะเยียบออกมาจากเสื้อชั้นใน

บุรุษกลางคนผู้นั้นกล่าวเบาๆ ว่า

“พวกเจ้าไปยืนเรียงรายอยู่หน้าเตียง พอได้ยินเสียงตวาดของเรา ก็ส่งกระบี่เล่มหนึ่งไปในมือของมัน”

สตรีเสื้อขาวทั้งสี่นางขยับร่างเข้าไปตามคำสั่ง ปฏิกิริยาว่องไวปราดเปรียว มองวูบเดียวก็ทราบว่า พลังฝีมือของพวกนาง ก็ยากจะพบพานแล้ว

พวกนางยืนเรียงรายอยู่ที่หน้าเตียง แลเห็นฝ่ายบุรุษชุดงดงาม บนใบหน้าที่งามหล่อเหลา มีเหงื่อกาฬไหลรินลงมามิขาดสาย

นี่เป็นสัญลักษณ์แสดงว่า ขณะฝึกฝีมือเร่งร้อนเกินไป ทำให้มีอันตรายเกือบจะไฟธาตุแตก สตรีเหล่านั้นล้วนเคยฝึกหัดย่อมต้องทราบดี จึงแสดงท่าทีที่หวั่นหวาดกังวล

สตรีเสื้อขาวนางหนึ่ง พลันล้วงมือซ้ายเข้าไปในอกเสื้อหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมา หมายจะเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของฝ่ายบุรุษหนุ่ม

แต่วินาทีนั้น พลันได้ยินเสียงแหวกฝ่าอากาศดังควับใหญ่ ตะปูเหล็กกล้าตัวหนึ่งพุ่งปักตรึงอยู่บนข้อศอกของสตรีเสื้อขาว ทำให้แขนซ้ายของนางไม่สามารถเคลื่อนไหว

ผู้ลงมือซัดตะปู คือชายกลางคนตาข้างเดียวทางด้านหลัง ทั้งสองฝ่ายมีระยะห่างสองวาเจ็ดแปดเชียะ แต่ยังแม่นยำและมีกำลังเข้มแข็ง วิชาซัดอาวุธลับของมัน นับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง

ซิเล้งแลเห็นการลงมือของบุรุษกลางคนครั้งนี้ ก็คำนวณมันใหม่ เข้าใจว่าเป็นคู่มือทีเข้มแข็ง

ได้ยินบุรุษกลางคนตาข้างเดียวหัวร่ออย่างชั่วร้าย กล่าวว่า

“เอียเท้าปิศาจ บังอาจหยิบฉวยผ้าเช็ดหน้าตามอำเภอใจ คงรำคาญในการมีชีวิตสืบไปแล้ว?”

สตรีเสื้อขาวนางนั้น ที่จอนหูมีเหงื่อกาฬไหลซึม แสดงว่าตะปูเหล็กกล้าตัวนั้น สร้างความเจ็บแปลบปลาบให้กับนางจนจับจิต แต่นางทั้งไม่อาจเคลื่อนไหว และมิกล้าส่งเสียงด้วย

บุรุษหนุ่มชุดงดงามบนเตียงมีเรือนร่างสั่นระริกเหงื่อกาฬพร่างพรูดั่งสายฝน

ซิเล้งรู้สึกประหลาดใจยิ่ง คำนึงว่า

“…มันเมื่อฝึกปรือแนวพลังภายในขั้นสูงเยี่ยม ไฉนพลันมีอันตรายใกล้จะไฟธาตุแตก? นี่ยังพอทำเนา แต่ทว่าบุรุษกลางคนนั้นหากเป็นผู้พิทักษ์ ย่อมต้องใช้กำลังตัวเองเข้าช่วยเหลือ เหตุใดกลับบงการผู้คนให้ส่งกระบี่ไป?…”

ขณะคลางแคลงสงสัยอยู่นั้น บุรุษหนุ่มชุดงามพลันลืมตาขึ้น กล่าวว่า

“ท่านผู้ฝึกสอนแซ่ม๊ก ศิษย์รู้สึกไม่อาจทนทานแล้ว”

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กแม้ตาก็ไม่กระพริบ ร้องดังๆ ว่า

“ถ้าเช่นนั้น เจ้ามีแต่ใช้วิธีนำกระบี่ทิ่มแทงร่าง ระงับการที่อัคคีอสูรจู่โจมดวงใจ!”

น้ำเสียงของมัน แฝงไว้ด้วยความปลื้มปีติ คล้ายกับว่าประสบการณ์ของบุราหนุ่มชุดงดงามผู้นี้ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับมัน

บุรุษชุดงดงามพลันยื่นมือออก ก็มีกระบี่สั้นเล่มหนึ่งส่งเข้ามาในมือของมัน

มันพลิกข้อมือจับด้ามกระบี่ พลันหดมือเข้ามา ปลายกระบี่ทิ่มแทงเข้าไปในขาอ่อน จนโลหิตสดๆ ฉีดพุ่งออกมา ชโลมกางเกงจนแดงฉาน

แลเห็นมันรีบชักกระบี่ และคลายนิ้วทั้งห้า กระบี่สั้นเล่มนั้นบังเกิดเสียงดังควับ ประกายกระจายวูบ ปักตรึงเข้าไปในขั้วหัวใจของสตรีเสื้อขาวที่ส่งกระบี่นางนั้น!

สตรีเสื้อขาวนั้นเซตึงตึงไปหกเจ็ดก้าว สองมือกุมทรวงอก สีหน้าบิดเบี้ยวรวดร้าว ส่งเสียงอันโหยหวนว่า

“พั่งกงจื้อ ท่าน…ไฉนจึงลงมือต่อผู้ต่ำต้อยด้วย?”

วาจาเพิ่งจบลง ร่างก็ล้มลงบนพื้นดินดังโครมใหญ่ มิสามารถขยับเคลื่อนไหวอีก

ซิเล้งที่แอบดูอยู่ทางด้านนอก บังเกิดความสงสัยจนอัดอก มิทรายว่ามันเหตุใดจึงพอทำร้ายตัวเองแล้ว ก็ลงมือต่อฝ่ายสตรี

บุรุษหนุ่มชุดงดงามผู้นั้นส่งเสียงหอบหายใจ ชั่วครู่ให้หลังค่อยสงบลง ประกายตาฟื้นฟูแววอันกระปรี้กระเปร่า ค่อยๆ มองไปที่ซากศพสตรีเสื้อขาวนั้น

ซิเล้งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในประกายตาคู่นั้น ไม่มีแววขอขมาหรือโศกสลดแม้แต่น้อย กล้าเย็นชากระด้างไม่สนใจ

บุรุษหนุ่มผู้นั้นมองไปยังชายกลางคนดวงตาข้างเดียว กล่าวว่า

“ท่านผู้ฝึกสอนแซ่ม๊ก ศิษย์ยังมิได้สูญเสียความมั่นใจ”

บุรุษกลางคนผู้นั้นส่งเสียงหัวร่อที่เหี้ยมเกรียมลำพองใจ กล่าวว่า

“ประเสริฐมาก เราย่อมต้องช่วยเหลือเจ้าอย่างสุดกำลัง”

มันบงการให้ขนย้ายซากศพสตรีเสื้อขาวนางนั้น และถอนตะปูเหล็กกล้าบนข้อศอกสตรีอีกนางหนึ่ง พร้อมกับนั้นอิสตรีทั้งหมดก็ล่าถอยไปทางประตูบานหนึ่ง

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กในดวงตาข้างเดียว สาดประกายอันโหดเหี้ยมกล่าวว่า

“น้องแซ่พั่ง ท่านขอเพียงแต่รักษาความมั่นใจเอาไว้ พวกเราแม้จะสูญเสียชีวิตของอิสตรีสองสามร้อยคนก็ไม่อาวรณ์! เพียงมิทราบว่าท่านเวลาสะบัดกระบี่ออก หัวใจมีความรู้สึกอย่างไร? ขอให้บอกตามความสัตย์ เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก”

พั่งกงจื้อกล่าวว่า

“ขอบอกกล่าวตามความสัตย์ ศิษย์พอใช้กระบี่ทิ่มแทงตัวเอง สติสัมปชัญญะก็แจ่มใส อัคคีอสูรก็สลายไป แต่หากไม่ทิ่มกระบี่ฆ่าสตรี ความป่าเถื่อนที่อัดอั้นอยู่ในใจของข้าพเจ้า ก็ไม่มีหนทางระบายออกเลย!

“ขณะที่นางส่งเสียงกรีดร้อง ศิษย์รู้สึกว่าเสียงนั้นไพเราะสุดจะเปรียบ ทุกสัดส่วนบนร่างกายปลอดโปร่งสบาย อันความรู้สึกเช่นนี้คงไม่ถูกต้อง”

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กเปล่งเสียงหัวร่อดังสนั่น กล่าวว่า

“อะไร เจ้าถูกต้องอย่างยิ่งยวด เราจะนำเรื่องราวทั้งหมดนี้รายงานขึ้นไป และรับรองว่าท่านประมุขเฒ่าย่อมต้องพึงพอใจและคัดเลือกท่าน”

“นั่นเป็นเหตุผลอันใด?”

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“เจ้าขณะสังกัดสถาบันเรา ย่อมไม่ลืมเลือนการทดสอบเต็งตึ้งจับไต้กวน (สิบด่านขั้นแรกเริ่ม) นั้นกระมัง? ด่านทั้งสิบนั้น ล้วนทดสอบพลังจิตและนิสัยใจจริงด้านกมลสันดานของท่าน

สมมุติว่า ให้ท่านฆ่าทารกสิบคนติดต่อกัน โดยไม่อนุยาตให้ถามไถ่เหตุผล ด่านนั้นเจ้าก็ผ่านได้อย่างมิมีอุปสรรค ในบันทึกประจำสถาบัน มีการวิจารณ์ถึงเจ้าโดยประเมินคุณค่าอย่างสูงล้ำ

ทั้งนี้ก็เพราะ จากการทดสอบขั้นแรก ท่านมิเพียงแต่สยบยอมตามคำสั่งของสถาบันเราอย่างไม่มีเงื่อนไข พร้อมกับนั้นกมลสันดานที่เหี้ยมเกรียมทารุณของท่าน ก็ได้รับความนิยมชมชอบจากทางเบื้องสูง!

มาตรมิเช่นนั้นแล้ว ท่านซึ่งมีรากฐานพลังฝีมือต่ำต้อย อายุก็สูงวัยเกินเล็กน้อย ย่อมไม่ถูกคัดเลือกให้ฝึกหัดวิชาจิตอันสูงส่งของสถาบันเรา สามารถมีความสำเร็จในเวลาสั้นๆ”

บุรุษหนุ่มชุดงดงามพั่งกงจื้อ ปรากฏรอยยิ้มอันอิ่มเอมพึงพอใจ แต่เวลาดูยังรู้สึกสง่างาม หากทว่าซิเล้งพอเห็นเข้า ได้ลอบแผดด่ามันว่าเป็นอสูรชั่วจำแลงกายมา

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊ก กล่าวอีกว่า

“ท่านเพียงแต่รักษาความมั่นใจอันเด็ดเดี่ยว ฝึกปรือพลังฝีมือที่สูงล้ำจนสำเร็จ พอถึงเวลา โฉมสะคราญในใต้หล้าต่างปล่อยให้ท่านคัดเลือก มวลมนุษย์ในแผ่นดิน ล้วนให้ท่านประหัตประหาร

“ท่านยามปฏิบัติการ ต้องรู้สึกเป็นสุขก็ใช้ได้ อย่าได้ถูกกฎระเบียบคำสั่งสอนที่บรรดาบัณฑิตคงแก่เรียนซึ่งไร้ความหมาย หลอกลวงจนหลงเชื่อ

“อันคำสอนที่ว่า ฟ้าดินขอให้ผู้คนมีมุทิตาอันใดนั้น ล้วนเป็นลมสุนัข พวกเราเพียงแต่เคารพคำสั่งท่านประมุขเฒ่า นอกจากนั้นมิว่าผู้ใดล้วนเข่นฆ่าได้!”

พั่งกงจื้อผงกศีรษะตลอดเวลา กล่าวว่า

“ประเสริฐมาก ท่านผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กลองคำนวณว่า ข้าพเจ้าพอออกไปแล้ว บุคคลแรกที่คิดฆ่าคือใคร? ฮา ฮา นั่นคือบิดาข้าพเจ้า! มันมักจะควบคุมข้าพเจ้าอย่างเข้มงวด จนข้าพเจ้าชิงชังมันยิ่งนัก”

“อือม์ ท่านจัดการห่ามันก่อน แล้วค่อยสร้างพฤติการณ์อย่างหนึ่ง จากนั้นท่านก็สามารถผุดเด่นขึ้นมาในสถาบันอำมหิต เรากลับมีคำแนะนำให้ท่านไปปฏิบัติประการหนึ่ง”

มันแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย แล้วจึงกล่าวว่า

“ท่านมีใบหน้างามหล่อเหลา ย่อมสามารถเป็นจอมมารผลาญบุปผาที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง มุ่งมั่นแต่ทำลายจิตใจสตรีทั่วใต้หล้า ฮา ฮา นั่นมีความหมายยิ่งนัก ท่านจัดการย่ำยีอิสตรีที่มารักท่านทีละคน แล้วก็สลัดทอดทิ้ง พวกนางภายหลังบ้างก็อัตวินิบาตกรรม บ้างก็จะพาตัวเองสู่ปรักอันโสมมเพราะท่าน”

ภายในห้องบังเกิดเสียงหัวร่ออันเหี้ยมเกรียมน่าหวาดหวั่นสองเสียง ซิเล้งมีเลือดลมระอุพลุ่งพล่าน แทบจะพังหน้าต่างเข้าไป สังหารอสูรร้ายทั้งสอง

แต่ตนพลันสงบจิตใจลง ทั้งนี้ก็เพราะวาจาตอนต่อมาของผู้ฝึกสอนแซ่ม๊ก มีความหมายอย่างยิ่งยวด

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กได้กล่าวกับพั่งจื๊อว่า

“ท่านนับเป็นอัจฉริยะที่ประเสริฐแสน ควรทราบว่าเราตั้งแต่รับหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน เคยฝึกหัดผู้คนจำนวนมาก แต่คนที่มีกมลโหดเหี้ยมเฉกเช่นท่านยังนับเป็นบุคคลแรก เราหากช่วยท่านจนสำเร็จ พวกผู้แซ่ปึงแซ่ก๊วย ก็ไม่กล้าแสดงอำนาจต่อหน้าเราแล้ว”

“ท่านได้ฝึกสอนผู้คนจำนวนเท่าใดแล้ว?”

“ในห้าปีที่ผ่านมา มีประมาณหนึ่งร้อยสามสิบกว่าคน แต่พวกมันล้วนมิใช่ส่วนสัดอันประเสริฐ”

พั่งกงจื้อถามว่า

“ในหนึ่งร้อยกว่าคน ล้วนไม่อาจฝึกสอนสำเร็จเลยหรือ? พวกมันหากล้มเหลว ก็กลับกลายเป็นบ่าวทาสกระมัง?”

“ส่วนใหญ่กลายเป็นบ่าวทาสตามเขตต่างๆ แต่บางคนเรายามขุ่นเคืองก็ควักหัวใจตับไตออกมารับประทาน สำหรับท่านหากแม้นล้มเหลว เราจะให้บริวารเคี่ยวเข็ญทรมานท่าน และทุกๆ วันเราจะตัดนิ้วมือหรือแล่เนื้อชิ้นหนึ่งย่างมารับประทาน จวบจนเลือดเนื้อทั่วร่างของท่านหมดสิ้นไป”

“ท่านผู้ฝึกสอนแซ่ม๊ก ไฉนจึงชิงชังข้าพเจ้าถึงปานนี้?”

“เพราะว่าท่านเป็นส่วนสัดที่ดีที่สุดในห้าปีนี้ เราจะต้องทำให้ท่านสำเร็จ หาไม่ตำแหน่งผู้ฝึกสอนของเราก็ไม่อาจดำรงอยู่ คงถูกส่งไปดูแลเดียรัจแนที่โสโครกเหล่านั้น”

พั่งกงจื้อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า

“ศิษย์ย่อมต้องกระทำอย่างสุดความสามารถ เพียงมิทราบว่าผู้แซ่ปึงแซ่ก๊วยที่ท่านกล่าวถึงเมื่อครู่นี้เป็นใคร?”

“พวกมันขณะนี้ต่างเลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการฝึกสอนแล้ว และกำลังฝึกอบรมผู้ทรงฝีมือที่มีวิชาหัตถ์เทพยดาไร้เทียมทานออกมา!”

ทั้งสองสนทนาถึงตอนนี้ ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กก็ใช้มือตบโต๊ะ ปรากฏสตรีเสื้อขาวสองนางเดินเข้ามา ในมือประคองอาหารและน้ำดื่ม ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกับพั่งกงจื้อพากันรับถาดมาคนละหนึ่งชุด

สตรีเสื้อขาวพอส่งอาหารแล้ว ก็ล่าถอยจากไป

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“เอียเท้าเหล่านี้คงไม่เลวกระมัง ท่านอย่าเข้าใจว่าพวกนางล้วนเป็นดรุณีอายุสิบแปดสิบเก้าปี ความจริงบางคนมีอายุสามสิบเศษ บางคนอายุเพียงสิบสองสิบสามปี!”

พั่งกงจื้อกล่าวอย่างสงสัยว่า

“พวกนางไฉนมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้?”

“พวกนางล้วนเป็นเครื่องมือทดลองของท่านประมุขเฒ่า อันท่านประมุขมีความแตกฉานในหลักวิชาแพทย์ ทำการค้นคว้าอยู่ทุกวัน เพื่อเป็นการพิสูจน์ฤทธิ์ยา จึงเสาะหาผู้คนมาทดลอง เราเพียงแต่ฝึกหัดพวกท่านสำเร็จ ท่านประมุขเฒ่ายามปลาบปลื้ม อาจจะประทานดวงตาและแขนให้กับเรา”

“อันบาดแผลพิการบนร่างของท่าน ผู้ใดลงมือกัน?”

“ยังมีผู้ใดสามารถทำร้ายพวกเราแห่งสถาบันอำมหิต ย่อมต้องเป็นเราลงมือเอง หากแม้นท่านครั้งต่อไป ไม่อาจผ่านด่านอุปสรรค ก็คงมีสารรูปเฉกเช่นกับเรา”

พั่งกงจื้อลูบคลำบาดแผลบนขาอ่อน พลันเข้าใจวาจาของมัน ทราบว่ามันใช้วิธีทำร้ายตัวเอง เพื่อต่อต้านเภทภัยอัคคีอสูรเผาผลาญจิตใจ

สภาพเช่นนั้นย่อมร้ายแรงขึ้นทุกขณะ กระทำติดต่อกันหลายครั้ง ความเจ็บปวดจากบาดแผลบนร่างกายไม่มีความหมาย ก็ย่อมต้องจัดการตัดข้อมือควักนัยน์ตา

แววอันแตกตื่นบนใบหน้าของพั่งกงจื้อ ปรากฏวูบเดียวก็สลายไป แหงนหน้าเปล่งเสียงหัวร่อกล่าวว่า

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ แต่หากแม้นสามารถฝึกวิชาไม้ตายได้สำเร็จ ดวงตาบอดไปข้างหนึ่งก็หาเป็นไรไม่”

“อือม์ น่าเสี้ยมสอนยิ่งนัก นับเป็นคนในสถาบันเราอย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว”

ทั้งสองยิ่งสนทนายิ่งถูกคอ แต่ทว่าหาใช่มีความรู้สึกฉันสหายเปี่ยมไมตรีไม่ หากแต่กมลสันดานสอดคล้องกัน ส่วนลึกในหัวใจยังมีความคิดเป็นศัตรูต่อกัน

นี่ต้นตอสืบเนื่องจากกมลสันดานอันโฉดชั่วของพวกมัน แม้กระทั่งญาติมิตรที่สนิทสนม ก็มีความคิดประทุษร้าย เพื่อสร้างความอิ่มเอมต่อดวงจิตอันอำมหิตของพวกมัน

ชั่วครู่ให้หลัง ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“เวลามีไม่มากแล้ว ท่านลองเปิดหน้าต่างมองไปที่เบื้องล่าง จากนั้นเราจะอธิบายเหตุผลบางอย่างให้ทราบ”

พั่งกงจื้อลงจากเตียง ผลักหน้าต่างออก สายตาพอกวาดมองไป ตึกศิลาที่ไม่มีหน้าต่างสี่แถวนั้นก็ปรากฏเข้ามาในคลองจักษุ ทั้งยังแลเห็นเหล่าสามีภรรยาที่ร่างเปล่าเปลือยมากมายหลายคู่บนพื้นหินอย่างชัดเจน

มันดูอยู่ครู่หนึ่งโดยที่มีศีรษะมิเบือนกลับ ได้กล่าวว่า

“คนเหล่านั้นล้วนเป็นสามีภรรยากันหรือ?”

นี่เป็นปัญหาที่ซิเล้งคิดจะถามไถ่เช่นกัน จึงเงี่ยหูรับฟังอย่างจดจ่อ

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“สถานที่เรียกว่าเซี่ยวอั้งโล้ว (แดนอัคคีเล็ก) ผู้คนเหล่านั้นเป็นบริวารที่ท่านประมุขเฒ่าเคยชมชอบมาก่อน มาตรแม้นภายหลังจะมีโทษทัณฑ์ผิดพลาด แต่ยังถูกขับไล่มายังสถานที่ซึ่งไม่ทารุณทรมานอย่างไต้อั้งโล้ว (แดนอัคคีใหญ่) หรือเชียะเอี่ยมเลี้ยงเง็ก (ขุมนรกอัคคีเพลิง) เลย

มันหยุดอยู่เล็กน้อย กล่าวสืบไปว่า

“คนเหล่านั้นแทบจะล้วนเป็นสามีภรรยา มีเพียงจำนวนน้อยที่มิใช่ และพวกมันต่างมีอุปนิสัยเช่นเดียวกัน คือยึดมั่นความบริสุทธิ์ของฝ่ายภรรยาจนเกินไป

หาทราบไม่ว่า มนุษย์เราโดยมิจำแนกบุรุษหรือสตรี ต่างต้องการความกระตุ้นที่แปลกใหม่ นิยมสมสู่อย่างสับสน พวกมันวันใดหากพบว่าภรรยานอกใจ ก็กระทำการขัดขวางซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่โง่เขลายิ่งนัก

พั่งกงจื้อถามว่า

“นี่มีอันใดมิถูกต้องเล่า?”

ซิเล้งก็รับฟังจนเลอะเลือนไม่เข้าใจ ได้ยินผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“ตามความคิดเห็นของท่านประมุขเฒ่า อากาศเช่นนี้กับนิสัยใจคอของมนุษย์มีส่วนสัมพันธ์อย่างแนบแน่น ยิ่งร้อนรุ่มเท่าใด ผู้กระทำความชั่วร้ายยิ่งมากขึ้น ดังนั้นท่านประมุขเฒ่าจึงจัดสร้างแดนอัคคีน้อยนี้เป็นพิเศษ เพื่อกระทำการทดลอง”

พั่งกงจื้อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“นี่อาจจะถูกต้องข้าพเจ้าจดจำได้ว่า เวลาที่ขึ้นมาอากาศอบอ้าวจิตใจของข้าพเจ้าก็พลอยกระสับกระส่ายขึ้นมาโดยมิรู้สึกตัว มักกระทำเรื่องราวที่ประหลาดพิกล”

“สมมุติว่าเป็นเรื่องอันใด?”

“บางครั้งข้าพเจ้าจะกักขักแมวสุนัขอยู่ในห้องเดียวกัน ปล่อยให้พวกมันต่อสู้กันจนเลือดหลั่งไหล บางครั้งก็ควักดวงตาพวกมันทิ้งไปดูพวกมันพลุ่งพล่านอยู่ในห้องพร้อมกับร้องโหยหวน รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่ง?”

มันเหลือบมองฝ่ายตรงข้ามวูบหนึ่ง แล้วค่อยกล่าวว่า

“บางครั้งข้าพเจ้าลอบดูสตรีอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าข้าพเจ้ามักจะจงใจส่งเสียงขึ้น ปล่อยให้พวกนางพบว่ามีคนแอบดู ยามนั้นสีหน้าท่าทางของพวกนาง นับว่าสนุกสนานยิ่งนัก!”

ซิเล้งได้ยินวาจาอันหยาบช้าเหล่านี้ ในใจลอดแผดด่าตลอดเวลา แต่ตนยังระงับอารมณ์มิลงมือ

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“อัจฉริยะ อัจฉริยะจริงๆ คาดมิถึงว่าท่านกลับคิดเรื่องอันมีรสชาติเหล่านี้ได้ แต่ทว่าท่านดูต่อไป สามีภรรยาหลายสิบคู่นั้น ขณะที่อากาศในแดนอัคคีเล็กร้อนรุ่มยิ่ง พวกมันต่างเซื่องซึมคิดหลับใหล จิตสำนึกชาด้าน ไม่คิดจะกระทำเรื่องราวอันใด”

“นั่นกลับเป็นความจริง อากาศร้อนเกินไปเกี่ยวกับทุกเรื่องราวก็ไม่กระตือรือร้น แต่จัดการสร้างเช่นนี้มีประโยชน์อย่างไร?”

“ท่านลองดูต่อไป”

พั่งกงจื้อจับตาดูอยู่ครู่หนึ่ง พลันกล่าวว่า

“เอ๊ะ มีบุรุษผู้หนึ่งลุกขึ้นมา ร่างของมันไม่อาจยืนตรงได้”

“อือม์ ฤทธิ์ยาในร่างกายของคนผู้นั้นเริ่มมีประสิทธิภาพแล้ว ฤทธิ์ยาชนิดนั้นสามารถต่อต้านความร้อน ดังนั้นมันจึงฟื้นฟูเรี่ยวแรง ส่วนด้านสติสำนึกยังไม่อาจหวนนึกถึงความหลัง เพ้อฝันถึงอนาคตเพียงรำลึกถึงเรื่องเฉพาะหน้า”

“อ้อ มันมองไปรอบบริเวณ สำหรับกับสตรีเปล่าเปลือยข้างกาย ไม่มีความชมชอบ แต่กลับเดินมาถึงข้างกายของสามีภรรยาคู่ที่อยู่ทางซ้ายมือ เริ่มต้นเล้าโลมฝ่ายสตรี”

“ท่านหากสังเกต จะเห็นว่า เงาร่างของฝ่ายบุรุษได้บดบังอยู่เหนือร่างของสามีคนนั้น เงาของมันทำให้ฝ่ายสามีลดถอยความร้อนอบอ้าวไปบ้าง จนฟื้นฟูเรี่ยวแรงเล็กน้อย ขณะนั้นมันย่อมพบว่าภรรยาของตัวเองมีส่วนสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้นจิตใจจึงเต็มไปด้วยความคลั่งแค้น”

“ตามเหตุผลควรเป็นเช่นนั้น การจัดสร้างเช่นนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”

ผู้ฝึกสอนแซ่ม๊กกล่าวว่า

“ยังมีความยอดเยี่ยมอีก ความคลั่งแค้นของหลอมละลายเป็นสัญชาตญาณป้องกันตัวเอง ทำให้มันไม่ขลาดเขลาอีก ท่านย่อมยังมิทราบว่าในอากาศที่ป่าเถื่อนดุร้าย ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนกลับกลายเป็นคนขลาด

มาตรแม้นว่าเวลามีพฤติการณ์จะดุดัน แต่จิตใจล้วนอ่อนแอ ไม่มีความคิดบุกรุกฉกชิงของผู้อื่น! มีแต่ความมักมาก อิจฉา และดิ้นรนเพื่อยังชีวิตอยู่”

พั่งกงจื้อกล่าวว่า

“นี่กลับเป็นเหตุผลอันพิกลที่ศิษย์ได้ยินเป็นคราแรก”

“อันดินแดนที่อบอุ่นทั่วไป มนุษย์ไม่ต้องการเสื้อผ้าสิ่งของต่อต้านความหนาวเหน็บ และพื้นดินอุดมสมบูรณ์ได้รับง่ายดายเพราะเหตุนี้ความคิดฉกชิงของมนุษย์จึงน้อยนิด ทำให้นิสัยใจคอขลาดเขลา มักอาศัยแผนการทำร้ายผู้คน ท่านเข้าใจหรือไม่?”

พั่งกงจื้อความจริงยังมิเข้าใจ แต่ได้ผงกศีรษะ กล่าวว่า

“เข้าใจแล้ว สำหรับเหตุการณ์เบื้องหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป?”

“ผู้เป็นสามีคนนั้นทราบว่ากำลังกายมีจำกัด ดังนั้นแม้จะเดือดดาลก็ยังแสร้งเป็นหลับใหล รอจนชายชู้หญิงชั่วคบหากันแล้ว ท่านคอยดูผลสุดท้ายเถอะ”

พั่งกงจื้อรู้สึกกระตือรือร้นยิ่ง จ้องมองสภาพที่พื้นหินซึ่งซิเล้งเคยพบมาแล้ว สามารถทราบดีมิจำเป็นต้องดูด้วย

พั่งกงจื้อพลันส่งเสียงขึ้นว่า

“ชายหญิงคู่นั้นวิ่งไปห้องศิลาแล้ว ประหลาดแท้หรือพวกมันไม่เกรงว่าผู้คนจะพบเห็นด้วย?”

“นั่นกลับมิใช่ เนื่องจากพวกมันทราบว่า ท่ามกลางเปลวแดดแผดจ้า ไม่มีความประเสริฐ จึงไปในห้องศิลา”

อือม์ สตรีเปล่าเปลือยเหล่านั้น ส่วนสัดประเสริฐยิ่งรอจนข้าพเจ้าฝึกปรือฝีมือสำเร็จ ย่อมต้อง…”

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here