๖๑
♦ เหตุผลสมบูรณ์พร้อม ♦
……………

ซิเล้งผงกศีรษะตลอดเวลากล่าวว่า

            “ถูกแล้ว”

            หากแม้นเป็นผู้อื่น มิว่าอย่างไรก็ต้องไปสืบเสาะให้รู้แจ้ง แล้วจึงยอมเชื่อถือ แต่ท่านหาเป็นเช่นนั้นไม่ ท่านมิกล้าไปสืบเสาะเนื่องจากท่านมีคุณธรรมอันดีงาม ส่วนลึกของหัวใจหวั่นเกรงว่า เรื่องนี้หากสืบจนเป็นความจริง ท่านก็ไม่สามารถจัดการเลย”

            นางแมงมุมขาวอดมิได้ต้องเอ่ยสอดว่า

“นี่ก็มิใช่ความผิดของซิตั่วกอ…”

กี้เฮียงเค้งผงกศีรษะแย้มยิ้มให้กับนางกล่าวว่า

“ถูกต้อง ล้วนไม่มีส่วนสัมพันธ์กับมัน แต่อาเล้งมิได้คาดคิดเช่นนั้น และหากจูกงเม้งจัดการกับท่านโดยแผนการนี้ ก็จะมิประสบผลเด็ดขาด”

นางหยุดอยู่เล็กน้อย กล่าวสืบไปว่า

“เรื่องนี้ มีแต่ข้าพเจ้าที่สามารถทำให้อาเล้งวางใจไปสืบเสาะ เพราะว่าข้าพเจ้ามีเหตุผลสามประการ เพียงพอต่อการชะล้างมลทินที่แป๊ะบ้อ (ป้า) ผู้ล่วงลับถูกใส่ไคล้!”

ซิเล้งคุกเข่าโครมลงบนพื้น หยาดน้ำตาไหลรินพร่างพรูกล่าวว่า

“เค้งเจ้เจ๊ หากแม้นท่านกระทำได้ ผู้น้องแม้จะเป็นข้าทาสพาหนะใช้สอย ก็ยังมิอาจทดแทนพระคุณ”

ทุกผู้คนแลเห็นซิเล้งพลุ่งพล่านถึงปานนี้ ล้วนแต่แตกตื่นจนตะลึงลานไป

กี้เฮียงเค้งนั่งแน่วนิ่งดังเดิม แต่ดวงตาได้ทอประกายอันเมตตาปรานี จับจ้องซิเล้ง กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“นี่เป็นเรื่องที่คู่ควรต่อการร่ำไห้ อา ตระกูลซิของท่านถูกขุนนางทรยศปรักปรำโดยการชักจูงของจูกงเม้ง ทำให้ทั้งครอบครัวถูกประหารสิ้น และเจ้าก็แทบจะหลงเชื่อวาจาของจอมอสูร ทำลายตัวเองไป”

ผู้คนที่ร่วมอยู่ นอกจากโค้วเพ้งอาชุนแล้ว ล้วนทราบว่าการที่กี้เฮียงเค้งสะกิดถึงเรื่องอันขมขื่นใจ ก็เพื่อกระตุ้นให้ซิเล้งระบายความเศร้าโศกในใจออกมา

จริงดังคาดหมาย ซิเล้งได้เปล่งเสียงร่ำไห้อยู่ครู่ใหญ่ แต่แล้วก็สงบลงได้อย่างรวดเร็ว

กี้เฮียงเค้งฉุดลากซิเล้งให้ลุกขึ้น แล้วจึงกล่าวว่า

“อาเล้ง ท่านนั่งให้ดี รับฟังข้าพเจ้าบอกเหตุผลทั้งสามประการ จากนั้นค่อยไปสืบเสาะ เรื่องราวย่อมกระจ่างแจ้งเอง

ประการแรก การที่ตระกูลซิถูกทำลายล้างหามีส่วนเกี่ยวข้องกับมารดาท่านไม่ ล้วนเกิดจากจูกงเม้งซึ่งยึดสรณะของสถาบันอำมหิต ต้องการประทุษร้ายขุนนางผู้สัตย์

ข้าพเจ้าคราก่อนไปที่เมืองหลวง สืบเสาะเรื่องนี้ถึงหลายเดือนเคยอยู่ในที่พักของขุนนางกังฉิน ค้นพบบันทึกคดีซึ่งมีจดหมายลับของจูกงเม้งปะปนอยู่ อ้างว่าบิดาท่านมีภูมิปัญญายอดเยี่ยมสมควรรีบเร่งกำจัด แล้วเหล่าขุนนางกังฉินค่อยมีตำแหน่งสูงขึ้น

จากข้อนี้แสดงว่า จูกงเม้งคือต้นตอแห่งเภทภัย การที่ผลักไสไปยังซิฮูหยิน ล้วนแต่เป็นการใส่ใคล้ปรักปรำ”

นางจับจ้องซิเล้ง ทราบว่าหลักฐานข้อนี้ ได้มีประสิทธิภาพแล้วจึงกล่าวอีกว่า

“หลักฐานประการที่สอง ก็อยู่ในบันทึกคดี ซึ่งเป็นคำรายงานลับของหัวหน้าประหาร ประทับตราตำแหน่งด้วย บ่งบอกผู้ถูกฆ่าทิ้งไปอย่างละเอียด ซึ่งมีซิฮูหยินรวมอยู่ด้วย สำหรับเหตุผลของข้าพเจ้าเหล่านี้ยังมีเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในเมืองหลวง เชื่อถือได้อย่างยิ่ง”

ซิเล้งระบายลมหายใจยาวๆ ออกมา รู้สึกปลอดโปร่งโล่งอารมณ์ แต่ก็อดเศร้าโศกมิได้ในข้อที่ว่ามารดาผู้ให้กำเนิดถูกประหารไปด้วยจริงๆ

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“หลักฐานประการที่สามก็คือ บุคคลและสถานที่ซึ่งจูกงเม้งอ้างอิงถึง แม้จะมีจริงก็ล้วนปลอมแปลงขึ้น พวกเราหากเร่งรุดไป ข้าพเจ้าก็สามารถพิสูจน์อย่างง่ายดาย!”

ฉี้อิงกล่าวสอดว่า

“เค้งเจ้เจ๊ทราบได้อย่างไรว่า สามารถพิสูจน์ความจริงเท็จได้ทันที?”

“เรื่องนี้ชัดเจนยิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่าแผนชั่วร้ายของจูกงเม้งนี้ได้กำหนดขึ้นอย่างเร่งรีบ หลังจากที่อาเล้งมีเกียรติภูมิอันกระเดื่องดัง เพราะเหตุนี้สตรีที่ปลอมแปลงเป็นซิฮูหยิน เมื่อมิได้รับการอบรมอย่างยาวนาน เวลาซักไซ้ย่อมสามารถเสาะพบข้อพิรุธ”

นางเพียงหยุดเล็กน้อย ก็กล่าวต่อไปว่า

“พร้อมกับนั้นเวลาที่นางโยกย้ายสถานที่ รับรองว่าไม่สอดคล้องกับเวลาที่ตระกูลซิถูกทำลายลบล้าง เพียงแต่ไล่เรียงโดยมิผ่อนคลาย ก็จะทราบชัดกระจ่าง

โดยสรุปแล้ว การวางแผนของจูกงเม้งไม่รอบคอบเท่าใด แต่เนื่องจากเห็นซึ้งถึงอุปนิสัยใจคอของอาเล้งจึงใช้แผนการนี้ ในความคิดของมัน ซิเล้งมิกล้าไปสืบเสาะเลย ดังนั้นก็ไม่ต้องทุ่มเทกำลังสมองไปในการสร้างสรรเหตุการณ์”

ซิเล้งเชื่อถือจนหมดสิ้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากท่าทีของตน ดังนั้นเมฆหมอกมืดครึ้มที่ปกคลุมอยู่ ก็ถูกขจัดไปสิ้น ทั้งหมดล้วนรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ

ประกายตาของกี้เฮียงเค้ง กวาดมองไปยังฉี้อิงและอุ้ยเซี่ยวย้ง หัวร่ออย่างนุ่มนวลกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าได้บอกแล้วว่า ปัญหาที่จะต้องคลี่คลายมีมากมาย แต่ขณะนี้ข้าพเจ้าคิดจะให้ทั้งหมดพบพานบุคคลบางคนเสียก่อน”

ซิเล้งกล่าวอย่างลิงโลดว่า

“ได้มีซือแป๋ข้าพเจ้าอยู่ด้วยหรือไม่?”

“ท่านมิว่าช้าเร็วก็ต้องได้พบพานท่านผู้เฒ่า แต่ท่านยังคงตระเตรียมตัวรับการด่าอย่างดุดันของท่านผู้เฒ่าเถอะ”

นางหมายถึงเรื่องที่ซิเล้งมิยอมรับฉี้อิงเป็นภรรยา ซิเล้งทั้งสงสัยไม่เข้าใจ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น เงาร่างสองสายตรงกันเข้ามา กลับเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี และเกาะกุมมือด้วยกัน

หนุ่มสาวผู้นี้คงคาดมิถึงว่า ภายในห้องจะมีผู้คนมากมายถึงปานนี้ จึงงงงันไปวูบหนึ่ง

ในยามนี้ ทั้งหมดล้วนจดจำได้ว่า ผู้ที่มาคือลี้ซานึ้ง ส่วนอิสตรีนั้นรูปโฉมพอนับว่าสวยงาม และส่วนสัดก็อวบอัดสมบูรณ์เป็นพิเศษ นางแมงมุมขาวรู้จักฝ่ายสตรีว่าคือแป๊ะเอ็ง ภายหลังติดตามลี้ซานึ้งไปเมืองฮั่งจิว อยู่กินฉันสามีภรรยา

แต่ซิเล้ง ฉี้อิง และพวกหาทราบเรื่องไม่ จึงจับจ้องแป๊ะเอ็งอย่างตื่นเต้นสงสัย ซิเล้งคราก่อนแทบถูกเรือนกายของแป๊ะเอ็งเย้ายวน ย่อมจดจำได้ แต่ไม่เข้าใจว่า นางไฉนอยู่ร่วมกับลี้ซานึ้ง

กี้เฮียงเค้งหัวร่อพลางกล่าวว่า

“ลี้ซานึ้งกับภรรยาท่านมาได้อย่างประเสริฐ ในวันนี้นับว่าผู้รู้จักล้วนชุมนุมด้วยกัน คู่ควรกับการปลาบปลื้มลิงโลด”

ลี้ซานึ้งแสดงความคารวะต่อทุกผู้คน และแนะนำแป๊ะเอ็งให้ทั้งหมดรู้จัก อ้างว่าเป็นภรรยาของมันและอย่างบอกกล่าวว่า เมื่อสองเดือนก่อนเพิ่งกำเนิดบุตรชายผู้หนึ่ง

การปรากฏกายของทั้งสอง ได้ก่อเกิดความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกผู้คนทราบดีว่า ในเมื่อลี้ซานึ้งมีภรรยาและบุตร ฉี้อิงเท่ากับมีร่างกายเป็นอิสระ

และมิว่าจะมองแง่ใด ซิเล้งหากรับฉี้อิงเป็นภรรยาในด้านมโนธรรมหรือคุณธรรม ล้วนมิมีส่วนผิดพลาดแม้แต่น้อย

เพียงแต่ทุกผู้คนล้วนมิพาดพิงถึงเรื่องนี้ กี้เฮียงเค้งกล่าวขึ้นว่า

“อาเล้ง ท่านยังจดจำความหลังเมื่อคราวที่ท่านกับลี้ซานึ้งมายังนานกิง สืบเสาะร่องรอยของลี้ซานึ้งได้หรือไม่?”

ซิเล้งผงกศีรษะ รับว่าจดจำได้ กี้เฮียงเค้งกล่าวอีกว่า

“ถ้าเช่นนั้นบัดนี้ข้าพเจ้าจะบอกความลับกับท่านเรื่องหนึ่ง กล่าวคือลี้ซานึ้งได้สืบทราบร่องรอยของจูกงเม้งเนิ่นนานแล้ว แต่เนื่องจากมันกับซ้อจื้อ (ยกย่องภรรยาของสหาย) ท่านนี้ มีความรักอย่างลึกซึ้ง

ขณะนั้นซ้อจื้อท่านนี้ยังตกอยู่ในเงื้อมมืออสูรจูกงเม้งเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายอำมหิตยิ่ง ได้แทรกซึมพิษร้ายอยู่ในร่างของซ้อจื้อท่านนี้หากมิรับประทานยาขจัดพิษตามกำหนดเวลา ก็จะต้องตกตาย

เพราะเหตุนี้ ลี้ซานึ้งเกรงว่าจูกงเม้งหากถูกฆ่าทิ้ง ซ้อจื้อท่านนี้ก็ยากจะมีชีวิต จึงชักช้ามิได้ส่งข่าวกับท่าน ทำให้อีกเนิ่นนานพวกเราค่อยสามารถลงมือ”

ลี้ซานึ้งมีสีหน้าละอายใจกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามิสมควรเพราะเรื่องส่วนตัว ทำให้แผนการใหญ่แทบล้มเหลว”

“นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เพียงแต่ขณะนี้พอหวนนึกถึงขึ้นมาวันนั้นหากมิใช่นางแมงมุมขาวน้องเราลงมือสกัดจุดของท่าน จนมิอาจเคลื่อนไหว ท่านก็คงตกตายอยู่ข้างกายของซ้อจื้อท่านนี้ตั้งเนิ่นนานแล้ว”

เรื่องนี้นอกจากปึงเซียะที่ล่วงรู้ด้วย ผู้อื่นหาทราบไม่ ซิเล้งถามไถ่กี้เฮียงเค้งว่า

“นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

“ขณะที่พวกเรากำลังรวบรัดสถานการณ์ นางแมงมุมขาวได้เสาะพบลี้ซานึ้ง ขณะนั้นซ้อจื้อท่านนี้พิษร้ายในกายเริ่มกำเริบมีความเจ็บปวดยิ่ง ลี้ซานึ้งมีความรักต่อนางอย่างลึกซึ้ง ยามอับจนปัญญา ก็คิดจะลงมือฆ่านาง แล้วค่อยอัตวินิบาตกรรมตัวเอง”

ซิเล้งรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ได้ยินลี้ซานึ้งกล่าวว่า

“กี้โกวเนี้ยในเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็ขอบ่งบอกความสัตย์ข้าพเจ้ากับภรรยา สำนึกในพระคุณท่านกับนางแมงมุมขาวโกวเนี้ยตลอดเวลาหากมิใช่ท่านทั้งสองประทานการช่วยเหลือ เราสองไหนเลยจะมีวันเวลาที่เป็นสุขเช่นนี้”

ขณะนี้ความปลอดโปร่งปลื่มปีติในใจของซิเล้งสุดที่จะบรรยายเป็นถ้อยอักษร ตนทราบดีว่า ลี้ซานึ้งมีความรักต่อแป๊ะเอ็งอย่างจริงใจ หาใช่กี้เฮียงเค้งหรือผู้ใด หาทางให้มันทั้งสองครองคู่กันไม่

ดังนั้นจึงพบเห็นว่า วัตถุกางกั้นระหว่างตนกับฉี้อิง ได้ปลาสนาการไปโดยสิ้นเชิงแล้ว!

หมายความว่า ตนมิมีภาระรับผิดชอบในด้านคุณธรรมประจำใจ ทั้งนี้ก็เพราฉี้อิงมีร่างกายเป็นอิสระแล้ว แต่พอหวนนึกถึงอุ้ยเซี่ยวย้ง จิตใจก็พลันหนักอึ้งเคร่งเครียดขึ้นมา

ตนกับอุ้ยเซี่ยวย้งมีการหมั้นหมายแล้ว แต่คราก่อนขณะอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ตนรู้สึกว่าพฤติการณ์ดังว่าเป็นหนทางที่งามพร้อมทั้งสองด้าน

ประการที่หนึ่ง ทำให้อุ้ยเซี่ยวย้งไม่ตรมตรอมใจเพราะความผิดหวัง และประการที่สอง ข่าวคราวนี้หากแพร่งพรายสู่วงพวกนักเลง ฉี้อิงก็จะเลิกร้างความรักเก่าก่อน เสาะแสวงหาบุรุษเพศที่คมคายคนอื่น

แต่บัดนี้ตนจะกระทำอย่างไร? มาตรแม้นว่าคราก่อนจับฮึงไต้ซือมีเงื่อนไขอยู่ว่า จะต้องให้อุ้ยเซี่ยวย้งหาทางทำให้ฉี้อิงก็อยู่กินกับซิเล้ง จึงยินยอมมอบนางร่วมพิธีวิวาห์ด้วย

แต่ต่อมาภายหลัง อุ้ยเซี่ยวย้งเฝ้ารอคอยตนอยู่นอกตำหนักลับ ท่ามกลางสถานการณ์ที่สูญสิ้นความหวัง อากาศที่หนาวเหน็บทารุณเป็นเวลานานปีเศษ

ความรักอันลึกซึ้งของนาง แม้จะเป็นผู้ชาด้านไร้ความรู้สึกยังต้องตื้นใจ มิว่านางต้องการอย่างไรก็สมควรปฏิบัติตาม อาทิ นางหากคิดให้ซิเล้งรับตัวเองเป็นภรรยา ก็มิมีทางปฏิเสธ

จิตใจของฉี้อิงก็เคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่านางก็รับทราบเหตุการณ์ที่อุ้ยเซี่ยวย้งช่วยเหลือซิเล้ง ดังนั้นพลันครุ่นคิดขึ้นว่า ตัวเองแม้จะยินยอมให้ซิเล้งรับนางเป็นภรรยา แต่นางจะยินยอมปกครองสามีคนเดียวร่วมกันหรือไม่?

ในด้านความสำเร็จของสตรีทั้งสองฝ่าย อุ้ยเซี่ยวย้งยังสูงล้ำกว่าฉี้อิงเสียอีก และคราก่อนฉี้อิงแม้เคยมีพระคุณต่อซิเล้ง แต่บัดนี้อุ้ยเซี่ยวย้งก็ให้การช่วยเหลือซิเล้งอย่างมากมายด้วย

จิตใจของฉี้อิงได้ครุ่นคิดอย่างสับสน กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ามีวาจาหลายประโยค คิดสนทนากับอาเล้ง อาอิง และอุ้ยโกวเนี้ย ผู้ที่เหลือขอให้ออกไปชั่วคราวเป็นอย่างไร?”

พริบตาเดียวภายในห้องก็เหลือแต่พวกซิเล้งทั้งสี่คน กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวอย่างจริงจังว่า

“อุ้ยเซี่ยวย้งน้องเรา ขอถามท่าน ท่านกับอาเล้งมีการหมั้นหมายกันแล้วหรือไม่ หากมีผู้ใดเป็นฝ่ายจัดการ อาเล้งรับปากตกลงด้วยหรือไม่?”

นางพอเอ่ยปาก ก็ถามไถ่ปัญหาสำคัญ ซิเล้ง ฉี้อิง อุ้ยเซี่ยวย้ง ล้วนรู้สึกตื่นเต้นตึงเครียด

อุ้ยเซี่ยวย้งก้มศีรษะกล่าวว่า

“พวกเรามีการหมั้นหมายกันแล้ว และบิดามารดาข้าพเจ้าเป็นฝ่ายจัดการ อาเล้งก็ตกลงด้วย และได้แสดงความคารวะต่อบิดามารดาฉันบุตรเขย”

ฉี้อิงได้ยินวาจาเช่นนั้น ก็แทบจะสลบไสลไป

ซิเล้งมิส่งเสียงแม้แต่น้อย แสดงว่าวาจาของอุ้ยเซี่ยวย้ง ล้วนเป็นความสัตย์จริง

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“อือม์ สำหรับอาอิงได้เคยสาบานว่าจะครองคู่ร่วมกับอาเล้งแล้ว”

อุ้ยเซี่ยวย้งพลันกล่าวว่า

“ตามความเห็นของผู้น้อง คาดว่าฉี้อิงเจ้เจ๊ภายหลังคงมิยอมแต่งงานกับซิเล้งใช่หรือไม่?”

“เราเค้งเจ้เจ๊ขอตอบปัญหานี้ นี่มิใช่เรื่องยินยอมหรือไม่ หากแต่ลี้ซานึ้งได้คอยคั่นกลางอยู่ แน่นอนบัดนี้รูปการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปลี้ซานึ้งมีนางในดวงใจแล้ว และยังกำเนิดบุตรชาย อุปสรรคระหว่างซิเล้ง ทั้งสองก็ปลาสนาการไป”

อุ้ยเซี่ยวย้ง กล่าวอย่างลิงโลดว่า

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉี้เจ้เจ๊ก็ยินยอมแต่งงานกับอาเล้งแล้ว? นั่นก็ประเสริฐมาก เพราะว่าบิดาคราก่อนเสนอเงื่อนไขว่า ก็ต้องให้ฉี้เจ้เจ๊แต่งงานกับอาเล้ง ข้าพเจ้าจึงสามารถเข้าสู่ตระกูลซิ”

ข้อสรุปของอุ้ยเซี่ยวย้งนี้ นอกเหนือความคาดหมายของผู้คนอย่างแท้จริง

กี้เฮียงเค้งปลื้มปีติจนหัวร่อออกมา กล่าวว่า

“นั่นนับว่าประเสริฐแท้ บัดนี้พวกเราไปกราบพบท่านลุงแซ่อาวเอี้ยง ปล่อยให้ท่านผู้เฒ่าปั้นหน้าดุด่าอาเล้งสักพักหนึ่ง ลุงแซ่อาวเอี้ยงขณะนี้ ซือแป๋ของกิมเม้งตี้ท่านลุงแซ่ฉื่อได้ร่วมอยู่ด้วย ยังมีงี่แป๋ (ฉี้น่ำซัว) ของข้าพเจ้า พิธีวิวาห์ของอาเล้ง สามารถกำหนดอย่างเป็นทางการ”

ทุกผู้คนล้วนปลาบปลื้มยินดี ซิเล้งนับเป็นคราแรกที่รู้สึกปลอดโปร่งสบายใจในรอบปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฉมสะคราญทั้งสองนี้ล้วนมีบุญคุณอันลึกล้ำ มิว่าจะทอดทิ้งผู้ใด ก็รู้สึกไม่สบายใจ

บัดนี้มิเพียงแต่ความคับแค้นในใจของตนได้ขจัดปัดเป่าไป แม้กระทั่งปัญหาเกี่ยวกับฉี้อิงอุ้ยเซี่ยวย้งก็สามารถคลี่คลายแล้ว ดังนั้นตนแทบโขกศีรษะขอบพระคุณต่อกี้เฮียงเค้ง

หลังจากนั้นทั้งหมดได้ไปยังห้องหับหลังหนึ่งที่ตึกข้างเคียงกราบพบขุนพลไร้กร เทพเจ้าสันโดษ ฉี้น่ำซัว และพบพานกับกิมเม้งตี้ ทุกเรื่องราวดำเนินอย่างราบเรียบ บุคคลทั้งหมดต่างสบายใจ

กิมเม้งตี้บอกกล่าวกับปึงเซียะว่า ได้เชื้อเชิญให้ขุนพลไร้กรกับเทพเจ้าสันโดษเฝ้าอยู่นอกคฤหาสน์ ดังนั้นขณะที่ผู้ทรงฝีมือของสถาบันอำมหิตหลบหนีไป มันจึงไล่ล่าติดตาม

แต่ผลสุดท้าย ฝ่ายศัตรูกลับหลุดพ้นไปได้ ที่แท้ทางฝ่ายตรงข้าม มีความกลองกลิ้งเป็นอย่างยิ่ง ซื้อหาคฤหาสน์หลังข้างเคียงก่อสร้างทางลับใต้ดิน

คราครั้งนี้กลับใช้เป็นประโยชน์ ขุนพลไร้กรกับเทพเจ้าสันโดษมิได้พบพานแม้แต่เงาของศัตรูเลย

ฉี้น่ำซัวพลันขอร้องให้ทั้งหมดเลิกรากันไป เพื่อให้คู่บ่าวสาวมีเวลาอยู่ร่วมกันในห้องหอ

วันรุ่งขึ้น ความครึกครื้นในคฤหาสน์นี้ยังมิลดน้อยไป ชนชาวบู๊ลิ้มอีกจำนวนมาก ได้เร่งรุดมาอวยพร คิดยลชมกิมเม้งตี้ผู้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุค

แต่ทว่า มิมีผู้ใดทราบว่า ซิเล้งเร้นกายอยู่ในที่นี้ กี้เฮียงเค้งเข้าใจว่านี่เป็นไพ่ใบสำคัญ สมควรรักษาเป็นความลับขั้นสุดยอด

แน่นอน หากแม้นมิใช่ขุนพลไร้กรกับเทพเจ้าสันโดษล้วนไม่มาด้วย จนเป็นการชุมนุมผู้ทรงฝีมือครั้งใหญ่ที่สุด นางไม่จำเป็นต้องระมัดระวังหวั่นเกรงว่าฝ่ายศัตรูจะลอบทำลายล้างเลย

ในวันที่สอง นางได้หารือกับพวกซิเล้งว่าจะจัดการระดมกองทัพที่เข้มแข็ง และกลุ่มคนใช้ต้านทานกับขบวนนางเฒ่าผึ้งอย่างไร

ด้านเกณฑ์ทัพทหารซิเล้งกลับมีหนทางอยู่ เนื่องจากตนหวนนึกถึงคราครั้งกระโน้น ขณะฝึกฝีมือกับขุนพลไร้กรที่หาดบารมีเกริกไกร ผู้บัญชาการทหารประจำเมืองนั้นนาม ฮ่อง้วนไค เคยให้การช่วยเหลือในด้านเสบียงอาหารกับเครื่องนุ่งห่ม ครานี้อาจจะไปขอความช่วยเหลือได้

เพียงแต่เรื่องเสาะหาผู้คนต่อต้านกับขบวนนางเฒ่าผึ้ง ทุกผู้คนเห็นพ้องกับความคิดของกี้เฮียงเค้งที่ว่า สรรหานักโทษประหารปฏิบัติการณ์เพื่อลบล้างความผิด และหากมีบิดาหรือครอบครัว ก็จะให้การเจือจุนอุปการะ

หากทว่า เวลาดำเนินการณ์มีอุปสรรคยิ่ง ขั้นแรกจะผ่านด่านทางเมืองหลวงอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นนักโทษประหารก็ต้องเสนอเรื่องราวประกอบการพิจารณาเป็นขั้นๆ จนถึงองค์กษัตริย์

ความจริง เรื่องราวรวมกองทหารบุกเข้าทำลายล้างอาณาจักรอัคคี ก็หาใช่ภาระที่ผู้บัญชาการทหารที่หาดบารมีเกริกไกรสามารถรับไว้ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีอุปราชให้ความช่วยเหลือด้วย

กี้เฮียงเค้งแลเห็นทุกผู้คนไม่มีความคิดเห็นเสนอแนะ จึงกล่าวว่า

“พวกเรามิต้องกังวลใจในเรื่องนี้ชั่วคราว ความจริงข้าพเจ้ามีการขบคิดคำนวณและวางแผนการบ้างแล้ว บัดนี้จะขอดูว่าเจตนาของฟ้าคืนจะเป็นอย่างไร อย่างช้าประมาณครึ่งเดือน อย่างเร็วสิบวัน สมควรมีข่าวคราวมา ทำให้สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง”

ทุกผู้คนที่อยู่ร่วม ย่อมไม่มีผู้ใดทราบถึงความหมาย แม้แต่กิมเม้งตี้ก็มินอกเหนือกฎเกณฑ์

กี้เฮียงเค้งกล่าวอีกว่า

“อาเล้ง ท่านค่ำคืนนี้ก็ปลอมแปลงรูปโฉมลอบเดินทางไปยังหาดบารมีเกริกไกร ปฏิบัติงานตามคำชี้แจงในถุงย่ามของข้าพเจ้า”

อุ้ยเซี่ยวย้งกับฉี้อิงทั้งสอง ล้วนมิกล้าแสดงแววอาลัยอาวรณ์ กี้เฮียงเค้งก็จับจ้องพวกนางกล่าวว่า

“พวกท่านก็มีภารกิจ ประมาณแปดถึงสิบวันให้หลัง พวกเราที่เป็นอิสตรี จะปลอมแปลงเป็นบุรุษเดินทางสู่เมืองหลวงกับเม้งตี้ปึงเซียะ ยังมีเรื่องมากมายต้องกระทำอีก”

ซิเล้งในคืนนั้นก็ปลอมแปลงรูปโฉม เร่งรุดสู่หาดบารมีเกริกไกร เส้นทางนี้มีระยะทางหลายพันลี้ ซิเล้งถึงที่หมายในเวลาเที่ยงคืนก็ขอเข้าพบฮ่อง้วนไค ประกาศนามออกไปโดยมิปิดบัง

ฮอง้วนไคเชื้อเชิญซิเล้งเข้าพบทันที มันเป็นนายทหารที่มีท่วงท่าลึกซึ้งชำนิชำนาญ ซิเล้งเพิ่งพบพานมันเป็นคราแรก ก็รู้สึกนิยมนับถือ

ฝ่ายฮ่อง้วนไคก็ปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก มันยังจดจำพระคุณที่ซิเล้งเคยช่วยปราบโจรสลัดญี่ปุ่น และภายหลังได้ยินเกียรติภูมิในวงพวกนักเลงของซิเล้ง ทั้งสองฝ่ายสนทนาเพียงครู่เดียวก็ถูกคอกันอย่างยิ่ง

ฮ่อง้วนไคพลันกล่าวว่า

“ซิเฮีย บ้านเมืองเรามีข่าวคราวน่ายินดี ควรค่าแก่การเอ่ยอ้างต่อท่านเรื่องหนึ่ง กล่าวคืองุ่ยตงเฮี้ยง ขุนนางกังฉินได้ถึงแก่กาลอวสานเสียแล้ว”

ซิเล้งรับทราบข่าวด้วยปลาบปลื้ม งุ่ยตงเฮี้ยงคือเครื่องมือที่จูกงเม้งใช้ให้ทำลายล้างตระกูลซิ บัดนี้ก็ต้องถูกล้างล้มไป

หลังจากสนทนาเรื่องของบ้านเมืองก็พาดพิงถึงเหตุการณ์ด้านสลัดญี่ปุ่น คุกคามด้านเขตทะเล ซิเล้งถามไถ่ว่า

“ท่านผู้บัญชาการ มิทราบว่าร่องรอยเกี่ยวกับตัวเจียะฉั้งฮ้งผู้นำสลัดญี่ปุ่นหรือไป?”

“เจียะฉั้งฮ้งผู้นี้ แม้เป็นชาวต่างชาติ แต่ก็น่าคบหายิ่ง ข้าพเจ้ามีการติดกับมันอยู่เสมอ และเมื่อสองเดือนก่อน มันพลันมาหาข้าพเจ้า ในงานเลี้ยงดื่มกินกันมันแพร่พรายว่าคิดจะประกาศล้างมือแล้ว”

“อา เภทภัยจากโจรสลัดกำลังรุนแรงยิ่ง ทางภาคเหนือนี้เนื่องจากมีเจียะฉั้งเฮียเป็นผู้นำ จึงประเสริฐกว่าแห่งอื่น มันหากคิดล้างมือ ประชาชนแถบนี้ก็จะได้รับความเดือดร้อน นี่จะทำอย่างไร?”

ฮ่อง้วนไคกล่าวว่า

“สลัดญี่ปุ่นล้วนเป็นผู้ป่าเถื่อนโหดร้าย ภายใต้การควบคุมของเจียะฉั้งฮ้ง ไม่สามารถอาละวาดตามอารมณ์ พอเนิ่นนานเข้าย่อมมีความเครียดแค้นอาฆาต ตำแหน่งผู้นำของเจียะฉั้งฮ้ง สามารถดำรงได้นานเท่าใด เป็นปัญหายิ่งนัก”

“อ้อ ที่แท้เจียะฉั้งเฮียยังมีความคับแค้นใจถึงปานนี้”

“ก่อนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกกังวลใจในตัวเจียะฉั้งเฮีย พอทราบว่ามันคิดจะล้างมือก็ยินดีด้วย”

หยุดอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวอีกว่า

“สำหรับด้านปราบสลัดญี่ปุ่น ผู้นำสำคัญในขณะนี้คือท่านแม่ทัพเช็กกี่กวง ซึ่งมีความสามารถประจำแผ่นดินเม้งของเรา เชื่อมั่นว่าในสองสามปีนี้ เหล่าสลัดก็จะถูกขับไล่ไปโดยสิ้นเชิง”

ซิเล้งรับฟังจนจบ พลันกล่าวอย่างจริงจังว่า

“ข้าพเจ้ามายังหาดบารมีเกริกไกรนี้ ก็ต้องการทำความรู้จักกับท่าน และขอความช่วยเหลือด้วย”

ตนบอกกล่าวเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันอำมหิตออกไป ทำให้ฮ่อง้วนไครู้สึกว่า การทำลายล้างสถาบันอำมหิต เป็นภาระที่จำเป็นต้องกระทำอย่างรีบด่วน เพื่อสยบความเดือดร้อนของประเทศชาติ

สุดท้ายจึงกล่าวว่า

“กี้เฮียงเค้งเจ้เจ๊ของข้าพเจ้าเสนอะแนะว่า สมควรมีทหารเข้มแข็งจำนวนพัน บุกทำลายอาณาจักรอัคคี และข้าพเจ้าคิดว่ามีแต่ขอความช่วยเหลือจากท่าน”

ฮ่อง้วนไคกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“ที่แท้ต้นตอของภัยทางบ้านเมืองทั้งมวล ล้วนเกิดจากสถาบันอำมหิต… ทหารทางหาดเราแม้นับว่าเข้มแข็ง เพราะฝึกฝนเป็นอย่างดี แต่หากระดมไปเป็นจำนวนพัน การรักษาเขตทะเลก็จะว่างเปล่า

พร้อมกับนั้น ท่านแม่ทัพบัญชาการปราบสลัดญี่ปุ่น ก็มีคำสั่งให้ทหารทุกเขต สามารถจู่โจมศัตรูทุกโอกาส หากแม้นเหตุนี้ทำให้แผนใหญ่ของท่านแม่ทัพพลาดพลั้งไป นั่นจะกระทำอย่างไร?”

ซิเล้งเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกว่ามิอาจวู่วาม จึงกล่าวอย่างกังวลใจว่า

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะได้กำลังจากที่ใดเล่า?”

ฮ่อง้วนไคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“ท่านว่าอาณาจักรอัคคีอยู่ในเทือกเขาลู่ซัว ห่างจากที่นี้ไม่ไกลเท่าใด ในความเห็นของเรา ทางหนึ่งลองขอความร่วมมือกับเจียะฉั้งฮ้ง หากเป็นผลสำเร็จความปลอดภัยที่หาดนี้ ก็มิต้องกังวล

อีกทางหนึ่งเราจะเขียนรายละเอียดทั้งหมด รายงานต่อท่านแม่ทัพปลาบสลัด โดยมิรอให้มีคำสั่งมาก็จะปฏิบัติการ เรื่องสำคัญถึงปานนี้ คาดว่าท่านแม่ทัพคงมิตำหนิที่เรากระทำวู่วามและจะช่วยรับภาระด้วย”

ฮ่อง้วนไคผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติงานอย่างฉับไวไม่ล่าช้า รีบส่งคนสนิทไปติดต่อกับญี่ปุ่น จากนั้นก็กลับมาที่ห้องประจำตัว เริ่มต้นเขียนคำรายงานต่อท่านแม่ทัพปราบสลัดญี่ปุ่น

การรายงานนี้นับว่ายากลำบากยิ่ง ข้อความทั้งหมดแบ่งออกเป็นสามตอน ตอนแรกแนะนำชาติกำเนิด พฤติการณ์และความสำเร็จของซิเล้ง

ตอนที่สองบรรยายถึงสถานการณ์ในวงพวกนังเลง ทุกค่ายสำนักล้วนถูกพาดพิงถึง ตอนที่สามบอกเล่าเบื้องหลังเกี่ยวกับสถาบันอำมหิต กล่าวถึงความประพฤติของจูกงเม้งกับหัตถ์อสนีบาตด้วย

ข้อความทั้งหมดมีหลายหมื่นคำ ฮ่อง้วนไคต้องบากบั่นขีดเขียนด้วยตัวเอง ซิเล้งก็คอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง สูญเสียเวลาสามวันจึงสำเร็จลุล่วง

ยามค่ำของวันนี้ ในบ้านชาวเมืองหลังหนึ่ง ใกล้ชายหาดฮ่อง้วนไคได้จัดโต๊ะสุราอาหาร นั่งร่วมกับซิเล้งรอคอยแขกเหรื่อที่แท้ฝ่ายฮ่อง้วนไคสามารถติดต่อกับเจียะฉั้งฮ้งแล้ว

มินานให้หลัง ทหารผู้หนึ่งก็เข้ามารายงานว่าอาคันตุกะมาแล้ว ฮ่อง้วนไค ซิเล้งลุกขึ้นออกต้อนรับแลเห็นกองทหารเล็กๆ กองหนึ่ง ถือโคมไฟตรงเข้ามา

หลังกองทหาร หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีได้ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด ซิเล้งจับจ้องจนงงงันไปวูบหนึ่ง กล่าวว่า

“อา เฮ็กโกวเนี้ยก็มาแล้ว”

พริบตาเดียวหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนั้นก็มาถึงเบื้องหน้า ฝ่ายบุรุษคือนักสู้ชาวญี่ปุ่นเจียะฉั้งฮ้ง ฝ่ายสตรีมีความงามสะคราญผิดสามัญ อายุประมาณยี่สิบเศษ และพอแลเห็นซิเล้ง ล้วนมีสีหน้าปีติยินดี

พอเข้ามาภายในห้อง ซิเล้งก็หัวร่อพลางกล่าวกับอาเฮ็กว่า

“เฮ็กโกวเนี้ยในที่สุดก็กลับใจ ยินยอมอยู่กินกับเจียะฉั้งเฮียใช่หรือไม่?”

อาเฮ็กผู้โสภานี้ คือสนมของเทพไตรทะเลผู้เสียชีวิตไปแล้วนอกจากมีความงดงามสะคราญ ยังมีภูมิปัญญาน่ายกย่อง

บุคคลทั้งสี่ได้นั่งร่วมโต๊ะกัน ดื่มสุรารับประทานอาหารสนทนาถึงเหตุการณ์หลังจากที่แยกจากกันแล้ว สำหรับประสบการณ์ของซิเล้ง ซึ่งตื่นเต้นยอกย้อนทั้งหมดต่างรับฟังจนตะลึงลาน

อาเฮ็กถอนหายใจกล่าวว่า

“น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าเป็นคนธรรมดา ไม่มีโอกาสคบหากับกี้เฮียงเค้งโกวเนี้ย อา ในใต้หล้ากลับมีอิสตรีที่ชาญฉลาดถึงปานนี้ นับว่ายากจะเชื่อถือ”

เจียะฉั้งฮ้งแลเห็นฟ้าใกล้จะรุ่งสางแล้ว จึงกล่าวว่า

“ซิเฮียเรียกหาข้าพเจ้ามาที่นี้ มิทราบว่ามีคำแนะนำประการใด”

ฮ่อง้วนไคบอกเล่าเรื่องที่จะต้องระดมกำลังทหารปลดประจำหาดนี้ไปร่วมปราบปรามหมู่มารร้ายออกไป สุดท้ายกล่าวว่า

“ทหารพวกเรามีจำกัด หากจัดไปสักพักคนก็จะเวิ้งว้างว่างเปล่า เพราะเหตุนี้ มิอาจไม่อาศัยกำลังของเจียะฉั้งเฮีย คอยสยบสลัดญี่ปุ่นมิให้อาละวาด”

เจียะฉั้งฮ้งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าความจริงตกใจว่า พอพบพานพวกท่านแล้วจะนำพาอาเฮ็กหลบพ้นจากวิถีชีวิตเช่นนี้ แต่ในเมื่อซิเฮียมีความจำเป็นถึงปานนี้ ข้าพเจ้าจะอยู่ต่อไปชั่วคราว”

ซิเล้งแลเห็นเรื่องนี้ ได้รับการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์ ก็ปลาบปลื้มลิงโลดยิ่งนัก

ค่ำคืนนี้ทั้งหมดสนทนาจนสิ้นเรื่องราวค่อยเลิกร้าง เจียะฉั้งฮั้งกับอาเฮ็กได้จากไปตอนใกล้รุ่ง ทั้งหมดทราบดีว่า ครั้งนี้เป็นการพลัดพรากจากที่ไม่มีวันพบกันอีก จึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์…

ซิเล้งได้ปฏิบัติตามคำแนะนำซึ่งกี้เฮียงเค้งเคยสั่งเสียไว้ ปลอมแปลงรูปโฉม มุ่งตรงไปยังเทือกเขาลู่ซัว สำรวจภูมิประเทศเพียงลำพัง

ครึ่งเดือนให้หลัง ฮ่อง้วนไคนำพาทหารผู้เข้มแข็งจำนวนพัน เร่งรุดสู่เมืองฉี้น้ำ

ในยามนี้กี้เฮียงเค้งและพวกก็มาถึงฉี้น้ำ พอดีมีแต่ซิเล้งที่ยังมิปรากฏกาย

ทั้งนี้ ก็เพราะในแผนการของกี้เฮียงเค้ง ซิเล้งนับเป็นอาวุธอันเร้นลับ ต้องรอจนถึงขั้นคับขัน ค่อยนำออกมาต่อต้านศัตรู

ทหารจำนวนพันของฮ่อง้วนไค รักษาการณ์อยู่นอกเมืองฉี้น้ำ ไม่เป็นที่สะดุดตาแม้แต่น้อย เนื่องจากฉี้น้ำเป็นเมืองสำคัญของมณฑลซัวตัง มักมีกองทหารไปมาอยู่เสมอ

ส่วนพวกกี้เฮียงเค้ง ล้วนปลอมแปลงรูปโฉม ชนชาวบู๊ลิ้มไม่มีผู้ใดจดจำได้

เที่ยงคืนของยามวิกาล ในคฤหาสน์หลังหนึ่งที่เมืองฉี้น้ำ ยังจุดโคมไฟสว่างไสว

ภายในห้องโถงมีบุรุษเจ็ดคนนั่งสนทนากัน ในจำนวนนี้มีสี่คนที่ส่วนสัดรู้สึกต่ำเตี้ย ที่แท้ทั้งสี่คือกี้เฮียงเค้ง ฉี้อิง อุ้ยเซี่ยวย้ง และนางแมงมุมขาวที่ปลอมแปลงรูปโฉม

อีกสามคนก็คือกิมเม้งตี้ ปึงเซียะกับโค้วเพ้ง ทั้งหมดขณะสนทนากัน ก็มักเหลียวมองไปนอกห้องโถง คล้ายดั่งรอคอยบุคคลผู้ใดอยู่

พริบตาเดียว เงาร่างสองสายได้พุ่งปราดลงมาที่หน้าห้องโถง และสาวเท้าก้าวเข้ามาในห้อง

กี้เฮียงเค้งร้องว่า

“อาเล้ง ไฉนจวบจนบัดนี้ค่อยมาเล่า?”

ประกายตาของนางกวาดมองไปยังผู้ที่มากับซิเล้ง แย้มยิ้มเป็นเชิงต้อนรับ กล่าวว่า

“ท่านผู้นี้ย่อมต้องเป็นท่านฮ่อง้วนไคแล้ว?”

ซิเล้ง จึงแนะนำฮ่อง้วนไครู้จักกับทุกผู้คน ทักทายปราศรัยตามมารยาทอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ชักชวนฮ่อง้วนไคนั่งลงร่วมปรึกษาหารือด้วย

กิมเม้งตี้ถามขึ้นก่อนว่า

“ซิเฮียสมควรสมทบตั้งแต่วันก่อนแล้ว หรือว่ามีเรื่องราวอันใดทำให้ท่านต้องชะลอชักช้าด้วย?”

ซิเล้งตอบว่า

“ตามรายทางก็ไม่มีเรื่องอันใด เพียงแต่ในเทือกเขาลู่ซัว ได้พบพานเรื่องราวมิน้อย”

ฉี้อิงสะท้านใจวาบกล่าวว่า

“หรือว่าท่านได้พบพานผู้คนในสถาบันอำมหิตแล้ว”

“มิเพียงแต่พบพาน ยังมีจำนวนมากมายมิน้อยจวบจนบัดนี้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่า เค้งเจ้เจ๊ไฉนต้องระดมกองทหารเข้าร่วมกวาดล้างด้วย”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“อาเล้ง รีบบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้รับมาครั้งนี้ เพื่อเราจะนำไปเป็นเครื่องพิจารณา เวลาดำเนินแผนการบุกทำลาย”

ซิเล้งจิบน้ำชาคำหนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า

“เทือกทิวเขาลู่ซัวนั้น มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ภูเขาตระหง่าน ดงไม้หนาทึบ ทำเลเปี่ยมอันตรราย ผู้น้องใช้เวลาสองวัน จึงสามารถเร้นกายเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขา”

วาจาของตน ทำให้ทุกผู้คนวาดมโนภาพของป่าเขาลำเนาไพรอันลึกล้ำกว้างใหญ่ มาตรแม้นเป็นเวลาฤดูร้อน แต่อากาศในเทือกเขาหนาวเหน็บนัก ลมยะเยียบพัดกระหน่ำอื้ออึง

ซิเล้งได้ปลอมแปลงรูปโฉม สวมใส่ชุดชาวป่าแถวนั้น บนชุดหนังสั้นตรงหว่างเอวใช้เส้นเชือกรัดพัน เสียบขวานสั้นเล่มหนึ่ง ในมือกระชับสามง่าม

            บนศีรษะของตน สวมหมวกกุยเล้ยสานจากไม้ไผ่และหักกิ่งไม้ใบหญ้าเสียบอยู่บนหมวก เพื่อสามารถหมอบซุ่มอยู่ในพงหญ้าทุกโอกาส โดยไม่ถูกผู้คนพบเห็น

ตนปฏิบัติตามแผนที่ชี้บ่งบอก เดินทางไปยังดินแดนส่วนกลางของเทือกทิวเขา

แผนที่นั้น กี้เฮียงเค้งได้ว่าจ้างผู้คนสิบกว่าคนสืบเสาะถามไถ่จากทุกด้าน นำมาประกอบกันวาดสำเร็จขึ้น นอกจากส่วนใจกลางที่ไม่มีผู้คนไปถึงแล้ว ตำแหน่งที่มีร่องรอยผู้คน ล้วนสืบเสาะจนชัดเจน

ในสองวันที่ผ่านมา ซิเล้งก็ได้ทำการตรวจสอบด้วยตัวเอง จนพบว่าละเอียดยิ่งนัก

แต่บัดนี้ตนเริ่มเหยียบย่างเข้าสู่ส่วนซึ่งในแผนที่เพียงสามารถชี้บ่งอย่างคร่าวๆ ตนอาศัยพลังฝีมืออันล้ำลึก กระโดดพุ่งข้ามหุบเหวลึก และปีนป่ายหน้าผาสูงชัน ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย

แต่หากไม่กระทำดังนี้ ก็ต้องผ่านดงพนาอันหนาทึบ และมีอาณาเขตบริเวณหลายสิบลี้ ซึ่งซิเล้งมิต้องการเข้าไป

ตนพลันพบเห็นว่า ทำเลค่อยๆ ลาดต่ำ มาตรแม้นเทือกเขายังสลับซับซ้อน หุบเขาลึกวังเวง แต่เส้นทางแถบนี้ก็รู้สึกดีขึ้นมาก

นอกจากนี้ ยังมีข้อพิศวงก็คือ ตนยิ่งเดินยิ่งรู้สึกอบอุ่น ต่อมาภายหลังถึงกับร้อนรุ่ม มิอาจไม่ปลดเปลื้องชุดหนังที่สวมอยู่ภายนอกออกมา

ตนเวลาเข้ามา ได้มีการตระเตรียมพรักพร้อม ดังนั้นชุดหนังพอถอดออก ภายในยังเป็นเสื้อผ้าของชาวป่าแถบนี้

ซิเล้งกลบฝังชุดหนังอยู่ในดินแดนอย่างระมัดระวัง หากยามจากไปผ่านมาทางนี้ ก็จะหยิบฉวยติดมือไป หากออกจากเทือกเขาทางทิศอื่น ก็ไม่มีร่องรอยเค้ามูล

พอเดินทางอีกหลายลี้ ตนก็วกเข้าสู่หุบเขาแห่งหนึ่ง แลเห็นว่ามีความกว้างขวางและลึกยิ่ง ดวงอาทิตย์เวลาเที่ยงสาดส่องลงมา ควันร้อนระอุถึงกับพวยพุ่งขึ้น

ซิเล้งเดินอยู่ท่ามกลางพงหญ้าที่รกครึ้ม เรือนร่างพยายามแสวงหาที่ปกปิดร่องรอย ยังคงระมัดระวังไม่เลินเล่อ

แต่บัดนี้ตนพบพานอุปสรรคข้อหนึ่งกล่าวคือ อสรพิษย่อมมีอยู่มากมาย ทุกฝีก้าวต้องเดินจนตัวลีบเพื่อมิให้เหยียบถูกลำตัวงูร้าย

เนื่องจากว่า อสรพิษบางชนิดสีสันบนลำตัวละม้ายคล้ายเหมือนกับดินโคลนพงหญ้า ยากที่จะเห็นได้

ความจริงอาศัยพลังการฝึกปรือของซิเล้ง ย่อมไม่ต้องเกรงกลัวงูพิษ เนื่องจากอาศัยสัญชาตญาณอันปราดเปรียวของตน แม้จะเหยียบถูกลำตัวงูพิษ ก็สามารถกระโดดเลี่ยงหลบไม่ถูกขบกัด

แต่ปัญหาอยู่ที่สภาพแวดล้อมของตนขณะนี้ พิเศษผิดสามัญวิสัย หากแม้นตนเหยียบถูกงูพิษ ประจวบกับผู้คนในสถาบันอำมหิตปรากฏกายขึ้น ยามนั้นตนหากกระโดดหลบ ก็จะเปิดเผยร่องรอย

มาตรแม้นไม่กระโดดพุ่งขึ้น ยินยอมถูกอสรพิษขบกัดใส่ มิทราบว่าจะทนทานได้หรือไม่

นอกจานั้น งูพิษบางชนิดไม่ต้องขบกัด เพียงพ่นน้ำพิษหรือควันพิษ ย่อมมีความว่องไวกว่าขบกัดมากมายนัก อาศัยเวลาอันน้อยนิด พิษร้ายจะซึมซาบเข้าไปในชุมชน จนสูญเสียชีวิต

ยังมีอสรพิษบางชนิด ไม่ขบกัด และไม่พ่นพิษ แต่ใช้ลำตัวรัดพันผู้คนอย่างแนบแน่น งูร้ายชนิดนี้ลำตัวมักเรียวยาวเล็กละเอียด แม้จะเหยียบถูกก็ยังไม่รู้สึกตัว

โดยสรุปแล้ว ซิเล้งแม้จะมีพลังฝีมือยอดเยี่ยม ก็ยังไม่อาจต้านรับการจู่โจมอย่างเงียบกริบไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ ดังนั้นทุกฝีเท้าที่เหยียบย่ำลง จึงระแวดระวังกว่าเดิม

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเดินทางก็ยิ่งชักช้า แต่ตนเริ่มสังเกตได้อย่างเลือนรางว่า หุบเขาแห่งนี้มีเค้ามูลที่ผู้คนเดินผ่าน จึงยิ่งระมัดระวังไม่ร้อนรุ่มใจ

อย่างยากลำบาก ซิเล้งได้ขึ้นไปบนยอดเนินดินที่มีต้นไม้โบราณงอกเงย พอมองไปอีกด้านหนึ่ง ก็มีใจสะท้านหวั่นไหว

ที่แท้ตำแหน่งนอกรัศมีหลายสิบวา มีผนังผาลาดชันแห่งหนึ่ง เบื้องล่างเป็นพื้นศิลาสีเทา ไม่มีต้นหญ้างอกเงยครอบคลุมอาณาบริเวณหลายสิบไร่ เปลวแดดอันแกร่งกร้าวแผดเผาใส่ก้อนหิบแถบนั้น ทำให้สะท้อนประกายที่ละลานตา

ซิเล้งเพียงแต่มองจากที่ห่างไกล ก็รู้สึกได้ว่าในที่นั้นย่อมต้องร้อนอบอ้าวสุดจะทนทาน พื้นหินแถบนั้น คงสามารถย่างเนื้อจนสุกได้

แต่ทว่าบนพื้นหิน กลับมีตึกรามอยู่สี่แถว ล้วนใช้ก้อนหินก่อสร้างขึ้น ทั้งต่ำเตี้ยและไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ มิว่าผู้ใดหากเข้าไปอยู่อาศัย เชื่อว่าเพียงชั่วครู่ก็ต้องอัดอั้นจนตายไป

แน่นอน ตึกหินทั้งสี่แถวนั้น ล้วนมีผู้คนอาศัย ซิเล้งจึงรู้สึกยากเชื่อถือ มิหนำซ้ำยังมีบางคนนอนอยู่บนพื้นหินนอกตึก ด้วยเรือนร่างที่เปล่าเปลือย

ซิเล้งมองจนปากอ้าตาค้างไปครู่ใหญ่ พลันรู้สึกสำนึกคำนึงว่า

“…ใช่แล้ว พื้นดินแถบนั้น ย่อมต้องมีความพิสดาร คาดว่าดูอย่างผิวเผินคล้ายกับร้อนยิ่ง แต่ความจริงเนื้อหินเย็นยะเยือกผิดสามัญ ดังนั้นพวกมันจึงอาศัยแสงอาทิตย์ดึงดูดความอบอุ่น…”

ตนคาดคิดว่าเมื่อพบคำตอบแล้ว จึงกวาดสายตามองไปยังที่อื่น

แลเห็นทางศิลาสายหนึ่ง จากด้านซ้ายมือของพื้นหินทอดคดเคี้ยวตัดผ่านดงไม้ มิทราบว่าสร้างไปถึงที่ใด

ซิเล้งคำนวณดูทำเลเล็กน้อย แล้วจึงลงจากเนินดินอย่างระมัดระวัง เร้นกายเข้าใกล้ไปสืบเสาะ

เมื่อระยะห่างย่นใกล้เข้าไป ประกายตาได้มองข้ามผู้คนที่นอนเรี่ยราดอยู่ แลเห็นตึกศิลาสี่แถวนั้น ทุกๆ แถวมีอยู่สิบกว่าห้อง และที่หน้าประตูบางห้องนั่งไว้ด้วยทารกน้อย ล้วนแต่เปล่าเปลือยร่างกายเช่นกัน

สำหรับผู้ที่นอนผึ่งแดดอยู่ มีทั้งบุรุษและสตรี ตามรูปการณ์แล้ว แสดงว่าในที่นี้มีครอบครัวอยู่หลายสิบหลังคาเรือน

และประกายสายตาของซิเล้ง พอกวาดมองกลับมาที่บรรดาบุคคล ซึ่งนอนผึ่งแดดอยู่ ก็สะท้านใจอย่างรุนแรงอีก ล้มเลิกความคิดที่เข้าใจว่าพื้นหินแถบนั้นมีความเยือกเย็น

ทั้งนี้ก็เพราะบุคคลเหล่านั้น บนร่างกายมีเหงื่อกาฬชุ่มโชกสายตาของตนคมกล้าเป็นพิเศษ แม้อยู่ห่างไกลก็ยังเห็นว่าพวกมันคล้ายกับถูกความร้อนแผดเผาจนเนื้อหนังไหม้เกรียม เป็นสภาพที่ทั้งสะอิดสะเอียน และน่าสะพรึงกลัว!

แต่ทว่าส่วนใหญ่ ยังคงยืดขยายร่างกาย ภาวนาให้ได้รับแสงแดดมากยิ่งขึ้น ปากก็ส่งเสียงคราญครางเบาๆ ทำให้ผู้คนมิอาจจำแนกว่า ที่แท้เจ็บปวดหรือสบาย!

บุคคลเหล่านั้น มีการเว้นระยะห่างเป็นคู่ๆ และในซึ่งกันและกัน มิเพียงแต่ไม่สนทนาปราศรัย ยังคล้ายกับมีการระแวดระแวง ทำให้บรรยากาศทั้งร้อนอบอ้าวทั้งน่าพรั่นพรึง

ซิเล้งนอกจากสังเกตเรือนร่างของเหล่าบุรุษเพศแล้ว ประกายสายตามักหลบหลีกเรือนกายที่เปลือยเปล่าของอิสตรี

แต่ตนยังพบเห็นเรื่องราวที่นับได้ว่าแปลกประหลาด กล่าวคือสตรีเหล่านั้น มาตรแม้นผมเผ้ายุ่งสยาย มิอาจทราบว่าโฉมหน้างดงามหรืออัปลักษณ์ แต่พวกนางล้วนมีส่วนสัดที่อวบอัดสะท้านจิตและผิวกายที่ขาวผุดผ่อง

ซิเล้งแลเห็นสภาพเช่นนั้น ก็แทบจะรีบจากไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตนขณะนี้ห่างจากพื้นหินนั้นเพียงมิกี่วา พลังร้อนระอุได้คุกคามมา แม้จะผนึกพลังต่อต้านก็รู้สึกยากจะทนทาน

ตนพลันบังเกิดความรู้สึกหิวกระหาย กวาดตาไปรอบบริเวณคล้ายดั่งไม่มีต้นน้ำ ดังนั้นจึงคำนึงว่า

“…บุคคลเหล่านั้นไม่จำแนกบุรุษหรือสตรี ทั่วทั้งร่างมีแต่เหงื่อกาฬ หากแม้นปราศจากน้ำจำนวนมากมาชดเชย เกรงว่าไม่อาจดำรงอยู่ได้…”

พลันเหลือบแลเห็นบุรุษผู้หนึ่ง ปลีกตัวจากคู่ของมัน เดินค้อมร่างมาถึงข้างกายของบุรุษสตรีอีกครู่หนึ่ง ย่อร่างลงสนทนากับฝ่ายบุรุษ

นี่หาใช่เรื่องประหลาดไม่ แต่ซิเล้งทางด้านนี้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุรุษที่เดินเข้าไปหา ขณะกล่าววาจา ก็อาศัยเรือนร่างบดบังสายตาฝ่ายตรงข้าม ยื่นมือลูบคลำอยู่บนร่างกายของฝ่ายอิสตรีอย่างวุ่นวาย!

คำนวณจากสภาพเป็นคู่ๆ ของมัน ทั้งยังมีทารกน้อย แสดงว่าล้วนเป็นสามีภรรยา บัดนี้บุรุษผู้นนั้น ขณะกล่าววาจากับเพศเดียวกันก็ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น

ซิเล้งพอพบพานสภาพเช่นนั้น ก็บังเกิดโทสะลุกฮือโหม ปรารถนาจะเข้าไปตบมันสักหลายฉาด

ฝ่ายสตรีนางนั้น ก็เหยียดร่างกาย ยินยอมให้บุคคลอื่นสัมผัสจับจ้องโดยมิส่งเสียง

รอบบริเวณมีผู้คนพบเห็นมิน้อย แต่หาได้สนใจแยแสไม่

สภาพเช่นนี้ผ่านไปครู่ใหญ่ ฝ่ายสตรีคล้ายดั่งถูกเล้าโลมจนบังเกิดเพลิงปรารถนา พลันกระโดดขึ้นมา วิ่งไปยังตึกศิลา

บุรุษผู้นั้นก็เร่งรีบติดตามไป ทอดทิ้งฝ่ายสามีโดยมิชำเลืองแลสามีผู้นั้นก็แผดร้องอย่างขุ่นเคือง แต่หาได้ลุกขึ้นติดตามไปในห้องไม่

ซิเล้งบังเกิดความสงสัยใจอย่างใหญ่หลวงคำนึงว่า

“…บุรุษคนแรกนั้น ขณะล่วงเกินภรรยาผู้อื่น ยังรู้จักใช้ร่างกายบดบังสายตาของฝ่ายสามี แสดงว่ามันมิใช่สูญเสียสติสำนึกเลย แต่ภายหลังกลับโถมตามไปโดยมิปกปิด ไยมิใช่ทำลายแผนแรกเริ่ม นับว่าประหลาดแท้…”

นอกนั้นตนยังคลางแคลงใจในข้อที่ว่า บุคคลผู้หนึ่ง ขณะอยู่ในภาวะแวดล้อมที่ร้อนรุ่มเหงื่อไหลริน ไฉนจึงมีเพลิงปรารถนาด้วย?

พร้อมกับ พวกมันล้วนสามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ในเมื่อร้อนรุ่มถึงปานนี้ ไยไม่เดินออกนอกพื้นหิน เสาะหาร่มไม้พักพิง ไฉนต้องอยู่ที่นี้เล่า?

ปมปริศนาในใจของตน มีมากมายยิ่งนัก ขบคิดใคร่ครวญจนสูญเสียเวลาชั่วหม้อข้าวเดือด แลเห็นบุรุษและสตรีคู่นั้น ทยอยกันออกมาจากห้องศิลาที่เมื่อครู่ได้เข้าไป

มันทั้งสองได้แยกทางกัน กลับมาที่ตำแหน่งเดิม สามีผู้นั้นพลันผุดลุกขึ้น เดิมค้อมร่างไปยังบุรุษเพศที่คบหากับภรรยาของมัน

ซิเล้งคำนึงในใจว่า

“…มันคงไปเล้าโลมภรรยาของบุรุษนั้น เป็นการตอบโต้ อันพฤติการณ์เช่นนั้นทำให้ผู้พบเห็นพะอืดพะอมยิ่ง…”

แลเห็นสามีผู้นั้น เดินมาถึงข้างกายของฝ่ายบุรุษ ซึ่งมิขยับเคลื่อนไหว คล้ายดั่งหลับใหลไป สามีคนนั้นพลันหยิบฉวยหินก้อนหนึ่ง กระแทกลงบนใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง

บุรุษผู้นั้นส่งเสียงแผดร้องอย่างหวนโหย แต่หาได้ขัดขืน ถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ก้อนหินกดกระแทกใส่ใบหน้า จนโลหิตชโลมชุ่มโชก เป็นสภาพที่ทารุณน่าหวาดหวั่นยิ่ง!

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here