๖o
♦ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ♦
……………

ฉี้อิงเป็นผู้ทรงฝีมือ เมื่อได้ยินจึงพอจะเข้าใจอย่างเลือนราง แต่นางครุ่นคิดมิออกว่า หากไม่ไปขึ้นบนเวที จะมีวิธีใดช่วยเหลือกิมเม้งตี้ได้?

            กี้เฮียงเค้งคล้ายดั่งมิร้อนรุ่ม กล่าวอีกว่า

“นิสัยเดิมของเขา เป็นผลร้ายต่อการฝึกหัดวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน ดังนั้นบัดนี้เขาพอแสดงนิสัยดั้งเดิมก็เปิดเผยจุดอ่อนในข้อขาดสมาธิสำรวมตน”

“ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะช่วยเหลือกิมเม้งตี้ได้อย่างไรกัน?”

“หนทางเพียงประการเดียวก็คือบีบบังคับฝ่ายตรงข้ามแสดงจุดอ่อนบ้าง”

บุคคลอื่นหากกล่าวเช่นนี้ ฉี้อิงย่อมต้องด่าว่าเป็นวาจาบัดซบทีเดียว กี้เฮียงเค้งพลันส่งเสียงบอกกับนางอย่างแผ่วเบาหลายประโยค

ฉี้อิงเข้าใจในบัดดล ผนึกพลังขึ้นจากจุดตังชั้งส่งเสียงดังกังวานว่า

“กิมเม้งตี้ ผู้แซ่ซ่งคือยอดฝีมือของสถาบันอำมหิต ท่านหากกำจัดคนผู้นี้ไปได้ ยังประเสริฐกว่าสร้างสมบุญกุศลถึงสิบชาติ”

สุ้มเสียงมิถึงกับกึกก้อง แต่ทุกถ้อยคำแว่วกระทบโสตผู้คนอย่างชัดเจน เพียงแต่ว่าใจความออกจะน่าหัวร่อ เนื่องจากขณะนี้เป็นขั้นพิสูจน์ความเป็นความตายของกิมเม้งตี้ มันไฉนมิคิดเอาชัยฝ่ายตรงข้ามเล่า?”

ฉี้อิงกลับกล่าวอีกว่า

“กิมเม้งตี้มานะพยายามด้วย ควรทราบว่าชีวิตของผู้คนจำนวนพัน ฝากฝังอยู่กับการประหารคู่ต่อสู้ของท่านเท่านั้น”

วาจาเมื่อกล่าวออกไป มิถึงห้ากระบวนท่ากิมเม้งตี้พลังแผ่อานุภาพอย่างรุนแรง พริบตาเดียวก็ช่วงชิงสภาวะจู่โจม ทำให้ทุกผู้คนรอบบริเวณล้วนแตกตื่นสงสัยอย่างใหญ่หลวง

แน่นอน มิว่าผู้ใดก็หาคาดไม่ว่า วาจามิกี่ประโยคของฉี้อิงซึ่งคล้ายดั่งเวลาวาดงูเพิ่มขา (เกินความจำเป็น) ความจริงกับเท่ากับกรีดแบ่งแยกเขตแดนระหว่างธัมมะและอธรรม

กิมเม้งตี้พอได้ยิน อุปมาถูกกระบอกกระแทกศีรษะ พลันบังเกิดดวงจิตอันมุทิตาการุณย์ รู้สึกว่าหากมิสังหารคนชั่วนี้ ก็ไม่อาจช่วยเหลือมวลส่ำสัตว์

คราแรกมันมีจิตโมหะพลุ่งพล่าน หามีความเมตตาเพื่อมนุษย์ไม่ดังนั้นหลัก “พุทธ” ในคำว่า ดาบพุทธไร้เทียมทาน จึงมิสามารถแสดงประสิทธิภาพ

บัดนี้พอได้สติ ก็บังเกิดความคิด อาศัยความบากบั่นส่วนตัวเพื่อขจัดเภทภัยชนชาวโลก ใช้ฆ่าเพื่อระงับฆ่า พริบตาเดียวก็ปรากฏพลังจิตคุกคามฝ่ายตรงข้าม

ควรทราบว่า ซ่งจงตั้งแต่เริ่มต้นก็ฝึกวิชาหัตถ์เทพยดาไร้เทียมทานอันสูงส่ง และหากเปรียบเทียบขึ้นมา ยังเหนือกว่ากิมเม้งตี้ที่เจริญรุดหน้าอีกขั้นหนึ่ง

แต่มันเป็นบุคคลในสถาบันอำมหิตเปี่ยมล้นด้วยอรถรรพ์อันป่าเถื่อนโหดร้าย นับว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางความรุดหน้าขั้นสุดยอดของมัน

โดยเฉพาะ สถานการณ์ขณะนี้ ธัมมะและอธรรมมีการจำแนกไม้ตายที่มันทุ่มเทออก ได้ลดหย่อนอานุภาพไปเอง นี่เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ กำลังมนุษย์ยากเปลี่ยนแปลง!

กิมเม้งตี้พลันมีเปรียบ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร้นลับนอกจากผู้ทรงฝีมือเช่นฉี้อิง บุคคลส่วนใหญ่ล้วนมิรู้สึกสำนึก

และการที่กี้เฮียงเค้งต้องการให้ฉี้อิงเอ่ยปาก ก็เพื่ออาศัยพลังอันลึกล้ำของนาง ส่งสำเนียงออกไปจนกิมเม้งตี้ที่ต่อสู้อยู่มิอาจไม่รับฟัง

ในยามนั้นเอง พลันบังเกิดเสียงกู่ร้องอันเกรี้ยวกราด ดังกระจายออกไป พริบตาเดียวเสียงกู่ร้องนี้ ก็ดังห่างออกไปหลายสิบวาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้คนรอบบริเวณ

ช่วงเวลานั้น ซ่งจงบนเวทีพลันพุ่งเฉียงๆ หลุดออกจากวงการต่อสู้ แต่แม้มันจะทะลวงฝ่ายอย่างรวดเร็ว ผ้าดำที่คลุมหน้ายังถูกพลังดาบปาดหลุดออกมา

มันขยับร่างวูบเดียว ก็ละลิ่วห่างหลายเชียะออกห่างจากลานหญ้า หายสาบสูญไปในบัดดล

แต่วินาทีนั้น กี้เฮียงเค้ง ฉี้อิง ปึงเซียะ ได้เหลือบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของซ่งจง และพากันตะลึงลานไป

กิมเม้งตี้ขณะนั้นก็งงงันไปวูบหนึ่ง จากนั้นก็ขยับร่างไล่ล่าติดตาม พลอยหายสาบสูญด้วย

บนลานหญ้าได้อึงคะนึงด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ล้วนรู้สึกว่า การที่กิมเม้งตี้ติดตามไปเพียงลำพัง ออกจะเสี่ยงอันตรายแม้พวยฮุยไฮ้ก็แสดงทัศนะเช่นนั้น

ฉี้อิงหาได้แสดงความคิดเลย ที่แท้นางกำลังสดับโสตรับฟังสำเนียงทางลมปราณของกี้เฮียงเค้ง แล้วจึงหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“ผู้อาวุโสทุกท่านโปรดวางใจ กิมเฮียย่อมไม่ไล่ตามศัตรูอย่างวู่วาม”

จวบจนบัดนี้นางจึงมีโอกาสเสาะแสวงหาบุรุษชุดงดงามเมื่อครู่นี้ผู้นั้น แต่แล้วก็ประสบความผิดหวัง ได้ยินกี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“น้องเรา ห่างจากท่านสองวาทางซ้ายมือ มีนักศึกษาหน้าขาวผู้หนึ่ง ซึ่งคือผู้ที่ลอบสนใจพวกเรา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าท่านย่อมต้องรู้จักมัน”

ฉี้อิงรีบมองไป ก็แลเห็นนักศึกษาหน้าขาวสวมชุดงดงามผู้หนึ่ง เค้าหน้ารู้สึกคุ้นเคย แต่ยามกะทันหันจดจำมิได้ว่าเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน?

กี้เฮียงเค้งยังแนะนำอีกหลายประโยค ขณะนั้นนักศึกษาหน้าขาวก็เบียดเสียดฝ่าผู้คนมาถึงข้างกายของฉี้อิง กล่าวเบาๆ ว่า

“ฉี้โกวเนี้ย คราก่อนข้าพเจ้าขณะอยู่ที่เจดีย์ทองคำ เคยยลชมโฉมสะคราญของท่านมาก่อน”

ฉี้อิงจดจำคำกำชับของกี้เฮียงเค้งได้ จึงแหงนหน้ามองทองฟ้า มิแยแสสนใจ สร้างความงงงันให้กับนักศึกษาหน้าขาวและแล้วฉี้อิงพลันหายกายจากไป

นักศึกษาหน้าขาวมีความสงสัยจนอัดอก พลันขยี้เท้าราวกับขุ่นเคืองใจ ก้าวติดตามไปด้วย แลเห็นฉี้อิงวกเข้าสู่ตึกใน มันพอติดตามไปถึง ก็มิทราบว่านางอยู่ที่ใดแล้ว

ในยามนี้ท้องฟ้าเมื่อมืดค่ำลง อาณาบริเวณแถบนี้ยิ่งมืดมิด นักศึกษาหน้าขาวกลอกกลิ้งดวงตาไปรอบๆ พลันพุ่งร่างขึ้นไปบนหลังคาตึก ก้มศีรษะกวาดมองรอบบริเวณ

แลเห็นตึกทางซ้ายมือ มีอยู่ห้องหนึ่งพลันจุดแสงโคมไฟขึ้น มันจึงพุ่งกายลงไปทันที และล่วงล้ำเข้าไปในห้องด้วย แลเห็นฉี้อิงได้ยืนหยัดอยู่

นักศึกษาหน้าขาวเดินตรงเข้าหา กล่าวว่า

“ฉี้โกวเนี้ย ข้าพเจ้ามีความลับของซิเล้ง คิดจะบอกเล่าต่อท่าน…”

ฉี้อิงพอได้ยินนามซิเล้ง ก็เสมือนกับถูกอสนีบาตฟาดใส่ ส่งเสียงครางเบาๆ เรือนร่างส่ายโงนเงนอย่างไร้เรี่ยวแรง พลันล้มหงายไปด้านหลัง

นักศึกษาหน้าขาว ยื่นมือออกโอบรอบเอวของนาง แลเห็นฉี้อิงมีใบหน้าซีดเผือด แต่ก็มีความงามผุดผาดอีกแบบหนึ่ง แสดงว่านามของซิเล้งได้สร้างความกระทบกระเทือนใจให้กับนางอย่างรุนแรง

ฝ่ายนักศึกษายิ้มน้อยๆ ออกมา เผยให้เห็นถึงฟันอันขาวสะอาด พลันรู้สึกชาวูบที่หว่างเอว ตลอดร่างแข็งทื่อมิอาจเคลื่อนไหว ฉี้อิงในอ้อมอกของมันกลับกระโดดปราดลุกขึ้น!

ฉี้อิงกู่ร้องเบาๆ พริบตาเดียวเสียงฝีเท้าได้เคลื่อนใกล้มาอย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นเจ้าสาวที่มีแพรแดงคลุมหน้าก็เข้ามาในห้อง

เจ้าสาวนางนี้เดินมาถึงเบื้องหน้าของนักศึกษาหน้าขาว เพ่งพิศอย่างละเอียด พลันหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“ฉี้โกวเนี้ย ท่านโปรดดู มันคืออุ้ยเอี้ยงผู้ซึ่งคร่ากุมซิไต้เฮียบไปใช่หรือไม่?”

ฉี้อิงพลันจดจำได้ กล่าวว่า

“ถูกแล้ว มิน่าเล่าจึงคุ้นตายิ่งนัก”

กี้เฮียงเค้งขณะอยู่เบื้องหน้าของอุ้ยเอี้ยง ย่อมไม่อาจใช้สรรพนามจนแพร่งพรายศักดิ์ศรี จึงเรียกหาฉี้อิงเป็นโกวเนี้ย และกล่าวอีกว่า

“ซิงแซท่านนี้ในเมื่อเป็นทายาท รับถ่ายทอดวิชากระบี่เทพยดาไร้เทียมทาน ก็คือผู้เยาว์วัยของจับฮึงไต้ซือ พวกเราย่อมมิอาจลงมือทำร้าย เพียงแต่สำหรับร่องรอยของซิเล้ง ขอให้ประทานคำบอกเล่าด้วย”

ฉี้อิงลงมืออย่างว่องไว จี้สกัดจุดของอุ้ยเอี้ยงสามแห่งแล้วจึงคลายจุดที่สกัดไว้เมื่อครู่นี้ และนำมันไปนั่งลงบนเก้าอี้

อุ้ยเอี้ยงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ากับซิเล้งตั่วกอ เป็นสหายร่วมสาบาน มีไมตรีอันลึกล้ำ เกี่ยวกับร่องรอยของมัน นอกจากตั่วซ้อ (หมายถึงภรรยาของซิเล้ง) เอ่ยปากซักถาม บุคคลอื่นไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยว”

กี้เฮียงเค้งรับฟังจนยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“เอาเถอะ ข้าพเจ้ามิเอ่ยปากก็ได้ แต่เรากับฉี้โกวเนี้ยเชื่อได้อย่างไรว่า ท่านเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับซิไต้เฮียบ?”

“หากแม้นท่านมีหลักฐานยืนยันว่า ข้าพเจ้ากับมันมิใช่พี่น้องกัน ท่านค่อยสงสัยก็ไม่สายเกินไป”

ทั้งสองฝ่ายถึงกับปะทะคารมอย่างดุเดือด กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า

“ฉี้โกวเนี้ย อุ้ยกงจื้อท่านนี้ด้านศักดิ์ศรีน่าเคลือบแคลง นางความจริงเป็นอิสตรีหาใช่เป็นบุรุษเพศ ท่านสามารถทดสอบได้”

ฉี้อิงยื่นมือข้างหนึ่งลูบคำทรวงอกของอุ้ยเอี้ยงแล้วจึงหัวร่อพลางกล่าวว่า

“มิผิด เป็นโกวเนี้ยนางหนึ่งจริงๆ”

แต่ทว่าเสียงหัวร่อของนางแฝงไว้ด้วยความอิจฉาริษยาอย่างยากจะอดกลั้น

กี้เฮียงเค้งแลเห็นฝ่ายตรงข้ามถึงกับปากอ้าตาค้าง กล่าวว่า

“ท่านคงมิใช่พี่น้องร่วมสาบานของซิไต้เฮียบ ข้าพเจ้าขอเรียนถามนามอันไพเราะด้วย”

“ข้าพเจ้าเรียกว่าอุ้ยเซี่ยวย้ง”

นางกล่าวพลางมองไปยังฉี้อิง เอื้อนเอ่ยบอกว่า

“ฉี้เจ้เจ๊ (พี่สาวแซ่ฉี้) ขอได้โปรดเชื่อถือว่า ผู้น้องหามีเจตนาร้ายต่อท่านไม่…”

กี้เฮียงเค้งรับฟังจนเคลือบแคลงสงสัย อุ้ยเซี่ยวย้งยามกล่าววาจา ได้มีรอยยิ้มอันสัตย์ซื่อจริงใจ แม้แต่นางก็รู้สึกหลงใหล ซึ่งอุ้ยเซี่ยวย้งหากมีความคิดครอบครองซิเล้งเพียงลำพัง ก็มิจำเป็นต้องแสดงท่าทีสนิทสนมถึงปานนี้

นางพลันกล่าวออกไปว่า

“อุ้ยโกวเนี้ย ท่านจำเป็นต้องบ่งบอกว่า หลังจากที่ซิไต้เฮียบถูกท่านคร่ากุมไปแล้ว ต่อมามีสภาพชีวิตอย่างไร และจวบจนบัดนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พวกเราจึงมิเคลือบแคลงในเจตนารมณ์ของท่าน”

อุ้ยเซี่ยวย้งย่อมต้องบอกเล่าออกไป แต่รู้สึกว่าฉิ้อิงมีความหึงหวงอยู่บ้าง จึงจำต้องปกปิดเหตุการณ์บางประการ กล่าวว่า

“เขาคราแรกมีท่าทีราวกับจะตกตายไป แต่ภายหลังคาดว่าเนื่องจากบิดายินยอมให้โอกาสเขา สามารถสำเร็จพลังฝีมืออันเลอเลิศ ซึ่งสูงส่งกว่าผู้ที่ฝึกปรือสามไม้ตายไร้เทียมทาน ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงฟื้นฟูกำลังขวัญขึ้นมา”

ฉี้อิงกับกี้เฮียงเค้งล้วนรับฟังอย่างจดจ่อ อุ้ยเซี่ยวย้งได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่ซิเล้งไฉนจึงตกลงใจ เข้าสู่ตำหนักลับใต้ดิน เพื่อเสาะแสวงยอดวิชาโดยละเอียด

สุดท้ายได้กล่าวว่า ประตูตำหนักมิสามารถเปิดออก ขณะนั้นฉี้อิงและพวกก็บรรลุถึงเจดีย์ทองคำ บิดาของนางจับฮึงไต้ซือเพราะซิเล้ง จึงยินยอมเปิดเจดีย์ทองคำ

นางพอเล่าจบลง แลเห็นดวงตาของฉี้อิงทอประกายอันทอดอาลัยและเศร้าสลด มีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ กี้เฮียงเค้งได้ถอนหายใจ กล่าวว่า

“คาดมิถึงว่าซิไต้เฮียบจะถูกกักตัวอยู่ในตำหนักลับ ตามคำบอกเล่าของท่าน มีแต่รออีกสิบปี ค่อยทดสอบอีก ถ้าเช่นนั้นท่านมา ฉี้โกวเนี้ยเพื่อบอกเล่าเรื่องอันใด?”

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวว่า

“ประตูตำหนักลับแม้มิอาจเปิดออก แต่ข้าพเจ้ายังมิยอมจากไปรอคอยเป็นเวลาหนึ่งปี บิดาก็อยู่ร่วมด้วยแทบทุกวันได้ทุ่มเทกำลัง ทดลองผลักดันประตู”

ฉี้อิงมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป พลันถอนหายใจกล่าวว่า

“ท่านท่ามกลางความท้อแท้ทอดอาลัย ยังเฝ้ารอคอยนานถึงหนึ่งปี ความลึกซึ้งของไมตรี ทำให้ข้าพเจ้าเลื่อมใสยิ่ง ไม่อาจชิงชังท่าน”

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวอย่างลิงโลดว่า

“ขอบพระคุณในความเอื้ออารีของเจ้เจ๊ และเมื่อครึ่งเดือนก่อน บิดาขณะทดลองผลักประตู ก็ผลักไสประตูศิลาบานนั้นออกมาได้!”

วาจานี้แม้แต่กี้เฮียงเค้งก็ตะลึงลานไป ฉี้อิงกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า

“ถ้าเช่นนั้นอาเล้งเล่า เขาหลบหนีออกมาทันท่วงทีหรือไม่?”

“ย่อมต้องทันท่วงที เขาคล้ายดั่งควันจางๆ สายหนึ่งแฉลบพุ่งออกมา ข้าพเจ้าเพียงเหลือบแลก็ทราบว่าเขาได้รับยอดวิชา พลังฝีมือสูงล้ำกว่าคราก่อนหลายเท่าตัว!”

ฉี้อิงร้องว่า “ขอบคุณฟ้าดิน” ในดวงตาคู่งามปรากฏหยาดน้ำตาอันเลือนราง

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวว่า

“คำบอกเล่าของซิเล้ง เขาใช้กำลังดึงดูดด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง ทดลองเปิดประตู ขาดอีกเพียงเล็กน้อยก็จะประสบผล ยังประเสริฐที่บิดาลงมือในเวลานั้น จึงเปิดประตูออกมา”

กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นการที่ว่าอีกสิบปีให้หลัง ประตูตำหนักค่อยเปิดออกได้ ก็เป็นเรื่องไร้ความจริงแล้ว”

“ย่อมมิใช่เรื่องโป้ปด สำหรับเหตุผล หลังจากที่ซิเล้งออกมาค่อยเข้าใจได้ ความจริงซิเล้งพอเข้าสู่ตำหนักลับ  ไม่อาจเสาะพบห้องเทพเจ้า จึงวกไปที่ห้องกักน้ำ หยิบเอาหยกอุ่นหมื่นปี ซึ่งอยู่ใต้เสาหินในสระน้ำขึ้นมา ทำให้น้ำที่กักอยู่อีกห้องหนึ่ง ท่วมทะลักเข้ามาและก่อตัวเป็นน้ำแข็ง”

“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้ น้ำแข็งสระนั้นทำให้ประตูตำหนักปิดสนิท มิน่าเล่าจึงไม่อาจกลับออกมา”

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า

“เอ๊ะ กิมฮูหยินเป็นผู้เชี่ยวชาญ บิดาก็กล่าวเช่นนั้นด้วย ตามคำบ่งบอกของซิเล้ง เขาขณะกระโดดขึ้นจากสระ ยามร้อนรุ่มได้เหวี่ยงหยกอุ่นหมื่นปีลงไปในสระ”

“อือม์ หยกอุ่นก้อนนั้นในเมื่อมีอยู่ใต้เสาหิน ทำให้ตามปรกติต้องใช้เวลาสิบปีจึงจะละลายน้ำแข็งทั้งสอง บัดนี้เพียงใช้เวลาหนึ่งปีเท่านั้น ซิไต้เฮียบย่อมพบว่าสระน้ำแข็งนั้น ล้วนละลายสิ้น จึงทดลองเปิดประตูตำหนัก”

“มิผิดแม้แต่น้อย แต่พวกท่านคำนวณว่าเขาไฉนจึงเสาะพบห้องเทพยดา และได้รับยอดวิชาสูงสุด ยามบอกออกมาก็ประจวบเหมาะยิ่ง ที่แท้ประตูห้องเทพยดาจะเปิดออกก็ต่อเมี่อเจดีย์ทองคำเบื้องบนถูกเปิด”

ฉี้อิงอดมิได้ต้องถามว่า

“เขาขณะนี้อยู่ที่ใด?”

อุ้ยเซี่ยวย้งมีสีหน้าหม่นหมองกังวล กล่าวว่า

“ซิเล้งพอหลุดพ้นออกมาแล้ว ก็ได้รับทราบข่าวมงคลของกิมซิงแซกับเทพธิดาเมฆา จึงเดินทางมาพร้อมกับข้าพเจ้า เพราะเขาเข้าใจว่า สามารถพบพานฉี้เจ้เจ๊กับผู้รู้จักในที่นี้ ยังมีซือแป๋ของเรา อาจจะปรากฏกายมาด้วย”

“ถ้าเช่นนั้นหรือว่าได้บังเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ไม่อาจเร่งรุดมาด้วย?”

“นี่ก็คือสาเหตุที่ผู้น้องคิดจะถามไถ่เจ้เจ๊แล้ว เขาขณะที่ใกล้จะบรรลุถึงนานกิง พลันมีทีท่าท้อแท้ทอดอาลัยดังเดิม แม้อาหารก็มิยอมรับประทาน ไม่ยินยอมมายังนานกิง”

กี้เฮียงเค้งพลันกล่าวอย่างจริงจังว่า

“ท่านย่อมต้องมีเลศนัยบางประการที่ยังมิได้บอกกล่าว บัดนี้เชิญเอ่ยออกมาเถอะ”

อุ้ยเซี่ยวย้งมีท่วงท่าแตกตื่น รีบกล่าวว่า

“เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ซิเล้งท้อแท้ใจ เขาเพิ่งแพร่พรายเมื่อออกจากตำหนักลับ โดยอ้างว่าจูกงเม้งขณะถูกพิฆาต ได้ให้เขาอ่านจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งพาดพิงถึงมารดาของซิเล้ง และขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่

ส่วนรายละเอียดนั้น ข้าพเจ้ายังมิทราบ เพียงคาดคะเนว่ามารดาเขาถูกล่อลวง จนสูญเสียความบริสุทธิ์ภายหลังถึงกับทรยศต่อสามีทำให้บังเกิดโศกนาฏกรรมทั้งตระกูลถูกประหารสิ้น”

ซิเล้งแสดงน้ำเสียงไม่เชื่อถือ และคิดจะไปสืบเสาะสักคราแต่ในที่สุดก็หาได้กระทำ ขณะใกล้จะถึงนานกิง ก็กลับกลายเป็นมีท่าทีน่าหวาดหวั่น

กี้เฮียงเค้งผงกศีรษะเป็นเชิงรับทราบ กล่าวว่า

“อิงม่วยม่วย ปลดปล่อยอุ้ยโกวเนี้ยเถอะ”

ฉี้อิงก็ลงมือตบคลายจุด และประคองให้ลุกขึ้น อุ้ยเซี่ยวย้งรู้สึกพิศวงกล่าวว่า

“กิมฮูหยิน ท่านคือกี้เฮียงเค้งเจ้เจ๊ใช่หรือไม่?”

“มิผิด แต่ความลับนี้ท่านอย่าได้แพร่งพรายต่อผู้ใดเป็นอันขาด”

“น้อมรับคำสั่ง ผู้น้องเคยได้ยินว่ากี้เจ้เจ๊มีภูมิปัญญาไร้เทียมทาน บัดนี้พอได้พบ จึงทราบว่ามิผิดพลาด มิน่าเล่าท่านทั้งๆ ที่ไม่เคยพบผู้น้อง แต่สามารถจดจำข้าพเจ้า”

ฉี้อิงพลันถอนหายใจอย่างหนักหน่วง กล่าวว่า

“เค้งเจ้เจ๊ มาตรแม้นท่านสามารถคลี่คลายปัญหาทุกเรื่องราวแต่สำหรับเรื่องของมารดาอาเล้ง เกรงว่าท่านจะอับจนปัญญา”

กี้เฮียงเค้งส่งเสียงหัวร่อที่ชวนให้ผู้คนปลอดโปร่งใจกล่าวว่า

“มีเค้งเจ้เจ๊ร่วมอยู่ พวกท่านไม่ต้องกังวลใจ สำหรับเรื่องนี้ขอให้ข้าพเจ้าจัดการเองเถอะ”

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวอย่างลิงโลดว่า

“เค้งเจ้เจ๊คงมิเพียงปลอดประโลมข้าพเจ้ากระมัง?”

กี้เฮียงเค้งเอื้อมมือหยิกแก้มของนาง หัวร่อพลางกล่าวว่า

“นับว่าล่วงเกินยิ่งนัก อันโกวเนี้ยที่งดงามเฉกเช่นพวกท่านไฉนเกรงว่ามิมีผู้คน พาลชมชอบอาเล้ง จวบจนบัดนี้ยังมิสมปรารถนายังประเสริฐที่ข้าพเจ้าไม่ชอบมัน จึงมิต้องรับความคับแค้นใจ”

ฉี้อิงมีความเลื่อมใสในตัวกกี้เฮียงเค้งจนหมดหัวใจ ในยามนี้ก็พลอยโล่งอก หัวร่อเสียงเจื้อยแจ้วร้องว่า

“ผู้น้องก็รู้สึกว่า เค้งเจ้เจ๊ได้รับความขมขื่นใจมิน้อย ก่อนจะมาเป็นกิมฮูหยิน”

“เอียเท้าอันร้ายกาจ ถึงกับกล้าสะกิดแผลเก่าของเราเจ้เจ๊ หรือว่าต้องการรับความลำบากด้วย”

ฉี้อิงรีบโอบกอดกี้เฮียงเค้ง เอ่ยปากวิงวอนขอความกรุณา ส่วนอุ้ยเซี่ยวย้งแลเห็นฉี้อิงเชื่อมั่นกี้เฮียงเค้ง นางก็รู้สึกปลอดโปร่งใจเป็นที่ยิ่ง

ทั้งสามกลับคืนสู่ความจริงจัง หารือแผนการต่อไป อุ้ยเซี่ยวย้งรายงานว่า

“ซิเล้งขณะนี้อยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าให้โค้วเพ้งเฝ้าดูแลเขาอยู่”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“อาเล้งหากเพียงแต่มีกิริยาผิดปรกติเมื่อวันสองวันนี้ สำหรับกับพลังฝีมือของมัน ก็มิมีส่วนกระทบกระเทือน บัดนี้ข้าพเจ้าจะเขียนจดหมาย น้องแซ่อุ้ยจัดส่งไป เพื่อให้มันกระตือรือร้น และมาดื่มสุราพร้อมกับกราบพบขุนพลไร้กรผู้อาวุโส”

นางเอื้อนเอ่ยราวกับมีความมั่นใจเปี่ยมล้น บงการให้ฉี้อิงไปนำกระดาษพู่กันมาแล้วจึงกล่าวว่าอุ้ยเซี่ยวย้งว่า

“อาเล้งกับอิงม่วยม่วยมีความรักต่อกันมาเนิ่นนาน สำหรับน้องแซ่อุ้ยมีความปรารถนาอย่างไร?”

“ผู้น้องขอเพียงแต่ฉี้เจ้เจ๊มีความกว้างขวาง ยินยอมให้ซิเล้งรับข้าพเจ้าเป็นนางสนม ข้าพเจ้าก็พึงพอใจแล้ว”

“อือม์ ท่านเพียงแต่คิดเป็นนางสนม ทั้งๆ พลังฝีมือยังสูงล้ำกว่าอิงม่วยม่วย ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจยิ่ง”

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวตามความสัตย์ว่า

“นั่นเป็นคำสั่งของบิดา ท่านผู้เฒ่าบอกว่า ผู้น้องหาไม่สามารถทำให้ฉี้เจ้เจ๊ตกลงแต่งงานกับสามีคนเดียว ก็มิอนุญาตให้เข้าพเจ้าอยู่กินกับซิเล้ง”

กี้เฮียงเค้งส่งเสียงดังอ้อ ในยามนั้นฉี้อิงได้นำเครื่องมือในการเขียนมา กี้เฮียงเค้งจึงร่างจดหมาย อุ้ยเซี่ยวย้งฉวยโอกาสนี้พยายามเอาอกเอาใจฉี้อิง อิริยาบถถ่อมตัวยิ่งนัก นางความจริงมีนิสัยทระนงถือดี บัดนี้พองมงายในความรักถึงกับแปรเปลี่ยนอุปนิสัยประจำตัว

กี้เฮียงเค้งเขียนจดหมายเรียบร้อย บงการให้อุ้ยเซี่ยวย้งนำกลับไป จากนั้นกี้เฮียงเค้งก็กล่าวกับฉี้อิงว่า

“อิงม่วยม่วย เรื่องนี้ขอให้ท่านเชื่อฟังวาจาของข้าพเจ้า อนุญาตให้น้องแซ่อุ้ยก็อยู่กินกับอาเล้ง ควรทราบว่าหากมิใช่นาง อาเล้งก็มิมีโอกาสฝึกปรือไม้ตายอันสูงเยี่ยม มิช้าก็เร็ว ต้องตกตายในเงื้อมหัตถ์ของพวกสถาบันอำมหิต”

ฉี้อิงกล่าวอย่างยุ่งยากลำบากใจว่า

“เค้งเจ้เจ๊ ในหนึ่งปีนี้ข้าพเจ้าได้เห็นซึ้งแล้วอาเล้งขอเพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าก็พึงพอใจ เขาคิดรับใครเป็นภรรยา หาได้เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าไม่”

“อาเล้งไม่ยอมรับท่านเป็นภรรยา ซึ่งสาเหตุนั้นจวบจนบัดนี้ท่านยังมิทราบ เอาเถอะ ข้าพเจ้าจะบอกให้”

นางได้บอกกล่าวเรื่องราวของลี้ซานึ้งออกไป สุดท้ายจึงกล่าวว่า

“อาเล้ง เคารพในคำสั่งสอนของนักปราชญ์ มีความประพฤติอันดีงาม เพราะเหตุนี้มันจึงยอมขมขื่นใจจนตกตาย ก็ไม่ยอมรับเจ้าเป็นภรรยา ท่านหากเป็นซิเล้งสมควรกระทำเช่นนี้หรือไม่?”

ฉี้อิงเบิ่งตาจนกลมกว้าง ตะลึงลานไปชั่ววูบพยายามรุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวอย่างเลื่อนลอยว่า

“ผู้น้องมิทราบ”

“ถ้าเช่นนั้นท่านรู้สึกว่าการกระทำของอาเล้งนั้นถูกต้องหรือผิดพลาดกัน?”

“ผู้น้องไม่ทราบเช่นกัน นี่ย่อมมิอาจกล่าวหาว่าเขาคร่ำครึจนผิดพลาด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพียงข้าพเจ้าบอกไม่ถูกว่าเขาผิดพลาดในที่ใด”

“ข้าพเจ้าบอกกับท่านเถอะ การกระทำของอาเล้งมีแต่ถูกต้อง หากทว่าสภาพการณ์ของพวกท่านพิเศษยิ่ง ทั้งนี้ก็เพราะท่านหาได้เข้าพิธีกับลี้ซานึ้ง และลี้ซานึ้งภายหลังก็ได้แป๊ะเอ็งเป็นคู่ครอง ความรักเก่าก่อน นับว่าลบล้างไปแล้ว หากแม้นลี้ซานึ้งยังซัดเซพเนจรเพราะท่าน อาเล้งมิว่าอย่างไรก็มิอาจรับท่านเป็นภรรยา”

ฉี้อิงกล่าวอย่างละอายใจว่า

“เรื่องของลี้ซานึ้ง ล้วนเป็นความผิดของผู้น้อง…ถ้าเช่นนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้น้องกับอาเล้งจะได้อยู่ร่วมกันหรือไม่?”

สำเนียงของนางแฝงไว้ด้วยความมุ่งหวัง กี้เฮียงเค้งจึงกล่าวว่า

“พวกท่านสามารถอยู่กินกัน แต่ท่านขอให้มีใจกว้าง อุ้ยเซี่ยวย้งร่วมด้วย เมื่อพบเช่นนี้ในใจของอาเล้งจะมิรู้สึกติดค้างบุญคุณต่อตระกูลอุ้ย และมันจะนับถือเลื่อมใสในน้ำใจกับความประพฤติของท่าน”

ฉี้อิงมีใบหน้าแดงระเรื่อ กล่าวเบาๆ ว่า

“ทุกสิ่งทุกอย่างขอให้เจ้เจ๊ตัดสินใจก็แล้วกัน”

มินานให้หลัง ซิเล้งกับโค้วเพ้ง ภายใต้การนำของอุ้ยเซี่ยวย้ง ได้เข้าสู่คฤหาสน์จากประตูด้านข้าง ปรากฏกายอย่างเงียบงัน

            ซิเล้งมีเรือนร่างซูบซีดกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ใบหน้าและกิริยาท่าทางมีแววอันเคร่งขรึมเติบโตใหญ่สมบูรณ์ พอเข้ามาในห้องประสานสบตากับฉี้อิง จิตใจของทั้งสองล้วนมีความรู้สึกว่า คล้ายดั่งกลับชาติกำเนิดใหญ่

กี้เฮียงเค้งปลดแพรแดงคลุมหน้า แสดงโฉมหน้าของเทพธิดาเมฆาออกมาก่อน โค้วเพ้งถึงกับขมวดคิ้ว แต่มันหาได้วู่วามดั่งกาลก่อน จึงไม่เอ่ยปาก

กี้เฮียงเค้งค่อยๆ ปลดหน้ากากหนังมนุษย์ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง โค้วเพ้งจึงตรงเข้ามากราบพบ และซิเล้งก็เข้าปฏิสันถารกับกี้เฮียงเค้ง

ทั้งหมดหลังจากนั่งลงแล้ว กี้เฮียงเค้งก็กล่าวว่า

“อาเล้ง ขอแสดงความยินดีที่ท่านมีประสบการณ์ปาฏิหาริย์ได้รับความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังรอดชีวิตออกมาได้ด้วย”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ผู้น้องรู้สึกว่า เรื่องที่น่ายินดี กลับเป็นเค้งเจ้เจ๊ฟื้นคืนชีวิตได้ และยังสมปรารถนา ครองคู่อยู่ร่วมกับกิมเม้งตี้เฮีย”

“พวกเราสามารถอยู่ร่วมกัน นับแต่เป็นความเวทนาของเทพยดาคอยคุ้มครองคนดีงาม บัดนี้พวกเราจะสนทนาถึงเรื่องสถาบันอำมหิต น่าเสียดายที่อาเล้งมาสายเกินไป มิได้เห็นซ่งจงผู้นั้น ความสำเร็จของมันสูงเยี่ยมยิ่ง และข้าพเจ้าคาดว่า บริวารของอลัชชีโลกันตร์ ไม่มีซ่งจงเพียงผู้เดียว ดังนั้นพวกเราต้องร่วมแรงสามัคคีกัน”

กล่าวถึงตอนนี้ ปึงเซียะ นางแมงมุมขาว กับอาชุนศิษย์ของฉี้อิงก็มาแล้ว ทั้งหมดพอพบหน้า ได้บังเกิดความปลาบปลื้มปีติอย่างสุดแสน

กี้เฮียงเค้งแลเห็นในดวงตาของซิเล้ง มักทอประกายที่ไม่สบายใจ นางจึงกล่าวว่า

“บัดนี้ปัญาจะต้องคลี่คลายมากมายยิ่งนัก แต่ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือความคับแค้นในใจของอาเล้งข้าพเจ้าคิดจะช่วยเหลือมันจัดการเรื่องนี้เสียก่อน”

เมื่อมีกี้เฮียงเค้งอยู่ด้วย ทั้งหมดมีแต่เงี่ยหูรับฟัง อุ้ยเซี่ยวย้งได้กล่าวเบาๆ ว่า

“นี่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เขาความจริงไม่มีความกระตือรือร้น แต่พอได้เห็นจดหมายของเค้งเจ้เจ๊ก็พลันคึกคักขึ้น รีบเร่งรุดมาทันที”

ซิเล้งฝืนหัวร่อ กวาดมองทุกผู้คนในบริเวณกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าคล้ายดั่งเห็นแก่ตัวจนเกินไป แต่ความคับแค้นกังวลภายในใจ ก็สุดที่จะบรรยายออกมา ในใต้หล้าเกรงว่ามีแต่เค้งเจ้เจ๊ ที่สามารถวางแผนการให้กับข้าพเจ้าเท่านั้น”

กี้เฮียงเค้งกล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“จูกงเม้งนับเป็นจอมอสูรประจำยุค หากมิใช่มีชีวิตถึงฆาตมาพบพานพวกเราทั้งหมด เกรงว่ามันยังเป็นผู้ทรงเกียรติภูมิดำรงอยู่อย่างโอ่อ่า”

นางหยุดยั้งไปเล็กน้อย จึงกล่าวว่า

“ก่อนที่มันจะถึงแก่ชีวิต ยังพยายามครั้งสุดท้าย คิดทำลายอาเล้ง จูกงเม้งมีความสามารถในด้านจิตวิทยา รู้แจ้งกระจ่างในบุคลิกอันซื่อตรงถือธรรมะของอาเล้งที่สุด ดังนั้นจึงดำเนินแผนอันชั่วร้ายเช่นนี้หากใช้กับผู้อื่น ก็ไม่มีทางประสบผลเลย”

ซิเล้งกระโดดปราดลุกขึ้น กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า

“ความหมายในวาจาของเค้งเจ้เจ๊ แสดงว่าคำบอกกล่าวในจดหมายของจูกงเม้ง ล้วนเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ?”

“ย่อมต้องโป้ปดขึ้นมาทั้งสิ้น มันบอกว่ามารดาท่านทรยศต่อสามี ชักนำศัตรูสู่วงศ์ตระกูล ทำให้ทั้งครอบครัวประสบมหันตภัย และบอกว่ามารดาท่านขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งชื่อแซ่กับที่อยู่ล้วนสามารถสืบเสาะได้ใช่หรือไม่?”

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here