๕๘
♦ เทพธิดาเมฆา ♦
……………

กิมเม้งตี้จดจำคำกำชับของกี้เฮียงเค้งได้ จึงร้องดังๆ ว่า

            “ถูกต้อง แต่เรื่องเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับท่าน?”

อิสตรีในรถม้ากล่าวว่า

“กี้เฮียงเค้งคือวีรสตรี ทั่วใต้หล้าล้วนสยบยอมต่อภูมิปัญญาของนาง ข้าพเจ้าในฐานะอิสตรี รู้สึกว่านางได้แก่งแย่งชื่อเสียงให้กับเพศหญิงมิน้อย ดังนั้นข้าพเจ้าสมควรกระทำเพื่อนาง โดยล้างแค้นแทนท่าน”

“เจตนาดีของโกวเนี้ย เราขอรับด้วยใจ ผู้ทรงฝีมือของสถาบันอำมหิตเคยหักล้างกับเรามาก่อน แต่มันยังมิโค่นข้าพเจ้าล้มไป”

สตรีในรถม้าหัวร่อเสียงเจื้อยแจ้วกล่าวว่า

“บัดนี้ได้เห็นท่าน แสดงว่าวาจาที่กล่าวมาเป็นความจริง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้ากลับทำให้ท่านไม่มีทางเลิกร้าง เนื่องจากอาศัยเกียติภูมิของท่าน วันนี้หากมิอาจแลเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าพเจ้านามผู้ทรงฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุค ก็ต้องมอบให้กับข้าพเจ้าใช่หรือไม่”

กิมเม้งตี้ครุ่นคิดขึ้นว่า

“…สตรีนี้มีเจตนากระตุ้นให้เราลงมือ ย่อมต้องมีจุดประสงค์อันเร้นลับ เราสมควรไม่สนใจ แต่ขณะนี้มีชนชาวบู๊ลิ้มร่วมอยู่มิน้อย คำตอบโต้ทั้งหมดก็ได้ยินไป ภายหลังย่อมเข้าใจว่า เรากิมเม้งตี้มิสามารถเข้าใกล้รถม้าของนาง…”

มันคำนวณผลประโยชน์และข้อเสียหายตลบหนึ่ง จากนั้นก็ร้องดังๆ ว่า

“โกวเนี้ยเมื่อต้องการบังคับให้เราทดลองดู ถ้าเช่นนั้นท่านก็ระวังด้วย เราพอลงมืออาจจะทำร้ายผู้คน”

สตรีในรถม้ากล่าวว่า

“ท่านจู่โจมได้อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าเพียงอาศัยรถม้าที่สร้างพิเศษนี้ ก็สามารถทำให้ท่านล่าถอยกลับไป บอกกับท่านก็ได้ รถม้าคันนี้นอกจากอาวุธเพลิงแล้ว ยังมีของที่ร้ายกาจคือน้ำพิษ ควันพิษ เข็มพิษ และกลิ่นพิษ”

กิมเม้งตี้สีหน้าคล้ายดั่งไม่สนใจ แต่ได้ลอบระมัดระวัง ทางด้านซ้ายมือมีผู้คนร้องดังๆ ว่า

“กิมซิงแซขอให้ระวัง รถม้านี้มีลวดลายมากมายและโหดเหี้ยมผิดสามัญ เอียเท้านางนั้นหาใช่แสร้งข่มขู่ไม่”

วาจาพอเอ่ยออก ในดงไม้สองฟากข้างก็มีผู้คนส่งเสียงสนับสนุน แสดงว่ารถม้าพิเศษคันนี้ เคยทำร้ายผู้ทรงฝีมือจำนวนมากมายมาแล้ว

กิมเม้งตี้จึงถามไถ่สตรีในรถว่า

“รถม้าของท่านคันนี้มีคำเรียกหาหรือไม่?”

“ย่อมต้องมี เรียกว่างื่อฮุ้นเชีย (รถม้าเมฆา)”

“พวกเราจะเริ่มทดสอบความสามารถแล้ว ท่านระวังด้วย”

กล่าวพลางกระชากดาบยาวออกมา มือซ้ายก็ล้วงหยิบพัดจีบซึ่งคราก่อนใช้อยู่เสมอ พัดนี้สามารถต่อต้านอาวุธลับอย่างมีประสิทธิภาพ

กิมเม้งตี้สืบเท้าคุกคามไปที่รถม้า ผนึกพลังจนสุดตัว แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ เป้าหมายกลับเป็นรถม้าคันหนึ่ง ตัวรถม้าไม่มีชีวิตชีวา อานุภาพดาบของมันแม้รุนแรง ก็ไม่อาจกล้ำกราย

สำหรับข้อนี้ มันย่อมต้องเสียเปรียบอย่างใหญ่หลวง แลเห็นมันก้าวเข้าใกล้ทุกขณะ พริบตาเดียวก็มีระยะห่างกันเพียงเจ็ดแปดเชียะ

บนรถม้าได้มีเสียงดังเบาๆ แต่มิเห็นมีอาวุธลับอันใดซัดพุ่งออกมา

กิมเม้งตี้สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ร้องดังๆ ว่า

“หอมยิ่งนัก”

ผู้คนในดงไม้สองฟากข้าง มีอยู่หลายคนร้องออกมาว่า

“นั่นเป็นควันพิษ มีความร้ายกาจยิ่ง เคยมีผู้คนแม้ปิดจมูกก็ยังล้มลงบนพื้นดิน”

ท่ามกลางเสียงร่ำร้องดังระงม กิมเม้งตี้ได้แหงนหน้าหัวร่อ และสืบเท้าออกไปหนึ่งก้าว มันเวลาก้าวเท้ามีความหนักแน่น ไร้อาการถูกพิษแทรกซึมเลย

ที่แท้กิมเม้งตี้มีพลังการฝึกปรือลึกล้ำสุดจะเปรียบ มันมาตรแม้นสูดลมหายใจเข้าไปจริงๆ แต่สามารถทำให้ลมหายใจนี้คั่งค้างอยู่เหนือหลอดคอ หมายความว่ามันมิได้สูดพลังลมเข้าไปในร่างกาย

บนรถม้าพลันแว่วเสียงขวับ ประกายแจ่มจ้าหลายสิบจุดแผ่ขยายในพื้นที่รัศมีสองวา สาดพุ่งเข้าหากิมเม้งตี้อย่างฉับไว ปานสายฟ้า!

ในยามนี้กิมเม้งตี้ มีแต่พุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนอากาศ จึงสามารถหลบเลี่ยงจากการจู่โจมของเข็มพิษหลายสิบเล่มนี้ แน่นอนหากเป็นเช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามเพียงซ้ำเติมขณะที่มันพุ่งร่างลง มันก็ไม่มีโอกาสหลบหลีก

พลันแลเห็นกิมเม้งตี้ได้หงายร่างไปด้านหลัง รวดเร็วจนยากจะเห็นชัด ได้ยินเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง ประกายเจิดจ้าหลายสิบจุด พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า

เข็มพิษระลอกหลัง แทบจู่โจมออกในเวลาเดียวกับคราแรก แสดงว่าบุคคลในรถคาดคำนวณว่า กิมเม้งตี้ต้องพุ่งขึ้นไปบนอากาศ ดังนั้นจึงลงมือโดยไม่ให้มันหลบเลี่ยงได้ทันท่วงที

หากคาดไม่ว่ากิมเม้งตี้เมื่อถูกยกย่องเป็นผู้ทรงฝีมืออันดับหนึ่ง ก็มีความสามารถอันแท้จริง คราแรกขณะที่มันถูกอาวุธอัคคีบังคับล่าถอย ได้สังเกตเห็นว่า เปลวเพลิงห่างจากพื้นดินหนึ่งเชียะขึ้นไป

ดังนั้นครั้งนี้มันจึงอาศัยช่องว่างหนึ่งเชียะนั้น โดยเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น แม้จะคำนวณผิดพลาด ส่วนเท้าได้หันไปทางรถม้า เข็มพิษเหล่านั้นอย่างมากก็ซัดถูกรองเท้า

กิมเม้งตี้ถลันขึ้นอย่างรวดเร็ว บุคคลที่ชมดูอยู่แลเห็นมันพอหงายร่างก็พุ่งขึ้น คล้ายดั่งส่วนหลังมีสปริงดีดขึ้นมาต่างก็โห่ร้องชมเชย

ฝ่ายกิมเม้งตี้ยิ่งไม่ชักช้า เข่าทั้งสองข้างงอเข้าหากัน เป็นอิริยาบถที่หมายถลันไปเบื้องหน้า นี่เป็นท่าเคลื่อนไหวตามธรรมดาที่สุดของมนุษย์

โดยปรกติแล้ว ก่อนที่จะมีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวอย่างฉับไว ย่อมต้องงอเข่าทั้งสองข้าง ทำให้น้ำหนักของร่างกายทุ่มเทลงสู่เบื้องล่าง ห่างจากพื้นดินยิ่งประเสริฐ

และมิว่าจะเป็นท่าหมัดมวยก็ดี หรือการออกกำลังที่ต้องอาศัยความว่องไวก็ดี ล้วนไม่อาจขัดแย้งหลักสามัญวิสัยนี้

บัดนี้กิมเม้งตี้สามารถรุกหน้าหรือล่าถอยตามใจนึก และอาศัยความรวดเร็วเฉกเช่นสายฟ้าแลบพุ่ง อิริยาบถนี้สำหรับกับฝ่ายตรงข้ามเป็นการข่มขู่คุกคามอย่างใหญ่หลวง บังคับจนบุคคลในรถม้ามิอาจไม่เร่งรีบใช้อาวุธลับขัดขวาง!

แลเห็นทางด้านซ้ายขวาบนร่างรถม้า ล้วนมีควันสีเหลืองพวยพุ่งขึ้นมาเป็นเส้นสาย คราแรกไม่เด่นชัด แต่ก็ประหลาดแท้ เพียงพริบตาเดียว ระหว่างกิมเม้งตี้กับรถม้า ก็ถูกม่านควันสีเหลืองกระแสหนึ่งกางกั้นไว้

ม่านควันสีเหลืองอันหนาทึบนี้ แสดงว่าแข็งแกร่งยิ่งนัก กำลังลมไม่อาจพัดกระจายแม้แต่น้อย ในสายตาของผู้ชำนาญ มองเพียงวูบเดียวก็ทราบว่าไม่มีพลังฝ่ามือชนิดใด สามารถกระแทกกระจาย

อิสตรีในรถม้า ส่งเสียงหัวร่อที่ลำพองใจกล่าวว่า

“นี่เป็นควันพิษ ซึ่งจัดสร้างเป็นพิเศษชนิดหนึ่งอานุภาพกว้างขวางยิ่ง ท่านมีความสามารถก็ทดลองฝ่าเข้ามา”

ในยามนี้ ม่านควันลายนั้นได้แผ่ขยายกว้างไพศาลยิ่ง มีความสูงสามวา และยาวสี่ห้าวา

กิมเม้งตี้ไม่มีทางแลเห็นฝ่ายตรงข้าม นอกจากอ้อมสองฟากข้างไป

แต่นั่นย่อมมิใช่วิธีการ ทั้งนี้ก็เพราะมันมิทราบว่า รถม้าคันนั้นล้วนตกอยู่ในวงล้อมของม่านควันจนหมดสิ้นหรือไม่ หากแม้นอ้อมไป เห็นว่าเป็นเช่นเดียวกับด้านหน้า ยังมิมีทางลงมือ พฤติการณ์ของมันก็จะถูกผู้คนดูแคลน

กิมเม้งตี้ มีการตกลงใจอยู่ก่อน จึงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า

“ท่านมาตรแม้นเข้าใจว่า ม่านควันพิษนี้คือกำแพงเมืองจีน แต่ในสายตาของเรา หาเป็นเช่นใดไม่”

“ท่านมีความสามารถก็เชิญแสดงออก เราเชื่อมั่นว่าอึ้งฮุ้นเจี่ยง (บังกั้นเมฆเหลือง) นี้ ไม่อาจทะลวงอย่างง่ายดาย ท่านแม้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยม แต่ต้องระวังว่าจะถูกพิษจนเสียชีวิตไป”

กิมเม้งตี้ได้ผนึกพลังแล้ว และสะบัดดาบออกพลันกล่าวดังกังวานว่า

“จะขอดูว่าบังกั้นเมฆเหลืองนี้ สามารถต้านรับท่าดาบของเราได้หรือไม่”

แลเห็นภาวะดาบของมันได้กรีดออกอย่างไม่เชื่องช้ามิรวดเร็ว จะว่าไวก็ว่องไวยิ่ง แต่แล้วก็รู้สึกชักช้าเหลือแสน

ทางสองฟากข้างล้วนเป็นผู้ทรงฝีมือ พอแลเห็นดาบนี้ ต่างก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยน บ้างก็ปากอ้าตาค้าง เนื่องจากเพลงดาบนี้ มีความพิสดารอย่างเหนือปรกติวิสัย หลุดพ้นจากขอบเขตควบคุมของหลักธรรมชาติแห่งจักรวาล!

สมควรทราบว่า ในพื้นพิภพนี้ ความรู้สึกของมนุษย์ที่มีต่อกาลเวลากับระยะเวลา มีการตัดสินชี้ขาดเมื่อเร็วก็เร็ว เมื่อช้าก็ช้า ย่อมไม่สามารถมีทั้งสองอย่าง

บัดนี้เพลงดาบของกิมเม้งตี้นี้ ได้นอกเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง ทำให้ผู้คนไม่สามารถชี้ขาด จึงสร้างความแตกตื่นสงสัยให้กับทุกผู้คน

แต่ที่น่าตระหนกยังเป็นอานุภาพที่กำเนิดจากท่าดาบนี้ แลเห็นพลังดาบทะลวงม่านควันเข้าไป พริบตาเดียวก็แหวกเอาบังกั้นเมฆเหลือง ซึ่งหนาแน่นราวกับมีสภาพ จนแตกแยกออกเป็นช่องหนึ่ง!

พลังดาบความจริงเป็นวัตถุไร้สภาพ แต่เนื่องจากควันสีเหลืองแตกแยกกระจัดกระจาย จึงเห็นได้อย่างชัดเจน กิมเม้งตี้ดาบแรกประสบผล ดาบที่สองก็ติดตามออกไป

คราครั้งนี้ ได้สำแดงท่ายิกไฮ้ตู้เล้ง (สู่ทะเลพิฆาตมังกร) แลเห็นประกายดาบกระจายจ้า คนดาบรวมเป็นเอกะ สาดพุ่งเข้าไปในช่องแตกที่กว้างสองสามเชียะนั้นทันที

กิมเม้งตี้เมื่อทะลวงฝ่าบังกั้นเมฆเหลืองแล้ว ปลายเท้าเพิ่งสะกิดถึงพื้น รถม้าที่ห่างจากมันเพียงหลายเชียะ พลันปรากฏหยาดน้ำสีดำหลายสิบสายสาดพุ่งออกมา!

หยาดน้ำดำเหล่านี้ พลันกลับกลายเป็นหมอกผืนใหญ่ ครอบคลุมกิมเม้งตี้เอาไว้

แต่กิมเม้งตี้ยังคงคุกคามไปยังรถม้า ก้าวยาวๆ สองก้าวก็ถึงข้างรถม้า ปลายดาบพุ่งออก เลิกม่านรถขึ้น

พริบตานั้นมันสามารถแลเห็นบุคคลในรถ ชนชาวบู๊ลิ้มที่อยู่สองฟากข้าง ล้วนแต่โห่ร้องชมเชยขึ้น

ทั้งนี้ก็เพราะ เจ้าของรถเมฆาคันนี้ นับเป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ ท่ามกลางสายตาของผู้คนจำนวนมาก

ความจริงชนชาวบู๊ลิ้มที่มีอยู่ แม้เคยพลาดพลั้งมา แต่อย่างมากก็มีเข็มพิษซัดพุ่งจนล่าถอย ได้รับบาดเจ็บล้มลง จวบจนดรุณีรับใช้ชุดขาว ป้อนยาเม็ดค่อยคืนสติ ไม่เคยมีผู้ใดแลเห็นอาวุธลับอันร้ายกาจในรถเมฆาถึงปานนี้

กิมเม้งตี้มองจากหน้าต่างเข้าไป แลเห็นภายในรถมีการตบแต่งอย่างสวยงามตระการตา เครื่องใช้ครบครัน มีทั้งอาหารเครื่องดื่ม และบุคคลในรถกลับเป็นดรุณีสวยชุดหลากหลายสี บนมวยผมที่เกล้าสูง มีเครื่องประหลาดมากมาย แต่เค้าหน้าถูกแพรบางชั้นหนึ่งปกปิดเอาไว้

มันล้วนอาศัยพลังดาบอันแกร่งกร้าว คุ้มครองทั่วทั้งร่าง ทำให้หมอกพิษมิอาจกล้ำกราย ซึ่งสภาพเช่นนี้มันมิอาจอยู่ยืนนานสมควรรีบล่าถอย

สตรีชุดหลากหลายสีเกล้ามวยผม กลับกวักมือชักชวนกล่าวว่า

“ท่านกล้าขึ้นมาบนรถหรือไม่? หากคิดดูโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าพเจ้าก็มิอาจไม่ขึ้นรถ”

กิมเม้งตี้กรีดร่างเฉียงๆ ขึ้นไป เอื้อมมือเปิดประตู ถลันเข้าไปในรถ แลเห็นภายในมีพื้นที่กว้างขวาง สตรีคลุมหน้าชุดหลายหลากสีได้นั่งแน่วนิ่งมิเคลื่อนไหว

แต่ดวงตาคู่ที่คล้ายดั่งเพชรอันแวววาว ได้มองเขม้นมา ยามกระทันหัน มิอาจคาดคะเนความในใจของมัน

กิมเม้งตี้นำดาบในมือชี้เฉียงๆ อยู่เหนือทรวงอก พลังดาบอันดุร้ายกระแสหนึ่ง พลันปกคลุมไปทั่วทั้งรถ

สตรีชุดหลายหลากสีหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“ร้ายกาจยิ่งนัก ท่านหากไม่รั้งพลังดาบ ข้าพเจ้าก็มิอาจรับไว้ได้”

กิมเม้งตี้มีสีหน้าเย็นชากระด้าง ทั้งไม่ตอบโต้และไม่สลายพลังดาบ

สตรีชุดหลายหลากสีกล่าวว่า

“เอาเถอะ ข้าพเจ้าจะปลดผ้าคลุมหน้า แต่ข้าพเจ้าเคยมีคำสาบานว่า ผู้ใดสามารถเข้ามาในรถเมฆา บังคับข้าพเจ้าปลดผ้าคลุมข้าพเจ้าก็จะเป็นภรรยาของมัน มาตรแม้นจะเป็นผู้ชราอัปลักษณ์ก็ไม่บิดเบือน”

กิมเม้งตี้กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

“นี่เป็นคำสาบานของท่าน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะไม่รับสตรีที่มีพฤติการณ์อันพิกลผิดสามัญเป็นภรรยา”

วาจาของมันหาใช่แสร้างกล่าวไม่ เพราะว่าพลังดาบอันเยือกเย็นในตัวรถ มีแต่เพิ่มพูนไม่ลดน้อย หากแม้นฝ่ายตรงข้ามมิมีพลังฝีมือในขณะนี้คงอึดอัดจนตายไป

แม้ว่าจะมีพลังฝีมือ ก็ต้องดูว่าพลังภายในลึกล้ำสักเท่าใด สำหรับสตรีชุดหลายหลากสีนี้ ถึงกับกล้ำกลืนได้เป็นเวลานาน นับว่ามีกำลังภายในสูงยิ่งนัก

กิมเม้งตี้หัวร่ออย่างเย็นชา พัดจีบในมือซ้ายพลันคลี่กางออก กวาดไปยังใบหน้าของนาง แพรขาวผืนนั้นก็หลุดออกมาทันที โฉมหน้าที่แท้จริงก็ปรากฏขึ้น

แลเห็นนางมีคิ้วเรียวงามปานภาพวาด ผิวขาวผ่องเกินไป จนไม่มีสีเลือด แต่ดวงเนตรที่คล้ายเพชรคู่นั้น ช่วยเสริมให้ใบหน้าของนางมีความผุดผาดเด่นล้ำ

กิมเม้งตี้พลันสลายพลังดาบ กล่าวอย่างไร้ความรู้สึกว่า

“เค้าหน้านี้ไม่มีความประหลาดล้ำ ไฉนต้องซุกซ่อนอยู่หลังผ้าแพรด้วย?”

สตรีชุดหลายหลากสีระบายลมหายใจยาวๆ กล่าวว่า

“ในที่สุดท่านก็รั้งพลังดาบไป แต่ท่านออกจะประมาทเลินเล่อ ควรทราบว่าในรถเมฆาของข้าพเจ้าคันนี้ มีเครื่องกลไกซับซ้อนโหดเหี้ยมยิ่งนัก แม้ผู้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยม ก็มิทันระวัง”

“เรามีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น มิว่าท่านใช้วิธีการอย่างไรก็ยากจะทำร้ายเรา”

“มาตรแม้นว่าท่านจะฝึกฝนจนมีร่างกายคงกระพัน ก็ยากที่จะต้านทานการจู่โจมด้วยอัคคี รมควัน ฟ้าแลบใส่อสนีบาตทลายลงได้”

กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“นั่นก็มิผิด แต่ท่านอย่าลืมว่า เราขณะจู่โจมคร่ากุมท่าน และแหลกลาญเป็นผุยผงไปด้วยกัน”

“หากแม้นข้าพเจ้ามีหนทางทำให้ท่านสมาธิแตกซ่าน ข้าพเจ้าก็จะจู่โจมเข็มออกไปคราเดียวห้าเล่มทิ่มแทงจุดไต้จุย ซิ่งเต๋า เมี่ยมึ้ง เซ้งฮู้ ฮึงมึ้งห้า จุดใหญ่ ท่านแม้จะเป็นปรมาจารย์ประจำยุค ก็จะเสื่อมสูญพลังฝีมือ ปล่อยให้ข้าพเจ้าจัดการตามอารมณ์!”

กิมเม้งตี้ได้ยินนามจุดใหญ่ทั้งห้าแห่งนั้น ถึงกับหัวร่ออย่างขบขัน กล่าวว่า

“วาจาของโกวเนี้ย ได้แต่ข่มขู่ผู้คน ท่านสามารถสกัดจุดห้าแห่งนั้นในเวลาพร้อมเพรียงกันหรอกหรือ?”

“ท่านหากมิเชื่อถือ ก็ลองนั่งลง รอให้ข้าพเจ้าบอกท่านอย่างละเอียด”

กิมเม้งตี้ทรุดกายนั่งลงบนที่นั่งตรงข้ามกับนาง รู้สึกว่าเบาะเก้าอี้และพนักเอนบุไว้ด้วยสำลีชั้นหนา รู้สึกนุ่มนิ่มสบายยิ่ง

แต่แล้วมันพลันสำนึกได้ รีบผนึกพลังอันพิสดารเคลื่อนย้ายจุดเส้นทั้งร่างเปลี่ยนตำแหน่งเดิม มาตรแม้นคลาดเคลื่อนห่างเพียงนิดเดียว แต่ก็เพียงพอแล้ว

สตรีชุดหลากหลายสีบนใบหน้าปราศจากความรู้สึก กล่าวว่า

“จุดใหญ่ทั้งห้าแห่ง มีอยู่สามแห่งอยู่บนกระดูกสันหลังอีกสองจุดหนึ่งอยู่ที่ตะโพก หนึ่งอยู่ที่ท่อนขา ตามเหตุผลย่อมไม่สามารถสกัดจุดทั้งห้าในคราวเดียว แต่เรื่องราวในใต้หล้ามักนอกเหนือความคาดหมาย ข้าพเจ้าพอหยิบวัตถุสิ่งหนึ่งให้ท่านดู ก็จะพิสูจน์ชัด”

“หากมีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ เราก็มิอาจไม่นับถือ”

สตรีชุดหลายหลากสี ล้วนวัตถุสิ่งหนึ่งจากข้างกาย กลับเป็นลูกแก้วผลึกโปร่งใส ซึ่งวางซ้อนกันห้าลูก ปริมาณไม่เล็กนัก นางวางอยู่บนใจกลางฝ่ามือ กล่าวว่า

“ท่านดู”

กิมเม้งตี้เบิ่งตาจับจ้อง พลันปรากฏประกายเจิดจ้าสาดออกมาจากลูกแก้วผลึก คล้ายดั่งเป็นดอกไม้ไฟห้าสี แผ่แสงสีอันบาดตานับร้อยๆ พันๆ สาย เจิดจ้ารุนแรงยิ่งนัก!

กิมเม้งตี้มาตรแม้นมีสายตาเข้มแข็ง ในยามนี้ก็อดละลานพร่างพรายตามิได้ งงงันไปวูบหนึ่ง พริบตานั้นบริเวณกลางหลัง ตะโพกและท่อนขา ล้วนมีอาการเจ็บแปลบปลาบราวกับเข็มทิ่มแทง

ส่วนที่ถูกเข็มแทงใส่ ก็คือจุดสำคัญที่นางพาดพิงถึงเมื่อครู่นี้และเนื่องจากจุดเซ้งฮู้กับฮึงมึ้ง ล้วนเป็นจุดคู่มีอยู่ทั้งซ้ายขวา ดังนั้นจึงมีเจ็ดจุดที่ถูกแทง

หากแม้นกิมเม้งตี้ไม่เคลื่อนย้ายจุดเส้นเสียก่อน คราครั้งนี้ก็จะสูญเสียพลังฝีมือ ต้องรอให้ผู้ช่วยเหลือจึงฟื้นฟูเป็นปรกติ

กิมเม้งตี้สำนึกถึงความร้ายกาจของฝ่ายตรงข้าม สุ้มเสียงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเกรงใจขึ้นบ้าง กล่าวว่า

“เราเลื่อมใสความสามารถของท่านยิ่งนัก พวกเราจะแยกจากกัน โอกาสหน้าคงได้พบพาน”

มันผุดลุกขึ้นยืน สตรีชุดหลายหลากสีได้ก้มศีรษะกล่าวว่า

“ท่านมิแยแสแต่เหลือบแลเพียงวูบเดียวจริงๆ อา ก่อนที่ท่านจะจากไป ขอให้มองข้าพเจ้าอีกครั้งเป็นอย่างไร?”

กิมเม้งตี้ได้ยื่นมือออกไปหมายเปิดประตู พอรับฟังก็รู้สึกสงสัยใจยิ่ง คำนึงว่า

“…หากแม้นเราไม่ชอบท่าน ดูอีกครั้งหนึ่งจะมีคุณค่าอย่างไร?…”

ความคิดเพิ่งปรากฏขึ้น สตรีชุดหลายหลากสีก็กล่าวว่า

“ดูอีกครั้งหนึ่ง สภาพการณ์ก็จะแปรเปลี่ยน”

วาจาของนางเท่ากับตอบข้อพิศวงในใจของกิมเม้งตี้ สร้างความตื่นเต้นสงสัย เบือนศีรษะมองเขม้น

สตรีชุดหลายหลากสีพลันเงยหน้าขึ้นมา แลเห็นเค้าหน้าที่ขาวผุดผาด มีแววดั่งลิงโลดดั่งแง่งอน คิ้วเรียวยาวจรดจอนหู ดวงเนตรที่คล้ายประกายดาว แฝงความรักที่ลึกซึ้ง

ใบหน้านี้แสดงว่าเป็นกี้เฮียงเค้งชัดๆ กิมเม้งตี้ตะลึงลานไปชั่ววูบค่อยกล่าวว่า

“มิน่าเล่า ท่านจึงทราบความในใจของเราได้”

มันหดมือที่คิดจะเปิดประตู ทรุดกายนั่งลงที่ด้านข้างของนาง ยื่นมือโอบเอวอันแบบบาง

“ท่านพอเห็นสตรีแปลกหน้าก็ไม่แยแส อ้างว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์อันพิกลผิดสามัญ ซึ่งข้าพเจ้าก็มุ่งหวังให้ท่านเป็นเช่นนี้ตลอดกาล”

“นี่…ที่แท้ท่านมีเจตนาอย่างไรกัน?”

กี้เฮียงเค้งยื่นหน้ากากที่ประณีตในมือให้กิมเม้งตี้ดูแล้วกล่าวว่า

“ภายหลังข้าพเจ้าจะใช้โฉมหน้านี้แสดงต่อผู้คนตลอดกาล ขนานนามว่างื่อฮุ้นเซียนจื้อ (เทพธิดาเมฆา) แน่นอน จะต้องมีส่วนใหญ่เรียกหาข้าพเจ้าว่ากิมฮูหยิน (ภรรยาของบุรุษแซ่กิม)”

“วิธีการของท่านสูงเยี่ยมยิ่งนัก แม้แต่แฮ่โฮ้วคงก็คาดคิดมิถึง แต่เราสงสัยในข้อที่ว่า ท่านจัดรถม้าคันหนึ่งและหญิงรับใช้ที่ทรงฝีมือกับทาสสารถีตั้งแต่เมื่อใด?”

กี้เฮียงเค้งกล่าวว่า

“ปรากฏการณ์ทั้งมวลนี้ ข้าพเจ้ามิได้จัดสร้างขึ้นเมื่อมินานมานี้ หากแต่ข้าพเจ้ายามออกท่องเที่ยว ก็คาดคำนวณว่าบางครั้งต้องอาศัยศักดิ์ศรีอันเร้นลับ ท่องเที่ยวไปทั่วบู๊ลิ้ม

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงฝึกฝนสี่ดรุณีรับใช้นามอาบ๊วย อาลั้ง อาเก๊ก อาเต็ก และขณะที่ข้าพเจ้าสืบสวนเรื่องที่ตระกูลของซิเล้งถูกทำร้าย ได้พบทาสสารถนามงุ่ยเก๋าจากบันทึกคดีของขุนนางทรยศ

มันความจริงเป็นนายทัพของเอี้ยซิ้วเคียม หัวหน้ารักษาความปลอดภัย ภายหลังเอี้ยซิ้วเคียมถูกขุนนางกังฉินใส่ไคล้ปรักปรำ ประหารฆ่าทิ้งไป งุ่ยเก๋าผู้นี้ยามดาลเดือด ก็ปลอมแปลงโฉมหมายจู่โจมฝ่ายตรงข้าม

แต่ทว่ามันถูกจูกงเม้งทำร้ายจนตาบอดไปข้างหนึ่ง จองจำอยู่ในคุกประหาร ข้าพเจ้าพอพบเห็นจึงทำลายบันทึกคดี ช่วยมันออกจากที่คุมขัง และอาศัยอุปนิสัยของมัน เหมาะแก่การถ่ายทอดฝีมือ มินานก็มีความสำเร็จอันน่าภาคภูมิ”

นางหยุดไปเล็กน้อย จึงกล่าวอีกว่า

“ก่อนที่ข้าพเจ้าจะรักษาพยายาลตัวเอง ก็ใช้สอยให้มังกรตาเดียว งุ่ยเก๋ากับสี่หญิงรับใช้ขับรถม้าปรากฏขึ้นในวงพวกนักเลง บัดเดี๋ยวเร้นหาย บัดเดี๋ยวแสดงตน สร้างข่าวลือต่างๆ นานา

ในหนึ่งปีเศษนี้ แม้คำร่ำลือจะแพร่สะบัดไปทั่ว แต่มิได้พบพานคู่มือที่แท้จริงมาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะเจดีย์ทองคำพอเปิดแล้ว ผู้ทรงฝีมือส่วนใหญ่ เมื่อได้ไม้ตายแล้วก็เร้นกายฝึกปรือ มิทราบพฤติการณ์ของพวกข้าพเจ้า”

กิมเม้งตี้รับฟังอย่างจดจ่อพอใจ กี้เฮียงเค้งเอื้อนเอ่ยสืบไปว่า

“ภายหลังพวกเรายามท่องเที่ยวอยู่ในวงพวกนักเลง มิว่าผู้ใดก็ไม่อาจทำลายกลไกที่จัดสร้างอยู่อีก และบุคคลภายนอก หากไม่เรียกหาข้าพเจ้าเป็นเทพธิดาเมฆา ก็เรียกเป็นอึ้งเฮ้งล้อซัวะ (นางมารเร้นกาย)

สมญานี้นับว่าไม่เลว พวกเราสามารถทำให้อลัชชีโลกันตร์เข้าใจผิด คาดว่าข้าพเจ้าคือชนชั้นวู่วามไม่มีความนึกคิด และมันเห็นท่านอยู่ร่วมกับข้าพเจ้า ก็หลงเข้าใจว่าพวกเราคงไม่กระทำเรื่องดีงาม จึงมิรังควานพวกเราอย่างพร่ำเพรื่อ เช่นนี้รู้สึกสนุกสนานยิ่ง”

กิมเม้งตี้ก็กล่าวว่า

“ตกลง พวกเราก่อนอื่น ต้องกระทำเรื่องราวที่ไร้เหตุผล แพร่งพรายข่าวลือออกไป ทำให้ฝ่ายอลัชชีโลกันตร์ไม่แยแสสนใจ”

“อือม์ บัดนี้พวกเรายังมีเรื่องราวต้องกระทำอีก”

กิมเม้งตี้หัวร่อพลางกล่าวว่า

“คงเป็นเรื่องจัดพิธีวิวาห์ของพวกเรากระมัง?”

“ถูกแล้ว พวกเราสมควรให้ชนชาวบู๊ลิ้มทราบเรื่องนี้จนหมดสิ้น แต่เมื่อเป็นเช่นนี้หากแฮ่โฮ้วคงล่วงรู้เข้า ย่อมเข้าใจว่าท่านเป็นผู้มีไมตรีอันจืดจาง”

กิมเม้งตี้ยักไหล่อย่างปลอดโปร่งใจ เป็นเชิงไม่แยแส มันพบเห็นว่ากี้เฮียงเค้งพอเอ่ยถึงนามแฮ่โฮ้วคง หว่างคิ้วมีแววอันเสียใจที่ยากจะปกปิด จึงแสร้างแสดงท่าทีอันครึกครื้นต่อนาง

ควรทราบว่า มันได้เป็นผู้ชนะ ทั้งโฉมสะคราญและวิชาไม้ตายล้วนได้แล้ว แต่แฮ่โฮ้วคงประสบความผิดหวัง จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องริษยาแฮ่โฮ้วคงแม้แต่น้อย

“กำหนดวิวาห์ของเราสอง เป็นอีกหนึ่งเดือนให้หลัง และจะแจกเทียบมงคล เชื้อเชิญผู้กล้าหาญทั่วใต้หล้า เรื่องนี้ก็จะทำให้พวกเราวุ่นวายขนานใหญ่”

“ท่านคิดจะแจกเทียบอย่างแพร่หลาย จัดโต๊ะสุราอาหารขนานใหญ่จริงๆ?”

“แน่นอน ลองคิดดู ผู้ทรงฝีมือของสถาบันอำมหิตขณะนี้ได้แพร่ข่าว ว่าท่านมิใช่คู่มือของมัน หากแม้ท่านไม่จัดโต๊ะเลี้ยงอาคันตุกะ ผู้คนจะเข้าใจว่า ท่านมีความคร้ามเกรงต่อสถาบันอำมหิต โดยนัยกลับหายกระทำอย่างโอ่อ่า ก็แสดงว่าท่านมิเกรงว่าผู้คนของฝ่ายสถาบันอำมหิต จะมารังควานเลย”

กิมเม้งตี้หัวร่อ พลางกล่าวว่า

“ที่แท้ท่านคิดจะชักนำผู้คนของสถาบันอำมหิตมาวิธีนี้ไม่เลวเลย ปัญหาอยู่ที่ว่าฝ่ายตรงข้ามหากมาเกินกว่าหนึ่งคน เราสองหมัดยากต้านทานสี่มือ ไยมิใช่ย่ำแย่?”

“มิเป็นไร หากนับจำนวนผู้คน สถาบันอำมหิตแม้จะทุ่มเทมาทั้งรัง ก็ไม่อาจเปรียบเทียบกับพวกเรา”

“อือม์ ท่านคิดจะเชื้อเชิญพวกฉี้อิง ปึงเซียะมาจนหมดสิ้นใช่หรือไม่?”

“ถูกแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่ง ท่านกลับลืมเลือนไป”

“ผู้ใดกัน?”

หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย มันพลันเงยหน้าส่งเสียงหัวร่อกล่าวว่า

“ถูกต้อง ซือแป๋เราเป็นเจ้าภาพในพิธีวิวาห์ ย่อมไม่ขาดตกบกพร่อง และเมื่อมีท่านผู้เฒ่ารักษาการณ์ ฝ่ายผู้คนของสถาบันอำมหิต ย่อมไม่กล้าใช้พวกมากเข้าเอาชัย”

หลังจากนั้นกี้เฮียงเค้งได้บงการให้สี่ดรุณีรับใช้กับมังกรตาเดียว เข้ามากราบพบกิมเม้งตี้ จากนั้นก็ให้หญิงรับใช้ทั้งสี่ ประกาศข่าวมงคลต่อผู้ชมการต่อสู้ว่า อีกหนึ่งเดือนให้หลังจะประกอบพิธีวิวาห์ขึ้นในเมืองนานกิง

ข่าวคราวนี้แพร่สะบัดไปอย่างรวดเร็ว เพียงมิกี่วันก็ร่ำลือไปทั่วบู๊ลิ้ม

ในหลายวันนี้ กิมเม้งตี้กี้เฮียงเค้ง ก็แจกเทียบเชิญนับพันใบ เชื้อเชิญชนชาวบู๊ลิ้มมาร่วมในพิธีวิวาห์ ซึ่งจำนวนเทียบทั้งหมดมีอยู่หลายสิบใบที่สำคัญยิ่ง จำต้องเชิญมาให้จงได้

ดังนั้นกี้เฮียงเค้งจึงดำเนินวิธีการ กำกับอักษรเพิ่มเติมในเทียบเชิญหลายสิบใบนั้น สมมุติว่าเทียบที่ส่งต่อพวก ฉี้อิง ปึงเซียะ ได้บันทึกว่า ซิเล้งอาจจะเร่งรุดมา

และสมมุติว่าเทียบที่ส่ง่อเจ้าสำนักฮุยไฮ้แห่งเสียวลิ้ม ก็บันทึกอักษรว่า “ขอฉวยโอกาสนี้ หารือแผนการต้านรับศัตรู เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งสองกลุ่มก็มิอาจไม่เร่งรุดมา

เทียบเชิญพอแจกไปแล้ว กิมเม้งตี้กับกี้เฮียงเค้งก็ควบขับรถม้ามุ่งสู่บึงไท้โอ้ว ไปยังตลิ่งเทพยดา (เซียงยิ้นโพ่ว) กราบพบหนึ่งในสามยอดคนแห่งยุค เทพเจ้าสันโดษฉื่อซือ

ทั้งสองได้ซื้อหาคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองนานกิง เพื่อเป็นสถานที่จัดโต๊ะหนึ่งร้อยตัว หากแม้นคิดประลองฝีมือก็สะดวกยิ่งนัก ขอเพียงแต่นำโต๊ะสิบกว่าตัวมารวมกัน ก็จะเป็นเวทีอันประเสริฐ

กี้เฮียงเค้งอยู่ที่หอไม้หลังหนึ่งในตลิ่งเทพยดากราบพบเทพเจ้าสันโดษเป็นครั้งแรก ในยามนี้จิตใจของนางนับว่าสุดจะบรรยาย

สมควรทราบว่า กิมเม้งตี้กำพร้าตั้งแต่เยาว์วัย เทพเจ้าสันโดษได้เลี้ยงดูจนโตใหญ่ ดังนั้นเทพเจ้าสันโดษเท่ากับเป็นบิดาของมัน กี้เฮียงเค้งพอกราบกรานต่อพ่อผัวเป็นครั้งแรก ก็ทั้งตื่นเต้นและเป็นสุข

เทพเจ้าสันโดษ มาตรแม้นเป็นบุคคลที่มีอายุถึงเก้าสิบปีแต่ดูอย่างผิวเผิน คล้ายดังมีอายุเพียงสี่ห้าสิบปี เรือนร่างผอมซูบเล็กน้อย แต่ก็คมคายสง่างาม ท่วงท่าเคร่งขรึมน่าเลื่อมใส

เทพเจ้าสันโดษฉื่อซือขณะจิบน้ำชารสเลิศ ก็รับฟังเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มออกท่องเที่ยวของศิษย์รัก สีหน้าน้อยครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลง

จวบจนภายหลังเมื่อได้ยินเรื่องของจับฮึงไต้ซือกับผู้ทรงฝีมือแห่งสถาบันอำมหิต และการที่กี้เฮียงเค้งตกตายแล้วฟื้นคืนชีพ สีหน้าค่อยมีการแปรเปลี่ยนเล็กน้อย

กิมเม้งตี้พอรายงานสิ้นสุด ก็พาดพิงถึงเรื่องรับกี้เฮียงเค้งเป็นภรรยา และนางจำต้องปลอมแปลงเป็นเทพธิดาเมฆา เทพเจ้าสันโดษถึงกับกล่าวอย่างปลาบปลื้มว่า

“หนูเอย การเข้าสู่วงการพวกนักเลงของเจ้าครั้งนี้ ผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวงก็คือได้ครอบครองวีรสตรีที่ทรงภูมิปัญญาแห่งยุคเราผู้เป็นซือแป๋ย่อมปีติยินดี และจะเป็นเจ้าภาพจัดการแต่งงานของพวกเจ้า”

กี้เฮียงเค้งแลเห็นด่านสุดท้ายได้ผ่านแล้ว จึงปลาบปลื้มประโลมใจ รอยแย้มยิ้มยิ่งงามสะคราญ

เทพเจ้าสันโดษกล่าวอีกว่า

“ซือแป๋มาตรแม้นไม่เคยข้องแวะกับโลกีย์วิสัย แต่ตามการคาดคะเน เกรงว่าซือแป๋ของซิเล้ง…อาวเอี้ยงง้วนก็จะปรากฏขึ้นที่นานกิง เนื่องจากหากซิเล้งยังมีชีวิตย่อมต้องมาในงานของเจ้าทั้งสอง อาวเอี้ยงง้วนเจียงต้องการพบผู้เป็นศิษย์ จึงเร่งรุดไปสมทบ เราเข้าใจว่านี่เป็นการพิสูจน์ขั้นแตกหักของเราชั้นผู้เฒ่าแล้ว”

กิมเม้งตี้กล่าวว่า

“ซือแป๋ท่านมิอาจไม่ลงมือกับท่านผู้เฒ่าแซ่อาวเอี้ยงหรอกหรือ?”

“รู้สึกว่ายากจะหลีกเลี่ยง เนื่องจากซือแป๋ของฉี้อิงเสียวเง็กฮั้วก็ต้องคาดเดาว่าพวกเราต้องไปที่นานกิง ดังนั้นนางหากออกจากการกักบำเพ็ญตัวได้ ก็ต้องไปสมทบและเราสามพอประจันหน้า ความรักความแค้นที่สะสมมาหลายสิบปี ย่อมต้องสะสางขั้นแตกหัก”

กระแสเสียงของมัน มิมีแววพลุ่งพล่านดาลเดือดแต่หนักแน่นเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

กี้เฮียงเค้งอดเซื่องซึมไปมิได้ คาดคิดว่า

“…ความรักของมันทั้งสาม พัวพันเป็นเวลาหลายสิบปี จวบจนบัดนี้ยังไม่สามารถลืมเลือน จะต้องสะสางให้จงได้ แสดงว่าความลึกล้ำในไมตรีที่มีต่อกัน สุดที่คนภายนอกจะคาดคิดถึง…”

เทพเจ้าสันโดษกล่าวอีกว่า

“พวกเจ้ามิต้องกังวลแทนเรา อาวเอี้ยงง้วนเจียงแม้จะห้าวหาญองอาจ แต่เราก็ไม่เคยละเลยการฝึกฝีมือแม้แต่วันเดียว คาดว่ายังยากจะจำแนกผลแพ้ชนะ”

“เมื่อเป็นเช่นนั้น ไย มิลองให้ศิษย์กระทำแทนด้วย”

กิมเม้งตี้พอกล่าวออกมา เทพเจ้าสันโดษก็หัวร่ออย่างโอ่อ่า เอื้อนเอ่ยว่า

“พวกเราล้วนเป็นผู้มีอายุเกือบร้อยปี ครานี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ไม่มีทางหักล้างกันเป็นคำรบสองแล้ว ไหนเลยจะยืมมือผู้อื่นกระทำแทน”

มันขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวสืบไปว่า

“จับฮึงไต้ซือที่เจ้าเอ่ยออ้างถึง ในเมื่อสามารถใช้วิชากระบี่เทพเจ้าไร้เทียมทาน และได้รับคำสั่งเฝ้ารักษาเจดีย์ทองคำ ย่อมต้องคืออุ้ยกงจื้อที่คราก่อนเคยพบหน้าครั้งหนึ่งแล้ว บุคคลนี้มีความยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง”

กิมเม้งตี้อดมิได้ต้องถามว่า

“จับฮึงไต้ซือผู้นั้น คราก่อนเคยทดสอบฝีมือกับซือแป๋หรอกหรือ”

“ถูกแล้ว เรากับอาวเอี้ยงง้วนเจียง ต่างก็เป็นรองมันเล็กน้อย มีแต่เสียวเง็กฮั้วที่เลิศล้ำ สูงส่งเป็นพิเศษ จึงสามารถทัดเทียมกับมัน”

กิมเม้งตี้ชั่วชีวิตนับถือซือแป๋ผู้นี้ที่สุด พอได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ายากจะทนทาน เทพเจ้าสันโดษจึงหัวร่อพลางกล่าวว่า

“หนูเอย คราครั้งกระโน้นเราแม้มิอาจเปรียบกับมันในด้านกำลังฝีมือ แต่เรามีแนวทางมากมาย หากฝึกฝนไม้ตายอันโหดร้ายสักสองแขนง พอสำแดงออกก็สามารถตกตายร่วมกับมัน แต่คราก่อนเรายังมิถูกสถานการณ์บังคับ เนื่องจากอุ้ยกงจื้อมีมารยาทนุ่มนวล และหาได้ทดสอบฝีมือกันจริงๆ เพียงแต่เราสำนึกว่ามิใช่คู่มือเท่านั้น”

กิมเม้งตี้จึงรู้สึกปลอดโปร่งใจ ในวันนี้มันกับกี้เฮียงเค้งก็พักผ่อนอยู่ที่ตลิ่งเทพยดา วันรุ่งขึ้นก็น้อมเชิญเทพเจ้าสันโดษโดยสารรถม้าไปที่นานกิง

วันเวลาหลังจากนั้น กิมเม้งตี้ก็มานะฝึกปรือดาบพุทธไร้เทียมทาน มันเมื่อมีซือแป๋คอยแนะนำอยู่ด้านข้าง ก็มีความรุดหน้าอีก แม้แต่เทพเจ้าสันโดษรู้สึกพึงพอใจ เชื่อมั่นว่าในใต้หล้ายากที่จะมีผู้เอาชัยกิมเม้งตี้ได้

อีกสิบวันก่อนจะถึงกำหนดพิธีวิวาห์ บนเส้นทางที่ทอดสู่เมืองนานกิง ล้วนมีผู้คนรอนแรมเดินทางมาในงานของกิมเม้งตี้

ควรทราบว่า อาศัยเกียรติภูมิของกิมเม้งตี้ ก็เพียงพอต่อการชักจูงผู้ทรงฝีมือทั่วใต้หล้าให้มาร่วมด้วย และเทพธิดาเมฆาก็เป็นบุคคลประหลาดที่มีนามกระเดื่องดัง ทุกผู้คนล้วนต้องการยลชมโฉมหน้าของนาง

ฉี้อิง ปึงเซียะ นางแมงมุมขาว และผู้คนอีกมากมายภายใต้การนำของฉี้น่ำซัว ก็ออกจากหมู่บ้านตระกูลฉี้ เร่งรุดผ่านทางอันยาวไกลมายังนานกิง

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ครึกโครมที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เพราะวงพวกนักเลงได้ระบาดข่าวลืออย่างลึกลับว่า จะมีผู้ทรงฝีมือคอยขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้ เพียงมิทราบว่าบุคคลนั้นเป็นใคร

ร่องรอยของพวกฉี้อิงทั้งหมด ได้กระจายออกอย่างรวดเร็ว และข่าวคราวที่เจ้าสำนักฮุยไฮ้แห่งเสียวลิ้ม ยู้เชี่ยงชุนแห่งบู๊ตึง ประมุขพรรคธงเหลืองโง้วอุ้ย ใกล้จะมาถึงนานกิง ก็ล่วงรู้กันทุกผู้คน

ในที่สุด ทิวามงคลก็ได้มาถึง ทั่วทั้งคฤหาสน์จุดโคมไฟประดับธงทิว หลังจากประทัดแตกระเบิดแล้ว บรรยากาศก็ปลื้มปีติก็อบอวลไปทั่ว

ตั้งแต่เช้าตรู่เป็นต้นมา อาคันตุกะได้เยี่ยมกรายมาถึง บรรดาของขวัญกองสุมดั่งภูเขา อยู่ในห้องใหญ่แห่งหนึ่ง ส่วนของที่ประณีตมีราคาก็เก็บรักษาอยู่ที่ตึกใน

กี้เฮียงเค้งคราก่อน อยู่ในเมืองนานกิงนี้ ช่วยเหลือซิเล้งไล่ล่าจูกงเม้ง บัดนี้ได้มาเป็นเจ้าสาว รสชาติของจิตใจ นอกจากอบอุ่นแล้ว ก็แฝงไว้ด้วยความหดหู่อยู่บ้าง

ประมุขของค่ายสำนักต่างๆ เนื่องจากมีผู้ติดตามมากมาย ต่างก็มาอวยพรเมื่อยามเช้า และถูกจัดอยู่ในห้องโถงใหญ่ ทั้งทางซ้ายขวาร่วมกับผู้มีเกียรติภูมิสูงส่ง จึงไม่มีสภาพสับสนอลเวงเลย

พวกเจ้าสำนักฮุยไฮ้ ได้รับทราบเรื่องราวสองประการ หนึ่งคือซือแป๋ของกิมเม้งตี้…เทพจ้าสันโดษมาเป็นเจ้าภาพด้วย และสองพวกฉี้อิงมาถึงนางกิงแล้ว แต่จนบัดนี้ยังมิเห็นพวกนางปรากฏกายมา

คู่บ่าวสาวตกลงกันว่า จะกราบไหว้ฟ้าดินกันในห้องโถงมหึมาเมื่อยามเที่ยง หลังจากนั้นก็เชื้อเชิญแขกเหรื่อทั้งหมดไปที่ลานหญ้า หลังสวน เพื่อรับประทานสุราอาหาร

ผู้ทรงฝีมือทั้งหมดทราบซึ้งว่า หากมีผู้คนมาก่อกวนก็ต้องบังเกิดขึ้นในระหว่างคู่บ่าวสาวไหว้ฟ้าดิน หรือแขกเหรื่อทั้งหมดเข้าสู่งานเลี้ยง

ดังนั้นเมื่อคู่บ่าวสาวทั้งสอง กำลังจะประกอบพิธีกราบไหว้ฟ้าดินในห้องโถงมหึมา ก็แออัดเต็มไปด้วยผู้คน รอดูเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ด้วยจิตใจที่เขม็งตึงเครียด

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here