๕๓
♦ ประมุขสำนักมหากาฬ ♦
……………

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

            “ประสกเฒ่าเกรงใจไปแล้ว ท่วงท่าของท่านแสดงว่าได้ฝึกปรือวิชาลมปราณชนิดหนึ่ง ซึ่งน้อยครั้งจะได้พบพาน”

            ชายชราร่างงองุ้มมีประกายตาเจิดจ้ากล่าวว่า

“ไต้ซือมีสายตาคมกล้าอย่างยิ่ง เราลี้บ้ออ๋วยรู้สึกเลื่อมใสนับถือ”

ทุกผู้คนพอได้ยินว่าชายชราผู้นี้กลับเป็นจอมอสูรแห่งยุคตั๊กโต่วจื้อ (จอมครัวพิษ) ลี้บ้ออ๋วย จึงสะท้านใจวาบ ซึ่งคำนวณแล้วรู้สึกว่ามีแต่มันที่คู่ควรต่อการยืนหยัดร่วมกับผู้นำสำนักใหญ่ สามคนนั้น

จับฮึงไต้ซือกวาดสายตาเหลือบมอง ผู้คนทั้งสี่กล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“ทุกท่านมีเจตนาขัดขวางการนำประแจทองกลับไปของอาตมาหรอกหรือ”

จอมครัวพิษ กล่าวอย่างเย็นชาว่า

“มิผิด เรื่องนี้หากถกเถียงด้วยเหตุผลก็ไม่มีทางสิ้นสุดเราขอคำแนะนำจากไต้ซือสักหลายกระบวนท่า”

กล่าวจบก็สะบัดมือเหวี่ยงถุงหนังลงพื้นดินและในมือของมันได้เพิ่มดาบแวววาวเล่มหนึ่ง

ดาบนี้มีความยาวไม่เท่ากับดาบทั่วไป แต่ทั้งกว้างทั้งหนา ลักษณะคล้ายมีดหั่นผัก เพียงแต่ใหญ่กว่ามีดหั่นผักหลายเท่า แลเห็นมันขยับร่างเล็กน้อย กระดูกสันหลังก็ส่งเสียงเกรียวกราว กลับกลายเป็นทั้งผอมทั้งสูงกว่าคนธรรมดาหนึ่งช่วงศีรษะ

จอมครัวพิษก้าวยาวๆ ออกไป กวดแกว่งมีดหั่นผักเล่มใหญ่ขึ้น พลันกล่าวว่า

“จับฮึงไต้ซือ ท่านแม้จะสามารถหักโค่นพวกเราไปทีละคน แต่พวกเราหากรวมกำลังจู่โจม เชื่อว่าท่านมีกำลังเพียงลำพัง ย่อมต้องพ่ายแพ้ ขณะนั้นท่านจะจัดการอย่างไร?”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“เรื่องนี้มีความสำคัญไม่อยู่ที่จำนวนผู้คน แต่ทุกท่านหากกระทำเช่นนั้น ก็บีบบังคับอาตมาจนต้องมีอริบาดหมางกับชนชาวบู๊ลิ้ม ซึ่งนั่นก็เป็นเจตนาของฟ้าดิน”

วาจาของมันแฝงไว้ด้วยความหมายลึกล้ำ ควรทราบว่ามันหาใช่มีเพียงลำพัง หากแม้ฝ่ายตรงข้ามลงมือกลุ้มรุม อุ้ยฮูหยินกับสองพี่น้องตระกูลอุ้ยย่อมต้องช่วยเหลือด้วย ซึ่งก็จะก่อเกิดเภทภัยการล้างผลาญ และสร้างความอาฆาตแค้นกับชนชาวบู๊ลิ้ม

จอมครัวพิษเป็นบุคคลที่กลอกกลิ้งเปี่ยมปัญญารู้สึกว่าจับฮึงไต้ซือมิหวั่นไหวต่อคำข่มขู่ของมัน ทำให้มันกลับลังเลไป

ขณะนั้นประมุขพรคคธงเหลือง โง้วอุ้ยพลันลูบหนวดเครากล่าวขึ้นว่า

“ลิ้มเฮีย ขอให้เล่าฮูได้รับทราบวิชาไม้ตายเสียก่อนเถอะ และต่อจากนั้นเล่าฮุก็จะนำพาบริวารของพรรคเราไปจากที่นี้”

มันสืบเท้าก้าวต่อไปเบื้องหน้ากล่าวอีกว่า

“หากแม้นพวกเราทั้งหลายคน ก็พ่ายแพ้ในเงื้อมมือของจับฮึงไต้ซือ ถ้าเช่นนั้นวิชาฝีมือในเจดีย์ทองคำ ได้หรือไม่ก็เป็นเฉกเช่นกัน”

ฉี้อิงกล่าวสอดว่า

“วาจาของท่านประมุขแซ่โง้วหมายความว่าอย่างไร?”

ประมุขพรรคธงเหลือง โง้วอุ้ยกล่าวว่า

“จับฮึงไต้ซือมีเมตตาการุณย์ ได้เฝ้ารักษาเจดีย์ทองคำมิให้คนธรรมดากล้ำกราย และไม่ต้องการทำร้ายผู้คน จิตใจเช่นนี้แสดงว่าเป็นผู้มีธัมมะ

และมันเมื่อบอกว่า วิชาฝีมือในเจดีย์ทองคำมิอาจทัดเทียมกับสามไม้ตายไร้เทียมทาน ก็รู้สึกน่าเชื่อถือ ตามความเห็นของเล่าฮูมิว่าวงพวกนักเลงจะมีสถานการณ์อย่างไร การที่จะมีโอกาสที่ผู้นำหลายสำนักมาชุมนุมร่วมกัน นับว่ายากพบพาน ดังนั้นพวกเราทั้งหลายแม้จะรวมกำลังเอาชัยได้ ก็ไม่มีประโยชน์”

มันมิเสียทีที่เป็นผู้นำของพรรคธงเหลือง เวลาจำแนกเรื่องราวรู้สึกจัดเจนยิ่ง แม้แต่ฉี้อิงก็นับถือ

ประมุขพรรคธงเหลืองเบือนหน้าไปทางจับฮึงไต้ซือ ส่งเสียงร้องเตือน ต่อจากนั้นฝ่ามือทั้งสองข้างทยอยกันกระแทกออก พลังฝ่ามือคล้ายดั่งมรสุมคลุ้มคลั่งฝ่าอากาศสะท้านโสต อานุภาพเกรี้ยวกราดน่าตระหนก

จับฮึงไต้ซือเลิกคิ้วที่ยาวปรกลงมาถึงข้างแก้มเล็กน้อย กระบี่ยาวได้กรีดออก พลันอาศัยพลังกระบี่สร้างเป็นกำแพงไร้สสารอยู่ในระหว่างมันกับคู่ต่อสู้ วินาทีนั้นกำลังฝ่ามือของประมุขพรรคธงเหลืองได้กระแทกถูกกำแพงที่ผนึกจากพลังกระบี่นั้นแล้ว

แลเห็นหนวดเคราที่ยาวเหยียดของประมุขพรรคธงเหลือง พลิ้วปลิวกระจัดกระจาย เรือนร่างถึงกับถอยไปสองก้าว แล้วจึงยืนหยัดทรงกายไว้ได้

กลุ่มผู้ทรงฝีมือแลเห็นชนชั้นประมุขเฉกเช่นโง้วอุ้ย เพียงกระบวนท่าเดียวก็พลาดพลั้งเสียที จึงมิอาจไม่เชื่อถือว่า หลวงจีนชรารูปนี้ มีความสามารถที่สะท้านโลก

ควรทราบว่า พวกฉี้อิง ปึงเซียะ เมื่อคราแรกแม้ได้พ่ายแพ้แต่เนื่องจากฉี้อิงประกาศว่าจะมอบประแจทอง จึงมีผู้คนจำนวนมากระแวงว่า นี่อาจจะเป็นการตบตา พร้อมกับนั้นฉี้อิงปึงเซียะล้วนเป็นนักสู้รุ่นเยาว์ที่เพิ่งกำเนิดขึ้น แม้ยอมรับการพ่ายแพ้ ผู้คนก็มิรู้สึกเท่าใด แต่ประมุขพรรคธงเหลืองซึ่งมีสมญาตู้เล้งชิ่ว (หัตถ์พิฆาตมังกร) ทรงเกียรติภูมิหลายสิบปี ย่อมรักษาชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิต มิแสร้งแกล้งพ่ายแพ้

ประมุขพรรคธงเหลืองพลันกล่าวขึ้นว่า

“ไต้ซือมีความสำเร็จถึงขั้นสูงสุด หากวิจารณ์ด้านเพลงกระบี่ สามารถรับคำว่ากระบี่เทพยดาไร้เทียมทานได้ อาตมาสำนึกดีว่ามิอาจทัดเทียม”

จับฮึงไต้ซือประนมมือส่งเสียงสรรเสริญพระคุณประมุขพรรคธงเหลืองได้ล่าถอยไป เจ้าสำนักบู๊ตึงยู้เชี่ยงชุนเดินออกไปอย่างแช่มช้า กล่าวว่า

“อาตมารู้สึกเลื่อมใสในเพลงกระบี่ของท่านยิ่งนักแต่ด้านวิชาฝีมือ มีความพลิกแพลงมากมายก่ายกองอาตมาจะแสดงความต่ำต้อย ขอท่านอย่าได้หัวร่อเยาะ”

จับฮึงไต้ซือพอได้ยินว่า ฝ่ายตรงข้ามหาได้คิดลงมือหักหาญไม่ มิทราบว่ามีลวดลายอย่างไร จึงกล่าวว่า

“กล่าวประเสริฐ อาตมาย่อมคอยทัศนาดู”

ยู้เชี่ยงชุนวาดมือดึงกระบี่ยาวออกมา ทุกผู้คนรู้สึกว่ามันยามเคลื่อนไหว ก็มีบุคลิกที่เด่นล้ำผิดสามัญจึงลอบตื่นเต้นเลื่อมใส

แลเห็นกระบี่ยาวของมันกรีดเป็นวงกลม จากนั้นก็ย่อเอวลงแทงเข้าไปในพื้นน้ำแข็ง คมกระบี่ขณะกรีดพื้นน้ำแข็ง มีความง่ายดายราวกับตัดก้อนเต้าหู้

เจ้าสำนักบู๊ตึงได้กรีดเป็นเส้นลึกๆ สี่สายกว้างยาวข้างละสองเชียะ ต่อจากนั้นก็ถอนกระบี่ออกมาแทงสวบเข้าไปในกึ่งกลางตาราง ปากก็ตวาดเบาๆ ว่า ขึ้นก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมก้อนหนึ่งก็ถูกกระบี่ตวัดขึ้นมา และใช้ปลายกระบี่ค้ำจุนเอาไว้

กลุ่มผู้ทรงฝีมือเห็นเช่นนั้น ต่างก็โห่ร้องชมเชยอย่างอื้ออึง เนื่องจากพื้นน้ำแข็งนี้ ความแข็งแกร่งสามารถเทียบเท่าก้อนศิลา บุคคลธรรมดาใช้ดาบกระบี่ก็ยากจะระแคะระคาย แต่ยู้เชี่ยงชุนแห่งบู๊ตึงกลับใช้กระบี่ตัดอย่างไม่สูญเสียเรี่ยวแรง

และความพิสดารอยู่ที่ชั้นในของน้ำแข็งก้อนสี่เหลี่ยม หาได้ถูกกระบี่กรีดขาด แต่มันใช้กระบี่เขี่ยเบาๆ ก็ยกขึ้นมา ซึ่งยากลำบากกว่าการตัดน้ำแข็งนับร้อยเท่า

จับฮึงไต้ซือมิทันมีปฏิกิริยา จอมครัวพิษลี้บ้ออ๋วยที่อยู่ด้านข้างก็พลันถอนหายใจกล่าวว่า

“แล้วกันไปเถอะ เราเสียที่ที่มานะฝึกปรือมาหลายปี ยังมิอาจทัดเทียมกับผู้อื่น ขณะนี้ฉวยโอกาสไปก่อนเถอะ”

กล่าวจบก็ชักชวนตุลาการโฉดผู้เป็นศิษย์ จากไปในบัดดล

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“เต๋าเฮีย (คำเรียกหานักพรต) ใช้พลังอัคคีบริสุทธิ์ กรีดกระบี่ตัดน้ำแข็ง อาตมาแม้คิดเลียนแบบแต่เกรงว่ามิอาจกระทำได้ หากทว่าจะประลองทดสอบดู”

พลางรั้งกระบี่ขึ้นอย่างแช่มช้า จี้ใส่ก้อนน้ำแข็งบนกระบี่ของยู้เชี่ยงชุน ทั้งสองฝ่ายมีระยะห่างกันวาเศษ ดังนั้นทุกผู้คนต่างมิเข้าใจว่ามันจะลงมืออย่างไร

กระบี่ยาวของจับฮึงไต้ซือจี้ใส่ก้อนน้ำแข็งขณะอยู่ห่างไกล จีวรที่ครองอยู่พองโตขึ้นเล็กน้อย แสดงว่ากำลังเร่งเร้าพลังภายใน กลุ่มผู้ทรงฝีมือคาดว่า หรือมันคิดจะจี้กระบี่ละลายก้อนน้ำแข็ง แต่ความคิดนี้ออกจะเกินไป

ยู้เชี่ยงชุนเจ้าสำนักบู๊ตึงมีใบหน้าเคร่งเครียด จับจ้องจับฮึงไต้ซือ คล้ายดั่งเตรียมตัวต่อต้านกำลังไร้สภาพจากปลายกระบี่ของศัตรูทำให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งนัก

จับฮึงไต้ซือร้องดังเฮอะ กระบี่ยาวพลันเสือกไสพุ่งหลุดออกจากมือ กระจายเป็นประกายสายหนึ่ง ซัดใส่ก้อนน้ำแข็งบนกระบี่ของยู้เชี่ยงชุนจนบังเกิดเสียงดังฉึก

การใช้กระบี่บินแทงก้อนน้ำแข็ง แม้ไม่ง่ายดายแต่มิอาจเปรียบเทียบกับการแสดงของยู้เชี่ยงชุน ซึ่งทุกผู้คนล้วนเข้าใจเช่นนี้

แต่เจ้าสำนักบู๊ตึงยู้เชี่ยงชุนมีสีหน้าตึงเครียดแหงนมองก้อนน้ำแข็ง แม้กระทั่งเจ้าสำนักเสียวลิ้มก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้นกลุ่มผู้ทรงฝีมือจึงจับจ้องมองไปบนก้อนน้ำแข็ง

พริบตาเดียวก็บังเกิดเหตุการณ์ประหลาด ที่แท้ก้อนน้ำแข็งกว้างยาวสองเชียะนั้น พลันมีน้ำหยดหยาดกลับกำลังเริ่มหลอมละลาย

ขณะนั้นลมอันหนาวเหน็บได้พัดกระโชก ยามระบายลมเป็นปุยหิมะก้อนน้ำแข็งนั้นตามเหตุผลต้องใช้เวลาหลายเดือนจึงหลอมละลาย

บรรดาผู้ทรงฝีมือคราแรกต่างก็พิศวงมิเข้าใจ แต่ต่อมาก็คาดว่า ย่อมต้องเป็นกระบี่ยาวของจับฮึงไต้ซือแสดงความพิสดาร ยู้เชี่ยงชุนได้เคลื่อนก้อนน้ำแข็งไปเบื้องหน้า เพื่อมิให้หยาดน้ำหยดถูกร่างกาย

แลเห็นปริมาณของก้อนน้ำแข็ง ได้ย่อเล็กอย่างรวดเร็ว ปรากฏเป็นน้ำไหลลงพื้นดิน แล้วก็แข็งตัวขึ้น มินานต่อมาก่อนน้ำแข็งก็เหลือเพียงครึ่งหนึ่งได้ยินเสียงดังเพียะ เมื่อกระบี่ยาวบนน้ำแข็งร่วงหล่นลงบนพื้นดิน

เจ้าสำนึกบู๊ตึงยู้เชี่ยงชุนเหวี่ยงก้อนน้ำแข็งทิ้งไป สอดกระบี่ของมันคืนสู่ฝัก ก้มลงหยิบกระบี่มอบส่งต่อจับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ท่านมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม กระบี่จวบจนบัดนี้ยังมีความอบอุ่นอาตมานับว่าได้เปิดหูเปิดตา”

จับฮึงไต้ซือรับกระบี่พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณและถ่อมตัว ยู้เชี่ยงชุนได้ถอยกายไปเจ้าสำนักเสียวลิ้มสมญาฮุยไฮ้ได้กระชับไม้เท้าพระธรรม เดินออกไปอย่างแช่มช้า

กลุ่มผู้ทรงฝีมือเห็นว่าเจ้าสำนักบู๊ตึงก็ยินยอมพ่ายแพ้ ขณะนี้มีแต่ฝากอยู่ที่เจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ หากแม้นมันก็มิอาจเอาชัย ทั่วใต้หล้าคงไม่มีผู้ใดหักโค่นจับฮึงไต้ซือได้

ทุกผู้คนพากันกลั้นลมหายใจ เจ้าสำนักฮุยไฮ้ขณะอยู่ห่างจากจับฮึงไต้ซือหลายเชียะ จึงชะงักเท้ากล่าวว่า

“อาตมาถูกสถานการณ์บังคับจนไม่ถนอมตัวคิดทดสอบฝีมือกับซือเฮียด้วย”

จับฮึงไต้ซือร้องเชิญ เจ้าสำนักฮุยไฮ้ขยับคิ้วขาวโพลง พลันแผ่อานุภาพออก กลับแลเห็นในดวงตาของจับฮึงไต้ซือก็สาดประกายเจิดจ้าข่มขู่ผู้คน

ทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ ในด้านสมาธิมิมีผู้ใดถูกคุกคามพ่ายแพ้

เจ้าสำนักฮุยไฮ้ลอบถอนหายใจคำนึงว่า

“…ไต้ซือรูปนี้มีกระแสจิตเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว นับเป็นชนชั้นปรมาจารย์แห่งยุค เราแม้จะได้รับถ่ายทอดวิชาจากเสียวลิ้มยี่ มีพลังการฝึกปรือหลายสิบปี แต่ในวันนี้ไม่มีความมั่นใจเลย…”

ขณะครุ่นคิดได้ยกไม้เท้าพระธรรมในมือขึ้น ค่อยๆ กดลงไปบนกระบี่ยาวของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่มีมันปฏิกิริยาอยู่ ไม่ว่าผู้ใดก็มิทราบว่ามันใช้พลังกายในสักกี่ส่วน

แต่จับฮึงไต้ซือ ก่อนที่ไม้เท้าพระธรรมจะกระทบกระบี่ยาว ก็รู้สึกว่าพลังกดดันสายหนึ่ง หนักหน่วงปานบรรพต ได้กดทับลงมาจึงร่ำร้องในใจว่า

“…พลังภายในที่เข้มแข็งนัก…”

มันก็วาดกระบี่พาดขวาง อาวุธสองชนิดพลันสัมผัสกันแต่มิบังเกิดสุ้มเสียง กลุ่มผู้ทรงฝีมือพากันจับจ้องกลับรู้สึกว่าหลวงจีนชราทั้งสองรูป ได้ต่ำเตี้ยไปมิน้อย พอเบิ่งตาดูจึงเห็นว่าเท้าทั้งคู่ของพวกมัน ล้วนจมเข้าไปในพื้นน้ำแข็งถึงครึ่งเชี๊ยะ

อาวุธในมือของทั้งสอง ยังสัมผัสกันอย่างสนิท แต่ดูอย่างผิวเผินมีคล้ายดั่งมีวี่แววว่าได้ใช้กำลัง หากทว่าเท้าทั้งสองข้างที่จมอยู่ในพื้นน้ำแข็งของทั้งสอง ได้ระบายพลังบนตัวอาวุธ

พริบตาเดียว จีวรที่ครองร่างเจ้าสำนักฮุยไฮ้ก็พองขึ้นมา ส่วนคิ้วทั้งสองข้างของจับฮึงไต้ซือ ได้ชี้ชันขึ้นเล็กน้อย แสดงว่าทั้งสองต่างทุ่มเทจนสุดกำลัง

ฮุ้ยฮงเซี่ยงซือกับศิษย์สำนักเสียวลิ้ม ล้วนแต่เขม็งตึงเครียดจนสุดตัว แม้บุคคลอื่นก็มีเหงื่อกาฬแตกชุ่มโชก รอดูผลการต่อสู้

ชั่วครู่ให้หลัง แลเห็นเจ้าสำนักฮุยไฮ้พลันพุ่งร่างขึ้นไป พลิ้วถอยห่างวาเศษ จึงละลิ่วลงบนพื้นดิน

จับฮึงไต้ซือในยามนี้ค่อยถอนเท้าขึ้นมา กลุ่มผู้ทรงฝีมือในยามกระทันหันมิทราบว่า ผู้ใดชนะผู้ใดพ่ายแพ้ ดังนั้นทั่วบริเวณยังคงเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง

มีแต่ฉี้อิง ปึงเซียะ ผู้เชี่ยงชุน มิกี่คนที่เห็นว่าเจ้าสำนักฮุยไฮ้ได้ถูกกระบี่ศัตรูกระแทกจนไม้เท้าพระธรรมกระเด็นขึ้น มันจึงพุ่งร่างตามไม้เท้าไปด้วย ซึ่งแสดงว่าความสำเร็จของจับฮึงไต้ซือยังสูงล้ำกว่ามันอีกขั้นหนึ่ง

เจ้าสำนักฮุยไฮ้ถอนหายใจ กล่าวว่า

“ซือเฮียนำประแจเจดีย์ทองคำไป ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม อาตมาขออำลาแล้ว”

จับฮึงไต้ซือประนมมือน้อมส่ง ฉี้อิงพลันร้องว่า

“ท่านเจ้าสำนักทั้งสองท่าน ขอได้โปรดชะงักเท้า”

หนึ่งหลวงจีนหนึ่งนักพรตนั้นก็หยุดยั้งฝีเท้า ฉี้อิงได้นำประแจทองในมือ มอบให้กับจับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ไต้ซือได้สมดังปรารถนาแล้ว มิทราบว่าท่านจะจัดการกับประแจนี้อย่างไร?”

จับฮึงไต้ซือหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“ฉี้โกวเนี้ยโปรดวางใจ อาตมาได้กล่าวอ้างแล้วว่า จะนำประแจทองนี้ฝังอยู่ในแม่น้ำที่แข็งตัว ไม่ปรากฏต่อชนชาวโลกอีก เพียงมิทราบว่าโกวเนี้ยเชื่อถือหรือไม่?”

“ผู้เยาว์ย่อมเชื่อถือ เพียงมิทราบว่าท่านผู้เฒ่าจะบำเพ็ญจนอยู่ที่ใด?”

จับฮึงไต้ซือเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า

“เจตจำนงของโกวเนี้ย อาตมาคงคาดเดามิผิด แต่น่าเสียดายที่อาตมาเองก็มิทราบว่าจะอาศัยอยู่ที่ใด จึงขออภัยที่มิอาจบอกกล่าว”

ฉี้อิง ความจริงต้องการซักถามที่พำนักของมัน เพื่อภายหลังสามารถขอให้มันลงมือต่อต้านกับพวกสถาบันอำมหิต พอได้ยินก็ทราบว่าจับฮึงไต้ซือไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวด้วย จึงได้ล้มเลิกความคิดกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นไต้ซือก็เชิญตามสะดวก ผู้เยาว์คิดฉวยโอกาสที่ผู้ทรงฝีมือทั่วใต้หล้าชุมนุมกันอยู่ที่นี้ หารือกันสักคราหนึ่ง”

จับฮึงไต้ซือผงกศีรษะหันกายจากไป มาสมทบกับอุ้ยฮูหยินและบุตรธิดา อุ้ยฮูหยินรับประแจทองมาถือไว้กล่าวว่า

“บุคคลเหล่านั้นกลับมีความสามารถอยู่บ้าง หากแม้นพวกมันรวมกำลังจู่โจม ท่านมีเพียงลำพังเกรงว่ายากจะต้านทาน”

จับฮึงไต้ซือผงกศีรษะเห็นพ้องด้วย อุ้ยฮูหยินพลันเบือนสายตาไปที่ธิดารักกล่าวว่า

“ขณะนี้เรื่องราวได้คลี่คลายแล้ว พวกเรากลับไปด้วยกันเถอะ”

อุ้ยเซี่ยวย้งมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปกล่าวว่า

“มารดา หรือว่าพวกเราจะทอดทิ้งอาเล้งไปเลย?”

“พี่ชายของเจ้าก็ได้มาแล้ว พวกเราสมควรกลับบ้านกัน เจ้าจะรอถึงเวลาใดค่อยตายใจเล่า?”

นางกลับมิมีโทสะในครั้งนี้ อุ้ยเซี่ยวย้งจึงรีบกล่าวว่า

“ผู้บุตรได้ตระเตรียมเสบียงกรังให้กับเขา สามารถอยู่เป็นเวลานาน”

อุ้ยฮูหยินคิดจะเอ่ยปาก จับฮึงไต้ซือก็กระแอมเบาๆ กล่าวว่า

“อาย้ง เจ้าลองบอกว่าคิดจะอยู่นานสักเท่าใด?”

อุ้ยฮูหยินจึงรอคอยคำตอบของธิดา อุ้ยเซี่ยวย้งถอนหายใจอย่างหดหู่กล่าวว่า

“ผู้บุตรยินดีรอคอยไปชั่วชีวิต แต่มารดาย่อมมิยินยอม ถ้าเช่นนั้นก็เป็นเวลาหนึ่งปีเถอะ นี่เป็นกำหนดที่ข้าพเจ้ากับซิเล้งตกลงกันไว้”

จับฮึงไต้ซือยื่นมือออกโอบผู้เป็นธิดา ประกายตาเต็มไปด้วยแววอันเวทนาสงสาร

อุ้ยฮูหยินคิดเอ่ยปากแต่ก็ชะงักไว้ สุดท้ายได้กล่าวว่า

“คาดว่าบิดาเจ้าย่อมต้องอยู่ร่วมกับเจ้า รอคอยถึงหนึ่งปี หากเป็นเช่นนั้นเราก็มิมีวาจาอันใด”

จับฮึงไต้ซือผงกศีรษะกล่าวว่า

“ตกลงกันเช่นนี้ ท่านกับโฮ้วยี่กลับไปก่อน”

อุ้ยฮูหยินฉุดรั้งธิดารักเข้ามาในอ้อมอก กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“หนูเอย เจ้าขอให้รอคอยอย่างมุ่งมั่น อย่าได้คิดเหลวไหลมารดาจะกลับไปก่อน ภายหลังจะมาเยี่ยมเจ้าร่วมกับพี่ชายของเจ้าอยู่เสมอ”

นางแม้มีทัศนคติเข้มแข็งรุนแรง แต่ธิดารักคือบุตรในสายเลือด ดังนั้นวาจาหลายประโยคนี้ ได้เอื้อนเอ่ยอย่างเมตตาปราณี

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ฮูหยินกลับไปอย่างวางใจเถอะ โฮ้วยี้ พวกเราบิดาและบุตรหลายปีมิพบพาน ความจริงสมควรอยู่ร่วมกัน แต่สถานการณ์เช่นนี้เจ้ายังคงติดตามมารดาเจ้ากลับไป คอยปรนนิบัติรับใช้ หนึ่งปีให้หลังค่อยพบกัน”

อุ้กอิกโฮ้วรับคำอย่างนอบน้อม อุ้ยฮูหยินก็กำชับกำชาอยู่เนิ่นนานแล้วจึงนำพาบุตรชาย หวนกลับไปก่อนอุ้ยเซี่ยวย้งโถมกายเข้าไปในอ้อมอกของบิดา สะอึกสะอื้นร่ำไห้ตลอดเวลา

หลังจากผ่านมรสุมในครอบครัวเช่นนี้ ก็เสื่อมสูญเวลาถึงหนึ่งชั่วยาม

จับฮึงไต้ซือพลันผลักไสผู้เป็นธิดาออกมาอย่างตื่นเต้นสงสัยกล่าวว่า

“อาย้ง บุคคลเหล่านี้ไฉนยังวนเวียนอยู่ใต้เจดีย์มิจากไปเล่า?”

อุ้ยเซี่ยวย้งทราบดีว่า ผู้เป็นธิดามีความสุขมเยือกเย็น เรื่องราวธรรมดาย่อมมิสร้างความแตกตื่นพิศวงให้กับท่าน ดังนั้นแม้นางมีสติเลอะเลือน ก็ยังกวาดสายตามองไป

แลเห็นผู้คนกลุ่มใหญ่ ยังคงชุมนุมอยู่ที่เจดีย์ทองคำ และมีผู้คนทยอยกันมาด้วย อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวว่า

“บิดาเข้าใจว่าพวกมันคิดจะทำอย่างไร?”

“เราก็มิทราบ แต่เจ้าสำนักฮุยไฮ้แห่งเสียวลิ้ม เจ้าสำนักบู๊ตึงยู้เชี่ยงชุน ประมุขพรรคธงเหลืองโง้วอุ้ย ต่างก็มิได้จากไป นับว่าน่าพิศวงสงสัย”

อุ้ยเซี่ยวย้งขบคิดอยู่เล็กน้อยจึงกล่าวว่า

“ฉี้อิงอาจขอร้องให้พวกมันเป็นพยาน อธิบายเรื่องราวในวันนี้ต่อชนชาวบู๊ลิ้ม หรือคิดอาศัยเกียรติภูมิของพวกมัน ฉวยโอกาสที่ผู้ทรงฝีมือชุมนุมอยู่นี้ หารือแผนการรับมือสถาบันอำมหิต”

“อือม์ ข้อสันนิษฐานประการหลังมีเหตุผลอยู่บ้าง”

อุ้ยเซี่ยวย้งถอนหายใจออกมากล่าวว่า

“บิดา พวกเรากลับไปที่หน้าตำหนักลับเถอะ ในเวลานี้ซิเล้งอาจต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่…”

“ตกลง พวกเราไปกันเถอะ…”

ทั้งสองก้าวเท้าจากไป มิเบือนหน้ากลับไปอีก หากแม้นว่าทั้งอยู่อีกครู่หนึ่ง ก็จะทราบสาเหตุที่พวกฉี้อิงทั้งหมดไฉนยังวนเวียนอยู่แล้ว

ในยามนี้ฉี้อิงสนทนากับพวกเจ้าสำนักฮุยไฮ้เรียบร้อยแล้วและมอบให้ประมุขพรรคธงเหลืองโง้วอุ้ยเอื้อนเอ่ยวาจา ประมุขพรรคธงเหลืองได้กระโดดปราดขึ้นไปบนหน้าผาน้ำแข็ง ร้องเสียงดังๆ ว่า

“เล่าฮูได้รับมอบหมายให้ประกาศเรื่องราวต่อทุกท่านว่า ประแจเจดีย์ทองคำในที่นี้ยังมีอีกดอกหนึ่ง”

กลุ่มผู้ทรงฝีมือพลันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างวุ่นวายและเพิ่งทรายว่า ชนชั้นเจ้าสำนักเหล่านั้น ไฉนจึงมิยอมจากไป ประมุขพรรคธงเหลือง รอจนสุ้มเสียงสงบลงบ้าง จึงร้องเสียงกังวานอีกว่า

“ความจริงฉี้อิงโกวเนี้ยก็มิทราบว่าประแจทองของนาง เป็นดอกที่ปลอมแปลงขึ้น คราก่อนผู้ครอบครองประแจทอง ได้มอบประแจให้ฉี้น่ำซัวเฮียเก็บรักษา และฉี้เฮียก็หาทราบไม่ว่าเป็นของปลอม เพราะเหตุนั้นฉี้อิงโกวเนี้ยจึงขอให้สหายในวงพวกนักเลง มาชุมนุม ณ ที่นี้”

มันสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วกล่าวสืบไปว่า

“ก่อนที่จับฮึงไต้ซือจะมาทวงถามประแจทอง ฉี้อิงโกวเนี้ยพลันได้รับข่าวทราบว่า ประแจในมือหาใช่ของจริงไม่ ดังนั้นจึงมอบให้กับจับฮึงไต้ซือ”

ผู้ทรงฝีมือทั้งหมด พากันบังเกิดความตื่นเต้นลิงโลดสุดจะเปรียบ ประมุขพรรคธงเหลืองได้กล่าวดังๆ ว่า

“บัดนี้คาดว่าจับฮึงไต้ซือได้ไปไกลแล้ว ดังนั้นจึงประกาศต่อทุกท่าน และจะเปิดเจดีย์ทองคำหลังนี้ในบัดดล”

ฉี้อิงได้หยิบประแจทองมาจากเนี่ยค๊กเตี่ย และพลิ้วกายขึ้นไปบนก้อนน้ำแข็ง ชูขึ้นสูงให้ทุกผู้คนพบเห็น ทั่วทั้งบริเวณจึงแว่วสำเนียงให้ร้องดังกึกก้อง

ต่อจากนั้น ฉี้อิงกับประมุขพรรคธงเหลือง ได้พลิ้วกายลงมา ทันใดนั้นกลุ่มคนปรากฏบุคคลสิบกว่าคนถลันออกมา และกระชากอาวุธกระชับกุมเอาไว้ สีหน้าโหดเหี้ยมอำมหิต

ในกลุ่มนี้มีเพียงสามคนที่มิได้ตะปบอาวุธ ซึ่งเป็นสองชายชรา หนึ่งบุรุษกลางคน และต่างก็สวมหมวกหนังใช้ชุดขนสัตว์ปกปิดเค้าหน้า และเรือนร่างเอาไว้

แต่ทว่าในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ เพียงแลเห็นท่วงท่ากุมอาวุธของชายฉกรรจ์สิบกว่าคน ก็ทราบว่าพวกมันล้วนมีพลังฝีมืออันเข้มแข็งทั้งสิ้น

ขบวนผู้คนที่ทะลักออกมานี้ แสดงว่ามีเจตนาช่วงชิงประแจทอง ดังนั้นกลุ่มผู้ทรงฝีมือล้วนบังเกิดความเดือดดาล รู้สึกว่าในที่นี้มีผู้คนมากมาย ยังมีชนชั้นยอดคนเช่นฉี้อิง หรือว่าจะถูกพวกมันสิบกว่าคนคุกคามข่มขู่ด้วย?

ฉี้อิงส่งเสียงหัวร่ออย่างเกรี้ยวกราดกล่าวว่า

“ทุกท่านชักอาวุธออกมา มีเจตนาอย่างไรหรือว่าคิดยึดครองวิชาฝีมือ และทรัพย์สมบัติในเจดีย์ทองคำด้วย?”

บุคคลกลางคนที่มิได้ถืออาวุธพลันก้าวยาวๆ ออกมา แหงนหน้าหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหวกล่าวว่า

“เราเตียกงหมง เป็นบุคคลสังกัดสำนักมหากาฬ (ไต้ปี่มึ้ง) บัดนนี้ได้รับคำสั่งจากปรมาจารย์สำนักมหากาฬ ให้พวกเจ้ารีบมอบประแจทองมาแล้วไสหัวจากไป หากขัดขืนจะถูกเข่นฆ่า”

กลุ่มผู้ทรงฝีมือมีใบหน้าแปรเปลี่ยนไป ฉี้อิงพอได้ยินว่าเป็นขุมกำลังจากสำนักมหากาฬ จึงรีบกล่าวว่า

“ท่านในเมื่อเป็นผู้คนในสำนักมหากาฬ และก็มีคำว่ากงด้วย มิทราบว่ามีส่วนสัมพันธ์กับจูกงเม้งอย่างไร?”

เตียกงหมงกล่าวว่า

“มันเป็นตั่วซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่) ของเรา และเราจัดอยู่ที่อันดับสองในสำนักมหากาฬ”

กลุ่มผู้ทรงฝีมือพอได้ยิน ต่างก็บังเกิดความตื่นตระหนก ควรทราบว่ายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา จูงเม้งมีเกียรติภูมิที่ไร้ผู้เทียมทานถูกยกย่องเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง

ดังนั้น เตียงกงหมงในเมื่อประกาศว่า เป็นศิษย์ผู้น้องของมันประมุขสำนักมหากาฬก็ต้องเป็นอาจารย์ของจูกงเม้งอย่างแน่นอน และคำนวณจากเหตุผลนี้ ทั่วใต้หล้าก็ยากที่จะมีผู้ต้านทานเตียกงหมงเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีแต่บุคคลมิกี่คนที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ ได้ทั่วทั้งบริเวณจึงเงียบสงัดปราศจากสุ้มเสียง

ฉี้อิงกล่าวขึ้นว่า

“ปรมาจารย์สำนักมหากาฬที่ท่านยกย่อง ซึ่งเป็นซือแป๋ของจูกงเม้ง และเป็นซือตี๋ของอลัชชีโลกันตร์ มีสมญานามว่าเฒ่าเอกะประหลาด มิทราบว่ามันอยู่ในที่นี้ด้วยหรือไม่?”

เตียกงหมงเค้นเสียงกล่าวว่า

“เจ้ากลับทราบเรื่องราวมิน้อย และกล่าวได้มิผิดพลาดขณะนี้ท่านประมุขสำนักมหากาฬได้อยู่ในที่นี้”

“เฮอะ จูกงเม้งยังถูกข้าพเจ้ากำจัดไป ท่านเป็นตัวอะไร ถึงกับกล้าเอ่ยปากด้วย รีบเรียกให้ซือแป๋ของท่านออกมากล่าววาจา”

เตียกงหมงมีใบหน้าแปรเปลี่ยนไป กระชากเสียงกล่าวว่า

“เอียเท้าน้อย เจ้ารนหาที่ตายเอง”

ฉี้อิงหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“นั่นกลับมิแน่นัก หากแม้นซือแป๋ท่านยินยอมให้ท่านต่อสู้เสี่ยงชีวิตกับข้าพเจ้า พวกเราสามารถพิสูจน์ว่าผู้ตกตายคือท่านหรือข้าพเจ้ากัน?”

นางได้ท้าทายอย่างรุนแรง การประหัตประหารแสดงว่าต้องอุบัติขึ้น เตียกงหมงกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“เอียเท้าน้อย เจ้าเข้ามา”

“เฮอะ ข้าพเจ้าย่อมมิเตลิดหนี หากต้องการพันตูนั้นง่ายดายยิ่ง เพียงแต่ซือแป๋ของท่านปรากฏกายออกมา กล่าววาจาประโยคเดียว พวกเราก็จะเริ่มล้างผลาญกัน”

ควรทราบว่าฉี้อิงรู้ซึ้งว่าสำนักมหากาฬ ความจริงขึ้นตรงต่อสถาบันอำมหิต ผู้ที่สังกัดอยู่ในสำนักนี้ ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ชั่วช้าอำมหิต สูญสิ้นมนุษยธรรมไปแล้ว ดังนั้นนางจึงสามารถเข่นฆ่าสังหารได้อย่างเต็มที่

แลเห็นชายชราสองคนซึ่งยืนเงียบงันอยู่ตลอดเวลานั้น ได้ถอดหมวกหนัง เปลื้องชุดขนสัตว์ ท่ามกลางพื้นน้ำแข็ง พวกมันเพียงสวมเสื้อผ้าชุดเบาบาง และมิมีความหนาวเหน็บแม้แต่น้อย

ผู้คนจำนวนมิน้อย จดจำได้ว่าหนึ่งในสองชายชราคืออึ้งไถ่ ซึ่งจูกงเม้งคราก่อนเคยแนะนำให้รู้จักชายชราอีกผู้หนึ่งมีใบหน้ารุงรังด้วยขนยาวสีขาวสะอาดปุกปุย ดูอย่างผิวเผินคล้ายดั่งคิงคองขนขาวก็ปานกัน

ฉี้อิงพลันส่งเสียงดังกังวานว่า

“อึ้งไถ่ ผู้ที่อยู่ข้างกายของท่าน คือนเฒ่าเอกะประหลาด (อ้วงไกว่โซว) หรอกหรือ?”

อึ้งไถ่ผงกศีรษะกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า

“มิผิด”

วาจาพอเอ่ยออก เพิ่งสำนึกได้ว่ามิสมควรตอบคำถามของฝ่ายตรงข้ามอย่างง่ายดาย จึงแตกตื่นจนเหงื่อกาฬชุ่มโชก ชำเลืองแลไปที่เฒ่าเอกะประหลาด พอเห็นมันมิมีแววขุ่นเคือง จึงลอบระบายลมหายใจออกมา

ฉี้อิงกล่าวอีกว่า

“เฒ่าเอกะประหลาด ท่านคิดจะว่าอย่างไร?”

เฒ่าเอกะประหลาดแค่นหัวร่อเฮอะฮะอย่างเย็นชา กล่าวว่า

“ตกลง พวกเจ้าลงมือหักล้างกัน ก่อนที่จะจำแนกความเป็นความตาย ทั้งสองฝ่ายมิให้สอดมือยุ่งเกี่ยวหรือช่วยเหลือ”

ฉี้อิงสืบเท้าออกไปเบื้องหน้า กลุ่มผู้ทรงฝีมือได้กระจายกำลังออก เรียงรายเป็นวงกว้าง เตียกงหมงก็ก้าวเท้าเข้าหาทั้งสองฝ่ายขณะอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งวาต่างชะงักฝีเท้าลง

ฉี้อิงพลันร้องว่า

“เฒ่าเอกะประหลาด ตามสายตาของท่าน การต่อสู้ระหว่างข้าพเจ้ากับศิษย์ของท่าน ผู้ใดคิดว่าจะได้รับชัยชนะ”

นางกลับตั้งคำถามเช่นนี้ นับว่าประหลาดยิ่ง แต่เฒ่าเอกะประหลาดก็มิอาจไม่ตอบคำ ทั้งนี้ก็เพราะมันหากมิตอบโต้ ก็จะถูกชนชาวบู๊ลิ้มเข้าใจว่าสายตาของมันไม่สูงส่ง

เฒ่าเอกะประหลาดหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“ย่อมต้องเป็นเจ้าสูงกว่าขั้นหนึ่ง!”

ฉี้อิงชำเลืองเห็นเตียกงหมง หามีท่วงท่าที่แตกตื่นตระหนกไม่ จึงฉุกใจได้คิด คำนึงว่า

“…หากแม้นเฒ่าเอกะประหลาดกล่าวเป็นความจริง ถ้าเช่นนั้นเรื่องความเป็นความตาย ผู้ใดมินำพาปรารมภ์ การแสดงออกของเตียกงหมงนี้ รู้สึกแปลกประหลาดยิ่ง…”

นางกล่าวออกไปว่า

“ในเมื่อท่านทราบว่ามันมิใช่คู่มือของข้าพเจ้า ไฉนจึงให้มันออกต่อสู้ นี่ไยมิใช่เร่งเร้ามันสู่ความตายหรอกหรือ?”

เฒ่าเอกะประหลาดกล่าวเสียงเนิบนาบว่า

“ส่วนสัดเฉกเช่นมัน ในใต้หล้ามีอยู่มากมายเพียงหยิบฉวยก็ได้มา ดังนั้นมันหากสูญเสียชีวิตก็มิมีอันใดน่าเสียดาย!”

คำตอบเช่นนี้มิเพียงแต่นอกเหนือความคาดหมายของทุกผู้คนมิหนำซ้ำความเลือดเย็นอำมหิต ก็ทำให้บุคคลอื่นหวั่นไหว แต่เตียกงหมงยังมีสีหน้าเฉกเช่นเดิม คล้ายดั่งมิได้ยินก็ปานกัน

ฉี้อิงฉุกใจคิดขึ้นได้ คำนึงว่า

“…ใช่แล้ว เตียกงหมงมาตรแม้นพลังฝีมือมิอาจหักล้างกับเรา แต่มันคงมีวิธีการอันพิสดารชั่วร้าย สามารใช้ออกในวินาทีสุดท้าย กลับปลิดชีวิตของเราได้ และมันมีความมั่นใจเกี่ยวกับข้อนี้ ดังนั้นวาจาของเฒ่าเอกะประหลาดจึงมิแยแสสนใจ…”

นอกจากนี้แล้ว ฉี้อิงก็มิอาจขบคิดถึงเหตุผลที่สามารถอธิบายแล้ว ดังนั้นนางจึงตักเตือนตัวเองให้ระมัดระวัง หนทางที่ประเสริฐยังคงบีบบังคับจนฝ่ายตรงข้ามไม่มีโอกาสใช้วิชาอันชั่วร้าย

นางกวัดแกว่งแส้พายุดำในมือกล่าวว่า

“เตียกงหมง เข้ามารับความตายเถอะ”

เตียกงหมงกระชากดาบยาวออก ก้าวยาวๆ คุกคามเข้าใกล้ฉี้อิง พลันตวาดดังกึกก้อง สะบัดดาบจู่โจมเข้าใส่

ฉี้อิงตวัดแส้ปัดป้อง และวาดมือตีโต้กลับไป ทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากหักล้าง โดยอาศัยกระบวนท่าที่ฉับไวชิงจู่โจม พริบตาเดียวก็โรมรันกันสิบกว่ากระบวนท่า

แลเห็นเตียกงหมงกวัดแกว่งดาบเป็นประกายดั่งระลอกคลื่นโถมทะลักใส่จากทั่วสี่ทิศแปดทาง มิเพียงแต่กระบวนท่าร่างพลิกแพลงชั่วร้าย ความจริงก็มีพลังการฝึกปรืออันลึกล้ำผิดสามัญ

ฉี้อิงแสดงว่าตกเป็นลองเล็กน้อย แส้ในมือต้านรับมากกว่าจู่โจม กลุ่มผู้ทรงฝีมือล้วนจับจ้องจนตาละลานพร่างพราย มิเห็นว่ามีโอกาสเอาชัยชนะ แต่ปึงเซียะและพวกเจ้าสำนักเสียวลิ้ม ไม่มีความหมกมุ่นกังวลเท่าใดนัก

เฒ่าเอกะประหลาดแค่นหัวร่อดังเฮอะฮะ โดยมิหยุดยั้ง บุคคลอื่นล้วนมิเข้าใจว่า การแค่นหัวร่อของมัน มีความหมายอย่างไร กำลังหัวร่อเยาะว่า ฉี้อิงมิมีความสามารถ? หรือว่ามีเจตนาอย่างอื่น?

ตามรูปการณ์ ฉี้อิงย่อมิพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย มาตรแม้นว่านางพอเริ่มต้นก็เริ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เตียกงหมงหากคิดเอาชัยอย่างน้อยก็ต้องอีกสองร้อยกระบวนท่าให้หลัง

กลุ่มผู้ทรงฝีมือ พากันกลั้นลมหายใจ ตื่นเต้นตึงเครียดจนลมหายใจมิอาจระบายออก รอจนฉี้อิงกับเตียกงหมงหักล้างกันร้อยกระบวนท่าแล้ว แทบทุกผู้คนต่างก็เห็นว่า สถานการณ์ผิดท่าไป ดังนั้นทั้งหมดบังเกิดความเคร่งเครียดยิ่งขึ้น

แต่ความจริง พลังฝีมือของฉี้อิง หาได้อ่อนด้อยไปกว่าเตียกงหมงไม่ หากทว่านางเมื่อคาดคะเนว่าฝ่ายตรงข้ามอาจจะมีแนววิชาอันชั่วร้าย นางพอพันตูย่อมมิอาจทุ่มเทไม้ตาย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามยามร้อนรุ่มได้ใช้ออกมา จนมิมีทางระมัดระวัง

นางทุ่มเทกำลังความคิด เสื่อมเสียเรี่ยวแรงมิน้อย จึงสามารถสร้างสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นรองเช่นนี้ ทางหนึ่งก็พยายามสังเกตการเคลื่อนไหวทุกก้าวย่างของฝ่ายตรงข้าม มุ่งหวังว่าจะเสาะพบร่องรอย จนหาทางคลี่คลายได้

ตามธรรมดาทั่วไป วิธีการอันโหดเหี้ยมย่อมไม่นอกเหนือไปจากการใช้อาวุธลับที่รุนแรงผิดสามัญ ดังนั้นนางจึงสนใจฝ่ามือซ้ายข้างที่ว่างเปล่าของฝ่ายตรงข้าม พยายามระแวดระวัง

แลเห็นฝ่ามือซ้ายของเตียกงหมง มักรักษาระดับอยู่บริเวณชายโครง น้อยครั้งจะเบนห่างออก ฉี้อิงสูญเสียความพยายาม ค่อยสังเกตพบข้อนี้ สถานการณ์ก็เริ่มบีบคั้นจนนางไม่อาจยืดเวลาเอาแต่ตรวจดูแล้ว

นางครุ่นคิดอย่างรวดเร็วถึงการใช้วิชากระบวนท่า ล่อลวงฝ่ายตรงข้ามให้ลงมือจู่โจม ในยามนั้นฝ่ามือซ้ายของฝ่ายตรงข้ามก็มิอาจไม่เคลื่อนออกมาจากชายโครง

พฤติการณ์นี้เท่ากับนำชีวิตเป็นเหยื่อล่อชัดๆ หลอกลวงฝ่ายตรงข้ามมาติดกับ ซึ่งมีอันตรายอย่างใหญ่หลวง แต่นางก็มิมีหนทางอื่นให้คัดเลือก จึงขบกรามกรอดอย่างตกลงใจ

ฉี้อิงครุ่นคิดอย่างรวดเร็วตลบหนึ่ง คำนึงว่า

“…ขอให้การสังเกตของเราไม่ผิดพลาด ยิ่งภาวนาให้ท่าหลอกล่อศัตรูนี้ อย่าสูญเสียชีวิตไปก่อน หากแม้นเราเพียงแต่ได้รับบาดเจ็บก็พอใจแล้ว…”

ความคิดนี้เพิ่งปรากฏเข้ามาในห้วงสมอง นางก็เริ่มดำเนินแผนการทันที

แลเห็นฉี้อิงพลันสะบัดแส้ตีโต้ ซึ่งเต็มไปด้วยความดุร้ายเกรี้ยวกราด ล้วนเป็นวิธีเสี่ยงชีวิต และบีบบังคับเตียกงหมงจนถอยกายไปสี่ห้าก้าว

แต่ทว่าเตียกงหมาหาได้แตกตื่นลนลาน ทั้งนี้ก็เพราะสภาพของฉี้อิง รู้สึกว่าเพียงแต่ตอบโต้ยามฉุกละหุก มาตรแม้นจะเกรี้ยวกราดทว่าเป็นสภาพต่อสู้เยี่ยงสัตว์จนตรอก

ขณะนั้นเอง เตียกงหมงได้เสาะพบช่องว่าง ดาบยาวในมือฟาดฟันออกไปราวกับสายฟ้า มีสภาวะจู่โจมอย่างหักโหม ในพริบตานั้นดวงตาทั้งคู่พลันมีอาการเจ็บแปลบปลาบจนจับจิต!

ฝ่ามือซ้ายของมันลูบคลำไปที่ชายโครง พลันรู้สึกข้อมือแน่นกระชับ คล้ายดั่งถูกแส้อ่อนของฝ่ายตรงข้ามรัดพันเอาไว้

ช่วงเวลานั้นฉี้อิงตวัดเท้าเตะออก กระแทกถูกจุดชีวิตบนร่างท่อนล่างของคู่ต่อสู้ ได้ยินเตียกงหมงแผดร้องอย่างโหยหวน เรือนร่างปลิวกระเด็นไปเจ็ดแปดเชียะ จากนั้นจึงกระแทกลงบนพื้นดินบังเกิดเสียงดังโครมใหญ่!

ฉี้อิงเมื่อครู่นี้ได้ใช้ทั้งมือเท้า จึงสามารถปลิดชีวิตศัตรูขณะที่นางแสร้งเปิดช่องว่าง ล่อลวงศัตรูจู่โจมฝ่ามือซ้ายพุ่งพลังดรรชนี ลงมืออย่างกระทันหัน จนพุ่งถูกดวงตาทั้งคู่ของศัตรู

และในยามนั้น ดาบของฝ่ายตรงข้ามก็กรีดมาถึงทรวงอกของนาง ฉี้อิงมิเพียงแต่ไม่ปัดป้อง ยังใช้แส้ในมือขวารัดพันข้อมือคู่ต่อสู้ ห้ามมิให้หยิบอาวุธลับออกมา

วินาทีนั้นทุกผู้คนล้วนเข้าใจว่าตัวนางยากที่จะรอดพ้นจากคมดาบ หาคาดไม่ว่า ฉี้อิงพลันตวัดเท้าเตะออกประจวบเหมาะกับทำร้ายจนศัตรูถึงแก่ความตาย

หากแม้นปฏิกิริยาที่นางสำแดงออกทั้งสามประการ มีอย่างหนึ่งอย่างใดผิดพลาด ฉี้อิงก็จะเสียชีวิตในบัดดล นับว่าเปี่ยมอันตรายถึงขีดสุด

แลเห็นเรือนร่างของเตียงกงหมงพอร่วงหล่นลงบนพื้นดิน ก็กลิ้งอยู่สองตลบ พลันบังเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง กลุ่มผู้ทรงฝีมือกวาดตามองไป แลเห็นหมอกควันสีดำสนิทกลุ่มหนึ่ง ได้ลอยขึ้นจากร่างของมัน พริบตาเดียวก็แผ่ขยายไปรอบรัศมีสองวา!

กลิ่นอันพิสดารชนิดหนึ่ง ได้แผ่กระจายไปตามลม คล้ายหอมแต่ไม่หอม คล้ายเหม็นแต่ก็มิเหม็นชนชาวบู๊ลิ้มที่ชุมนุมอยู่ร้อยกว่าคน พากันปิดกั้นลมหายใจ พยายามถอยห่าง

ทุกผู้คนทราบดีว่า ควันสีดำกลุ่มนั้นย่อมต้องมีพิษร้ายแรงสุดจะทนทาน และคำนวณจากเสียงระเบิดย่อมเป็นอาวุธลับที่สามารถแตกระเบิดพุ่งกระจาย แผ่อานุภาพครอบคลุมบริเวณกว้าง มาตรแม้นจะมาเป็นผู้ทรงฝีมือเช่นฉี้อิง ก็ไม่มีทางรอดจากเภทภัยได้

เตียกงหมงในเมื่อเป็นอาวุธลับที่รุนแรงร้ายกาจเช่นนี้ พลังฝีมือก็สามารถอยู่ในอันดับหนึ่ง มิน่าเล่าจึงไม่หวาดหวั่นต่อการเสี่ยงชีวิตกับฉี้อิง

หมอกพิษสีดำสนิทกลุ่มใหญ่นั้น คราแรกไม่หวั่นเกรงต่อลมหนาวพัดกรรโชก ครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง จึงเห็นได้ว่าผิวนอกเริ่มถูกลมพัดกระจาย แต่สภาพเช่นนั้นอย่างน้อยต้องใช้เวลาสามถึงห้าชั่วยาม จึงจะจางหายไป

ผู้คนที่อยู่ใต้ลม พากันหลบหนีแตกกระจายเนิ่นนานแล้ว ฉี้อิงได้ปิดจมูก ร้องดังว่า

“เฒ่าเอกะประหลาด นี่มิอาจโทษว่า ข้าพเจ้าโหดเหี้ยมอำมหิต ผู้คนในสำนักมหากาฬของท่าน ต่างก็สมควรตายทั้งสิ้น”

เฒ่าเอกะประหลาดหัวร่อเคี้ยก เคี้ยก อย่างคลุ้มคลั่ง ผู้คนที่ได้ยินหัวร่อของมัน ล้วนรู้สึกหวั่นไหวในสำเนียงเสสรวล มิเพียงแต่แฝงไว้ด้วยความเลือดเย็นเหี้ยมเกรียม และยังโหดร้ายทารุณ ไม่คล้ายดั่งสุ้มเสียงที่ดังออกจากปากมนุษย์เลย!

มันพลันชะงักเสียงหัวร่อ แล้วจึงกล่าวว่า

“เตียกงหมงวิชาฝีมือแตกฉาน ตกตายในเงื้อมมือของเจ้าก็สมควรแล้ว เล่าฮูไหนเลยจะโทษว่าเจ้า แต่เจ้าอย่าได้ลำพอง เจ้ากับทุกผู้คนในที่นี้ ขอเพียงสูดกลิ่นประหลาดเข้าไป ก็อย่าคาดว่าจะมีชีวิตรอดเกินครึ่งชั่วยาม!”

วาจาพอเอ่ยออก กลุ่มผู้ทรงฝีมือก็บังเกิดความแตกตื่นตระหนก รีบพากันผนึกลมปราณ สำรวจดูว่าตัวเองมีอาการถูกพิษแทรกซึมหรือไม่

เฒ่าเอกะประหลาด พลันเปล่งเสียงหัวร่อที่บาดหูสะท้านจิตขึ้นอีก คล้ายดั่งเป็นสำเนียงชักชวนจากพญามัจจุราช ชนชาวบู๊ลิ้มที่ขวัญอ่อนถึงกับวิญญาณกระเจิดกระเจิง รู้สึกว่าร่างกายแทบมิอาจยืนหยัดสืบไป

ในยามนี้อย่าว่าแต่พวกฉี้อิง ปึงเซียะ แม้แต่เจ้าสำนักฮุยไฮ้ยู้เชี่ยงชุนแห่งบู๊ตึง และประมุขพรรคธงเหลืองที่มีความจัดเจนช่ำชอง ต่างก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน รู้สึกว่าวาจาของเฒ่าเอกะประหลาด ยากที่จะเชื่อมั่น แต่อาศัยศักดิ์ศรีของมัน ก็มิอาจไม่เชื่อถือ

ฉี้อิงเนื่องจากต้องหลบเลี่ยงควันพิษ จึงล่าถอยกลับมาภายในกลุ่ม

พลันได้ยินนางแมงมุมขาว กล่าวเบาๆ ว่า

“ฉี้เจ้เจ๊ ควันดำของเตียกงหมง ได้สะสมขึ้นจากน้ำเชื้อของหนอนพิษทุกชนิดทั่วใต้หล้า ความร้ายแรงของอานุภาพ เป็นจริงดังที่เฒ่าเอกะประหลาดบ่งบอก ขอเพียงแต่สูดกลิ่นประหลาด ก็มิอาจมีชีวิตรอดสืบไป”

ฉี้อิงขมวดคิ้วกล่าวว่า

“เมื่อเป็นเช่นนี้ในกลุ่มพวกเรา ก็ต้องมีผู้คนถูกทำร้ายแล้ว?”

“ตามการคำนวณของผู้น้อง อย่างน้อยก็มีสี่ห้าสิบคนสูญเสียชีวิตไป!”

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราไยมิฉวยโอกาสที่พิษร้ายมิทันกำเริบ โถมเข้าไปลงมือ อย่างน้อยก็ตักตวงต้นทุนกลับมาบ้าง”

ปึงเซียะกล่าวขึ้นบ้างว่า

“วาจานี้กล่าวได้มิผิด พวกเราลงมือเถอะ”

นางแมงมุมขาวรีบกล่าวว่า

“ช้าก่อน วาจาของเรายังไม่ได้บอกจบไป ขณะที่เตียกงหมงปรากฏออกมา เทพแมงมุมดำบนร่างก็ส่งสัญญาณต่อเรา แมงมุมชนิดนี้สามารถสะกดหนอนพิษทุกชนิด ดังนั้นพิษจากควันดำกลุ่มนั้น ได้ถูกเทพแมงมุมดำรู้สึกตัวพบเห็นเข้า และตักเตือนต่อเรา”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“เทพแมงมุมดำพอตักเตือนแล้วจะเป็นอย่างไร?”

นางขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย แต่คล้ายดั่งมิใช่เกิดจากความกังวล กลับดุจดั่งได้รับบาดเจ็บ ปึงเซียะก็สังเกตพบ จึงมีสีหน้ากังวล

ได้ยินนางแมงมุมขาวกล่าวว่า

“เราพอรับรู้แล้ว ก็ลอบดำเนินการ อย่าว่าแต่กลิ่นประหลาดในควันพิษ ไม่สามารถทำร้ายผู้คนแม้ฉี้เจ้เจ๊จะตกอยู่ในกลุ่มควันดำก็ไม่เป็นอันตราย”

ฉี้อิงผงกศีรษะกล่าวว่า

“ประเสริฐมาก ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็แสร้งรอคอยสักครึ่งชั่วยาม ทำให้เฒ่าเอกะประหลาดตื่นตกใจ”

ปึงเซียะกล่าวสอดว่า

“ฉี้โกวเนี้ยท่านสามารถอาศัยเวลาครึ่งชั่วยามนี้หาหนทางผนึกกำลัง สะกดอาการบาดเจ็บภายใน สำหรับเรื่องนี้ข้าพเจ้ายินดีช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง”

นางแมงมุมขาวสะท้านใจวาบ กล่าวว่า

“อะไร เจ้เจ๊ได้รับบาดเจ็บหรือ?”

ฉี้อิงกล่าวตอบว่า

“นั่นก็เป็นเรื่องอับจนปัญญา ข้าพเจ้าหากมิเสียงจนบาดเจ็บ ก็ไม่มีทางพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายและปลิดชีวิตเตียกงหมงในกระบวนท่าเดียว”

“อา หากแม้นเจ้เจ๊ทราบล่วงหน้าว่า ข้าพเจ้าสามารถสยบอาวุธลับของเตียกงหมง ก็มิต้องให้เจ้เจ๊เสี่ยงจนรับบอบช้ำ เพียงแต่มิทราบว่าอาการสาหัสหรือไม่?”

ฉี้อิงปลอบโยนนางว่า

“ไม่เป็นไรหรอก และหากแม้นบาดเจ็บสาหัสเฒ่าเอกะประหลาดไหนเลยจะมิอาจสังเกตพบ”

“ถ้าเช่นนั้น ฉี้เจ้เจ๊รีบลงมือรักษาบาดเจ็บ อา เฒ่าผู้นั้นมีพลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด และถนัดจัดเจนในหนอนพิษสัตว์ร้ายทุกชนิด ไม่เกรงกลัวเทพแมงมุมดำ มาตรมิเช่นนั้นเราก็ปล่อยเทพแมงมุมดำออกไป ฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น”

ฉี้อิงขมวดคิ้วจนแนบแน่น แฝงไว้ด้วยความหมกมุ่น กลับมีความสะคราญอีกแบบหนึ่ง

นางมิได้ลงมือรักษาอาการภายในทันที กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า

“เฒ่าเอกะประหลาดมาตรแม้นจะเลือดเย็นไร้มโนธรรมประจำตัวไม่ห่วงใยคำนึงถึงชีวิตของศิษย์ในสำนัก แต่มันก็ต้องคำนึงถึงตนเอง มิสมควรสูญเสียบริวารอย่างง่ายดาย หากเปรียบเทียบจำนวนในขณะนี้ พวกเรามีมากกว่ามันถึงสิบเท่า”

นางแมงมุมขาวกล่าวว่า

“ผู้น้องสามารถให้ความกระจ่างแก่ท่าน ขณะนี้บริวารสิบกว่าคนที่มันนำพามา มีอยู่กว่าครึ่งเป็นบุคคลที่สูญเสียอุปนิสัย ประจำตัวแล้ว ขอเพียงแต่มันออกคำสั่ง ทุกผู้คนก็จะถาโถมเข้าเสี่ยงชีวิต”

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here