๕๒
♦ เหินห่างกันแค่คืบ ♦
……………

คราแรกซิเล้งมีจิตใจอัดอั้นคร่ำครวญ รู้สึกว่าเทพยาดาฟ้าดินไม่มีความเมตตาการุณย์ ตนมิเคยกระทำเรื่องราวอันชั่วร้าย ชะตาซีวิตไฉนจึงวิปโยคเช่นนี้

แต่หลังจากผ่านช่วงเวลาอันยืดยาวแล้ว จิตใจของตนก็ผิดแผกไป รู้สึกว่ามาตรแม้นจะตกตายไปในตำหนักลับ ก็ยินยอมพร้อมใจ บุคคลผู้หนึ่งมิว่าช้าเลวก็ต้องถึงแก่ความตาย ปัจจุบันนี้เพียงแต่ล่วงหน้าไปก่อนเท่านั้น

ซิเล้งในครั้งนี้ยังสามารถหลีกเลี่ยงจากความหมกมุ่นกังวลที่คอยพัวพันมิสิ้นสุด นี่จึงจะเป็นเรื่องที่ทำให้ตนรู้สึกปลื้มประโลมใจ ดังนั้นจิตใจจึงเริ่มสงบลง

ตนผุดลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องลับหลังที่ค้นพบ มาถึงนอกประตูห้อง จับจ้องประตูเหล็กซึ่งปิดสนิทดังเดิม แต่มิรู้สึกว่าผิดหวังเท่าใดเลย

เวลาหิวโหยซิเล้งก็รับประทานอาหารเสบียงกรังเข้าไปเล็กน้อย และเนื่องจากหนังวัวแห้งขดที่อุ้ยเซี่ยวย้งสร้างขึ้นเป็นพิเศษ มาตรแม้นจะแข็งกระด้าง แต่ก็มีประสิทธิภาพในการบำรุงร่างกาย ขอเพียงแต่กัดกินอย่างกระเหม็ดกระแหม่ ทุกวี่วันกัดเพียงสองคำ ก็สามารถใช้รับประทานได้นานถึงสองปี

แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้น ตลอดทั้งวันก็ต้องตกอยู่ในอาการหิวโหย เพียงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ แต่ในยามนี้ซิเล้งมิได้คำนึงถึงข้อนี้

สำหรับการดื่มน้ำ ซิเล้งมิจำเป็นต้องเข้าไปที่ห้องกักน้ำ เพียงแต่เดินไปในเส้นทางที่อยู่ใกล้ห้องกักน้ำ ตามรายทางล้วนมีก้อนน้ำแข็ง เที่ยวกัดกินเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว

ภายในตำหนักลับ ซิเล้งดำเนินชีวิตอย่างมืดมิดมิเห็นแสงตะวัน นับว่าเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวสุดจะทนทาน

ตนมิทราบว่าได้ผ่านเวลาไปเนิ่นนานเท่าใด แต่ประมาณว่าเดินจนทั่วตำหนักลับแล้ว ก็ไม่มีความหวังหลุดพ้นออกไปได้

ดังนั้นซิเล้งจึงล้มเลิกความตั้งใจ ตลอดทั้งวันได้นั่งอยู่หน้าประตูของห้องเทพเจ้า

ต่อมาภายหลัง ตนสังเกตพบว่า ในที่นี้มีความอบอุ่นกว่าตำแหน่งแห่งอื่นกว่ามากมายนัก สถานที่อื่นตนหากหลับนอนอยู่ มักจะตื่นขึ้นเพราะร่างแข็งตัว จำต้องผนึกลมปราณเร่งเร้าให้เลือดลมเดินสะดวก

มีแต่ข้างประตูเหล็กของห้องเทพเจ้านี้ ที่อบอุ่นยิ่งนัก สามารถหลับสนิท แต่ทว่าทุกๆ วันซิเล้งมักเฝ้าวนเวียนอยู่หน้าประตูตำหนักลับมากกว่า…

ทางด้านนอกพวกตระกูลอุ้ยทั้งสาม ทิวานี้เป็นวันที่สามสิบห้าแล้ว อุ้ยฮูหยินรู้สึกกระวนกระวายยิ่งนัก พอรุ่งเช้าก็ลุกขึ้นเดินไปเดินมา

จับฮึงไต้ซือหลายครั้งที่คิดจะเรียกนางรวมกำลังทดลองผลักประตูศิลา แต่พอเห็นท่าทางของนางเช่นนี้ จึงล้มเลิกความคิด อุ้ยเซี่ยวย้งเข้าใจว่ามารดาคิดจะกลับไป ก็มิกล้าส่งเสียงด้วย

อุ้ยฮูหยินเดินอยู่เนิ่นนานค่อยชะงักฝีเท้าลง กล่าวกับจับฮึงไต้ซือว่า

“พวกเราจะทดสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่นี่เป็นครั้งสุดท้าย พวกเราไม่สามารถอยู่ที่นี้ไปชั่วนาตาปีเลย”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ตกลงลองอีกครั้งหนึ่ง”

“เกี่ยวกับเจดีย์ทองคำ เราก็คร้านจะยุ่งเกี่ยวแล้ว ผู้คนเหล่านั้นไม่มีปฏิกิริยาอย่างอื่น ตลอดวันก็เดินวนเวียนอยู่ใต้เจดีย์ เราเฝ้าดูจนรำคาญใจ”

“ถ้าเช่นนั้นท่านกลับไปก่อน เราจะอยู่ในที่นี้”

อุ้ยเซี่ยวย้งกล่าวอย่างเซื่องซึมว่า

“ข้าพเจ้าจะอยู่ร่วมกับบิดา”

อุ้ยฮูหยิน มีใบหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า

“สำหรับเรื่องนี้รอให้เรากับบิดาเจ้าตกลงกันเอง”

อุ้ยเซี่ยวย้งเข้าใจอารมณ์ของมารดาเป็นอย่างดีจึงรีบรับคำ แลเห็นฮึงไต้ซือเดินไปที่ประตูศิลายืนหยัดอย่างมั่นเหมาะอุ้ยฮูหยินก็เข้าไปยื่นฝ่ามือทาบอยู่ที่กลางหลังของมัน

พริบตาเดียวเบื้องบนศีรษะของจับฮึงไต้ซือมีเหงื่อกาฬไหลซึมควันสีขาวลอยคละคลุ้ง ขณะนั้นอุ้ยเซี่ยวย้งแทบอยากจะเข้าไปช่วยเหลือผู้เป็นบิดาด้วย

ชั่วครู่ให้หลัง จับฮึงไต้ซือได้ถอนหายใจอย่างท้อแท้กล่าวว่า

“มิเป็นผลสำเร็จเลย”

อุ้ยฮูหยินก็ปาดหยาดเหงื่อที่จอนหูกล่าวว่า

“อย่าได้กล่าววาจา รีบเร่งเร้าลมปราณ”

อุ้ยเซี่ยวย้งทางหนึ่งตื้นตันใจที่บุพการีทุ่มเทเรี่ยวแรง อีกทางหนึ่งกลับทอดอาลัยตายอยาก ดวงใจแหลกสลาย

ประมาณชั่วหม้อข้าวเดือดให้หลัง อุ้ยฮูหยินก็จากไปก่อนลงมือหุงหาอาหารรอจนจับฮึงไต้ซือฟื้นฟูกำลังที่เสื่อมสูญแล้วก็รับประทานอาหารร่วมกัน

พออิ่มหนำแล้ว อุ้ยฮูหยินก็ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า

“พวกเราไปดูที่เจดีย์ทองคำอีกครั้งหนึ่ง หากแม้ผู้คนเหล่านั้นยังไม่มีการเคลื่อนไหวก็แล้วกันไป”

จับฮึงไต้ซือคำนึงว่า

“…ทางที่ประเสริฐ อย่าให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ขอเพียงแต่นางจากไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะกระทำกันง่ายขึ้น มาตรมิเช่นนั้นนางยามลงมืออำมหิตยิ่ง มิทราบว่าจะทำลายล้างผู้คนไปจำนวนเท่าใดจึงยินยอมเลิกรา….”

จิตใจของมันมิกังวลเท่าใดนัก ทั้งนี้ก็เพราะหลายวันมานี้ ไม่มีเรื่องอันใด หรือว่ากลับจะมาอุบัติขึ้นในวันนี้ด้วย?

จับฮึงไต้ซือกับอุ้ยฮูหยินเดินผ่านเส้นทางที่เปี่ยมอันตรายอย่างปราดเปรียวว่องไว เจดีย์ทองคำก็ได้ปรากฏอยู่ที่เชิงเขาฝั่งตรงข้าม ประกายสีทองอร่ามตา งดงามสวยสง่ายิ่งนัก

อุ้ยฮูหยินกวาดตามองไป แลเห็นรอบบริเวณของเจดีย์ทอง มีผู้คนยี่สิบกว่าคนวนเวียนอยู่ไปมา ทุกสิ่งทุกอย่างเฉกเช่นดั่งปรกติ

นางสั่นศีรษะอย่างผิดหวัง แล้วก็พุ่งความสนใจไปทัศนาภาพพจน์ที่งดงามของเจดีย์ทองหลังนั้นอยู่ครู่ใหญ่ค่อนกล่าวขึ้นว่า

“พวกเราสมควรพาย้งยี้มา ให้นางได้ดูเจดีย์ทองหลังนี้ จึงสามารถลืมเลือนความโศกเศร้าไปชั่วคราว”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“วาจานี้มีเหตุผล อา ทารกนี้น่าเวทนายิ่งนัก”

“เรารู้สึกว่ายังคงตัดใจ พานางกลับไป อยู่กินกับโต่วอิกทิ้ว คราแรกนางต้องลำบากใจ แต่ภายหลังคงสามารถลืมเลือนความทุกข์และเป็นสุข”

“เรากลับเห็นว่าย้งยี้หาใช่ผู้ที่จะลืมเลือนไมตรีเก่าก่อนไปอย่างง่ายดาย และนางเมื่อรักใคร่ซิเล้ง ย่อมไม่มีทางโอนไปที่โต่วอิกทิ้ว และหากอยู่ร่วมกัน มีแต่เพิ่มความชิงชังรังเกียจ”

“กาลเวลาจะชะล้างความหลังของนางได้ อย่าว่าแต่โต่วอิกทิ้วก็ประเสริฐจริงๆ คงสามารถหันเหจิตใจของย้งยี้ เรารู้สึกว่าไม่มีหนทางอื่นเลย”

จับฮึงไต้ซือจำต้องเงียบงันไป พลันเหลือบแลเห็นสภาพการณ์ทางเจดีย์ทองคำ มีความสับสนวุ่นวายเล็กน้อย พอเพ่งพินิจจึงพบว่ามีบุคคลปรากฏขึ้นหลายคน

ผู้คนยี่สิบกว่าคนที่ทุกๆ วันเฝ้าอยู่ข้างเจดีย์ทองคำ ในยามนี้ได้ชุมนุมร่วมกัน โอบล้อมหลายคนที่เพิ่งมาอยู่กึ่งกลาง

ในจำนวนผู้ที่มาใหม่ มีอิสตรีสองนาง ซึ่งสามารถจำแนกได้ เนื่องจากนางมิสวมเสื้อผ้าที่หนาหนักเฉกเช่นบุคคลอื่น และปล่อยผมเผ้ายาวสยายพลิ้วไปตามลม

อุ้ยฮูหยินย่อมแลเห็นด้วย จึงร้องว่า

“มีผู้คนมาอีกแล้ว”

จับฮึงไต้ซือฝืนหัวร่อกล่าวว่า

“มิผิด เพียงมิทราบว่าเป็นพวกฉี้อิง ปึงเซียะ นางแมงมุมขาวหรือไม่?”

พวกมันเพียงสืบทราบได้ว่า ผู้ที่ใกล้ชิดกับซิเล้งที่สุด ก็มีหลายคนนี้เอง

อุ้ยฮูหยินพลันกล่าวว่า

“นางแมงมุมขาวได้ย้อมผมเป็นสีดำแล้ว สตรีทั้งสองนางนั้นย่อมต้องเป็นฉี้อิงกับนางแมงมุมขาว พวกเราไปกันเถอะ”

“อย่าเพิ่งร้อนรุ่มใจ หากแม้นพวกมันไม่เปิดเจดีย์ทองคำ พวกเราจะไปไยกัน?”

ในยามนี้บนพื้นน้ำแข็งที่ราบรื่นใต้เจดีย์ มีสภาพผิดปรกติ บุคคลที่เพิ่งเร่งรุดมาสมทบก็คือ ฉี้อิง ปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวจริงๆ

ปึงเซียะทักทายกับผู้ที่รู้จักจำนวนมาก ความจริงผู้คนที่ร่วมทางมากับมัน ก็มีฮุ้ยฮงซือแห่งเสียวลิ้มยี่ กระบี่แห่งพิภพซัวมุ่งเทียนแห่งบู๊ตึง ตงเอ๊กลิ้ม ท้ำอี่ตี๋แห่งไท้ซัว กระสวยทองแม่ลูก ฮ่อเก่ง หกคน

บรรดาผู้ทรงฝีมือเหล่านี้ ล้วนแต่ทราบข่าวว่า ฉี้อิงได้ไล่ล่าผู้คนของตระกูลอุ้ย ซึ่งคร่ากุมซิเล้งไปช่วยเหลือ บัดนี้จึงร่วมทางเร่งรุดมา

ความจริงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า อุ้ยเซี่ยวย้งหลังจากคร่ากุมซิเล้งแล้ว ก็ให้พี่ชายของนางอุ้ยอิกโฮ้วนำพาบ่าวทาสที่จัดเจนสองคนปลอมแปลงเป็นซิเล้ง ล่อลวงพวกฉี้อิงหลงติดตามไปอีกทางหนึ่ง จวบจนวันนี้ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งเดือนให้หลัง ค่อยมาถึงเจดีย์ทองคำ

ความจริงฉี้อิงก็มิอาจไม่เดินทางรอนแรมสักคราหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะนางมิทราบว่า ประแจเจดีย์ทองคำซุกซ่อนอยู่ที่ใด ดังนั้นจึงต้องขอให้ปึงเซียะเร่งรุดไปที่หมู่บ้านตระกูลฉี้ ถามไถ่ที่ซุกซ่อนต่อฉี้น่ำซัวแล้วกลับมาบอกกับฉี้อิง

อุ้ยอิกโฮ้วพอสำเร็จดังความมุ่งหมายแล้ว กอปรกับสาเหตุอีกประการหนึ่ง ก็พลันหายสาบสูญไร้ ร่องรอย เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกฉี้อิงย่อมมีเสาะพบร่องรอยของซิเล้ ภายใต้คำขอร้องของผู้ทรงฝีมือ จึงได้แต่นำประแจเจดีย์ทองคำ มาที่บรรพตไต้เซาะซัว

นางพอล้วงหยิบเอาประแจเจดีย์สีทองอร่ามลักษณะประหลาดพิกลดอกหนึ่งออกมา ประกายสายตาหลายสิบคู่ทั่วทั้งบริเวณ ก็จับจ้องมองมาที่ประแจทอง ฉี้อิงได้กล่าวแช่มช้าว่า

“ทุกผู้คนในบริเวณล้วนแต่มีชื่อเสียงอันโด่งดัง และก่อนที่จะเปิดเจดีย์ทองคำ ข้าพเจ้ามีวาจาขอร้องต่อทุกท่านประการหนึ่ง…”

นางหยุดไปเล็กน้อย เค้าหน้าที่งามสะคราญและค่อนข้างขาวซีด ปรากฏแววอันเคร่งขรึมสำรวม กวาดสายตามองผ่านทุกผู้คน ประกายตาพลันชะงักค้างอยู่ที่บุคคลผู้หนึ่ง

บุคคลผู้นั้น แม้สวมเสื้อผ้ามากมาย และใส่หมวกหนังสัตว์แต่เค้าหน้าคมคาย ดวงตาทอประกายอันพิสดารชนิดหนึ่ง กลับมิเคยพบพานมาก่อน

ฉี้อิงฉุดใจได้คิด รู้สึกว่าเป็นสายตาที่คุ้นเคยยิ่งนักหลังจากครุ่นคิดก็พลันหวนนึกถึงแฮ่โฮ้วคง ศิษย์อันดีเด่นของอลัชชีโลกันตร์ผู้นั้นก็มีสายตาเช่นนี้ แต่บุคคลนั้นย่อมมิใช่แฮ่โฮ้วคงทั้งนี้ก็เพราะแฮ่โฮ้วคงได้ไปกับกี้เฮี่ยงเค้งแล้ว

นางลอบระมัดระวัง กล่าวสืบไปว่า

“ทุกท่านดูเจดีย์หลังนี้ ได้มีรูกุญแจร้อยพันแห่งตามคำร่ำลือทุกๆ ช่องล้วนมีวิชาแขนงหนึ่ง ดังนั้นทุกคนภายในวงไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดโอกาส”

ในกลุ่มคนมีบุคคลหนึ่งส่งเสียงว่า

“โกวเนี้ยวางใจได้ นี่มิใช่วัตถุของวิเศษสามารถซุกซ่อนยึดครองได้”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“เราหาใช่เกรงว่าทุกท่านจะซุกซ่อนวิชา หากแต่หวั่นเกรงว่าพวกท่านมีจิตละโมบใคร่ได้มาก ล้วนตรวจดูพลังฝีมือทุกแขนง หากเป็นเช่นนั้นระยะเวลากับพละกำลังจะเสื่อมสูญไป กลับปราศจากประโยชน์ข้าพเจ้ามุ่งหวังว่าทั้งหมดเลือกฝึกปรือเพียงวิชาเดียวด้วย”

ทุกคนล้วนมิได้ส่งเสียง ฉี้อิงกล่าวว่า

“เกี่ยวกับเรื่องสถาบันอำมหิต ทุกท่านคงเข้าใจดี เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา ประมุขสถาบันอำมหิตอลัชชีโลกันตร์ ได้ฝึกฝนผู้ทรงฝีมือในเวลาหนึ่งหรือสองปีจะมีความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สามารถอาละวาดไปทั่ววงพวกนักเลง

เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า ในพวกท่านมีผู้คนฝึกปรือวิชาเทพยดาสะท้านโลก สามารถเป็นผู้นำของชนชาวธัมมะ หักล้างกับอลัชชีโลกันตร์ได้”

ผู้คนทั้งหมดจึงเข้าใจว่า นางไฉนจึงวิงวอนมิให้ทุกผู้คนละโมบวิชามากไป แต่ยังมีผู้คนกล่าวถามว่า

“อลัชชีโลกันตร์ ในเมื่อร้ายกาจถึงปานนี้ แต่ไฉนจึงคิดฝึกฝนยอดฝีมือแล้วค่อยอาละวาดสร้างเภทภัย”

“ถามไถ่ได้ประเสริฐ อลัชชีโลกันตร์หากมิมีความคร้ามเกรงยอดคนแห่งยุคทั้งสามท่าน ก็คนปรากฏตนขึ้นแล้ว และยอดคนทั้งสามมิใคร่ยุ่งเกี่ยวกับชนชาวโลก แต่ด้านพลังฝีมือทุกท่านคงมิสงสัย เนื่องจากหนึ่งเป็นซือแป๋ของกิมเม้งตี้ หนึ่งเป็นอาจายร์ของซิเล้งอีกหนึ่งคือซือแป๋ข้าพเจ้า”

ผู้คนทั้งหมดพากันผงกศีรษะ ฉี้อิงได้กล่าวว่า

“แต่ยอดคนทั้งสามท่าน มีอายุสูงวัยแล้ว และมิข้องแวะกับโลกีย์วิสัย ดังนั้นอลัชชีโลกันตร์หากฝึกฝนยอดฝีมือสำเร็จ ปรากฏกายอย่างเปิดเผย ก็ต้องบังเกิดมหันตภัยอย่างที่โบราณกาลไม่เคยมีมาก่อน หากแม้นทุกท่านมิหาทางช่วยเหลือ ก็ต้องยินยอมเป็นข้าทาสของสถาบันอำมหิตอยู่อย่างอัปยศอดสู”

นางกล่าวอย่างหนักแน่นจริงจัง และความมุ่งหวังก็เพียงแต่ขอให้ผู้คนฝึกปรือฝีมือแขนงเดียวอย่างมานะบากบั่น จึงมิมีผู้ใดคลางแคลงสงสัยวาจาของนาง

ฉี้อิงพลันส่งเสียงดังๆ ว่า

“อลัชชีโลกันตร์มีเล่ห์อุบายลึกล้ำ มิแน่นักว่าได้ส่งผู้คนปะปนอยู่ในกลุ่มพวกเรา คอยหาโอกาสทำลายล้าง ทุกท่านอย่าได้เลินเล่อ!”

กลุ่มผู้ทรงฝีมือล้วนแต่สะท้านใจวาบ หันมามองหน้ากัน หาทราบไม่ว่า ที่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าวา ยืนหยัดไว้ด้วยอุ้ยฮูหยินกับจับฮึงไต้ซือ

อุ้ยฮูหยินมีดวงตาทอประกายอำมหิตกล่าวว่า

ผู้คนยี่สิบกว่าคนนี้รนหาที่ตาย มิอาจโทษว่าตระกูลอุ้ยเราโหดเหี้ยมทารุณเลย”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ท่านรู้สึกว่ามิอาจไม่ลงมือหรอกหรือ?”

“เอ๊ะ หากมิคิดลงมือ พวกเราไยต้องอยู่เฝ้าเป็นเวลาหนึ่งเดือน บัดนี้เรื่องราวง่ายดายขึ้นมากนัก ขอเพียงแต่สังหารพวกนั้นช่วงชิงประแจทองมา นับแต่นี้ไปก็มิมีผู้ใดมาที่เจดีย์ทองคำอีก”

นางหยุดยั้งไปเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า

“ตระกูลอุ้ยมีภารกิจพิทักษ์ดูแลเจดีย์ทองคำ ทุกผู้คนในตระกูลจำต้องปฏิบัติตาม ท่านกล้าขัดขืนด้วย?”

จับฮึงไต้ซือถอนหายใจออกมากล่าวว่า

“อาตมาได้พึ่งพิงต่อสถาบันสงฆ์ ไหนเลยจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อา….”

“เฮฮะ ท่านเป็นหลวงจีนย่อมแตกต่างไป แต่เราเมื่อเป็นคนของตระกูลอุ้ย ก็ต้องทำหน้าที่ปกป้อง กระนั้นเถอะ ท่านปลีกตัวไปเราลงมือจัดการเพียงลำพังเอง”

“ในยามนี้อาตมามิอาจปลีกตัวเลย ควรทราบว่าผู้คนเหล่านี้แม้มีจำนวนมากมาย แต่ล้วนธรรมดาสามัญหากทว่าท่านออกไปเพียงลำพังยังคงเป็นอันตราย”

“มิต้องให้ท่านกังวลใจ ผู้คนเหล่านั้นมีเพียงฉี้อิงที่สูงส่ง แต่นางแม้กระทั่งย้งยี้ก็มิใช่คู่มือ เราพอลงมือสามารถจักกานางได้”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ยังมีปึงเซียะแห่งคุนลุ้นกับนางแมงมุมขาว รับทราบว่าก็สูงส่งยิ่ง ท่านมีเพียงลำพัง ย่อมตกอยู่ในวงล้อมอันตราย”

“ทารกเหล่านั้นจะมีความสามารถสักเท่าใด หลายปีผ่านมานี้เรามีพลังฝีมือรุดหน้าอย่างใหญ่หลวง นอกจากพลังการฝึกปรือมิอาจทัดเทียมท่าน แต่ในเชิงกระบี่เกรงว่าท่านมิอาจเอาชัยเรา ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามแม้มีมากมาย แต่วิชากระบี่เทพยดาตระกูลเรา มีความคล่องแคล่วปราดเปรียว แม้อยู่ท่ามกลางกองทัพ ก็สามารถเคลื่อนไหวโดยมิติดขัด”

จับฮึงไต้ซือจึงเงียบงันไป มันทราบดีว่าวิชาฝีมือของทุกค่ายสำนัก มิอาจเปรียบเทียบกับวิชากระบี่เทพเจ้าไร้เทียมทานของตระกูลอุ้ย ดังนั้นผู้ทรงฝีมือเบื้องหน้าแม้มีขุมกำลังมหาศาล แต่อุ้ยฮูหยินอาศัยกระบี่เล่มเดียว สามารถอาละวาดล้างผลาญตามใจชอบ โดยเฉพาะพวกฉี้อิงปึงเซียะ หากบุกล้ำหน้าเข้าไปก็มิมีทางรอดชีวิต!

ทันใดนั้นทางด้านหลังได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น อุ้ยฮูหยินเบือนศีรษะมองไป ก็บังเกิดความปีติลิงโลดกล่าวว่า

“อ้อ โฮ้วยี้กับย้งยี้พากันมาแล้ว”

แลเห็นหนึ่งบุรุษหนึ่งดรุณีจูงมือกันวิ่งตะบึงมา ฝ่ายบุรุษมีความสง่าคมคาย คลับคล้ายกับอุ้ยเซี่ยวย้ง เพียงแต่ร่างสูงตระหง่านกว่านางเล็กน้อย

ทั้งสองวิ่งตะบึงเข้าใกล้ อุ้ยเซี่ยวย้งถาโถมเข้าไปในอ้อมอกของบิดา อุ้ยอิกโฮ้วกลับเกาะกุมมารดากล่าวเบาๆ ว่า

“มารดา ผู้บุตรกลับมาแล้ว”

อุ้ยฮูหยินพิจารณาดูบุตรชาย แลเห็นมันมีท่วงท่ากระปรี้กระเปร่า รู้สึกว่าเติบโตกว่าสองเดือนก่อนมากมายนัก จึงบังเกิดความปลื้มประโลมใจกล่าวว่า

“เจ้ามาได้ประเสริฐ รีบเข้าไปกราบพบบิดาเจ้า”

อุ้ยอิกโฮ้วเข้าไปโขกศีรษะคารวะต่อผู้เป็นบิดาผู้คนทั้งตระกูลนี้ หลายปีที่ผ่านมา มิเคยพบหน้ากันคาดมิถึงว่าการอยู่รวมทั้งครอบครัวเป็นครั้งแรก กลับเป็นพื้นหิมะอันเวิ้งว้าง

อุ้ยฮูหยินกล่าวอีกว่า

“บุคคลเล่านั้นคิดจะเปิดเจดีย์ทองคำ โฮ้วยี้บิดาเจ้าได้ออกบวช ย่อมมิอาจลงมือฆ่าฟัน เจ้าเป็นบุรุษเพศเพียงคนเดียวในตระกูลอุ้ย จึงต้องช่วยเหลือมารดากำจัดกวาดล้างผู้คนทั้งหมด

อุ้ยอิกโฮ้วงงงันไปเล็กน้อย แล้วจึงส่งเสียงรับคำ อุ้ยเซี่ยวย้งมีเรือนร่างสั่นระริก จับฮึงไต้ซือเข้าไปเป็นอย่างดี แต่มันก็อับจนปัญญา ได้แต่โอบกอดผู้เป็นบิดา ถอนหายใจเบาๆ

ชั่วครู่ต่อมา จับฮึงไต้ซือพลันตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ผลักร่างของอุ้ยเซี่ยวย้งออกห่าง กล่าวกับอุ้ยฮูหยินว่า

“ท่านอย่าเพิ่งลงมืออย่างวู่วาม รอให้เราออกไปเพียงลำพัง หากแม้นสามารถทวงถามประแจทองกลับมา ก็เลิกรากันเช่นนั้นเถอะ”

อุ้ยฮูหยินกล่าวว่า

“พวกมันไหนเลยจะยินยอมมอบประแจทองอย่างง่ายดายเล่า?”

“เราจะทดลองดูก่อน หากเป็นผลสำเร็จ ภายภาคหน้าก็มิต้องยุ่งยากอีกแล้ว”

กล่าวจบก็ก้าวเท้าออกไป อ้อมเป็นวงกว้างเข้าสู่กลุ่มคน

ในยามนั้นฉี้อิงได้กล่าววาจาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะลงมือเปิดเจดีย์ทองคำ จับฮึงไต้ซือพลันแหวกฝ่าผู้คนออกมา ส่งเสียงสรรเสริญพระคุณดังกังวาน

สำเนียงของมันสั่นสะเทือนแก้วหูผู้รับฟังจนอื้ออึงคล้ายดั่งระฆังมหึมาดังกังวานขึ้นที่ริมโสต ดังนั้นทุกผู้คน จึงจับจ้องมองหาผู้ที่มีพลังฝีมืออ่อนด้อย ถึงกับใช้มือปิดใบหู

ฉี้อิงกลอกกลิ้งดวงตาตลบหนึ่งกล่าวว่า

“ไต้ซือมีคำแนะนำประการใดหรือ”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“มิผิด อาตมาขอตักเตือนพวกท่านอย่าได้คิดเปิดเจดีย์ทองคำ”

ผู้ทรงฝีมือทั้งหมด สำนึกทราบว่าได้รับความยุ่งยากแล้ว ฉี้อิงกล่าวว่า

“ผู้เยาว์มิเข้าใจความหมายในวาจาของไต้ซือ”

ฉี้โกวเนี้ย อาตมาเมื่อหลายสิบปีก่อน เคยพบหน้าซือแป๋ของท่านคราหนึ่ง ท่านเมื่อเป็นทายาทของเทพธิดาแซ่เสียว ก็น่าปิติลิงโลดยิ่ง…อาตมามีภาระเฝ้าดูแลเจดีย์ทองคำ ไม่ให้ผู้คนมารุกราน ฉี้โกวเนี้ยขอให้มอบประแจทอง นำพาผู้คนจากไป อาตมาก็จะสำนึกในพระคุณ”

ปึงเซียะสั่นศีรษะกล่าวว่า

“ไต้ซือรู้สึกว่าเป็นบรรพชิตผู้สูงส่ง พลังฝีมือลึกล้ำไฉนจึงข้องแวะกับโลกีย์วิสัย ขัดขวางการที่พวกเราแสวงหาความรุดหน้าในวิชาฝีมือเล่า?”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“อาตมาได้ยินฉี้โกวเนี้ยกล่าวว่า ต้องการฝึกปรือไม้ตายบางประการจากเจดีย์ทองคำ เพื่อต้านรับวิชาหัตถ์เทพยดาไร้เทียมทาม หากเป็นเช่นนั้น พวกท่านมิจำเป็นต้องปิดเจดีย์ทองคำเลย

ทั้งนี้ก็เพราะภายในเจดีย์ทองคำแม้จะจารึกวิชาฝีมือนับร้อยพันแขนง แต่ไม่มีวิชาใดสามารถใช้ต่อต้านกับดาบพุทธไร้เทียมทาน หัตถ์เทพยดาไร้เทียมทาน กระบี่เทพเจ้าไร้เทียมทานเลย  เพราะเหตุนี้พวกท่านแม้จะได้ฝึกปรือฝีมือจากเจดีย์ทองคำ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างไร”

ฉี้อิงขมวดคิ้วมิส่งเสียง ส่วนผู้ทรงฝีมือได้เริ่มซักไซ้ถามไถ่ต่างๆ นานา โดยมิใคร่มีมารยาท จับฮึงไต้ซือก็มิมีโทสะกล่าวว่า

“ความจริงก็อาจโทษว่า พวกท่านมิเชื่อถือวาจาของอาตมา เนื่องจากอาตมาไม่มีชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน และทุกท่านไม่เคยเห็นสามยอดวิชาที่อ้างอิงนั้นเอง”

ฉี้อิงกล่าวขึ้นว่า

“ถูกต้อง ไต้ซือสมควรอ้างเหตุผลจนทุกผู้คนเชื่อถือสำหรับข้าพเจ้ามิมีความเห็น ความจริงคราก่อนกี้เฮียงเค้งเจ้เจ๊ได้คาดคะเนแล้วว่า ในเจดีย์ทองคำแม้มีวิชาฝีมือมากมาย แต่เกรงว่ามิอาจเปรียบเทียบกับไม้ตายทั้งสามแขนง

นางยังกล่าวว่า มีแต่ซิเล้งที่ทรงภูมิปัญญา จึงสามารถเข้าไปทดลองดูสักคราหนึ่ง ส่วนบุคคลอื่นแม้จะได้วิชาฝีมือยอดเยี่ยมก็ไม่มีทางสำเร็จในเวลาสั้นๆ”

ฉี้อิงจับจ้องฮึงไต้ซือแล้วกล่าวว่า

“หากแม้นไต้ซือพิสูจน์ได้ว่า วิชาฝีมือในเจดีย์ทองคำ มิอาจเปรียบเทียบกับสามไม้ตายไร้เทียมทานผู้เยาว์ก็ยินยอมมอบประแจทอง ไม่ขออยู่ในที่นี้อีกต่อไป

จับฮึงไต้ซือเงียบงันไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า

“อาตมาทราบว่าต้องกระทำเช่นนั้น แต่เรื่องนี้ยากจะพิสูจน์ อาตมาอาจสามารถใช้วิชาฝีมือประจำตัวทดลองประมือกับโกวเนี้ยจนท่านยินยอมเชื่อถือก็ได้”

ปึงเซียะคอยดูแลเอาใจใส่ฉี้อิงตลอดเวลา ในยามนี้สะอึกกายออกไปกล่าวว่า

“วาจาของไต้ซือมีเหตุผล ผู้เยาว์ยินดีรับคำแนะนำจากไต้ซือก่อนสักสองสามกระบวนท่า”

“ท่านเข้ามาก่อนก็ได้ และฉี้โกวเนี้ยสามารถลงมือช่วยเหลือทุกขณะ…รวมทั้งทุกท่านชุมนุมอยู่ หากจะกลุ้มรุมก็มิเป็นไร?”

จับฮึงไต้ซือเอื้อนเอ่ยอย่างจริงจัง และบุคลิกก็สงบสำรวม เหลือบแลวูบเดียวจะทราบได้ว่า หาใช่ชนชั้นอธรรมไม่ แลเห็นมันเบือนหน้าไปทางกลุ่มผู้ทรงฝีมือกล่าวว่า

“มิทราบว่าท่านผู้ใดยินยอมยื่นกระบี่ให้แก่อาตมา”

ในกลุ่มคนศิษย์สำนักบู๊ตึงผู้หนึ่ง  ได้ปลดกระบี่รวมทั้งฝักสะบัดเหวี่ยงมา จับฮึงไต้ซือยื่นมือรับไว้ ชักกระบี่ออกจากฝัก สะบัดวูบหนึ่ง ตัวกระบี่ได้สั่นพลิ้วส่งเสียงดังอึงอล

มันชมเชยว่าเป็นกระบี่อันประเสริฐ แล้วกวาดสายตามองไป แลเห็นปึงเซียะได้ถอดชุดหนังคลุมร่างออกมา มือกระซับกุมกระบี่ยาว ท่วงท่าเคร่งขรึมสำรวม

ปึงเซียะได้กำเนิดจากค่ายสำนักมารตฐานอย่างแท้จริง เพียงบุคลิกก็แสดงอานุภาพ กระบี่พอถือมั่นตลอดเรือนร่างก็ผนึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวกระบี่จนสอดคล้องกลมกลืน

จับฮึงไต้ซือผงกศีรษะกล่าวว่า

“บุคลิกอันดีเด่น อาตมาจะใช้กระบี่ท่าสุริยันสาดส่องหล้าดูว่าท่านจะคลี่คลายอย่างไร?”

มันขณะบอกนามกระบวนท่า ก็วาดมือกรีดปาดเล็กน้อย ผู้ทรงฝีมือที่ชุมนุมอยู่ ต่างก็ครุ่นคิดว่า ตัว้องจะปัดป้องแก้ไขอย่างไร

ฉี้อิงพลันสะท้านใจอย่างรุนแรง แทบจะอุทานออกมา ที่แท้นางจดจำได้ว่า กระบวนท่านี้คือวิชากระบี่อุ้ยเซี่ยวย้ง ซึ่งปลอมเป็นอุ้ยเอี้ยงเคยใช้ออกมา

ปึงเซียะส่งสียงหนักๆ ว่า

“ไต้ซือลงมืออย่างเต็มที่”

จับฮึงไต้ซือจึงรั้งกระบี่ขึ้นสูงเสมออก ทิ่มแทงออกไปอย่างราบเรียบ ความเร็วมิเชื่องช้าไม่ฉับไว ซึ่งก็หมายความว่ากระบี่ของมันนี้ สามารถจู่โจมอย่างรวดเร็ว หรือลงมืออย่างแช่มช้าก็ได้ ประหลาดพิสดารเป็นที่ยิ่ง

กระบวนท่านี้ ส่วนที่สูงส่งลึกล้ำ ก็อยู่ที่สภาวะของกระบี่ยามใช้ออก ซึ่งฝ่านตรงข้ามไม่มีทางคาดคะเนได้ว่า กระบี่นี้จะทิ่มแทงมาถึงเมื่อใด

เมื่อเป็นเช่นนี้ คู่ต่อสู้ย่อมมิสามารถคลี่คลาย ทั้งนี้ก็เพราะในเมื่อไม่อาจคำนวณความช้าเร็วของระยะเวลา ขณะลงมือปิดป้อง จะมั่นใจได้อย่างไร สามารถรับท่ากระบี่ที่พุ่งมา?

ปึงเซียะก็ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยุ่งยากลำบากใจจริงๆ แต่มันก็มิอาจไปลงมือต้านรับ หากแม้นชักช้ากระบี่ศัตรูพุ่งมาถึงทรวงอกก็มิทันท่วงทีแล้ว

มันในยามอับจนปัญญา ได้พุ่งทะยานขึ้นไปเบื้องบนอากาศส่งเสียงกู่ร้องดังกังวาน ใช้แนววิชาประจำสำนักคุนลุ้น ชะลอร่างอยู่กลางอากาศเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเป็นพุ่งไปทางซ้ายมือ

แต่มิว่าปึงเซียะก็ดี ผู้ชมการต่อสู้ก็ดี ล้วนแต่บังเกิดความแตกตื่นตระหนก

การที่ปึงเซียะผิดหวัง เพราะรู้สึกว่าพลังกระบี่ของคู่ต่อสู้คลายดั่งระลอกคลื่น โถมทะลักเข้ามาโดยมิหยุดยั้งขาดตอน ทำให้มันมิเพียงแต่ไม่อาจสลัดหลุดแม้กระทั่งสายตาก็สูญเสียความปราดเปรียว ไม่มีทางตรวจพบว่า ฝ่ายตรงข้ามเข้าใกล้มาในรัศมีใด

ซึ่งก็หมายความว่า มันได้ถูกพลังกระบี่ของจับฮึงไต้ซือครอบคลุมเอาไว้ จนไม่อาจเห็นชัดว่า จับฮึงไต้ซือที่แท้เข้าใกล้มาจน ห่างกันเพียงห้า หรือแผ่พุ่งพลังกระบี่ขณะอยู่ห่างไกล?

ส่วนผู้ชมการต่อสู้เห็นอย่างชัดเจนว่า จับฮึงไต้ซือมิได้ลอยพ้นขึ้นจากพื้นดิน เรือนร่างคล้างดั่งเมฆพลิ้วละลิ่วล่อง เคลื่อนไหวตามปึงเซียะด้วย

ผู้ที่ชมดูล้วนมีความรอบรู้ ทราบดีว่าสภาพครั้งนี้น่าตระหนกสะท้านโลก เนื่องจากปึงเซียะได้โลดแล่นอยู่กลางอากาศ ความเร็วย่อมว่องไวยิ่ง กอปรกับมันมีปฏิกิรยาเคลื่อนไหวเอง  จะไปทางซ้ายขวา ก็แล้วแต่การตกลงใจของมัน

ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ที่ไล่ล่าความเร็วย่อมมิอาจทัดเทียมกับมัน และเมื่อมิอาจคาดคำนวณทิศทางของมัน ก็จะติดตามอย่างไร

แต่ทว่าจับฮึงไต้ซือกลับติดตามได้อย่างกระชั้นชิด ขณะที่ปึงเซียะเพิ่งพลิ้วร่างลง มันก็พุ่งเข้าถึง กระบี่ยาวมิเปลี่ยนแปลงท่าร่าง จู่โจมเข้าใส่ปึงเซียะ

ในยามที่จับฮึงไต้ซือเคลื่อนไหว มิได้ก่อกวนจนผงคลีคละคลุ้ง ทั้งว่องไวทั้งมั่นคง หากแม้นจะสมมุติ ปึงเซียะก็คือแม่เหล็ก ส่วนจับฮึงไต้ซือเป็นเหล็ก ทั้งสองสิ่งดึงดูดต่อกันอย่างยากสลัดพ้น

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกผู้ทุกคน นางแมงมุมขาวได้ตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว ดาบคู่กรีดเป็นประกายเจิดจ้าสองสาย จู่โจมใส่ราวกับสายฟ้า โหดเหี้ยมดุร้ายยิ่งนัก

จับฮึงไต้ซือแม้ศีรษะก็มิเบือนกลับ วาดมือสะบัดกระบี่ไปทางด้านหลัง ได้ยินเสียงดังเปรื่อง เมื่อฟาดถูกคมดาบในมือซ้ายของนางแมงมุมขาว แลเห็นจับฮึงไต้ซือตวัดกระบี่ครั้งหนึ่ง นางแมงมุมขาวก็อดมิได้ต้องพุ่งไปเบื้องหน้า ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับปึงเซียะ

ท่ากระบี่นี้จับฮึงไต้ซือสำแดงออกไปตามสภาวะ กลับมีความปราดเปรียวพิสดาร หมดจดสง่างามอย่างสุดแสน ในกลุ่มผู้มีฝีมือมีอยู่เจ็ดแปดคนที่ส่งเสียงร้องชมเชย

ปึงเซียะกับนางแมงมุมขาว พอยืนหยัดเคียงคู่กันก็มีกำลังขวัญเพิ่มพูนขึ้น พุ่งกระบี่จู่โจมดาบโดยพร้อมเพรียงกัน กลับกลายเป็นประกายเจิดจ้าอย่างสุดคณานับ ประเดประดังเข้าใส่

จับฮึงไต้ซือมิทราบว่า ล่าถอยไปอยู่ในระยะห่างอันเหมาะสมได้อย่างไร กระบี่ยาวรั้งขึ้นสูง ใช้กระบวนท่าสุริยันสาดส่องหล้าจู่โจมอีก ในยามนี้ปลายกระบี่จี้ใส่คู่ต่อสู้สองคน แต่ในความรู้สึกของปึงเซียะนางแมงมุมขาว หรือผู้ชมการต่อสู้อยู่ต่างเห็นว่ากระบี่เดียวสามารถจู่โจม ต่อพวกมันสองคนโดยพร้อมเพรียงกัน

หากวิจารณ์ความลึกล้ำของเพลงกระบี่ เกรงว่าไม่มีกระบี่ใดสูงส่งกว่าจับฮึงไต้ซือแล้ว ฉี้อิงแลเห็นว่าผิดท่าไป หากนางมิลงมือปึงเซียะกับนางแมงมุมขาว คงต้องยอมรับการพ่ายแพ้ นางตวาดเบาๆ รีบพุ่งร่างออกไป แส้พายุดำฟาดฝ่าอากาศ กวาดใส่ส่วนศีรษะของจับฮึงไต้ซือ

นางพอลงมือก็ใช้วิชาในสี่กระบวนท่าขับจันทร์ ซึ่งซือแป๋ของนางนงคราญยะเยือกได้บัญญัติขึ้น มีความพิสดารไร้ที่สิ้นสุด

จับฮึงไต้ซือจำแนกทิศทาง โดยฟังจากต้นเสียงทราบซึ้งถึงความเร็ว และท่าร่างของนาง ปากได้อุทานดังเอ๊ะ เรื่อนร่างพลันพลิ้วเฉียงๆ ไปทางด้านซ้ายหลายเชียะ หลบเลี่ยงจากท่าแส้

ฉี้อิงก็ชะงักร่างเอาไว้ ประจวบเหมาะกับยืนเรียงรายร่วมกับปึงเซียะและนางแมงมุมขาว

กลุ่มผู้ทรงฝีมือพากันระบายลมหายใจยาวๆ ออกมา เนื่องจากฉี้อิงยามลงมือ ผิดแผกจากผู้อื่น สามารถบังคับจนจับฮึงไต้ซือแฉลบหลบ มิคล้ายดั่งนางแมงมุมขาว ไม่ถึงหนึ่งกระบวนท่าก็ถูกฝ่ายตรงข้ามชักนำให้พุ่งไปเบื้องหน้าอย่างมิอาจควบคุมตัว

จับฮึงไต้ซือตวัดกระบี่ยาวขึ้นอีก กลับยังเป็นท่าสุริยันสาดส่องหล้า ในยามนี้ฝ่ายตรงข้ามมีทั้งสิ้นสามคน แต่อานุภาพกระบี่ของมัน สามารถครอบคลุมทั้งสามคนเอาไว้

ฉี้อิงขยับข้อมือสะบัดแส้ ม้วนพันกระบี่ของคู่ต่อสู้พลางตวาดว่า

“นางแมงมุมขาว จู่โจมท่อนล่างของมัน”

นางแมงมุมขาวจู่โจมดาบตามคำสั่ง ปึงเซียะก็เข้าใจดี พุ่งกระบี่ใส่ร่างท่อนกลางของศัตรู เมื่อเป็นเช่นนี้จับฮึงไต้ซือยังใช้กระบี่ ก็ต้องถูกทำร้ายถึงสองทาง

จับฮึงไต้ซือหัวร่อเบาๆ ฟาดกระบี่ออก ยื่นเท้าออกไปยุบส่วนท้องน้อย ในเวลาโดยพร้อมเพรียงกัน ได้สลายสามกระบวนท่าตีโต้ของคู่ต่อสู้

แลเห็นกระบี่ยาวของมันฟาดถูกแส้พายุดำ จนปลายแส้ปล่อยห้อยลง ส่วนเท้าก็เหยียบถูกดาบในมือขวาของนางแมงมุมขาวติดกับพื้นดิน นางแมงมุมขาวนอกจากฟันดาบใส่เท้าศัตรู ก็มิมีทางชิงดาบกลับมา

และกระบี่ของปึงเซียะก็พลาดเป้าหมาย อีกเพียงเล็กน้อยก็จะแทงถูกท้องน้อยศัตรู แน่นอน เนื่องจากจับฮึงไต้ซือคำนวณตำแหน่งอย่างแม่นยำ ความจริงท้องของมันสามารถยุบเข้าไปอีกครึ่งเชียะ แต่ขณะนี้กระทำได้อย่างเหมาะเจาะ หากยุบมากไปก็แสดงว่ามิสูงเยี่ยม

ทั้งสองฝ่ายในยามนี้ ได้ชะลอชะงักไปชั่ววูบราวกับนัดแนะกันไว้ นางแมงมุมขาวจึงรีบกรีดดาบในมือซ้ายใส่ข้อเท้าฝ่ายตรงข้ามดึงดาบอีกเล่มหนึ่งกลับมา

ปึงเซียะก็จู่โจมกระบี่ฟันใส่ข้อมือฝ่ายตรงข้ามอย่างพลิกแพลง และแส้พายุดำของฉี้อิงได้สะบัดฟาดออกอย่างฉับไว

การตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดของทั้งสาม ล้วนประสบความล้มเหลว จังฮึงไต้ซือได้พลิ้วถอยไปสองเชียะ ยืนหยัดปานบรรพต

ฉี้อิงกล่าวว่า

“มิต้องต่อสู้อีกแล้ว!”

ปึงเซียะกล่าวว่า

“มิผิด หากต่อสู้อีกก็เท่ากับแส่หาความอัปยศเท่านั้น”

นางแมงมุมขาวย่อมมิมีความเห็น และจับฮึงไต้ซือยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“หากแม้นโกวเนี้ยมอบประแจทองออกมา อาตมาก็จะตื้นตันใจยิ่ง”

ฉี้อิงพลันกล่าวว่า

“ไต้ซือ กับอุ้ยเอี้ยงเฮีย ผู้นั้นมีความสัมพัธ์อย่างไร?”

วาจาพอเอ่ยออก ได้สร้างความสนใจให้กับกลุ่มผู้ทรงฝีมือ จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“โกวเนี้ยไฉนจึงถามไถ่เช่นนี้?”

“เพราะว่าไต้ซือก็ใช้วิชากระบี่เทพเจ้าไร้เทียมทานด้วย!”

“โกวเนี้ยมีสายตาคมกล้ายิ่ง”

“ผู้เยาว์ตลอดเวลา มิทราบว่าอุ้ยเอี้ยงเฮียใช้วิชากระบี่อันใดจวบจนได้เห็นไต้ซือแสดงออก รู้สึกว่าปราดเปรียวประหนึ่งเทพเจ้าจึงเข้าใจได้ ขอรับทราบความสัมพันธ์ของพวกท่าน”

“มันเป็นชั้นบุตรหลานของอาตมา แต่อาตมาได้ออกบวชสิบกว่าปี มิยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกมันแล้ว”

ฉี้อิงถอนหายใจกล่าวว่า

“อาศัยศักดิ์ศรีของไต้ซือ วาจาที่เอ่ยอ้างย่อมเชื่อถือได้ ดังนั้นวิชาในเจดีย์ทองคำ จะฝึกหัดหรือไม่ก็มิจำเป็น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าชนชาวบู๊ลิ้มมุ่งหวังมาเนิ่นนาน ผู้เยาว์ไหนเลยจะมอบประแจทองออกไปอย่างง่ายดาย?”

“พวกมันหากรู้สึกว่ามิอาจต่อสู้กับอาตมา ย่อมได้แต่กลับไป”

“แต่บางคนจะเข้าใจว่า ผู้เยาว์แสร้งแกล้งออมมือ”

จับฮึงไต้ซือกล่าวว่า

“ท่านลองถามพวกมันว่า มีผู้ใดคลี่คลายกระบวนท่าสุริยันสาดส่องหล้าของอาตมาหรือไม่ และอาตมาขอประกาศว่า พอได้ประแจทองแล้ว ก็จะเหวี่ยงลงไปในแม่น้ำ พิสูจน์ว่าเราท่านต่างมิมีจิตยึดครอง”

ผู้ทรงฝีมือทั้งหมดมิมีผู้ใดคลี่คลาย ท่าสุริยันสาดส่องหล้าได้ ในกลุ่มคนพลันปรากฏบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวยาวๆ ออกมา กล่าวว่า

“หากแม้นในเจดีย์ทองคำ วิชาฝีมือที่จารึกอยู่ มิอาจเปรียบเทียบกับสามไม้ตายไร้เทียมทานพวกเราเปิดออกมาจะมีประโยชน์อันใด โกวเนี้ยมอบประแจทองให้กับไต้ซือรูปนี้เสียเถอะ”

ฉี้อิงเขม้นมองบุรุษผู้นั้น แล้วจึงผงกศีรษะกล่าวว่า

“ตกลง…ไต้ซือท่านมีสมญานามว่ากระไร?”

“อาตมา จับฮึง”

ฮี้อิงพลันประกาศว่า หากแม้นมีท่านผู้ใดไม่ยินยอมใจพร้อมใจ ก็สามารถพิสูจน์ฝีมือกับจับฮึงไต้ซือ รอจนไม่มีผู้คนออกมา ข้าพเจ้าจะมอบประแจทองไป”

ในกลุ่มคน พลันปรากฏบุคคลสี่ห้าคนแสดงตนออกมา ตระเตรียมพิสูจน์กับฮึงไต้ซือ…

ขณะนั้นเองซิเล้งในตำหนักลับ ประจวบเหมาะกับมีการพบเห็นใหม่ ที่ตนนั่งอยู่หน้าห้องเทพเจ้า เพิ่งตื่นขึ้นมา ได้ล้วงมือเข้าไปในถุงย่าม และกระทบถูกประแจเจดีย์ทองคำดอกที่มีอยู่บังเอิญ

ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซิเล้งมิเคยสัมผัสถูกประแจดอกนี้มาก่อน และขณะนี้หาให้มีเจตนาไม่ เพียงแต่ลูบคลำไปพบเท่านั้น

ซิเล้งกำประแจทอง ล้วงหยิบออกมาเล่นโดยไม่มีเรื่องราวกระทำ

บนประแจได้ผนวกป้ายทองเหลืองเล็กๆ ซึ่งสลักเป็นภาพชี้บ่งว่า ประแจนี้สามารถเปิดบานประตูบนเจดีย์ทองคำ

ทันใดนั้นซิเล้งรู้สึกว่า บนตัวประแจคล้ายดั่งมีลักษณะผิดปรกติ พอลูบคลำอย่างสนใจ คล้ายกับว่าได้สลักลวดลายหรือตัวอักษรอยู่

ดังนั้นซิเล้งจึงล้วงหยิบชุดไฟจุดขึ้นมา พอเพ่งพินิจก็เห็นมีอักษรสองแถว เขียนไว้ว่า

“ประตูเจดีย์ทองคำพอเปิดออก ก็เป็นเวลาเดียวกับประตูห้องเทพเจ้าเปิดออกด้วย”

ซิเล้งผงกศีรษะซุกเก็บชุดไฟ ทั่วทั้งบริเวณกลับคืนสู่ความมืดมิด และตนคำนึงว่า

“…ใช่แล้ว เทพโฉดสะท้านโพยม กับมหาสมณะโพธิสัตว์ ลงมือก่อสร้างเจดีย์ทองคำขึ้นหลงหนึ่ง จารึกวิชาฝีมือร้อยพันแขนง เจตจำนงของท่านทั้งสองย่อมมิคิดฝังวิชาเสีย

และคงคาดว่าอนุชนรุ่นหลังหากมีวาสนาใช้ประแจเปิดออก แลพหากแม้นในห้องเทพเจ้าก็มีแนววิชาทิ้งไว้ ถ้าเช่นนั้นประตูห้องกับเจดีย์ทองคำทางด้านบนเปิดออกโดยพร้อมเพรียงกัน ย่อมสอดคล้องยิ่งนัก สมควรตำนิพวกเราที่ไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง…”

ตนหากแม้นทราบว่าจับฮึงไต้ซือที่อยู่เบื้องบนกำลังขัดขวางพวกฉี้อิง มิยอมให้เปิดเจดีย์ทองคำ ก็คงต้องร้อนรุ่มกระวนกระวายใจ

แต่ทว่าหากคิดอย่างลึกซึ้ง ซิลเล้งแม้ได้รับวิชาอันยอดเยี่ยมจากห้องเทพเจ้า แต่ตนก็มิอาจออกจากตำหนักลับ ซึ่งนับว่าไม่มีประโยชน์เลย

ใต้เจดีย์ทองแวววาว จับฮึงไต้ซือกับฉี้อิงได้จับจ้องผู้คนที่ออกมา ซึ่งหลวงจีนชรารูปหนึ่ง นักพรตชรารูปหนึ่ง และชายชราเสื้อเหลืองท่วงท่าองอาจผู้หนึ่ง อีกผู้หนึ่งเป็นชายชราร่างงองุ้ม ในมือถือถุงหนังใบหนึ่ง

ด้านหลังของบุคคลทั้งสี่ ยังมีสองหลวงจีน สองนักพรตสองชายชราและหนึ่งบุรุษกลางคน ผู้คนขบวนนี้คล้ายดั่งเป็นศิษย์หรือบริวารของสี่คนแรก

ฉี้อิงเหลือบแลวูบเดียวก็จดจำได้ว่า หนึ่งในสองหลวงจีนคือฮุ้นฮงเซี่ยงซือ หนึ่งในสองนักพรตคือมุ่งเทียน ส่วนชายชราทั้งสองคือฉิ่งซาหงีกับเจ็ดก้าวเบิกภูผา สองหัวหน้ากองแห่งพรรคธงเหลือง และบุรุษกลางคนมีสมญาตุลาการโฉด

หากแม้นผู้ทรงฝีมือเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงผู้ติดตาม ถ้าเช่นนั้นบุคคลนำหน้าทั้งสี่ ย่อมต้องเป็นผู้นำของทุกสำนัก ดังนั้นทั่วทั้งบริเวณมีแต่ความเงียบสงัด บรรยากาศเขม็งตึงเครียดยิ่งนัก

จับฮึงไต้ซือก้มศีรษะคารวะต่อบุคคลทั้งสี่ กล่าวว่า

“ทุกท่านย่อมเป็นผู้มีศักดิ์ศรีอันสูงส่งอยู่ในวงพวกนักเลง อาตมาปรารถนาใคร่อยากจะรับทราบนาม”

ประกายตาของมันกวาดมองไปทางหลวงจีนชรากล่าวว่า

“ซือเฮียสมญานามว่ากระไร?”

หลวงจีนชรารูปนั้นเลิกคิ้วอันขาวโพลงกล่าวว่า

“อาตมาฮุยไฮ้มาจากเสียวลิ้มยี่”

ทุกผู้คนพอได้ยินว่า เจ้าสำนักเสียวลิ้มยี่ถึงกับมาด้วยตนเองก็บังเกิดความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวง

จับฮึงไต้ซือเบือนไปที่นักพรตชรารูปนั้น กล่าวว่า

“เต้าเฮีย (คำเรียกหานักพรตที่มีวัยทัดเทียม) เล่า?”

“อาตมา ยู้เชี่ยงชุน เป็นผู้ฝึกพลังฝีมืออยู่บนสำนักบู๊ตึง”

“ที่แท้เป็นเจ้าสำนักบู๊ตึงนั่นเอง สำหรับประสกเฒ่าที่องอาจท่านนี้…”

ชายชราเสื้อเหลืงที่มีท่วงท่าเหี้ยมหาญน่าเลื่อมใสได้กล่าวว่า

“เล้าฮูโง้วอุ้ย”

สำเนียงกังวานปานระฆังใหญ่ สั่นสะท้านจิตใจผู้คน จับฮึงไต้ซือผงกศีรษะกล่าวว่า

“ที่แท้เป็นประมุขพรรคธงเหลืองที่มีอานุภาพใหญ่โตที่สุด มิน่าเล่าจึงบุคลิกโอ่อ่าผิดแผกจากคนธรรมดา”

มันจับจ้องไปที่ชายชราร่างงองุ้มกล่าวอีกว่า

“ประสกเฒ่าผู้นี้จอนหูทั้งสองข้างแม้ขาวโพลง แต่ใบหน้าไม่มีริ้วรอยเหี่ยวย่น…”

ชายชราร่างงองุ้ม กล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า

“ชรา ชราแล้ว”

อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here