๔๒
♦ บุรุษประหลาด ♦
……………

ปึงเซียะดาหน้าออกไป ประสานมือคารวะ กล่าวว่า

            “ทุกท่านขวางทางเอาไว้ มิทราบว่ามีคำแนะนำประการใด?”

            หนึ่งในสามชายชรา สะอึกกายออกมาหนึ่งก้าวประสานมือขึ้นกล่าวว่า

“ท่านคงเป็นผู้ทรงฝีมือสำนักคุนลุ้นปึงเซียะเฮียแล้ว เล่าฮูยู้ไคกัง…”

ปึงเซียะพลิ้วกายลงจากหลังม้ากล่าวว่า

“ที่แท้เป็นท่านผู้อาวุโสแซ่ยู้ ซึ่งมีเกียรติภูมิในแถบฮั่นตงเป็นเวลาหลายสิบปี ผู้เยาว์กลับเสียมารยาทแล้ว”

ยู้ไคกังรีบกล่าวถ่อมตัว และชี้มือไปทางซ้ายมือกล่าวว่า

“ท่านผู้นี้คือผู้ลือนามแห่งคงท้ง อ๋วยคุ้งเฮีย”

พลางผายมือมาทางขวามือกล่าวว่า

“สำหรับท่านนี้คือผู้มีฝีมือจากเกี่ยมเกาะ (เคหากระบี่) เฮ้งเจียงเฮีย”

ปึงเซียะล้วนกล่าวคำว่า นับถือมาเนิ่นนาน และประสานมือคำนับทั้งสิ้น ซึ่งอ๋วยคุ้งกับเฮ้งเจียง ล้วนสำนึกทราบว่า ปึงเซียะมีความเป็นมาใหญ่หลวงศักดิ์ศรีก็สูงส่ง จึงต่างคารวะตอบกล่าวคำถ่อมตัว

ยู้ไคกังกล่าวอีกว่า

“ส่วนอีกสี่ท่านทางด้านนั้นคือ เทียนจุ้ยซี่ฮ้ง (สี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ย) ซึ่งมีเกียรติภูมิอยู่แถบทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ปึงเซียะกล่าวเสริมว่า

“ข้าพเจ้ายามเร่งรุดมาแผ่นดินตงง้วน เคยรับทราบชื่อเสียงสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยมาแล้ว และจดจำได้ว่าผู้กล้าอันดับหนึ่งนามซิมไผ่ อันดับสองนามฮ่วมเซี้ยง อันดับสามนามคิวเกี๋ยง อันดับสี่นามตวนซิว”

สุดท้ายยู้ไคกังได้แนะนำบุรุษหนุ่มคมคายผู้นั้นว่า

“ท่านผู้นี้คืออุ้ยเอี้ยงเฮียแห่งง่อไบ๊ แม้มีอายุเยาว์วัยแต่แตกฉานเพลงกระบี่ของง่อไบ๊ มีพลังฝีมืออันสูงล้ำน่าตระหนก…”

ปึงเซียะเป็นผู้มีความสุขุมเยือกเย็น จึงประสานมือคารวะกล่าวว่า

“ที่แท้เป็นอุ้ยเฮีย ข้าพเจ้าคราก่อนเคยพบพานผู้อาวุโสสำนักท่านหนึ่ง มีนามเก็งอิกเล้ง มิทราบว่ากับอุ้ยเฮียมีคำเรียกหาว่ากระไร?”

อุ้ยเอี้ยงกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“เรากับมันไม่มีความสัมพันธ์แม้แต่น้อย!”

วาจาพอเอ่ยออก แม้แต่พวกยู้ไคกังก็งงงันไป ทั้งนี้ก็เพราะเก็งอิกเล้งคือบุคคลอันลือนามของสำนักง้อไบ๊ท่องเที่ยวมาเนิ่นนานปี อุ้ยเอี้ยงผู้นี้กลับมิมีความเคารพเลย มิทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด?

ยู้ไคกังเป็นนักเลงเก่าที่โชกโชน จึงกล่าวสอดว่า

“บอกกล่าวความสัตย์ อุ้ยเฮียท่านนี้ พวกเราเพิ่งรู้จักเมื่อคืนนี้เอง… ยามบอกเล่าก็ต้องสูญเสียเวลาปึงเฮียอยู่บ้าง เนื่องจากพวกเล่าฮูเมื่อวานนี้ ขณะแวะรับประทานอาหารในเมืองอังคัน ได้สนทนากันว่าจะขอเรียนถามซิเล้งเฮียกับฉี้โกวเนี้ยเกี่ยวกับเรื่องราวประการหนึ่ง

อุ้ยเฮียประจวบเหมาะกับนั่งดื่มกินอยู่โต๊ะข้างเคียง พอได้ยินจึงแสดงเจตนาจำนงกับพวกเล่าฮูว่า ต้องการพบพานซิเฮียฉี้โกวเนี้ยด้วย ดังนั้นในวันนี้จึงพากันมาดักรอพบ”

มันพอเอื้อนเอ่ย ก็ประกาศเจตนารมณ์ที่ขวางทาง และยังอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมันกับอุ้ยเอี้ยงผู้นั้น

ปึงเซียะอุทานดังอ้อกล่าวว่า

“ที่แท้ผู้อาวุโสทุกท่าน ต้องการพบพานซิเฮียกับฉี้อิงโกวเนี้ย เพียงมิทราบว่ามีคำแนะนำอันใด?”

มันเมื่อกล่าวเช่นนี้ ก็แสดงว่าเป็นตัวแทนของซิเล้งฉี้อิงทั้งสอง ซึ่งพวกยู้ไคกังก็รับทราบมาว่า ปึงเซียะผู้นี้ทรงฝีมือสูงล้ำ มีศักดิ์ศรีเป็นผู้แทนได้

แต่ทว่าอุ้ยเอี้ยงผู้นั้น พลันแค่นเสียงอย่างเย็นชากล่าวว่า

“ท่านเมื่อแซ่ปึง หาใช่แซ่ซิหรือฉี้ไม่ ผู้ใดให้มาสอดมือยุ่งเกี่ยว”

ปึงเซียะมีใบหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า

“อุ้ยเฮียที่แท้มีคำแนะนำประการใด?”

อุ้ยเอี้ยงกลับถอยกายมาสองก้าว แหงนหน้ามองท้องฟ้า กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

“ไหนเลยจะต้องปฏิบัติตามความต้องการของท่าน เรากลับจะรอจนพวกท่านสะสางเรื่องราวกันแล้ว ค่อยประกาศเจตนารมณ์”

ทุกผู้คนรู้สึกว่า อุ้ยเอี้ยงผู้นี้มิยอมคำนึงถึงระเบียบกฎเกณฑ์ของวงพวกนักเลง ปฏิบัติการตามอารมณ์ มีความยโสผยองยิ่ง

ปึงเซียะเป็นบุคคลที่สุขมลึกซึ้ง จึงไม่นำพาปรารมภ์ ผงกศีรษะอย่างเงียบงัน แล้วเบือนหน้ามาทางยู้คังไกกล่าวว่า

“ท่านผู้อาวุโสเชิญแนะนำได้อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าจะล้างหูคอยรับฟัง”

ยู้ไคกังกล่าวเสียงทุ้มหนักว่า

“เล่าฮูขอบ่งบอกวาจาแทนอ๋วยเฮีย เฮ้งเฮียและสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยทั้งหมด ซึ่งพวกเรากับจูกงเม้งท่านผู้กล้าหาญ มีความสัมพันธ์กันอยู่ และเคยได้รับการเผื่อแผ่พระคุณ

เท่าที่พวกเราทราบมา ผู้กล้าหาญดาบทองเป็นบุคคลทีเปี่ยมธรรมะอันดีงาม แต่จูกงเม้งกลับตกตายในเงื้อมหัตถ์ของซิเล้งฉี้อิง สำหรับเรื่องนี้ พวกซิเล้งสมควรประกาศความผิดของท่านผู้กล้าหาญแซ่จูด้วย”

ขณะนี้พวกพ้องของมันอีกหกคน ล้วนแต่มีสีหน้าพลุ่งพล่านดาลเดือด แต่ปึงเซียะได้กล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“จูกงเม้งคือจอมอสูรผู้ชั่วร้ายแห่งยุค ทุกท่านคงมิทราบว่า มันเป็นผู้ทรงฝีมือของสถาบันอำมหิต ซึ่งเป็นค่ายสำนักที่ยึดสรณะล้างผลาญสิ่งมีชีวิต ก่อกวนมรสุมขึ้นในวงพวกนักเลง สนับสนุนโจรสลัดสร้างเภทภัย ยุยงขุนนางทรยศ ใส่ไคล้ปองร้ายข้าราชการที่สัตย์ซื่อ

ซิเล้งเฮียทั้งครอบครัวถูกทำลายล้มล้าง ล้วนเป็นพฤติการณ์ของจูกงเม้ง และมารดาของฉี้อิงโกวเนี้ย ก็ประสบเภทภัยเพราะมันเช่นกัน โทษทัณฑ์ของจิ้งจอกเฒ่าแซ่จู สาสมกับความตายแล้ว…”

วาจามิทันจบลง เสียงโลหะเปรื่องปร่างได้ดังมิขาดหู ที่แท้สี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ย ได้ตะปบอาวุธทอประกายอันเย็นยะเยียบ และพวกยู้ไคกังก็ส่งเสียงแค่นอย่างขุ่นเคืองขึ้น

ปึงเซียะมีความสงบเป็นปรกติ แต่ประกายตาแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด กล่าวสืบไปว่า

“คำนวณจากสภาพการณ์ในวันนี้ ข้าพเจ้าแม้พร่ำอธิบายก็ไร้ประโยชน์”

อ๋วยคุ้งหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“ปึงเฮียไยไม่ให้ผู้แซ่ซิและแซ่ฉี้ปรากฏกายออกมา รับทราบมาว่ามันทั้งสองล้วนได้รับการอบรมจากยอดคนแห่งยุค แต่พวกเราก็จะลองหักโหมดู

นางแมงมุมขาวที่อยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มรุนแรง จึงพลิ้วกายลงจากหลังม้า ถลันมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับปึงเซียะ ตวาดอย่างเย็นชาว่า

“วาจาพร่ำพิไรอย่าได้กล่าว พวกท่านหากผ่านด่านของพวกเราได้ จึงจะสามารถพบพานซิเล้งกับฉี้อิง”

ดวงตามรกตของนางทั้งคู่ ได้ดึงดูดความสนใจของบุคคลอื่นแล้ว พอเอื้อนเอ่ยวาจา ทั้งหมดจึงกวาดสายตาสำรวจมองมา

ตวนซิวซึ่งอยู่ในอันดับสี่ของสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ย พลันกระชับกุมกระบี่ยาวในมือ แผดหัวร่อเกรี้ยวกราดว่า

“วาจานี้กล่าวได้หมดจดยิ่ง เราจะขอรับทราบวิชาฝีมือของโกวเนี้ยเสียก่อน”

ในยามนั้น ทางด้านข้าง พลันแว่วเสียงแค่นหัวร่ออย่างเหยียดหยาม กลับเป็นบุรุษหนุ่มนามอุ้ยเอี้ยงผู้นั้น สี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยรู้สึกมิพอใจ จึงเบือนหน้าไปเขม้นมอง

อุ้ยเอี้ยงคล้ายมิแยแสสนใจบุคคลผู้ใด จับจ้องมองนางแมงมุมขาวแล้วผงกศีรษะเป็นเชิงชมเชย จากนั้นจึงกล่าวว่า

“พวกท่านเหล่าสี่ผู้กล้า มิคำนึงถึงความสามารถของตัวเองเสียเลย”

สี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยถูกเหยียดหยามเช่นนี้ ย่อมต้องยังเกิดความเดือดดาล ตวนซิวในอันดับสี่กระชากเสียงกล่าว

“อุ้ยเฮีย หมายความว่ากระไร?”

อุ้ยเอี้ยงกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า

“โกวเนี้ยตามรกตนางนั้น มีพลังฝีมือสูงล้ำกว่าพวกท่าน หากแม้นเข้าไปโรมรันเพียงลำพัง ไม่มีทางเอาชัยนางได้ และแม้พวกท่านจะกลุ้มรุมใส่ในคราเดียว ฝ่ายตรงข้ามก็มิแยแสสนใจเลย”

นางแมงมุมขาวมีจิตใจบริสุทธิ์ พอได้ยินวาจาประโยคสุดท้าย จึงหัวร่อคิกคักกล่าวว่า

“ประหลาดแท้ ท่านไฉนจึงคำนวณความรู้สึกของเราได้ด้วย?”

อุ้ยเอี้ยงเหลือบแลนางอย่างยิ้มแย้มกล่าวว่า

“มิใช่เราคุยโอ่ เรายังทราบความในใจของท่านได้ลึกซึ้งกว่าปึงเฮียเสียอีก”

ปึงเซียะรู้สึกว่าวาจาของมันมีความหมายก้าวร้าวแต่ก็สำนึกว่าฝ่ายตรงข้ามมีความเป็นมาน่าเคลือบแคลง จึงสะกดอารมณ์เอาไว้

ในยามนี้ซิมไผ่ ซึ่เป็นพี่ใหญ่ของสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ย กลับรู้สึกว่าวาจาของอุ้ยเอี้ยงมีเหตุผล จึงกล่าวขึ้นว่า

“โกวเนี้ย เราทั้งสองจะร่วมมือกันรับคำแนะนำจากท่านสักหลายกระบวนท่า”

นางแมงมุมขาวผงกศีรษะโดยมิหวั่นไหว ปึงเซียะก็ตักเตือนให้นางระมัดระวัง นางแมงมุมขาวรับคำแล้วสาวเท้าออกไป กล่าวว่า

“พวกเราตกลงกันก่อนว่า หากแม้นท่านทั้งสองพ่ายแพ้ ก็มิให้พัวพันอีกต่อไป”

ซิมไผ่ยินยอมตกลง นางแมงมุมขาวตะปบดาบคู่ สะอึกปราดเข้าหาจู่โจมลงมือก่อนอย่างฉับไว นางมีท่าร่างอันพิสดาร เพลงดาบโหดเหี้ยม พริบตาเดียวก็โอบล้อมคู่ต่อสู้อยู่ท่ามกลางม่านดาบอันหนาทึบ

ซิมไผ่ได้ใช้แส้อ่อนสีเงินร่ายรำไปมา ส่วนตวนซิวใช้กระบี่ยาว มันทั้งสองมิเพียงแต่มีพลังฝีมือลึกล้ำ ยังถนัดในการรวมกำลังกัน จึงประสานสภาวะโดยปราศจากช่องว่างรอยโหว่ กลับสามารถต้านรับการจู่โจมอย่างเกรี้ยวกราดของนางแมงมุมขาวได้

การต่อสู้ในรอบนี้ คล้ายดั่งมิอาจรวบรัดให้สิ้นสุดในเวลาชั่วครู่ชั่วยาม คาดมิถึงว่าอุ้ยเอี้ยงผู้นั้นกลับร้องดังๆ ว่า

“ใช้มิได้เลย ฮ่วมเซี้ยง คิวเกี๋ยง พวกท่านรับเข้าไป ทั้งสี่คนร่วมมือกันจึงสามารถเอาชัย”

คราครั้งนี้อย่าว่าแต่ฮ่วมเซี้ยงกับคิวเกี๋ยงจะมิยอมเชื่อถือ แม้กระทั่งปึงเซียะก็รู้สึกว่า อุ้ยเอี้ยงผู้นี้กล่าววาจารวดเร็วเกินไป นางแมงมุมขาวมาตรแม้นเอาชัยได้ แต่ย่อมมิใช่จะพิสูจน์ชัดภายในเวลาสั้นๆ

ซิเล้งกับฉี้อิงทั้งสอง ซึ่งอยู่ในรถม้า ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดแจ้ง

ฉี้อิงอุทานอย่างแตกตื่นว่า

“อาเล้ง บุรุษแซ่อุ้ยผู้นั้น หาใช่ชนชั้นธรรมดาสายตาที่แหลมคมเกรงว่ายังสูงล้ำกว่าพวกเราเสียอีก!”

ซิเล้งกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

“ในใต้หล้ามีอัจฉริยะประหลาดอยู่มากมายนัก”

ฉี้อิงแลเห็นฝ่ายตรงข้ามแสดงท่วงท่าอันท้อแท้ทอดอาลัย จึงรู้สึกหวั่นไหวคลางแคลงใจอย่างสุดแสน แต่ขณะนี้ไม่มีเวลาถามไถ่ กล่าวว่า

“รู้สึกว่า ข้าพเจ้าต้องออกไปแล้ว ปึงเฮียเพียงลำพัง คงมิอาจต้านรับไว้”

ซิเล้งผงกศีรษะ แต่หามีเจตนาคิดจะปรากฏกายออกไปด้วย

ฉี้อิงถอนหายใจเบาๆ กระโดดปราดออกมากำชับต่อโค้วเพ้งว่า

“ซิเจกเจ่กของเจ้าไม่ค่อยสบาย หากมีศัตรูคุกคามเข้าใกล้ เจ้าต้องลงมือคุ้มครอง”

โค้วเพ้งรับคำอย่างหนักแน่น ฉี้อิงจึงพุ่งปราดมาถึงข้างกายของปึงเซียะ ประกายตาจับจ้องไปที่อุ้ยเอี้ยง บุคคลทั้งหมดล้วนถูกสภาพการต่อสู้ดึงดูดความสนใจ หาได้พบเห็นการปรากฏตนของฉี้อิงไม่

อุ้ยเอี้ยงกลับกวาดสายตา สำรวจมองรอบบริเวณอยู่ตลอดเวลา พอแลเห็นฉี้อิง ก็จับจ้องพินิจมองนางอย่างตรงๆ

ทั้งสองฝ่ายประสานสายตาอยู่ครู่ใหญ่ ฉี้อิงลอบบังเกิดความขุ่นเคืองคำนึงว่า

“…เดียรัจฉานนี้ กลับอุกอาจไร้มารยาทกว่ากิมเม้งตี้เสียอีก เฮอะหากมีโอกาส ย่อมมิยอมละเว้นมัน”

นางแมงมุมขาวกวัดแกว่งดาบคู่ ทุ่มเทท่าร่างอันโหดเหี้ยม แลเห็นประกายดาบพลันแผ่กระจายเข้าไปในรัศมีแส้กระบี่ของคู่ต่อสู้ สร้างความแตกตื่นตระหนกให้กับผู้ที่ยลชมอย่างใหญ่หลวง

ซิมไผ่กับตวนซิวทั้งสอง พลันซวนเซถอยออกมา หนึ่งถูกทำร้ายเป็นบาดแผลตรงขาอ่อน อีกผู้หนึ่งถูกที่ต้นแขน โลหิตสีแดงฉานแปดเปื้อน สะท้านอารมณ์ แต่พวกมันยังมิยอมเลิกรา ขบกรามแล้วสะอึกใส่อีก

อุ้ยเอี้ยงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า

“ผู้แซ่ฮ่วมกับแซ่คิวหากยังมิลงมือ พี่น้องของพวกท่านทั้งสอง ก็คงมิอาจรักษาชีวิตไว้ได้”

ในยามนี้ ฮ่วมเซี้ยงกับคิวเกี๋ยงมิกล้าไม่เชื่อถือแล้ว พากันกระชับอาวุธโถมปราดออกไป

ปึงเซียะบังเกิดเพลิงโทสะลุกฮือโหม ก้าวยาวๆ ออกไปตวาดว่า

“คาดมิถึงว่าสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ย กลับไร้ยางอายมิเคารพกฎเกณฑ์ของบู๊ลิ้มถึงปานนี้”

พร้อมกับนั้นก็ยื่นมือคว้าจับด้ามกระบี่ ฉี้อิงพลันส่งเสียงกล่าวว่า

“ปึงเฮียอย่าเพิ่งลงมือ รอให้นางแมงมุมขาวสังหารผู้คนอันบัดซบเหล่านี้สักหลายคน แล้วค่อยทุ่มเถียงเหตุผลกัน”

สำเนียงของนางแม้มิกังวาน แต่ทุกผู้คนล้วนได้ยินอย่างชัดเจน พวกยู้ไคกังทั้งสาม จวบจนบัดนี้เพิ่งพบเห็นนาง และพอเบือนหน้ามาจับจ้อง จึงยลพบรูปโฉมอันโสภาสะคราญของนาง

ยู้ไคกังเอ่ยขึ้นว่า

“โกวเนี้ยคงเป็นธิดาของฉี้น่ำซัวเฮียหรอกหรือ?”

ฉี้อิงแค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า

“บิดามิมีสหายที่ไม่จำแนกความผิดชอบชั่วดีเฉกเช่นพวกท่าน ดังนั้นพวกท่านอย่าได้พาดพิงถึงนามของท่านผู้เฒ่าเลย หาไม่ข้าพเจ้าก็มิเกรงใจแล้ว”

นางหวนนึกว่า มารดาถูกปองร้ายในเงื้อมหัตถ์ของจูกงเม้งและหัตถ์อสนีบาต แต่บุคคลเหล่านี้กลับคิดล้างแค้นแทนจูกงเม้ง จึงมีจิตเดือดดาล จนกล่าววาจาที่สุดจะทนฟัง

ยู้ไคกังแม้เป็นนักเลงเก่าที่มีความอดกลั้น แต่เมื่อถูกเหยียดหยามย่อมเดือดดาลจนสุดระงับ กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“เอียเท้าที่โอหัง หากมีความสามารถก็สังหารเล่าฮูเสียก่อน”

อุ้ยเอี้ยงพลันกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“การสังหารท่านไม่แตกต่างจากการฆ่าสุกรเลย!”

ยู้ไคกังได้ตะปบดาบคู่มือออกมาแล้ว พอได้ยินจึงหันขวับไปอย่างเดือดดาล ตวาดใส่อุ้ยเอี้ยงว่า

“ท่านว่ากระไร?”

“เรากล่าวตามสภาพความจริง อาศัยความสำเร็จของฉี้อิง การลงมือปลิดชีวิตท่าน ย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ท่านและพวกหากรำคาญในการมีชีวิตสืบไป ก็เชิญเสี่ยงชีวิตกับฉี้อิงได้”

เฮ้งเจียงหนึ่งในยอดฝีมือของขบวนผู้คนครั้งนี้ พลันกล่าวขึ้นว่า

“อุ้ยเฮียหากมีสายตาคมกล้าถึงปานนี้ ทราบหรือไม่ว่า ในกลุ่มพวกเรามีผู้ใดสามารถต้านรับฉี้โกวเนี้ยได้”

อุ้ยเอี้ยงกล่าวเสียงเนิบนาบว่า

“ล้วนใช้การมิได้ นอกจากเราแล้ว ผู้ใดออกไปก็เท่ากับรนหาที่ตาย!”

“ถ้าเช่นนั้น อุ้ยเฮียมีความคิดลงมือหรือไม่?”

“เราช้าเร็วย่อมต้องลงมือ นอกจากพวกผู้ฉี้อิงจะมอบประแจไขสู่เจดีย์ทองคำให้ เราอาจจะยินยอมมิยุ่งเกี่ยว”

“ที่แท้อุ้ยเฮียมีเจตจำนงอยู่ที่ประแจเจดีย์ทองคำ รับทราบมาว่าวัตถุสิ่งนี้เป็นของอันอัปมงคล ผู้ที่ได้ย่อมต้องประสบเภทภัย อุ้ยเฮียยังคงอย่าได้มีจิตละโมบ”

อุ้ยเอี้ยงหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า

“ประแจเจดีย์ทองคำนั้น หากตกอยู่ในมือของสามัญชน ย่อมชักนำมาซึ่งเภทภัย แม้จะเป็นผู้ที่ร้ายกาจเช่นจูกงเม้ง ก็ต้องตกตายไปอย่างอนาถ แต่หากตกเป็นสมบัติของเรา ก็จะผิดแผกแตกต่างไป!”

ปึงเซียะกล่าวขึ้นว่า

“ท่ายคุยเขื่องประโคมโหมยิ่งนัก ที่แท้จะมีความสามารถสักปานใดกัน”

อุ้ยเอี้ยงแค่นหัวร่อเข้าใส่ พลันขยับร่างมาถึงเบื้องหน้าของปึงเซียะ กล่าวว่า

“บัดนี้เราจะขอยลชมวิชากระบี่ของสำนักคุนลุ้นดูบ้าง”

ปึงเซียะกระชากกระบี่ยาวออกมา ตัวกระบี่จี้ใส่ฝ่ายตรงข้าม ยามวาดมือวางเท้า ก็มีบุคลิกท่าทางที่ผิดแผกจากสามัญชน

อุ้ยเอี้ยงผงกศีรษะกล่าวว่า

“เพียงแต่บุคลิกของท่าน ก็สามารถสร้างความนับถือให้ผู้คนแล้ว”

มันเอื้อมมือดึงกระบี่ยาวจากกลางหลัง พลันแทงปราดออกไปดังควับใหญ่ ประกายกระบี่แฉลบวูบอุปมาสายวิชชุแลบแปลบปลาบ เปี่ยมความแกร่งกร้าวรุนแรง น่าตื่นตระหนกตกใจยิ่งนัก!

ปึงเซียะดักรออย่างเข้มงวด จึงสะบัดกระบี่เข้าปัดป้อง แว่วเสียงดังเปรื่อง สามารถรับท่ากระบี่แรกของมันได้

ในยามนี้ นางแมงมุมขาวซึ่งกำลังพัวพันกับสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยได้โหมตะลุยรุกไล่ ฉี้อิงเหลือบแลเพียงวูบเดียวก็สามารถวางใจ เบือนหน้ามาสนใจการหักหาญระหว่างปึงเซียะกับอุ้ยเอี้ยง

ได้ยินปึงเซียะพลันกู่ร้องดังกังวาน เรือนร่างพุ่งทะยานขึ้นไปเบื้องบนอากาศ ควบคุมกระบี่จู่โจมลงมาทางเบื้องล่าง มันใช้วิชาท่าร่างประจำสำนักคุนลุ้นที่พิเศษเด่นล้ำ สามารถพลิกแพลงอิริยาบถอยู่กลางนภากาศ

กระบี่ยาวในมือเสือกแทงลงไปโดยมิหยุดยั้ง ความลึกล้ำพิสดารของท่าร่าง ความเข้มแข็งของกำลังภายในน้อยครั้งจะได้พบพาน

ยู้ไคกัง เฮ้งเจียง อ๋วยคุ้ง ทั้งสาม พอได้พบเห็นเพลงกระบี่ของมัน ถึงกับมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป รู้สึกว่าหากแม้นพวกมันพันตูกับปึงเซียะเพียงลำพัง ย่อมมิใช่คู่มือ

แค่คำนวณจากรูปการณ์ ปึงเซียะยังอ่อนด้อยกว่าฉี้อิง ยังมีซิเล้งที่มิได้ปรากฏกาย ขุมกำลังของฝ่ายตรงข้ามลึกล้ำสุดจะประมาณ พวกมันทั้งสามจึงบังเกิดความท้อแท้ใจขึ้นมา

ขณะนั้นเอง อุ้ยเอี้ยงผู้นั้นได้ต้านรับปึงเซียะถึงสิบกว่ากระบี่ซ้อนๆ เพลงกระบี่ของมันไม่พลิกแพลงชวนละลานตา วิชาฝีมือก็มิรู้สึกว่าสูงส่งกว่าผู้อื่น

แต่ทว่าทุกๆ กระบี่ ประจวบเหมาะกับสะกัดกั้นการรุกจู่โจมของคู่ต่อสู้ไว้ได้ อาภรณ์ชุดยาวพลิ้วปลิวไสว ท่าเท้าก้าวเดินคล่องแคล่วปราดเปรียวสง่างามราวกับเทพยดาจำแลงมา!

ฉี้อิงจับจ้องการหักล้างกระบี่เบื้องหน้าอย่างปากอ้าตาค้าง เพลงกระบี่ของอุ้ยเอี้ยง ดูอย่างผิวเผินหามีความพิสดารไม่ แต่ทุกกระบี่ล้วนปราดเปรียวเลิศล้ำ ไม่อาจสืบทราบคำนวณตำแหน่งทิศทางได้

ปึงเซียะมาตรแม้นทุ่มเทไม้ตายจนหมดสิ้น แต่ก็ยังมิอาจมีเปรียบแม้แต่น้อย ควรทราบว่าตั้งแต่มันอาศัยสภาวะที่ถูกกิมเม้งตี้บีบคั้น จนฝึกปรือวิชายืมวัตถุถ่ายทอดพลัง ซึ่งเป็นวิชาที่ศิษย์สำนักคุนลุ้น ยากจะตีความสำเร็จแล้ว พลังฝีมือก็รุดหน้าไป

หากแม้นนำมาเปรียบเทียบกับซิเล้งฉี้อิง นับว่าคู่คี่ก้ำกึ่ง สำหรับข้อนี้ ฉี้อิงสำนึกทราบเป็นอย่างดี บัดนี้พอพบว่าปึงเซียะมิอาจเอาชัย ทั้งๆ ที่ลงมืออย่างสุดกำลัง จึงมีใจสะท้านหวั่นไหว

อีกด้านหนึ่ง นางแมงมุมขาวที่โรมรันกับสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ย ได้เปรียบตลอดเวลา พลันเหลือบแลเห็นปึงเซียะพัวพันกับอุ้ยเอี้ยงอย่างวุ่นวาย จึงร้อนรุ่มใคร่อยากชมการต่อสู้

ดังนั้นพลันใช้ท่าร่างอันโหดเหี้ยม

ดังนั้นพลันใช้ท่าร่างอันโหดเหี้ยม จนทำร้ายคิวเกี๋ยงอีกผู้หนึ่ง และฉกฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามกระโดดหลีกหลบ ได้ถอยปราดออกจากวงมาถึงข้างกายของฉี้อิง

สี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยได้รวมกำลังกัน ยังมิอาจพันตูกับดรุณีนางหนึ่ง กลับได้รับบาดเจ็บถึงสามคน ย่อมมิอาจด้านหน้าต่อสู้อีกต่อไป ล้วนล่าถอยมาด้านข้าง

นางแมงมุมขาวอย่างรวดเร็วก็เห็นได้ว่า ปึงเซียะยากที่จะเอาชัยจึงมีสีหน้าแปรเปลี่ยน กระทบร่างของฉี้อิงถามว่า

“เดียรัจฉานนี้ สังกัดค่ายสำนักใด เรามิเคยแลเห็นเพลงกระบี่เช่นนี้เลย”

ฉี้อิงกล่าวขึ้นว่า

“ข้าพเจ้าก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และมิอาจทราบว่ามันกำเนิดจากค่ายพรรคสำนักใด?”

“เราต้องลงมือช่วยเหลือปึงเซียะด้วย”

“ปึงเฮียย่อมไม่พอใจอย่างแน่นอน ท่านหากกระทำเช่นนั้น จะทำให้เกียรติภูมิสำนักคุนลุ้นของมัน ได้รับความมัวหมอง มันยินยอมพ่ายแพ้ แต่ไม่ต้องการให้ท่านช่วยเหลือ”

นางแมงมุมขาวถอนหายใจดังอา กล่าวว่า

“ไยเป็นเช่นนั้นด้วย เมื่อครู่นี้ผู้อื่นมิใช่อาศัยสี่คนกลุ้มรุมเราเพียงผู้เดียวหรือ”

ฉี้อิงรู้สึกว่า ยากที่จะอธิบายให้นางเข้าใจถึงชื่อเสียงเกียรติภูมิ ซึ่งชนชาวบู๊ลิ้มยึดมั่นยิ่งกว่าชีวิต จึงกล่าวว่า

“สำนักคุนลุ้นเป็นค่ายพรรคมาตรฐานในวงพวกนักเลง มิอาจนำสี่ผู้กล้าแห่งเทียนจุ้ยมาเปรียบเทียบ ดังนั้นปึงเฮียจึงยินยอมพ่ายแพ้อย่างหมดจดแทนที่จะอาศัยการช่วยเหลือจากท่าน ทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศของสำนัก”

ในยามนี้ปึงเฮียได้จู่โจมอย่างเร่งร้อนเกรี้ยวกราดยิ่งขึ้น แต่ทว่าสภาวะพอทะลักถึงม่านกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม ก็ถูกสลายจนปลาสนาการไร้ร่องรอย

ปึงเซียะพลันจู่โจมท่าหลอกล่อ แล้วถอยปราดออกจากวง กล่าวเสียงกังวานว่า

“เพลงกระบี่ของอุ้ยเฮีย สูงล้ำอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าได้แต่ยอมรับการพ่ายแพ้แล้ว”

อุ้ยเอี้ยงรั้งกระบี่คุ้มครองร่าง หัวร่อเบาๆ กล่าวว่า

“การปฏิบัติตัวของศิษย์สำนักมาตรฐาน ผิดแผกจากสามัญชนอย่างแท้จริง”

วาจาของมันเท่ากับประกาศว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ พวกยู้ไคกังล้วนลอบพิศวงสงสัย ปึงเซียะตลอดเวลาไม่มีวี่แววเสียเปรียบ ไฉนจึงเอื้อนเอ่ยว่ายินยอมพ่ายแพ้เล่า?

อุ้ยเอี้ยงเบือนสายตามาที่ฉี้อิงกล่าวว่า

“ฉี้โกวเนี้ย สมควรถึงคราลงมือของท่านแล้ว”

นางแมงมุมขาวแค่นเสียงดังเฮอะ ชิงกล่าวขึ้นว่า

“ท่านผยองไปไย ผู้อื่นความจริงยังไม่ทันพ่ายแพ้ รอให้เราดูว่าเพลงกระบี่ของท่าน มีอันใดร้ายกาจด้วย”

นางพุ่งปราดออกไปอย่างรวดเร็ว ฉี้อิงกับปึงเซียะมิทันห้ามปรามจึงได้แต่ปล่อยให้นางทดสอบดู

ดาบคู่ของนางแมงมุมขาว กระจายเป็นม่านอันซับซ้อนม้วนตลบเข้าไป อุ้ยเอี้ยงปาดกระบี่อย่างเฉื่อยชาเพียงท่าเดียว ก็สลายท่าดาบของนางได้

มันหัวร่อพลางกล่าวว่า

“ท่านใช้ไม่ได้ เปลี่ยนเป็นฉี้โกวเนี้ยเถอะ”

นางแมงมุมขาวไหนเลยจะยินยอมพร้อมใจ มุ่งจู่โจมอย่างรุนแรง วิชาดาบของนาง มีปมเด่นอยู่ที่ว่องไวและอำมหิต และเห็นนางทยอยโหมใส่เจ็ดแปดท่าล้วนแต่มุ่งมั่นปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้าม

อุ้ยเอี้ยงปัดป้องคลี่คลายอย่างสบาย และเอื้อนเอ่ยว่า

“อา โกวเนี้ยที่งามสะคราญเช่นนี้ เรามิอาจตัดใจสังหาร หาไม่ไยมิใช่กลับกลายเป็นบดขยี้บุปผางามเล่า?”

นางแมงมุมขาวถูกเยาะเย้ยจนบุกตะลุยอย่างดุดันพร้อมกับแผดด่าว่า

“เดียรัจฉานน้อย…”

ฉี้อิงกล่าวเบาๆ ว่า

“ปึงเฮีย ท่านสามารถสืบทราบความเป็นมาเกี่ยวกับเพลงกระบี่ของเดียรัจฉานนั้นหรือไม่?”

ปึงเซียะกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าไม่อาจสังเกตได้ รู้สึกละอายยิ่งนัก”

“อา คาดมิถึงว่า ในวงพวกนักเลง ยังมีมือกระบี่ที่สูงล้ำถึงปานนี้ นับว่าชวนแตกตื่นสะท้านโลก ข้าพเจ้าหากเข้าไป ก็มิแน่นักว่าจะสามารถเอาชัย เดียรัจฉานนี้ที่แท้มีความเป็นมาอย่างไร?”

ปึงเซียะขบคิดตลบหนึ่ง กล่าวว่า

“ฉี้โกวเนี้ย ขอท่านเตรียมตัวลงมือช่วยเหลือนางแมงมุมขาว ข้าพเจ้าจะไปถามไถ่ทางด้านนั้น อาจจะสืบทราบร่องรอยเบาะแสบางประการได้”

“ตกลง ท่านไปเถอะ ภาระต้านทานเดียรัจฉานนี้ มอบให้ข้าพเจ้าเอง”

ปึงเซียะผงกศีรษะ แต่ไม่เคลื่อนไหวทันที ขบคิดอย่างหมกมุ่น ประหวัดหวนนึกถึงสภาพการต่อสู้เมื่อครู่นี้

วิชากระบี่ของอุ้ยเอี้ยงดูจากเปลือกนอก รู้สึกว่าคล่องแคล่วไม่ติดขัด แต่มิมีความพิสดารอันใด หากทว่าปึงเซียะซึ่งร่วมพันตูด้วยกลับสำนึกได้ว่า เพลงกระบี่ของมันลึกล้ำสุดหยั่งคาด มีอานุภาพยากที่จะบรรยาย

มิว่ามันจะใช้วิชาท่าร่าใด จู่โจมจากตำแหน่งแง่มุมใด มักถูกพลังต้านทานอันเข้มแข็งขัดขวางเอาไว้ อย่าได้คาดฝันว่า จะชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบแม้แต่น้อย

อาศัยความสำเร็จในเชิงกระบี่ของอุ้ยเอี้ยงเช่นนี้ นับว่าสุดที่จะขบคิดคาดถึง สามารถยกย่องเป็นวิชากระบี่ที่ไร้เทียมทาน

ปึงเซียะเริ่มต้นขบคิดเพลงกระบี่ของสำนักบู๊ตึง ตลอดจนสำนักกระบี่มาตรฐานแห่งต่างๆ รวมทั้งหกกระบวนท่ามหรรณพของซิเล้ง ก็ยังไม่อาจเสาะพบเค้ามูลให้ติดตามได้

หากวิจารณ์กัน เพลงกระบี่ของอุ้ยเอี้ยง มีความคล่องแคล่วเช่นสำนักบู๊ตึง แต่หาใช่คร่ำครึตายตัว มีอานุภาพทัดเทียมหกกระบวนท่ามหรรณพ แต่ไม่ดุร้ายเกรี้ยวกราด มีความว่องไวประหนึ่งเพลงกระบี่ของคงท้ง แต่มิเร่งร้อน มีความเผ็ดร้อนเทียบเท่าวิชากระบี่ของง่อไบ๊ แต่มิโหดเหี้ยม มีความพลิกแพลงราวกับแนวทางคุนลุ้น แต่ไม่สับสน!

โดยสรุปแล้ว วิชากระบี่ของอุ้ยเอี้ยง แทบรวบรวมเอาปมเด่นของเพลงกระบี่ทุกสำนักทั่วใต้หล้า และสลัดปมด้อยไป พร้อมกับนั้นก็มีกลิ่นอายที่หลุดพ้นจากห้วงโลกีย์ ไม่ข้องแวะกับสิ่งที่สามัญธรรมดา!

ปึงเซียะขบคิดอยู่ตลบหนึ่ง ภายในใจมีแต่ความระแวงคลางแคลง สาวเท้าก้าวเข้าหายู้ไคกังและพวก ยู้ไคกังเห็นว่ามันไม่มีเจตนาเป็นศัตรู จึงปล่อยให้ก้าวมาถึงเบื้องหน้า

ปึงเซียะส่งเสียงกล่าวขึ้นว่า

“ข้าพเจ้ามีเรื่องราวอันยุ่งยากคิดถามไถ่ซึ่งนอกจากซักถามต่อพวกท่านแล้ว ก็ไม่มีหนทางอื่น…นี่เป็นปัญหาในด้านวิชาฝีมือ ทุกท่านเชื่อหรือไม่ว่า อุ้ยเอี้ยงผู้นั้นคือมือกระบี่สำนักง่อไบ๊?”

ยู้ไคกังกล่าวเลี่ยงว่า

“มันเป็นผู้บ่งบอกเอง”

“ตามความเห็นของข้าพเจ้า ท่ากระบี่ของมัน เด่นล้ำกว่าแนววิชาของสำนักกระบี่ทั่วใต้หล้า ดังนั้นจึงมีความระแวงเกี่ยวกับศักดิ์ศรีที่แท้จริงของมัน”

ผู้คนทั้งหมด ล้วนทราบซึ้งถึงความสำเร็จของปึงเซียะ พอได้ยินจึงบังเกิดความหมกมุ่นสนใจด้วย อ๋วยคุ้งแห่งสำนักคงท้งกล่าวขึ้นว่า

“ปึงเฮียถึงกับกล่าวว่า เพลงกระบี่ของอุ้ยเอี้ยงเหนือล้ำกว่าทุกค่ายสำนัก แสดงว่าต้องมีประจักษ์พยาน เราจึงมีความคิดเห็นพ้องด้วย”

ปึงเซียะกล่าวขึ้นว่า

“ทุกท่านในเมื่อร่วมทางมากับพวกมัน ย่อมต้องสืบถามความเป็นมาของมันบ้าง หรือจากกิริยาถ้อยคารมของมัน เสาะพบส่วนที่ผิดปรกติ”

ยู้ไคกังกล่าวว่า

“พวกเราตกลงกันล่วงหน้าว่า ขณะนี้การสืบเสาะความเป็นมาของอุ้ยเอี้ยงเป็นเรื่องราวประการหนึ่ง สำหรับเรื่องของท่านผู้กล้าหายแซ่จูเป็นเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่ง หวังว่าปึงเฮียคงเข้าใจเจตนาของเล่าฮู”

ปึงเซียะยินยอมตกลงด้วย และพอเบือนศีรษะกลับไป ก็แลเห็นฉี้อิงได้กวัดแกว่งแส้พายุดำ เคลื่อนกายออกไป จนเข้าใกล้วงการต่อสู้ มันจึงกล่าวว่า

“ทุกท่านอย่าได้เข้าใจว่า ข้าพเจ้าคิดจะเบนเบือนความสนใจของท่าน ปล่อยให้ฉี้โกวเนี้ยกลุ้มรุมอุ้ยเอี้ยง ความจริงนางแมงมุมขาว หาใช่คู่มือของอุ้ยเอี้ยง ดังนั้นฉี้โกวเนี้ยจึงต้องลงมือแทนนาง”

พวกยู้ไคกังทั้งเจ็ดคน ล้วนแต่สะท้านใจอย่างรุนแรง ทั้งนี้ก็เพราะนางแมงมุมขาวมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม แต่ปึงเซียะกลับอ้างว่ามิใช่คู่มือของอุ้ยเอี้ยงนับเป็นอุบัติการณ์ที่สะท้านโลก

ยู้ไคกังกล่าวขึ้นว่า

“พวกเราจะบอกเล่าเรื่องราวที่มีส่วนสัมพันธ์กับอุ้ยเอี้ยงต่อท่าน เมื่อคืนมันอยู่ในร้านอาหาร พอได้ยินพวกเราต้องการเสาะหาซิเล้งฉี้อิงทั้งสองท่านก็ปรากฏกายเข้ามาร่วมด้วย

ขณะนั้นมันได้แสดงวิชากำลังภายใน ซึ่งมีความลึกล้ำยิ่งนัก แต่พวกเรามิได้พบเห็นเพลงกระบี่ของมัน จึงมิทราบว่ามันสูงเยี่ยมถึงปานนี้…”

ปึงเซียะกล่าวว่า

“ทุกท่านล้วนมีประสบการณ์ช่ำชอง หรือว่ามิเคยลองซักถามชาติกำเนิดสังกัดสำนักของมันเลย”

“พวกเราเคยถามไถ่ดู มันขณะประกาศว่าเป็นศิษย์สำนักง่อไบ๊ ได้แสดงหลักฐานยืนยัน จนพวกเรามิอาจไม่เชื่อถือ กล่าวคือมันหยิบเอากระดาษเงินดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำสำนักง่อไบ๊ออกมา พวกเราทดสอบจนทราบว่ามิแปลกปลอม”

ปึงเซียะเอื้อนเอ่ยว่า

“กระดาษเงินดำของสำนักง่อไบ๊ คือของวิเศษลือนามทั่วใต้หล้า เมื่อตกอยู่ในมือของมันแสดงว่าเป็นศิษย์สำนักง่อไบ๊แน่แล้ว… รับทราบมาว่ากระดาษเงินดำนั้น โตประมาณฝ่ามือ เบาบางราวกับกระดาษ มีสีดำสนิท ปรากฏอักขระจารึกนูขึ้นมา และทั้งๆ ที่เป็นแผ่นบาง แต่ไม่มีทางดัดให้คดงอได้”

“มิผิด เล่าฮูได้ลอบพุ่งพลังดรรชนีใส่ แต่มิมีทางทำให้คดงอจึงทราบว่าเป็นของแท้มิแปลกปลอม”

“อือม์ แต่น่าสงสัยอยู่ที่ท่ากระบี่กับวิชาตัวเบาของอุ้ยเอี้ยง ไม่มีแนวทางของง่อไบ๊แม้แต่น้อย นี่จะอธิบายอย่างไรกัน?”

ยู้ไคกังส่งเสียงกล่าวว่า

“ความจริงพวกเราก็เริ่มคลางแคลงใจด้วย ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อคืนนี้ขณะแวะพักโรงเตี๊ยม มันมีปฏิกิริยาซึ่งผู้คนสุดที่จะคาดคำนวณ สมมติว่ายืนกรานพักห้องหับหลังเดียว มิยอมอยู่ปะปน และลอบทำสัญญาณลับอยู่นอกโรงเตี๊ยมที่พักแรม”

“ถ้าเช่นนั้นก็ประเสริฐมาก มันเมื่อลอบส่งสัญญาณให้กับบุคคลอื่น พวกเราก็สามารถสืบเสาะมันผู้นั้น และข้าพเจ้าหากคำนวณมิผิด อีกมินานก็สามารถพบพานพวกพ้องของมันแล้ว”

มันกล่าวคำขอบคุณต่อยู้ไคกัง แล้วจึงล่าถอยจากมา


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here