๓๙
♦ คำบอกจากถุงย่าม ♦
……………

ฉี้อิงแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวสอดอย่างเย็นชาว่า

            “พวกเราก็มิใช่เจ้าหน้าที่ทางกรมเมือง อาศัยอันใดไปคร่ากุมผู้อื่น?”

            ซิเล้งงงงันไปวูบหนึ่ง ทราบว่านางจงใจหาเรื่องราวกับตน จึงเงียบงันมิเกี่ยงงอน

ปึงเซียะรีบกล่าวว่า

“ตามความเห็นของฉี้โกวเนี้ย สมควรกระทำอย่างไร ย่อมมิอนุญาตให้ฝ่ายตรงข้ามคอยสะกดติดตามอยู่ตลอดเวลา”

“ย่อมต้องแน่นอน ถ้าเช่นนั้นพาลซักถามเดียรัจฉานนั้นอย่างตรงๆ มันหากมิบ่งบอก พวกเราก็ลงมือคร่ากุม ข้าพเจ้าคาดว่าฝ่ายตรงข้ามคงเป็นผู้คนของสถาบันอำมหิต”

นางเพิ่งกล่าวแย้งซิเล้งว่า มิสมควรเที่ยวคร่ากุมผู้คน บัดนี้กลับเอ่ยวาจาขัดแย้งตัวเอง กระตุ้นจนซิเล้งบังเกิดเพลิงโทสะอัดอก อดถลึงตาเข้าใส่นางมิได้

ฉี้อิงก็ค้อนควักด้วย พลางหัวร่อแค้นๆ พึมพำว่า

“ฉี้อิงเอย เจ้าเป็นเอียเท้าอัปลักษณ์นางหนึ่ง อย่าได้เข้าใจว่า พอถูกผู้อื่นชำเลืองเหลียวแล ก็รู้สึกว่าตัวเองงามสะคราญ ยิ่งมิอาจละเมอเพ้อฝัน จนภายหลังถูกผู้อื่นสลัดทิ้ง ซึ่งแม้สำนึกผิดก็สายเกินไป”

ซิเล้งรับฟังจนใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงฉาน บัดเดี๋ยวขาดซีด แต่ยังข่มกลั้นอารมณ์มิตอแยด้วย

ตลอดรายทาง ฉี้อิงมักประชดประชันเช่นนี้ ปึงเซียะกับนางแมงมุมขาว คราแรกรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ต่อมาก็เคยชินจนแสร้งเป็นมิได้ยิน นางแมงมุมขาวกล่าวถามปึงเซียะว่า

“ผู้สะกดติดตามพวกเรา มีรูปร่างลักษณะอย่างไร?”

“ข้าพเจ้าก็มิทราบ คราก่อนหลายครั้งที่พบเห็นมัน เห็นเพียงด้านข้างหรือส่วนหลังของมัน ไม่เคยได้ชมอย่างตรงๆ มาก่อน”

“เอ๊ะ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า ผู้คนที่ครั้งหน้าหลังพบพาน เป็นบุคคลเดียวกัน?”

ปึงเซียะกล่าวขึ้นว่า

“ข้าพเจ้าพินิจจากส่วนลำคอ และลักษณะฝ่ามือทั้งสองข้าง จดจำได้ว่าเป็นคนเดียวกัน ควรทราบว่า มิว่าผู้ใดพอปลอมแปลงรูปโฉมแล้ว เค้าหน้าสามารถผิดแผกจากดั้งเดิม แต่ผิวเนื้อบริเวณลำคอและลักษณะฝ่ามือไม่มีทางแปรเปลี่ยนได้

มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น ผู้มีสายตาสังเกตอย่างละเอียดลออถึงปานนี้ ก็ต้องผ่านการฝึกฝนมา จึงสามารถพบเห็นลักษณะตายตัวดังกล่าว ซึ่งวิชาแขนงนี้ มีเคล็ดลับอยู่ไม่น้อย ภายหลังข้าพเจ้าค่อยบอกกับท่านบัดนี้พวกเราสมควรเดินทางแล้ว”

บุรุษดรุณีทั้งสองคู่ รวมทั้งโค้วเพ้งเป็นห้าคน ได้ทุ่มเทฝีเท้าวิ่งตะบึงไปเบื้องหน้า เดินเหินเป็นระยะทางหลายลี้ แลเห็นข้างทางหลวงมีร้านค้าเล็กๆ ที่ค้าสุรา ขายน้ำชา และจำหน่ายอาหารรองท้องอยู่หลายหลัง

ภายในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง มีผู้เดินทางกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง จำนวนหลายคนเข้าไปดื่มกินกัน แต่หามีบุคคลที่ชวนระแวงสงสัยไม่

ปึงเซียะพลันชะงักเท้าที่หน้าร้านน้ำชากล่าวว่า

“ข้าพเจ้ากระหายน้ำยิ่งนัก ยังคงดื่มน้ำชาสักสองถ้วย แล้วค่อยเดินทางต่อไป พวกท่านเล่า?”

ในยามนี้ซิเล้งกับปึงเซียะล้วนแต่สังเกตพิจารณาผู้คนในร้านน้ำชา และพบเห็นบุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่ง หันหน้ามาทางปากประตู แต่ก้มศีรษะจิบน้ำชา มิอาจแลเห็นโฉมหน้าได้

แต่ทว่า คำนวณจากอาภรณ์การแต่งกาย และสัมภาระที่ติดตัวของมัน เป็นคนเดินทางที่ธรรมดาสามัญ หากมิใช่ปึงเซียะส่งเสียงขึ้นอย่างกระทันหัน พวกซิเล้งย่อมมิทันไหวระแวง

โค้วเพ้งกลับตอบอย่างไร้เจตนาเคลือบแฝงว่า

“ข้าพเจ้าก็จะดื่มสักสองถ้วย”

พลางวิ่งเข้าไปในร้านน้ำชา เร่งเร้าสตรีชราเจ้าของร้าน เร่งรีบชงน้ำชามา

ซิเล้ง ฉี้อิง นางแมงมุมขาวก็ก้าวเข้าไปในร้านด้วย ซิเล้งพลันกล่าวว่า

“พวกท่านดื่มกันเถอะ ข้าพเจ้าจะไปร้านข้างเคียง หาอาหารรับประทาน”

กล่าวจบก็หันกายจากไป ฉี้อิงพลอยร้องว่า

“ข้าพเจ้าจะล้างมือ ตามรายทางมีฝุ่นละอองมากมาย”

พลางสาวเท้าก้าวไปที่บ่อน้ำหลังร้าน นางแมงมุมก็ร้องว่า

“อิงเจ้เจ๊ ข้าพเจ้าต้องการล้างมือด้วย”

และติดตามไปอย่างเร่งร้อน ขณะพุ่งผ่านข้างกายของบุรุษฉกรรจ์ที่ก้มศีรษะจิบน้ำชา บุคคลนั้นพลันกระโดดปราดไปวาเศษ ก่อเกิดความตื่นตระหนกให้กับทุกผู้คนที่มาดื่มกิน

บุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นกวาดสายตาชำเลืองแล จึงพบว่าทางด้านหน้ามีซิเล้งเฝ้าควบคุมอยู่ ประตูหลังมีฉี้อิง ภายในร้านชุมนุมปึงเซียะ นางแมงมุมขาว โค้วเพ้งรวมสามคน

ขณะที่มัวสำรวจสภาพแวดล้อม ดวงตาทั้งคู่ได้สาดประกายวูบวาบ รู้สึกคมกล้ายิ่งนัก

แลเห็นมันมีใบหน้าเหลืองซีด คิ้วทั้งสองข้างทั้งดกทั้งยาว จมูกงองุ้ม เค้าหน้ามีส่วนผิดปรกติ ทำให้ผู้คนพบเห็นเพียงคราเดียวก็ยากยิ่งลืมเลือน

ได้ยินมันกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“ทุกท่านคิดจะทำอย่างไร? ควรทราบว่าเราหาใช่ตอแยได้ไม่”

มันส่งเสียงเป็นชาวพื้นเมืองซัวตัง สำเนียงกึกก้องสะท้านแก้วหู

นางแมงมุมขาวพลันหัวร่อคิกคัก กล่าวว่า

“ผู้ใดไปตอแยท่านเล่า?”

บุรุษฉกรรจ์หน้าเหลืองเขม้นมองนางกล่าวว่า

“ท่านเมื่อครู่นี้ลงมืออันใดกัน?”

“ท่านหากมิทราบว่า ข้าพเจ้าลงมืออย่างไร ไฉนจึงมาถามไถ่เล่า?”

ฉี้อิงพลันส่งเสียงขึ้นบ้างว่า

“ท่านคิดแส่หาเรื่องราวกับพวกเราหรอกหรือ นี่ท่านมีนามว่ากระไร?”

บุรุษฉกรรจ์หน้าเหลือง ปรายตาเหลือบแลนางกล่าวว่า

“เราแซ่เฮ้ง นามกงพวกเรามิได้พบหน้ากัน ไหนเลยจะมาหาเรื่องราวกับพวกท่าน?”

ฉี้อิงยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“ฉันใดฉันนั้น ในเมื่อเป็นการเข้าใจผิด ท่านก็ดื่มน้ำชาของท่านต่อไป พวกเราจะออกเดินทางอีก ผู้แซ่เฮ้งเป็นอย่างไร?

เฮ้งกง เพียงแค่นเสียงหนักๆ กลับไปนั่งประจำโต๊ะ พวกซิเล้งพอดื่มน้ำชาแล้วก็เร่งรุดต่อไป

เดินเหินประมาณสองชั่วยาม ได้ห่างจากตัวเมืองเซียงเอี้ยงถึงหกเจ็บสิบลี้ ทุกผู้คนก็เข้าสู่ตัวเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เสาะหาร้านอาหารเข้าไปพักผ่อน

ทั้งหมดนั่งอยู่เกือบชั่วหม้อเดือด นางแมงมุมขาวพลันส่งเสียงแค่นดังเฮอะกล่าวว่า

“เดียรัจฉานนั้นติดตามมาแล้ว?”

ทุกผู้คนกวาดมองไปบนท้องถนน สำรวจดูอยู่ครู่ใหญ่ ต่างก็ไม่พบพานเฮ้งกงที่หน้าเหลืองคิ้วดกผู้นั้น

นางแมงมุมขาวพลันกล่าวขึ้นว่า

“มันได้เข้าใกล้มาภายในรัศมีสามวาแล้ว”

ทุกผู้คนต่างก็สำรวจดูผู้คนที่เดินเหินอยู่นอกร้าน แลเห็นบุรุษฉกรรจ์ศีรษะล้านเลี่ยนผู้หนึ่งเดินผ่านไป บุคคลนี้มีผิวกายดำคล้ำ คิ้วหร็อมแหร็ม ริมฝีปากหนาเตอะรูปลักษณะผิดแผกจากเฮ้งกงผู้นั้นโดยสิ้นเชิง

ปึงเซียะก้าวออกไปนอกร้าน เหลือบแลส่วนหลังของบุรุษศีรษะล้านผู้นั้นวูบหนึ่ง แล้วจึงโบกมือเป็นนัยกับทุกคน แสดงว่าบุคคลนี้เอง มันใช้วิชาพิจารณาจากส่วนลำคอและสองมือของฝ่ายตรงข้ามจนทราบได้

ผู้คนทั้งหมดรีบออกจากร้าน ขึ้นรถม้าควบอาชา นอกจากซิเล้งแล้วล้วนแต่ไล่ล่าติดตามไป พริบตาเดียวก็พุ่งเฉียดผ่านบุรุษศีรษะล้านเลี่ยนผู้นั้น ออกจากตัวเมืองแห่งนี้

โค้วเพ้งเป็นผู้ควบขับรถม้าโลดแล่นต่อไป ฉี้อิง นางแมงมุมขาวที่โดยสารอยู่ในรถ พลันกระโดดปราดลงมาที่ข้างทาง ซุกซ่อนกายอยู่หลังต้นไม้

ส่วนปึงเซียะนำอาชาผูกกับหลังรถม้า ตัวเองเหยียบบังโคลนพลิ้วร่างลงมา ซุกซ่อนร่างอยู่อีกด้านหนึ่งของทางหลวง ซึ่งบนถนนหลวงในยามนี้เงียบสงัดไร้ผู้คน นับเป็นโอกาสอันประเสริฐ

นางแมงมุมขาวส่งเสียงกล่าวว่า

“เดียรัจฉานนี้มีความสามารถไม่ต่ำทราม เมื่อยามเที่ยงเราขณะอยู่ในร้านน้ำชา ใช้ใยเทพแมงมุมดำลงมือต่อมัน แม้จะประสบผล ยังถูกมันสังเกตพบ”

ฉี้อิงกล่าวว่า

“เมื่อครู่นี้มันขณะเดินเหินมาถึงนอกร้านอาหาร เทพแมงมุมดำก็คงรายงานต่อท่านกระมัง?”

“ถูกแล้ว บุรุษศีรษะล้านผู้นั้นต้องเป็นเฮ้งกงเทพแมงมุมดำของเราไม่มีการผิดพลาดอย่างแน่นอน”

“คราครั้งนี้มิผิดพลาดเด็ดขาด ปึงเฮียก็จดจำได้ด้วย เพียงแต่ข้าพเจ้าขบคิดมิออกว่า เดียรัจฉานนี้มีความเป็นมาประการใด หากแม้นเป็นบุคคลในสถาบันอำมหิต เมื่อทราบว่าพวกเราระแวงสงสัย หรือว่ายังมีกำลังขวัญสะกดรอยอย่างมิยอมเลิกราด้วย?”

นางแมงมุมขาวกล่าวว่า

“มันคงเชื่อมั่นว่า หลังจากปลอมแปลงรูปโฉมแล้ว พวกเราก็จดจำมันมิได้ ข้าพเจ้ากลับสงสัยว่า ในเมื่อเป็นผู้คนของสถาบันอำมหิต พวกเราก็มิต้องเดินทางกันอีก จนถึงขณะนี้ค่อยลงมือเลย”

“พวกเรามิอาจไม่กระทำเช่นนี้ ทั้งนี้ก็เพราะจูกงเม้งพำนักอยู่ในเมืองเซียงเอี้ยง หากแม้นพวกเราลงมือต่อเฮ้งกง จนจูกงเม้งไหวตัวขึ้น ไยมิสร้างความยุ่งยาก อย่าว่าแต่พวกเราเดินเหินเป็นระยะทางหลายสิบลี้เช่นนี้ ก็เพื่อพิสูจน์ว่า เฮ้งกงมีเจตนาติดตามพวกเราโดยเฉพาะหรือไม่”

นางแมงมุมขาวอ้าปากหมายเอ่ยวาจา แต่ก็ล้มเลิกไปอย่างกระทันหัน กวาดมองไปยังทางหลวงเบื้องหน้าอย่างจดจ่อ

นอกรัศมีหลายลี้ มีเงาร่างสายหนึ่ง ก้าวยาวๆ เดินเหินอย่างเร่งร้อนทางเบื้องหลังของมัน เว้นระยะห่างสิบวา อาชาตัวหนึ่งได้ก้าวเหยาะย่างอย่างเชื่องช้า

เงาร่างที่เดินทางก็คือบุรุษศีรษะล้านเลี่ยนผู้นั้น ส่วนอาชาทางเบื้องหลังผู้โดยสารคือซิเล้ง ในยามนี้จึงกลับกลายเป็นว่า ซิเล้งคอยคุมฝ่ายตรงข้าม มุ่งมาทางตำแหน่งที่ทุกผู้คนซุกซ่อนอยู่

มินานให้หลัง บุรุษศีรษะล้านเลี่ยนผู้นั้นก็เข้าใกล้มา ฉี้อิงได้พุ่งขวับออกไปขวางทาง ซิเล้งทางเบื้องหลงก็พลิ้วกายลงมาจากหลังม้า แต่หามีปฏิกิริยาอันใดไม่

บุรุษศีรษะล้านเลี่ยนเขม้นมองฉี้อิงอย่างสงสัย ท่วงท่าปรกติธรรมดากล่าวว่า

“โกวเนี้ยไฉนจึงขวางทางของข้าพเจ้าด้วย?”

สำเนียงครานี้เป็นพื้นเมืองซัวไซ ฉี้อิงส่งเสียงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าแซ่ฉี้นามอิง นามของท่านเล่า?”

“ข้าพเจ้าลี้กุ่ย โกวเนี้ยมีคำแนะนำประการใด?”

ตลอดเวลามันมิเหลียวแลไปด้านหลัง ซิเล้งคุกคามมา ถึงบริวเวณเบื้องหลังของมันในรัศมีหนึ่งวา

ฉี้อิงเค้นเสียงว่า

“มิถูกต้องกระมัง ท่านเมื่อยามเที่ยงยกย่องตัวเองเฮ้งกง บัดนี้ไฉนเปลี่ยนแปลงชื่อแซ่ด้วย?”

บุรุษศีรษะล้านเลี่ยนลี้กุ่ย กล่าวว่า

“โกวเนี้ยล้อเล่นแล้ว ข้าพเจ้าไหนเลยจะเคยพบพานท่านมาก่อน”

ฉี้อิงมีใบหน้าเครียดลง กระชากแส้พายุดำออกมา ตวัดฝ่าอากาศบังเกิดเสียงดังขวับเขวียวกล่าวว่า

“เฮอะ ท่านมาตรแม้นจะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน โกวเนี้ยก็ยังจดจำท่านได้”

ลี้กุ่ยพลันถอยกายไปหนึ่งก้าว ยื่นมือลูบคลำที่หว่างเอว ปรากฏประกายกระจายวูบ ได้ตะปบดาบพม่าออกมาเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอาวุธที่มีตัวดาบอ่อนหยุ่นสามารถแขวนล้อมรอบเอว บุคคลภายนอกยากที่จะสังเกตพบ

มันส่งเสียงหนักๆ ว่า

“เราไม่มีการล่วงเกินต่อโกวเนี้ย แต่เมื่อเจ้าเคี่ยวเข็ญคุกคามก็มิอาจโทษว่าเราลงมือแล้ว”

วาจาเพิ่งจบลง ภายในพุ่มไม้ข้างทาง นางแมงมุมขาวมือถือดาบคู่ได้ปรากฏกายออกมาคุมเชิง ด้านตรงข้ามปึงเซียะที่สะพายกระบี่ยาว ได้ยืนหยัดรักษาอยู่ รวมทั้งฉี้อิงก็เป็นการโอบล้อมถึงสามด้าน

ซิเล้งทางเบื้องหลัง พลันแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า

“สหาย ประกาศศักดิ์ศรีที่แท้จริงของตัวเองออกมาเถอะ”

ลี้กุ่ยมิเหลียวแลมองไปแต่น้อย เรือนร่างพลันพุ่งปราดไปด้านหลังจุดดั่งประกายไฟ เรือนร่างหมุนคว้างเป็นวงกว้าง ฉกฉวยสภาวะสะบัดดาบพม่ากรีดเข้าใส่

ซิเล้งก็พุ่งปราดเข้าหา ขณะลอยตัวอยู่ ได้ตะพบกระบี่ยาวออกเสือกแทงไปอย่างหักโหม แว่วเสียงดังเปรื่อง เมื่อทั้งสองฝ่ายประทะกันท่าหนึ่ง แล้วแยกย้ายล่าถอยไปอีกด้านหนึ่งๆ

ลี้กุ่ยพลันตวาดก้องร้องขึ้น คล้ายกับอสนีบาตทลายลงดาบพม่าตวัดฟาดออกไปอย่างเกรี้ยวกราด เป็นท่าดาบที่ดุดันอำมหิต และมิคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง

ซิเล้งพลันขยับร่างมาด้านข้างหลายเชียะ ประจวบเหมาะกับหลบเลี่ยงจากท่าดาบนี้ได้ โดยอาศัยเคล็ดคล่องแคล่วสยบความเกรี้ยวกราด และกระบี่ยาวจี้ออกไปเบื้องหน้าอย่างพิสดาร

ลี้กุ่ยถูกภาวะกระบี่คุกคามจนต้องหลบเลี่ยงล่าถอย สำหรับทิศเบื้องหลังนี้ ไม่มีทางทะลวงฝ่าไปได้ รวมทั้งข้างทางหลวง ก็ไม่อาจใช้หลบหนี เนื่องจากมีปึงเซียะ นางแมงมุมขาวเฝ้าคุมเชิงอยู่

บนทางหลวง บุคคลผู้หนึ่งได้วิ่งตะบึงเข้ามาอย่างเร่งร้อน กลับเป็นโค้วเพ้ง มันควบรถม้าไปจอดรออยู่นอกรัศมียี่สิบวา แล้วตัวเองรีบวิ่งกลับมา

ลี้กุ่ยพลันชบคิดคำนึงอย่างว่องไว แลเห็นฉี้อิงขณะนี้เคลื่อนกายมาถึงริมทาง กลางถนนมีแต่โค้วเพ้งที่กำลังวิ่งมา จึงพุ่งร่างออกไปปะทะอย่างรวดเร็ว

โค้วเพ้งส่งเสียงตวาดก้อง สะบัดหมัดเข้าขัดขวาง จู่โจมทั้งสองฝ่ามือ พลังหมัดหนักหน่วงปานบรรพตถล่มทลายลง

ลี้กุ่ยเพิ่งทราบซึ้งว่า ทารกใหญ่นี้ยากจะพัวพันด้วย แต่ก็กวัดแกว่งดาบ หักโหมอย่างดุเดือด โค้วเพ้งใช้วิชาหมัดพิการทั้งยี่สิบสี่กระบวนท่า บุกตะลุยอย่างตรงๆ มิหวั่นไหว

ซิเล้ง ฉี้อิง กับพวก ได้เคลื่อนกายรายล้อมบริเวณเอาไว้อย่างแน่นหนา โค้วเพ้งยิ่งต่อสู้ยิ่งเข้มแข็ง หมัดทั้งสองข้างที่ต่อยออกล้วนแฝงไว้ด้วยกระแสพลังแกร่งกร้าว

ลี้กุ่ยพลันบังเกิดเพลิงอำมหิตลุกฮือโหม เสแสร้งเป็นเปิดช่องว่างรอยโหว่ โค้วเพ้งถึงกระแทกหมัดต่อยผางเข้ามา

ช่วงเวลานั้นดาบพม่าที่คบกริบ ได้ถูกลี้กุ่ยแทงปราดออกไปฟันใส่ทรวงอกของฝ่ายตรงข้าม!

ฉี้อิงแตกตื่นจนพริ้มตาลง มิกล้าชมสถานการณ์อันดาบพม่าของลี้กุ่ยนี้ คมกล้าผิดสามัญ แม้แต่อาวุธธรรมดาก็ถูกฟันจนหักสะบั้นได้ อย่าว่าแต่สังขารที่กอปรขึ้นจากเลือดเนื้อเลย

โค้วเพ้งได้ฝึกปรือพลังเทพยดาคุ้มครองกาย มิไหวหวั่นต่อคมศาตราวุธ จึงยินยอมให้ดาบศัตรูฟันใส่ร่างกาย ฉี้อิงทราบจิตใจของโค้วเพ้งเป็นอย่างดี ยิ่งรู้ซึ้งว่าพลังพิทักษ์ร่าง ไม่อาจต้านทานความคมของดาบพม่า จึงตื่นตระหนกจนมิกล้าจับตาดูสภาพอันสยดสยอง

ส่วนบุคคลอื่น มาตรแม้นสำนึกว่าผิดท่าไป แต่มิได้พริ้มตาลงดังนั้นจึงแลเห็นโค้วเพ้งกระแทกหมัด จนลี้กุ่ยปลิวกระเด็นไป ซึ่งเป็นสถานการณ์ก่อนที่จะถูกดาบพม่ากรีดใส่เล็กน้อย

แลเห็นเสื้อผ้าบริเวณทรวงอกของโค้วเพ้งกรีดขาดกระจุยกระจายบนผิวกายสีทองแดง ปรากฏเป็นบาดแผลสีขาวสายหนึ่ง เนิ่นนานมิสร่างซา แต่หามีโลหิตหลั่งไหลไม่

โดยนัยกลับ ลี้กุ่ยทั้งๆ ที่ผนึกพลังต้านรับกำลังหมัด ก็ยังไม่อาจทนทานได้ ปลิวละลิ่วไปนอนฟุบลงอยู่ท่ามกลางฝุ่นละออง ถึงกับสลบสิ้นสติ!

ซิเล้งพุ่งปราดเข้ามาจี้สกัดจุดของลี้กุ่ยฉี้อิงได้ยินสำเนียงโห่ร้องดังจากรอบกาย จึงรีบลืมตาขึ้น พบเห็นว่าโค้วเพ้งกลับปลอดภัย จึงลิงโลดจนพุ่งกายมาถึงเบื้องหน้าของมัน กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า

“เจ้าไม่เป็นไรหรอกหรือ?”

โค้วเพ้งตอบว่า

“มิเป็นไร แต่เวลาถูกดาบรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก”

“เรานับเป็นคราแรกที่รับทราบว่า พลังเทพยดาคุ้มครองกายสามารถต้านรับอาวุธที่คมกล้า เป็นโชควาสนาของเจ้าแท้ๆ ภายภาคหน้ายามเผชิญกับอาวุธวิเศษ อย่าได้ต้านรับเด็ดขาด หากถูกฟันจนโลหิตคหลั่งไหลก็จะเสียชีวิต”

“ข้าพเจ้าจะจดจำเอาไว้…”

ทั้งหมดรีบบรรทุกลี้กุ่ยพุ่งปราดไปเบื้องหน้า เสาะพบรถม้าขนย้ายลี้กุ่ยเข้าไปในภายใน แล้วจึงเดินทางกลับอย่างแช่มช้า

ตามรายทางที่หวนกลับสู่เมืองเซียงเอี้ยง ซิเล้งกับฉี้อิงลัดเปลี่ยนกันสอบสวนลี้กุ่ย แต่ก็มิได้รับเบาะแส มิหนำซ้ำมันยังรับบาดเจ็บมิน้อยด้วย

การเดินทางไกลจะบรรลุถึงเมืองเซียงเอี้ยง ท้องฟ้าก็เริ่มเย็นค่ำลง ปึงเซียะควบอาชาขวางรถม้าไว้ กล่าวกับพวกซิเล้งว่า

“พวกเราสมควรรวบรัดเรื่องราวที่เกี่ยวกับเดียรัจฉานผู้นี้ หาไม่แล้วการนำพาบุคคลเช่นนี้เข้าสู่ตัวเมืองสามารถแพร่สะบัดไปอย่างง่ายดาย จนอาจแพร่งพรายร่องรอยของพวกเรา”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น แต่เดียรัจฉานนี้กลอกกลิ้งจัดเจนยิ่งนัก ข้าพเจ้าทุ่มเทวิธีการต่างๆ นานา มุ่งเคี่ยวเข็ญทรมาน ก็ยังมิอาจบีบบังคับให้มันบ่งบอกความจริงออกมาแม้เพียงประโยคเดียว”

“อ้อ สำหรับฉี้โกวเนี้ยเล่า?”

“ข้าพเจ้าก็อับจนปัญญา เพียงแต่ทราบว่าเดียรัจฉานนี้ต้องเป็นบุคคลที่ข้าพเจ้ารู้จักมาก่อน”

ซิเล้งกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“เพราะเหตุใด?”

ฉี้อิงค้อนควักเข้าใส่ จงใจมิยอมตอบวาจา ปึงเซียะเข้าใจความรู้สึกของนางเป็นอย่งดี จึงเอ่ยปากถามไถ่ด้วย ฉี้อิงค่อยกล่าวว่า

“พวกเรายามลงมือ ข้าพเจ้าได้บ่งบอกว่า มันแม้จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านก็ยังจดจำได้ มันถึงกับมีความคิดหมายหลยหนีทันที แสดงว่าคือผู้ที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักแน่นอน”

ซิเล้งในยามนี้ มิแยแสปฏิกิริยาจากฉี้อิง กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า

“นั่นก็แปลกไปแล้ว มันมีพลังฝีมือสูงล้ำ การที่เซี่ยวเพ้งสยบมันได้ เพราะโชคอำนวย ที่แท้มันเป็นโครกัน?”

ฉี้อิงเงียบงันไปครู่หนึ่งพลันพึมพำว่า

“สำหรับเรื่องนี้สามารถนับเป็นเหตุการณ์อันพิสดารได้หรือไม่?”

ซิเล้งกล่าวในบัดดลว่า

“ย่อมเป็นเรื่องราวที่พิสดารอย่างสุดแสน”

“เอ๊ะ ผู้ใดถามท่านเล่า?”

ปึงเซียะทราบว่า วาจาของนางย่อมมีเลศนัย จึงรีบกล่าวว่า

“ฉี้โกวเนี้ยนับว่าประหลาดยิ่งนัก”

“ในเมื่อนับเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็สามารถเปิดอ่านข้อความที่บรรจุในถุงย่ามของเค้งเจ้เจ๊แล้ว!”

“อ้อ ถ้าเช่นนั้นรีบเปิดอ่าน กี้โกวเนี้ยมีความสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ปัจจุบันนี้ผู้ที่สะกดรอยพวกเรา มีข้อชวนระแวงยิ่งนัก จำต้องสืบเสาะจนทราบกระจ่าง”

ฉี้อิงล้วงหยิบถุงย่ามออกมาใบหนึ่งกล่าวว่า

“จดหมายที่บรรจุในถุงย่ามนี้ ข้าพเจ้าเคยฉีกอ่านฉบับหนึ่ง ยังมีอีกฉบับอยู่ชั้นใน ปิดผนึกอย่างแน่นหนา”

นางแมงมุมขาวถามว่า

“ข้อความในถุงย่าม ท่านเคยเปิดออกตั้งแต่เมื่อใด ข้าพเจ้ามิเคยได้ยินท่านบ่งบอกเลย”

ฉี้อิงมีสีหน้าหมองคล้ำลง ถอนหายใดยาวๆ กล่าวว่า

“ข้อความในจดหมายฉบับแรกของนาง ตักเตือนข้าพเจ้าอย่าได้มีจิตชิงชังอาฆาตต่อซิเล้ง นางอ้างว่านี่เป็นเจตนาของฟ้าดิน สุดที่กำลังมนุษย์จะแข็งขืนได้”

“วาจานี้ก็มีเหตุผล”

“เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงร่วมทางมากับพวกท่าน หากมิได้เค้งเจ้เจ๊ฝากวาจาไว้ เกรงว่าสถานการณ์ในวันนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง”

นางหมายความว่า หากมิใช่กี้เฮียงเค้งทิ้งวาจาไว้ ก็คงลงมือสังหารซิเล้ง จนสถานการณ์แปรเปลี่ยนไป ซิเล้งแม้สำนึกทราบ ก็แสร้งเป็นมิเข้าใจ งงงันอยู่ตลอดเวลา

ฉี้อิงได้เปิดถุงย่ามออก ภายในบรรจุจดหมายปิดผนึกอีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองว่า

“มีเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างพิสดารค่อยเปิดอ่าน”

พอฉีกซองออกมา ก็พบเห็นกระดาษใบหนึ่งเขียนข้อความว่า

“หากพบเห็นผู้คนที่มีร่องรอยน่าระแวง เชี่ยวชาญวิชาปลอมแปลงรูปโฉม สะกดติดตามพวกท่าน ขอให้ลงมือคร่ากุม เพื่อชำระหนี้โลหิต อิงม่วยม่วยพอแลเห็นทรวงอกของบุคคลนี้ ก็สามารถเข้าใจแจ่มแจ้ง”

ซิเล้งกับฉี้อิงล้วนแต่เข้าใจข้อความในจดหมาย แต่นางแมงมุมขาวและปึงเซียะล้วนมิกระจ่างชัด แลเห็นฉี้อิงย่อเอวลง ยื่นมือออกฉีกกระชากเสื้อผ้าบริเวณทรวงอกของลี้กุ่ย พบว่าท่ามกลางขนอกที่รุงรัง ทางซ้ายมือมีแผลเป็นอยู่แห่งใหญ่!

ฉี้อิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างคลั่งแค้นว่า

“เป็นเดียรัจฉานนี้จริงๆ นับว่าเทพยดาฟ้าดินบงการให้มันแส่มาเอง เพื่อเราสามารถล้างแค้นได้”

ปึงเซียะเบือนหน้ามาทางซิเล้งกล่าวว่า

“บุคคลนี้เป็นใคร?”

ซิเล้งกล่าวอย่างพลุ่งพล่านว่า

“มันคือหัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮง มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยทหารรักษาพระองค์ ตระกูลข้าพเจ้าทำลายล้มล้าง เดียรัจฉานนี้เป็นผู้บงการ คบหาจูกงเม้ง ร่วมประกอบกรรมชั่ว

มันกับจูกงเม้ง เคยร่วมมือกัน ช่วงชิงประแจเจดีย์ทองคำ ขณะนั้นท่านผู้อาวุโสแซ่ฉี้ กับฮูหยินผู้ล่วงลับ ได้ลอบช่วยเหลือเนี่ยฮูหยินที่ครอบครองประแจนี้อยู่

ฉี้ฮูหยินเนื่องจากเร่งรุดล่วงหน้าไปก่อน ยามค่ำถูกศัตรูทำร้ายก่อนจะมรณภาพ ได้ใช้ระเบิดเพลิงจนทำร้ายถูกทรวงอกของหนึ่งในสองผู้คลุมหน้าที่ลอบประทุษร้ายนาง

ท่านผู้อาวุโสแซ่ฉี้อาศัยเบาะแสนี้ จนอีกยี่สิบปีให้หลัง ขณะเปิดพิธีชุมนุมผู้ทรงฝีมือขึ้นที่หมู่บ้านตระกูลฉี้ สืบทราบว่าหัตถ์อสนีบาตคือตัวฆาตรกรที่ทำร้ายฉี้ฮูหยิน”

ปึงเซียะนางแมงมุมขาว ล้วนเข้าใจได้ ฉี้อิงพลันตะปบคว้าหัตถ์อสนีบาตขึ้น พุ่งปราดออกจากรถม้า โลดแล่นไปยังท้องทุ่งอันรกร้าง ซิเล้งกับพวกทั้งสามคนรีบติดตามอย่างกระชั้นชิด ทิ้งให้โค้วเพ้งเฝ้ารถม้าอยู่เพียงลำพัง

ทั้งหมดเดินเหินได้ระยะทางหนึ่ง ซิเล้งพลันเร่งรุดตามทันฉี้อิง กล่าวว่า

“สถานที่นี้เหมาะสมกับการลงมือยิ่งนัก”

ฉี้อิงเหลียวแลสภาพรอบกาย จึงพบว่านี่เป็นสุสานร้าง ซึ่งมีหลุมฝังศพเกลื่อนกลาด นางเหวี่ยงหัตถ์อสนีบาตลงบนพื้นดิน ตะปบกระบี่สั้นมาเล่มหนึ่ง ตัดเส้นเอ็นตามแขนขามันทั้งสี่แห่ง แล้วค่อยตบคลายจุดให้

บุรุษศีรษะล้านเลี่ยนที่เรียกหาตัวเองว่าลี้กุ่ย ฟื้นคืนสติมาอย่างแช่มช้า และพบเห็นว่าตัวเองอยู่ในอาณาบริเวณรกร้าง ถูกฝ่ายตรงข้ามคอยควบคุม

ฉี้อิงมีสีหน้าอำมหิตกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“พวกเราต้องปลิดชีวิตของท่านอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะตกตาย ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านประกาศชื่อแซ่ที่แท้จริงออกมา”

ลี้กุ่ยกล่าวว่า

“นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวประการใด?”

ฉี้อิงแผดเสียงหัวร่ออย่างเกรี้ยวกราดบาดหู ซิเล้งเกรงว่านางจะกระทบกระเทือนใจจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงส่งเสียงหนักๆ ว่า

“ท่านประกอบความชั่วล้างผลาญผู้คนจำนวนสุดคณนานับ ไฉนมิกล้าบ่งบอกนามที่แท้จริง หากแม้นท่านบอกกล่าวออกมา พวกเราก็จะประทานความตายให้ท่านอย่างสะดวกดายมิทารุณ”

ลี้กุ่ยเบิ่งตาขึ้น ในดวงตามีแต่เส้นโลหิตสีแดงฉาน สารรูปน่าพรั่นพรึง พลันแผดหัวร่ออย่างเกรี้ยวกราดกล่าวว่า

“บอกกล่าวก็ได้ เล่าฮูคือหัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮง”

ฉี้อิงขบฟันดังกรอดๆ กล่าวว่า

“ท่านยังจดจำเรื่องราวเมื่อยี่สิบปีก่อน ทรวงอกถูกระเบิดเพลิงทำร้ายใส่ได้หรือไม่?”

“ย่อมจดจำได้ สตรีนางนั้นมีความสัมพันธ์อันใดกับเจ้า?”

“ตัวฆาตกรร้ายรับฟังไว้ นางคือมารดาผู้ให้กำเนิดมีนามฉี้ตั่วเนี้ย”

หัตถ์อสนีบาตงงงันไปวูบหนึ่ง ค่อยกล่าวว่า

“เป็นนางจริงๆ ภูมิปัญญาของจูกงเม้ง นับว่าสูงล้ำกว่าปุถุชน คราครั้งกระโน้นมันก็คาดคำนวณได้แล้ว แต่ฉี้น่ำซัวก็เป็นผู้ที่ล้ำลึก ปกปิดอย่างมิดชิด ในหลุมฝังศพของฉี้ตั่วเนี้ยถึงกับมีซากศพอยู่จริงๆ”

“พวกท่านกล้าขุดหลุมฝังศพของมารดาผู้ล่วงลับด้วย?”

“คราก่อนหากมิขุดงัดโลงศพออกมา เกรงว่าเอี้ยเท้าเจ้าในยามนี้ คงมิสามารถอวดโอ่อยู่ ณ ที่นี้ได้”

ปึงเซียะกล่าวขึ้นว่า

“วาจานี้หมายความว่ากระไร?”

หัตถ์อสนีบาตส่งเสียงว่า

“บ่งบอกไปก็รวบรัดยิ่ง หากแม้นพวกเราไม่ขุดแงะโลงศพออกมา จนพบเห็นซากศพสตรีภายใน จนเข้าใจว่าฉี้ตั่วเนี้ยตกตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เฮอะ หมู่บ้านตระกูลฉี้ก็คงถูกทำลายจนราบเรียบ ไม่มีผู้คนรอดชีวิต รวมทั้งฉี้อิงที่มีอายุเพียงสองปี

สำหรับเรื่องนี้ล้วนควรตำหนิเรา ที่ไม่เชื่อถือจูกงเม้ง มันแสดงความเห็นว่า เมื่อมีจิตระแวง ก็พาลทำลายฉี้น่ำซัวกับธิดา กำจัดเภทภัยในภายหลัง แต่เราต้องการเปิดโลงศพตรวจดูก่อน จึงหลงกลของฉี้น่ำซัว ทำให้มีสถานการณ์เฉกเช่นวันนี้…”

ซิเล้งกล่าวอย่างชิงชังว่า

“ท่านจวบจนบัดนี้ ยังไม่มีความสำนึกในความผิดเก่าก่อน นับว่าสมควรตายอย่างแท้จริง”

นางแมงมุมขาวเห็นพ้องด้วย ปึงเซียะกลับกล่าวว่า

“ข้าพเจ้ากำลังคิดว่า มันเหตุใดจึงมุ่งสะกดติดตามพวกเรา พฤติการณ์นี้มีเจตนาอย่างไรกัน?”

หัตถ์อสนีบาตส่งเสียงกล่าวว่า

“เราต้องการดูพวกเจ้าว่า สามารถเสาะพบจูกงเม้งหรือไม่ มันหากมีชีวิตอยู่ พวกเราก็ไม่มีวันสงบสุข หากแม้นพวกเจ้าติดตามพบพาน เราก็จะช่วยมันทะลวงฝ่าวงล้อมหลบหนีไป!”

ซิเล้งเค้นเสียงกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าทราบเจตนารมณ์ของท่าน ท่านมุ่งหมายว่า ขอเพียงแต่จูกงเม้งไม่ตกตาย พวกเราก็ไม่มีเวลาเสาะหาท่าน ดังนั้นคราครั้งนี้พวกเรายามออกเดินทางได้เปิดเผยร่องรอย และท่านก็เสี่ยงภยันตรายเร่งรุดมา คอยสะกดรอยตาม”

ปึงเซียะ แสดงความเห็นบ้างว่า

“การพลาดพลั้งหัตถ์อสนีบาตครานี้ เนื่องจากเชื่อมั่นในวิชาปลอมแปลงรูปโฉมของตัวเองจนเกินไป อา จวบจนบัดนี้ ข้าพเจ้าเพิ่งเข้าใจว่า กี้โกวเนี้ยไฉนจึงต้องการให้พวกเราเดินทางอย่างเปิดเผยมิต้องลอบเร้น ที่แท้ต้องการล่อลวงศัตรูมาติดกับดักนั่นเอง”

ฉี้อิงพลันกล่าวอย่างเย็นชาว่า

“เนี่ยฮง ท่านยังมีวาจาสั่งเสียหรือไม่?”

หัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮง ขยับเคลื่อนไหวแขนขา จึงทราบว่าเส้นเอ็นใหญ่ถูกตัดขาดไป ไม่มีทางเดินเหินได้ แต่ทว่ามันพลันมีท่วงท่าคึกคักกล่าวว่า

“บุตรชายมองว่า มันพำนักที่เมืองเซ่งโตว ขอให้บอกกล่าวกับมันว่าเราตกตายในเงื้อมหัตถ์ของพวกเจ้า ภายหลังมันย่อมสามารถล้างแค้นให้กับเรา”

ซิเล้งหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า

“พวกเราหรือว่าถูกท่านข่มขู่เช่นนี้ ก็แตกตื่นจนมิกล้าปลิดชีวิตท่านด้วย?”

“เฮอะ พวกเจ้าเข้าใจว่า เราเนี่ยฮงแสร้งข่มขู่หรือ? เราหากไม่มีความมั่นใจ ไฉนจึงบอกกล่าวล่วงหน้า อนุญาตให้พวกเจ้าได้ตระเตรียมเสียก่อน?”

ที่แท้หัตถ์อสนีบาตยามถูกมรณะคุกคาม พลันหวนนึกถึงข่าวคราวประการหนึ่ง กล่าวคือก่อนที่มันจะหลบซ่อนร่องรอย ได้รับทราบเรื่องราวที่บริวารสืบเสาะมารายงานว่า พบพานร่องรอยของผู้ที่แซ่เนี่ยนามฮักปิง

เนี่ยฮักปิงผู้นี้ ก็คือบุตรชายคนเดียวของตระกูลเนี่ย ซึ่งฉี้ตั่วเนี้ยสละชีวิตให้ความช่วยเหลือ ขณะนี้เร้นกายพักพิงอยู่ในตัวเมืองเซ้งโตว เนื่องจากประแจเจดีย์ทองคำ กำเนิดจากตระกูลเนี่ย ดังนั้นหัตถ์อสนีบาตจึงคอยติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับตระกูลเนี่ยตลอดเวลา

บัดนี้หัตถ์อสนีบาตพลันฉุกคิดขึ้นว่า หากแม้นอาศัยฉี้อิงสังหารเนี่ยฮักปิง และบุคคลนี้เป็นผู้ที่มารดานางเสี่ยงชีวิตเข้าคุ้มครอง รอจนฉี้อิงทราบความจริงแล้ว ความคับแค้นกระอักกระอ่วนใจ ย่อมสุดจะบรรยาย

ขณะนี้จึงแสร้งอ้างว่า เนี่ยฮักปิงเป็นบุตรชายของมัน เพียงแต่มันก็สำนึกทราบถึงอุปนิสัยใจคอของพวกซิเล้ง ย่อมมิอำมหิตจนคิดสังหารอย่างขุดรากถอนโคน นอกจากมีความจำเป็นบีบบังคับเท่านั้น

ปึงเซียะกล่าวขึ้นว่า

“ท่านที่แท้มีคำสั่งเสียอีกหรือไม่ อย่าได้พาดพิงถึงเรื่องราวไร้สาระเลย”

หัตถ์อสนีบาตกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“เจ้าก็เข้าใจว่า บุตรชายของเราไม่สามารถล้างแค้นแทนเราหรอกหรือ เฮอะ เราได้ใช้สอยผู้คน ส่งจดหมายให้กับบุตรชายของเราฉบับหนึ่ง บ่งบอกว่าในเวลาหนึ่งเดือน เราหากมิกลับไป หมายความว่าได้เผชิญการประทุษกรรมจากพวกเจ้า ขอให้มันหมกมุ่นฝึกปรือวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน ที่จูกงเม้งแนะนำให้ ซึ่งหากสำเร็จก็สามารถสังหารพวกเจ้าได้”

ทุกผู้คนล้วนเคยได้ยินจูกงเม้งกล่าวอ้างถึงนามของวิชานี้มาแล้วจึงบังเกิดความตื่นตระหนก ปึงเซียะทดสอบความเท็จจริงของเรื่องราว โดยถามว่า

“ดาบพุทธไร้เทียมทานเป็นวิชาอย่างไรกัน?”

หัตถ์อสนีบาตเคยรับทราบคำบอกเล่ามาจากจูกงเม้ง เกี่ยวกับอานุภาพวิชาดาบนี้ จึงกล่าวว่า

“วิชาลับแขนงนี้ ได้บัญญัติคิดค้นขึ้น โดยรวบรวมปมเด่นของเพลงดาบพิสดารของเทพโฉดสะท้านโพยมกับวิชา คมปัญญาบารมีของมหาสมณะโพธิสัตว์ ดังนั้นไม้ตายที่ปรมาจารย์ทั้งสองคนคิดค้นเช่นนี้ พวกเจ้าไหนเลยจะต้านทานได้?”

เรายังจดจำได้ว่าคกเตี่ยขณะฝึกปรือวิชาลับนี้ กระบวนท่าแรกเรียกว่า ไคเทียนเพ็กตี่ (เบิกฟ้าพิชิตพสุธา) ความลึกล้ำของท่าดาบสุดที่จะบรรยาย

ข้อที่น่าตระหนกก็คือ คมดาบของมันสามารถแผ่ประกายอันเย็นยะเยียบสุดเกรี้ยวกราด เท่าที่รับทราบมา พอฝึกปรือสำเร็จ ประกายดาบที่ว่า สามารถคุกคามจนศัตรูละทิ้งอาวุธมิกล้าต้านทาน”

คำว่า “คกเตี่ย” ที่มันอ้างอิงถึง บุคคลอื่นเข้าใจว่า เป็นนามบุตรชายของมัน ความจริงเป็นชื่อที่ฮักปิงเพิ่งปลอมแปลงขึ้น

ซิเล้ง ฉี้อิง และพวก รับฟังจนเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะพลังการฝึกปรือของพวกตน บรรลุถึงขั้นผู้ทรงฝีมือ จึงทราบซึ้งว่าอานุภาพดาบที่หัตถ์อสนีบาตบรรยายมา เป็นขั้นสูงสุดของวิชาดาบ

หัตถ์อสนีบาตพลันแผดหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่งกล่าวอีกว่า

“และขอบ่งบอกให้รับทราบ เกี่ยวกับความประพฤติของบุตรชายเรามันแม้นเป็นบุคคลที่มีเปลือกนอกอ่อนแอเรียบร้อย แต่บิดาพยัคฆ์ไหนเลยจะมีบุตรสุนัข ผู้ตกตายในเงื้อมหัตถ์ของมัน มีจำนวนกว่าร้อยคนแล้ว”

ฉี้อิงพลันตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า

“บัดนี้ท่านมอบชีวิตมาเถอะ”

กระบี่ยาวเสือกพุ่งออกไป ทิ่มแทงเข้าใส่ทรวงอกของหัตถ์อสนีบาตมารร้ายที่ช่วยเหลือจอมอสูรสร้างสรรค์ความชั่ว ก็จบชีวิตไป!

เพียงแต่ว่า แผนการอันชั่วร้ายของจอมกลอกกลิ้งเลือดเย็นเฉกเช่นมัน ก็ได้แพร่สะบัดออกมาแล้ว มหันตภัยซึ่งรอให้พวกซิเล้งประกอบขึ้นจึงเริ่มก่อตัวอย่างมิมีผู้ใดไหวระแวงเลย

ซิเล้งพึงพำว่า

“หากแม้นว่าบุตรชายของมันเนี่ยคกเตี่ย ได้ฝึกปรือวิชาดาบพุทธไร้เทียมทานจริง และมีความประพฤติอันชั่วร้าย พวกเราก็ต้องกำจัดบุคคลนี้ขจัดเภทภัยให้กับชาวโลก”

นี่เป็นวาจาที่หัตถ์อสนีบาตปรารถนาใคร่รับทราบทีเดียว ฉี้อิงกล่าวบ้างว่า

“พวกเราสมควรลงมือเสียก่อนด้วย มาตรมิเช่นนั้น รอจนมันฝึกปรือวิชาสำเร็จ มิเพียงแต่พวกเราไม่อาจสยบมันได้ เกรงว่ายังต้องถูกสังหารตกตายไป”

ปึงเซียะกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“ฟังจากน้ำเสียงท่านทั้งสอง รู้สึกว่าวิชาดาบพุทธไร้เทียมทาน ซึ่งกิมเม้งก็ยอมทรยศเพื่อได้มานี้ มีความลึกล้ำอย่างแท้จริง แต่ข้าพเจ้ากลับมิยินยอมพร้อมใจ หรือว่าอาศัยท่านทั้งสอง กอปรกับข้าพเจ้า ยังมิอาจต้านทานผู้ที่ฝึกปรือเพลงดาบเช่นนั้นได้ด้วย?”

ซิเล้งกล่าวว่าถูกต้อง ฉี้อิงเอื้อนเอ่ยว่า

“เทพโฉดสะท้านโพยม กับมหาสมณะโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งร่วมบัญญัติวิชาดาบนั้น ล้วนเป็นนอดคนในรอบร้อยพันปีที่ผ่านมา คู่ควรกับการถูกยกย่องเป็นปรมาจารย์ประจำยุค

ส่วนที่พิสดารก็คือ รากฐานฝีมือของท่านทั้งสองล้วนแตกต่างกัน เทพโฉดสะท้านโพยมแตกฉานแนววิชานานาประการของแผ่นดินตงง้วน มหาสมณะโพธิสัตว์ช่ำชองหลักวิชาที่ตกทอดจากประเทศชมพูทวีป

ท่านทั้งสอง เนื่องจากกำเนิดขึ้นในยุคเดียวกัน ภายหลังต่างบังเกิดความนิยมเลื่อมใส คบค้าเป็นสหายสนิท ดังนั้นจึงนำปมเด่นของตัวเอง บัญญัติเป็นไม้ตาย ซึ่งคือสามยอดวิชาที่จูกงเม้งพาดพิงถึง

หากแม้นเผชิญกับผู้ที่ฝึกปรือวิชาไม้ตายเหล่านั้น นอกจากพวกเราจะรู้จักแนววิชาทั้งตงง้วนกับชมพูทวีป จึงสามารถต้านทาน แต่พวกเราเพียงแตกฉานวิชาเดียว ย่อมไม่มีทางต้านรับได้”

ปึงเซียะกับนางแมงมุมขาว รับฟังจนปากอ้าตาค้าง ชั่วครู่ให้หลังปึงเซียะค่อยถอนหายใจกล่าวว่า

“วาจาของโกวเนี้ยคลี่คลายจุดอับตันของข้าพเจ้า และหากเป็นเช่นดังว่า บุคคลที่ฝึกปรือยอดวิชาหนึ่งในสามวิชา ก็สามารถอาละวาดทั่วใต้หล้าโดยปราศจากผู้ต้านทาน?”

ซิเล้งส่งเสียงกล่าวว่า

“ถูกต้อง พวกเราหลายคนหากร่วมมือกันต้านทาน มิแน่นักว่าจะพ่ายแพ้ แต่หนึ่งนั้นพวกเราไม่อาจอาศัยร่วมกันตลอดเวลา และสองฝ่ายตรงข้ามมีพลังฝีมือรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเราไม่สามารถเปรียบเทียบด้วย

เพราะเหตุนี้ หากแม้นฝ่ายตรงข้ามจู่โจมคราแรก พวกเราสามารถต้านรับไว้ แต่ศัตรูหากมารุกรานเป็นครั้งที่สอง ฝ่ายเราเกรงว่าจะประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา”

ฉี้อิงผงกศีรษะกล่าวว่า

“นั่นก็ใช่แล้ว อลัชชีโลกันตร์ถึงกับคอยเคี่ยวเข็ญศิษย์ในสังกัดฝึกปรือวิชาอันสูงล้ำนั้น โดยทอดทิ้งเรื่องราวอย่างอื่น และหากมันได้รับความสำเร็จ ซือแป๋กับอาวเอี้ยงแป๊ะแปะ (ขุนพลไร้กร) ฉื่อแป๊ะแปะ (เทพเจ้าสันโดษ) ก็ล้วนอับจนปัญญา”

นางพลันเบิ่งตาครุ่นคิด ราวกับคำนึงถึงเรื่องราวอันใดทุกผู้คนจึงมิส่งเสียง

ปึงเซียะเหลียวซ้ายแลขวา พบเห็นหลุมลึกแห่งหนึ่ง จึงหนีบซากศพของหัตถ์อสนีบาต ไปเหวี่ยงลงในหลุม เสาะหาก้อนหินทับถมไว้ นับเป็นการกลบฝัง

ฉี้อิงรอจนปึงเซียะกลับมาค่อยกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าพลอยฉุกคิดว่า ขบวนนางเฒ่าผึ้งซึ่งทราบมาว่า อลัชชีโลกันตร์สร้างสรรค์ขึ้น มาตรแม้นร้ายกาจยิ่งนัก นางแมงมุมขาวน้องเราพอได้ยินถึงกับมีใบหน้าแปรเปลี่ยน แต่ทว่าขบวนนางเฒ่าผึ้งที่ว่า ย่อมยังมีจุดอ่อนที่มิอาจแก้ไขอยู่”

ปึงเซียะพลันรู้สึกสำนึกกล่าวว่า

“ถูกแล้ว หากแม้นขบวนนางเฒ่าผึ้งไม่มีจุดอ่อน ก็สามารถนำไปจัดการกับพวกซือแป๋ท่านทั้งสาม อลัชชีโลกันตร์ ไยต้องไปเคี่ยวเข็ญอบรมยอดฝีมือรุ่นเยาว์เหล่านั้นด้วย?”

ซิเล้ง บังเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวว่า

ถ้าเช่นนั้น พวกเราสามารถฉกฉวยโอกาสที่อลัชชีโลกันตร์มิทันประสบความสำเร็จ บุกตะลุยเข้ารุกรานอย่างกระทันหัน”

ฉี้อิงเค้นเสียง กล่าวว่า

“จำนวนผู้คนของพวกเรา และขุมกำลังอ่อนด้อยเกินไป นอกจากพวกเราคิดจะเสี่ยงชีวิตจนตกตายร่วมกับศัตรู หาไม่แล้วยังอย่าได้มีความคิดเคลื่อนไหวอย่างวู่วาม”

ซิเล้งมิยินยอมพร้อมใจ กล่าวว่า

“แต่มาตรแม้นพวกเราจะเร่งรุดไปที่เจดีย์ทองคำเพิ่มพูนพลังฝีมือ สถานการณ์ก็มิแน่นักว่าจะกลับกลายดีขึ้นได้”

“ผู้ใดว่ากัน ตามทัศนะของเค้งเจ้เจ๊ ท่านฝึกปรือยอดวิชาแขนงหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็สามารถต้านทานรับมือยอดคนอายุเยาว์ที่อลัชชีโลกันตร์อบรมอยู่ และขณะนั้นการระมัดระวังของอลัชชีโลกันตร์ย่อมไม่เข้มงวดเราก็มีโอกาสฉกฉวยได้”

วาจาของฉี้อิงนี้ กลับมีเหตุผล ซิเล้งปราศจากคำโต้แย้งกล่าวว่า

“ตกลง ท่านคิดจะทำอย่างไรก็ดำเนินไปตามนั้นเถอะ”


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here