๓๘
♦ รักก็คือแค้น ♦
……………

ภายในหมู่บ้านทุกแห่งหน ปรากฏผู้คนจำนวนมาก มีทั้งบุรุษสตรี ชรา เยาว์วัย พอได้ยินว่าผู้เป็นเสียวเจียะกลับสู่หมู่บ้าน จึงพากันออกมาสำรวจมอง

ฉี้อิงร่ำไห้อยู่ครู่หนึ่ง อารมณ์ก็เริ่มสงบลง

ฉี้น่ำซัว กล่าวว่า

“หนูเอย เจ้าไปพบหน้าและสนทนากับผู้คนในหมู่บ้านเถอะ บิดาจะต้อนรับสหายของพวกเจ้าเอง”

กล่าวจบก็จากธิดามาทางด้านของซิเล้ง ซิเล้งก็เข้าไปกราบกรานคารวะ พร้อมกับแนะนำปึงเซียะกับนางแมงมุมขาวต่อมัน ซึ่งฉี้น่ำซัวเคยรับทราบความเป็นมาของมันทั้งสองจากโค้วเพ้งมาก่อนแล้ว

ทั้งหมดเข้าไปในห้องโถง แยกย้ายกันนั่งลง และฉี้น่ำซัวเริ่มถามไถ่ถึงเรื่องราวของการเร่งรุดสู่เมืองนานกิงไล่ล่าสังหารจูกงเม้ง ซึ่งซิเล้งได้เป็นผู้บ่งบอกโดยละเอียด

ขณะที่ฉี้น่ำซัวรับฟังถึงเหตุการณ์ที่จูกงเม้งในที่สุดได้ถูกกิมเม้งตี้ช่วยเหลือไป ก็สอดคำว่า

“อาเค้งนับเป็นปัญญาชนที่ไร้เทียมทาน ซิเล้งหลานเรามิต้องร้อนรุ่มใจเกี่ยวกับเรื่องที่นางยินยอมละเว้นกิมเม้งตี้ สมควรเชื่อถือนางอย่างจริงใจ”

ซิเล้งกล่าวว่า

“ผู้เยาว์ไหนเลยจะกล้าไม่เชื่อถือเค้งเจ้เจ๊ เพียงแต่คำนึงหนี้โลหิตของตระกูล ทำให้ไม่สบายใจ…”

พร้อมกับนั้นก็บ่งบอกเรื่องราวต่อมาที่กี้เฮียงเค้งติดตามแฮ่โฮ้วคงไปด้วย ฉี้น่ำซัวถึงกับกล่าวว่า

“ตามความเห็นของเรา อาเค้งมิมีราศีที่อายุสั้นเลย ดุจดั่งบุคคลที่เปี่ยมปัญญาเฉกเช่นนาง เล่าฮูยินยอมลดทอนอายุขัยของตนให้กับนางทีเดียว”

มันชำเลืองแลไปที่ฉี้อิงซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามากล่าวว่า

“พวกเจ้าสมควรไปอาบน้ำชำระร่างกายพักผ่อนสักเล็กน้อย เล่าฮูจะจัดโต๊ะสุราอาหาร เลี้ยงต้อนรับรื่นเริงกัน”

ฉี้อิงเนื่องจากเป็นเจ้าของถิ่น จึงนำพานางแมงมุมขาวไป ส่วนซิเล้งปึงเซียะ ได้รับการดูแลจากฉี้น่ำซัวกับโค้วเพ้ง หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน

เนื่องจากทั้งหมดต่างอ้างอิงว่า ไม่ต้องการพักผ่อน ฉี้น่ำซัวจึงนำพาทุกผู้คนไปชมสภาพการณ์ทั่วทั้งหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านตระกูลฉี้นี้ มีอยู่กว่าสองร้อยหลังคาเรือน สภาพความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ไม่อนาทร

ในค่ำคืนบนโต๊ะสุราอาหาร มีผู้ดูแลหมู่บ้านสิบกว่าคนมาร่วมด้วย ทั้งหมดร่วมฉลองการที่หมู่บ้านตระกูลฉี้สามารถดำรงขึ้นอีกอย่างครึกครื้นสนุกสนาน

ผู้คนทั้งหมดแลเห็นฉี้อิงกับซิเล้งมีท่วงท่าสนิทสนม เหลือบมองวูบเดียวก็ทราบว่าบุรุษดรุณีคู่นี้กำลังจะได้ครองคู่กัน จึงเพิ่มพูนความปีติยินดี ดื่มกินอย่างเต็มที่

วันรุ่งขึ้นเมื่อยามเช้า ฉี้อิงได้เสาะพบซิเล้งและกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าจะพาท่านไปชมวัตถุสิ่งหนึ่ง”

ซิเล้งกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“วัตถุอันใด?”

“ท่านพอพบเห็นก็ทราบได้ บัดนี้มิบอกกับท่าน”

“ตกลง ขอดูท่านว่าจะมีความพิสดารอันใด?”

ซิเล้งจึงติดตามฉี้อิงไป ล่วงล้ำเข้าสู่ตึกชั้นในมาถึงตรอกซอยอันกว้างขวางสายหนึ่ง ประกายตาของซิเล้ง จับจ้องอยู่บนรถม้าข้างทางคันหนึ่งจากนั้นก็เข้าใจได้ กล่าวว่า

“ท่านคงต้องการให้ข้าพเจ้ายลชมรถม้าคันนี้กระมัง?”

ฉี้อิงตอบว่า

“มิผิด บิดาบงการให้ช่างไม้เร่งรีบกระทำ เมื่อคืนนี้เพิ่งสร้างสำเร็จ ท่านดูว่าคล้ายดั่งรถม้าของข้าพเจ้าคันก่อนหรือไม่?”

ซิเล้งในห้วงสมองประหวัดหวนนึกถึงเรื่องราวของอดีตกาล คราครั้งกระโน้น ตนหลบหนีเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลฉี้ ขณะที่สถานการณ์ฉุกละหุก เคยถลันเข้าไปในตัวรถจนพบพานฉี้อิง ในยามนี้ภาพพจน์ที่เปล่าเปลือยครึ่งท่อนอันเย้ายวนใจปรากฏอย่างแจ่มชัดที่เบื้องหน้าสายตา

ฉี้อิงกล่าวขึ้นว่า

“ท่านไฉนจึงเซื่องซึมงมงายไปแล้ว?”

ซิเล้งจมอยู่ในความหลัง ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“ข้าพเจ้าถูกข่มขู่จนงมงายไป”

“เอ๊ะ ผู้ใดไปข่มขู่ท่านเล่า?”

“ข้าพเจ้าเกรงว่าจะถูกควักล้วงนัยน์ตาทั้งสองข้าง จึงมีจิตใจประหวัดพรั่นพรึง”

ฉี้อิงเพิ่งสำนึกทราบว่า ซิเล้งกำลังสัพยอกนาง คราครั้งกระโน้นเนื่องจากตนและเห็นส่วนสัดของนาง จึงประกาศว่าจะลงมือควักล้วงนัยน์ตา ดังนั้นสองแก้มถึงกับแดงระเรื่อ ด่าเบาๆ ว่า

“ปากโสโครก บัดนี้เพิ่งทราบว่าท่านเป็นตัวอันเลวร้าย”

พลางกำหมัดทั้งสองข้างหมายทุบตีเข้าใส่

ซิเล้งรีบกล่าวคำขออภัย จวบจนนางมิคิดลงมืออีกจึงกล่าวว่า

“สถานที่นี้มีความหมายต่อข้าพเจ้าอย่างลึกซึ้ง ชีวิตของข้าพเจ้าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่นี้ จนมีประสบการณ์ที่คาดคิดมิถึง พระคุณของท่าน ข้าพเจ้ามิทราบว่าสมควรทดแทนอย่างไร?”

ฉี้อิงร้องว่า

“อย่าได้อ้างอิงอีก พระคุณอันใดกัน ยามรับฟังรู้สึกบาดหูยิ่ง…พวกเราไปขับรถม้าท่องเที่ยวสักคราหนึ่งเป็นอย่างไร?”

ซิเล้งเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ ดังนั้นย่อมมิปฏิเสธ ขึ้นไปบนรถม้าด้วยกัน ควบขับตามทางเดินที่จัดสร้างเป็นพิเศษออกจากหมู่บ้าน

จวบจนยามเที่ยงจึงค่อยกลับมา พอรับประทานอาหารแล้ว ปึงเซียะพลันลากพาซิเล้งเข้ามาในห้องกล่าวว่า

“ซิเฮีย ข้าพเจ้ามีเรื่องราวคิดบ่งบอก”

ซิเล้ง กล่าวว่า

“ปึงเฮียขอเชิญบอกออกมา มีเรื่องอันใดที่ต้องลับๆ ล่อๆ ถึงปานนี้?”

“ย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่ มีความสัมพันธ์กับอนาคตในชีวิตของท่านกับฉี้โกวเนี้ย!”

ซิเล้งพอได้ยินถึงกับมีใบหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง

ปึงเซียะยังมิทราบว่า ยังมีเบื้องหลังอยู่มากหลาย จึงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า

“มิต้องตื่นเต้นไป ซิเฮียเป็นชนชั้นผู้กล้าหาญอันเด่นล้ำ ผู้ใดมิคิดรับเป็นบุตรเขยเล่า?”

ซิเล้งสั่นศีรษะฝืนหัวร่ออย่างขมขื่น ได้ยินปึงเซียะ กล่าวว่า

“บ่งบอกตามความสัตย์ ข้าพเจ้าได้รับคำไหว้วานจากท่านผู้อาวุโสแซ่ฉี้มาหารือกับท่านในพิธีมงคล คาดว่าพวกท่านคงไม่มีปัญหาอันใดแล้ว? ข้าพเจ้าเพียงรับทราบวาจาท่านประโยคเดียว เพื่อกลับไปตอบต่อผู้อาวุโสแซ่ฉี้”

ซิเล้งถอนหายใจออกมา ก้มศีรษะไร้วาจา ปึงเซียะถึงกับสะท้านใจวาบ ทั้งนี้ก็เพราะมันสำนึกได้ว่าสำเนียงถอนหายใจของซิเล้งแฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียดสุดประมาณ ทำให้ลนลานกล่าวว่า

“เป็นอย่างไร”

ซิเล้งเพียงแต่สั่นศีรษะ ปึงเซียะได้รับคำไหว้วานกอปรกับกังวลในตัวสหายสนิท จึงซักไซ้ถามไถ่ ซิเล้งถอนหายใจหลายครั้งครา แล้วจึงกล่าวว่า

“ผู้น้องแม้ใคร่อยากรับอาอิงเป็นภรรยา แต่ความจริงมิอาจกระทำได้! สำหรับเรื่องนี้ข้าพเจ้าบังเกิดความคับแค้นทรมานใจเนิ่นนานแล้ว”

ปึงเซียะตื่นตระหนกจนเหงื่อกาฬ แตกชุ่มโชก กล่าวว่า

“นี่นับเป็นเรื่องราวที่คาดคิดมิถึง ท่านมีความคับแค้นใจอันใด อ้อ หรือว่าท่านมีภรรยาแล้ว”

“หากเป็นเช่นนั้นยังนับว่าไกล่เกลี่ยกันได้ อา ความคับแค้นใจที่ยากเปิดเผยของผู้น้อง ยามบ่งบอกมาเกรงว่าจะมิได้รับการให้อภัยจากผู้อื่น”

“ซิเฮีย วันเวลาที่พวกเราคบหากันแม้ไม่นาน แต่เราสองมีความบริสุทธิ์ใจต่อกัน ยินยอมร่วมเสพสุขรับทุกข์ ความในใจที่อัดอั้นของท่าน ขอให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ด้วยเถอะ”

ซิเล้งยามอับจนปัญญาจึงกล่าวว่า

“สาเหตุสืบเนื่องจากอาอิงเคยได้รับคำสั่งจากบิดา เร่งรุดไปเมืองฮั่งจิวเพื่อเข้าพิธีวิวาห์”

“เท่าที่รับทราบมา พิธีวิวาห์นั้นหาได้ดำเนินขึ้นไม่ หรือว่านั่นมิเป็นความจริงด้วย?”

“เรื่องนั้นล้วนมิผิดพลาด แต่ความจริงนางเป็นคู่หมั้นหมายของตระกูลอื่น เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายเกิดการขัดแย้งทุ่มเถียงกัน จนมิได้ดำเนินพิธีวิวาห์ หากทว่านางยังเป็นผู้คนของตระกูลลี้แห่งฮั่งจิว และน่าพรั่นพรึงที่สุดก็คือ สามีในอนาคตของนางเป็นสหายของข้าพเจ้า”

ปึงเซียะสะท้านใจอย่างรุนแรง ถึงกับปากอ้าตาค้างไป สมควรทราบว่าในเบญจสัมพันธ์ ซึ่งกำหนดตั้งแต่โบราณกาลมา ระหว่างสหายกับมิตรสนิทก็เป็นหนึ่งในห้าสัมพันธ์ (ความสัมพันธ์ทั้งห้าคือ ระหว่างกษัตริย์กับราษฎร์ บิดากับมารดา พี่ชายกับน้องชายสามีภรรยา สหายกับหสาย ป.ล.ผู้เรียบเรียง)

ดังนั้นหากแม้นช่วงชิงภรรยาของสหาย เท่ากับเป็นพฤติการณ์ของอมนุษย์ และแม้มิทันสยุมพรก็ยังมิได้ แต่ทว่านี่เป็นหลักว่าด้วยมโนธรรมของมนุษย์ มีแต่ชนชั้นอันดีงามมาแต่กำเนิด จึงยอมเสียสละเช่นนี้

ซิเล้งพลันกล่าวว่า

“ปึงเฮีย คงมิหัวร่อเยาะว่าข้าพเจ้าคร่ำครึยึดมั่นเกินไปกระมัง?”

ปึงเซียะกล่าวอย่างสำรวมว่า

“พฤติการณ์ของท่าน คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม น่าแซ่ซ้องเลื่อมใส แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ออกจะวิปโยคโศกเศร้าเกินไป”

“อา ปึงเฮียทราบหรือไม่ว่า คู่หมั้นของอาอิงเป็นใคร นั่นคือลี้ซานึ้ง พวกเรามิเพียงแต่คบค้าฉันสหาย มันยังมีพระคุณช่วยชีวิตข้าพเจ้า นี่จะให้ผู้น้องเสแสร้างเป็นมิทราบความ รับอาอิงอยู่กินร่วมกันได้อย่างไรเล่า?”

ปึงเซียะเงียบงันไปแล้วค่อยกล่าวว่า

“เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าก็จะไปให้คำตอบต่อท่านผู้อาวุโสแซ่ฉี้ แต่รู้สึกว่ายากที่จะเอื้อนเอ่ยออกจากปากได้”

“ปึงเฮียขออย่าได้บอกกล่าวเบื้องหลังออกไป ผู้น้องก็จะตื้นตันใจยิ่ง”

“เอ๊ะ เรื่องนี้ ไฉนมิอาจบ่งบอกออก”

ซิเล้งกล่าวอย่างหดหู่ว่า

“หากแม้นเปิดเผยออกไป ท่านลุงแซ่ฉี้ย่อมไม่สบายใจ และอาอิงเนื่องจากตัวเองผิดพลาด ทำให้คอยตำหนิตน มิแน่นักว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ยอมวิวาห์อีก…”

หยุดอยู่เล็กน้อยค่อยกล่าวว่า

“หากแม้นพวกลุงแซ่ฉี้มิทราบความนัย ย่อมต้องชิงชังคั่งแค้นในตัวข้าพเจ้า พอเนิ่นนานไปเข้า อาอิงก็จะหมางเมินต่อข้าพเจ้า จวบจนวัดใดที่พบพานบุรุษอันเหมาะสม ก็คงฝากฝังชีวิตด้วย โดยมิประหวัดหวนนึกถึงอดีตกาลอันกระอักกระอ่วนเลย”

ปึงเซียะ ได้แต่เขม้นมองซิเล้ง พฤติการณ์ครานี้ ซิเล้งนอกจากยึดถือในหลักธรรมประจำใจที่มีต่อสหายแล้ว ยังคำนึงถึงความสุขในอนาคตของนางในดวงใจด้วย

นี่นับเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าคลั่งแค้นรันทด แต่ปึงเซียะก็รู้สึกว่านี่คือการกระทำอันถูกต้อง จึงถลันออกจากห้องไป

ซิเล้งพลันเก็บกวาดเสื้อผ้าอย่างรีบเร่ง รวมเป็นห่อหนึ่ง ตกลงใจว่าจะปลีกตัวไปจากที่นี้ เพื่อตัดปัญหาทั้งมวล หลังจากที่ได้ปฏิเสธการแต่งงานกับฉี้อิงแล้ว

คาดมิถึงว่า เพิ่งจัดการสำเร็จ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา จึงรีบยัดเยียดห่อผ้าลงไปใต้เตียง ตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

บุคคลผู้หนึ่งได้ปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตู กลับเป็นปึงเซียะที่จากไปแล้วหวนกลับมา มันพอเข้ามาในห้องแล้ว ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ คล้ายดั่งจงใจมาสำรวจปฏิกิริยาของซิเล้ง

ซิเล้งบังเกิดความพิศวงสงสัยอย่างใหญ่หลวง หรือว่าปึงเซียะสามารถสันนิษฐานล่วงหน้าว่า ตนจะปลีกตัวจากไป? ดังนั้นจึงถามว่า

“ปึงเฮียมีกิจธุระประการใด?”

ปึงเซียะกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“กี้โกวเนี้ยต้องการให้ข้าพเจ้าหวนกลับมาดูท่านสักคราหนึ่ง!”

“อะไร เค้งเจ้เจ๊มาแล้วหรือ!”

“นางมิได้มา คำสั่งนี้บรรจุอยู่ในถุงย่ามที่มอบต่อข้าพเจ้า นางบ่งบอกว่าพอมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉี้แล้ว ท่านผู้อาวุโสแซ่ฉี้ย่อมต้องการให้เราเป็นพ่อสื่อและซิเฮียจะปฏิเสธบอกปัด อุบัติการณ์ที่ผ่านมา ล้วนเป็นไปตามคำทำนายของนางทั้งสิ้น”

ซิเล้งส่งเสียงกล่าวว่า

“ต่อจากนั้นเล่า?”

“กี้โกวเนี้ยเขียนขึ้นอีก นางคำนวณว่าท่านมิสามารถอยู่พบพานฉี้โกวเนี้ยได้อีก ย่อมต้องจากไปอย่างเงียบงัน ขอให้ข้าพเจ้ากลับมาตักเตือนท่าน อย่าได้กระทำเรื่องราวที่ผิดพลาดเหลวไหล”

“อา เจ้เจ๊ร่วมสาบานของข้าพเจ้านี้ มีความชาญฉลาดล้ำเลิศอย่างสุดแสน”

ปึงเซียะกล่าวอย่างแตกตื่นว่า

“หมายความว่า ท่านมีความคิดหลีกเลี่ยงไปจริงๆ”

ซิเล้ง ยื่นมือล้วงหยิบเอาห่อผ้ามาจากใต้เตียงกล่าวว่า

“ถูกแล้ว เค้งเจ้เจ๊ ถึงกับทำนายเหตุการณ์ได้ ต้องการให้ปึงเฮียมาตักเตือน ย่อมต้องเป็นเรื่องราวที่มีความสัมพันธ์อย่างใหญ่หลวง แต่ปึงเฮียโปรดขบคิดว่า ข้าพเจ้าจะพบหน้าอาอิงได้อย่างไร นางมิทราบความจริง ย่อมต้องคับแค้นขุ่นเคือง ถึงกับจะ…”

ตนพลันถอนหายใจยาวๆ ออกมา ก้มศีรษะเงียบงันไป

ปึงเซียะแลเห็นซิเล้ง มีท่วงท่ารันทดโศกสลดถึงปานนี้ก็รู้สึกเห็นใจ แต่ในแผนการบรรจุอยู่ที่ถุงย่าม ได้แพร่งพรายข่าวคราวประการหนึ่ง ทำให้มันกล่าวว่า

“กี้โกวเนี้ย อ้างว่าวิชาฝีมือในเจดีย์ทองคำ มีแต่ท่านที่สามารถฝึกปรือสำเร็จ ดังนั้นภาระเกี่ยวกับความปลอดภัยในใต้หล้า ก็ตกอยู่ที่ตัวท่าน หากแม้นท่านคำนึงถึงแต่ตัวเองคิดปลีกตัวจากไป สถานการณ์ของวงพวกนักเลงในภายภาคหน้า จะเลวร้ายสุดจะขบคิด!”

มันพอกล่าวจบ ก็เข้าใจว่าไม่มีความหมาย ปราศจากคุณค่าที่จะกล่อมเกลาซิเล้งได้ หาคาดไม่ว่าพอเอื้อนเอ่ยแล้ว ซิเล้งก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายอันห้าวหาญหดหู่

ปึงเซียะ สะท้านใจวาบถามว่า

“ซิเฮีย คิดจะว่ากระไร?”

“เค้งเจ้เจ๊บ่งบอกได้ถูกต้อง ความสุขหรือเกียรติยศส่วนตัวของผู้น้องยังจะมีความหมายอันใด บัดนี้ขอให้ท่านกลับไปน้อมพบท่านลุงแซ่ฉี้ ใช้คารมปฏิเสธเรื่องแต่งงานอยู่กิน”

“ข้าพเจ้าทราบแล้ว อา ซิเฮียนับเป็นวีรบุรุษแห่งยุค ยินยอมสะสมความทรมานทั้งปวงสุมใส่ตัวเอง…”

มันหยุดอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวอีกว่า

“ในถุงย่ามของกี้โกวเนี้ย ยังแพร่งพรายเรื่องราวสองประการที่ข้าพเจ้ามิทันบ่งบอกออก หนึ่งคือภายในถุงย่าม ยังมีจดหมายลับ บัดนี้มิถึงกำหนดเปิดออก และสอง สมควรเรียก คือข่าวคราวที่ซิเฮียกังวลสนใจที่สุด”

ซิเล้งรีบกล่าวว่า

“ข่าวคราวอันใด?”

“เกี่ยวกับผู้กล้าหาญดาบทองจูกงเม้ง… กี้โกวเนี้ยได้วางแผนล่วงหน้าแล้ว มิว่าจูกงเม้งจะเตลิดหนีไปที่ใด นางก็สามารถทำให้ท่านได้ประหารศัตรูคู่อาฆาตด้วยตนเอง”

“จูกงเม้งบัดนี้อยู่ที่ใด?”

“ปัจจุบันนี้ ยังไม่ทราบ”

ซิเล้งกล่าวสอดคำว่า

“ปึงเฮียคงคิดเอ่ยวาจาปลอบประโลมผู้น้องให้ลิงโลดกระมัง?”

“ท่านมิต้องร้อนรุ่มไป ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก กล่าวคือนางแมงมุมขาวสามารถนำทางให้กับท่าน จนพบพานจูกงเม้ง”

ซิเล้งรู้สึกไม่เชื่อถือเพียงส่งเสียงดังอ้อ สำเนียงแฝงไว้ด้วยความผิดหวัง

ปึงเซียะ สำนึกทราบเป็นอย่างดี จึงรีบกล่าวว่า

“กี้โกวเนี้ยมีการคำนวณราวกับเทพยดา คราครั้งนี้คงไม่ผิดพลาด นางอ้างว่าข้อมือของจูกงเม้งความจริงถูกใยของเทพแมงมุมดำรัดพันเอาไว้ และนางใช้ไฟเผาไหม้จนขาดออก แต่มิถึงกับหลุดออกจากข้อมือโดยสิ้นเชิง

ขณะนั้นจูกงเม้งสลบไสลอยู่ หาได้ทราบความไม่ ดังนั้นภายหลังมันยังรู้สึกว่าบนข้อมือมีใยแมงมุมติดพันอยู่ แต่มิรู้จักวิธีปลดเปลื้องออก เมื่อเป็นเช่นนี้นางแมงมุมขาวสามารถอาศัยการชักนำของเทพแมงมุมดำจวบจนเสาะพบจูกงเม้ง”

สำหรับแผนการของกี้เฮียงเค้งครานี้ อุบัติอย่างพิสดารนอกเหนือความคาดหมาย ซิเล้งถึงกับปากอ้าตาค้างไป ชั่วครู่จึงกล่าวว่า

“หากแม้นผู้น้องมิได้พบพานเค้งเจ้เจ๊ มิทราบว่าสภาพของตัวเองจะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างไร อา ข้าพเจ้านับถือเลื่อมใสนางจนสุดหัวใจทีเดียว”

“เราปึงเซียะไยมิใช่ด้วย นับแต่นี้ กี้โกวเนี้ยหากมีคำบงการ ย่อมมิกล้าเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย นางยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง”

มันหวนนึกถึงภารกิจของตัวเอง จึงรีบจากซิเล้งไปพบพานฉี้น่ำซัว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้ที่ได้รับผลสะท้อนก่อนอื่นก็คือโค้วเพ้ง มันเบิ่งตาจับจ้องฉี้อิงถามว่า

“เหตุใด จึงมิอาจเรียกหาท่านเป็นซ่อซ้อ (น้าสาว) ?”

ฉี้อิงมีใบหน้าเขียวคล้ำตวาดว่า

“ไม่อนุญาตให้เรียกหาอีก เจ้าก็ปฏิบัติตามทารกนี้ไฉนไม่เชื่อฟังวาจา”

โค้วเพ้งกระวนกระวายจนหน้าแดงฉาน สั่นศีรษะขยี้เท้าแต่ก็มิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจา
ฉี้อิงขบเคี้ยวฟันกล่าวว่า

“เราชิงชังมันอย่างยิ่งยวด ไม่อนุญาตให้เจ้าพาดพิงนามของมันต่อหน้าเรา ขอให้จดจำไว้ด้วย”

โค้วเพ้งส่งเสียงรับคำ แต่ในใจเปี่ยมล้นด้วยความคลางแคลง ฉี้อิงกล่าวอีกว่า

“บุคคลนี้เลวร้ายยิ่งนัก เรามิแยแสสนใจมันเลย…”

โค้วเพ้งมิได้สังเกตว่าวาจาของนางได้ขัดแย้งกัน กล่าวเบาๆ ว่า

“ข้าพเจ้าสามารถถามไถ่วาจาต่อท่านประโยคหนึ่งหรือไม่?”

“อืมม์ เจ้าบ่งบอกมาแต่ห้ามมิให้พาดพิงถึงมัน”

“…โกวโกวกลับคิดประทุษร้ายซิเจกเจ่ก เราต้องลอบบ่งบอกให้เจกเจ่กรับรู้คอยระมัดระวัง…”

ดังนั้นโค้วเพ้งอีกมินานก็เสาะพบซิเล้ง และบอกกล่าวว่า

“เจกเจ่กขอให้ระมัดระวัง โกวโกวคิดจะฆ่าท่าน”

ซิเล้งหลังจากซักไซ้ ค่อยทราบว่าโกวโกวของมันคือฉี้อิง จึงทอดถอนหายใจกล่าวว่า
“นี่ก็มิอาจตำหนินาง ข้าพเจ้ากลับยินยอมตกตายใต้เงื้อมหัตถ์ของนาง”

โค้วเพ้งตื่นตระหนกจนตะลึงลานไป ในยามนี้ประจวบเหมาะกันปึงเซียะปรากฏกายเข้ามา พอได้รับรู้ก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยน กล่าวว่า

“ซิเฮียมิอาจเลินเล่อ ควรทราบว่าอิสตรีหากมีอารมณ์พลุ่งพล่าน สามารถลงมืออย่างอำมหิต”

ซิเล้งส่งเสียงกล่าวว่า

“ผู้น้องมีความในใจเฉกเช่นกับถ้อยคารม หากแม้นสามารถถูกนางสังหารไป ก็ยินยอมพร้อมใจโดยมิอาลัย”

“สำหรับข้อนี้เป็นความผิดพลาดของซิเฮียแล้ว สมควรขัดขวางมิให้โศกนาฏกรรมอุบัติขึ้นจึงจะถูกต้อง”

ซิเล้งมีสีหน้าหวั่นไหว รับปากว่าจะปฏิบัติตัวอย่างดีเลิศที่สุด

ปึงเซียะขับไล่โค้วเพ้งจากไป แล้วจึงกล่าวว่า

“ท่านสมควรพักผ่อนสักคราหนึ่ง ฉี้โกวเนี้ยในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่รุ่งเช้าก็จะเร่งรุดออกไล่ล่าจูกงเม้ง กางประกาศว่าไม่สนใจเรื่องราวของทองคำ นอกจากมุ่งสังหารจูกงเม้งก็จะสืบเสาะค้นหาศัตรูอันดับสองหัตถ์อสนีบาตเนี่ยฮง”

ในวันนี้เวลาเที่ยง ปรากฏชนชาวบู๊ลิ้มที่ลือนามทยอยกันเร่งรุดมาที่หมู่บ้านอสุนีบาต หนึ่งเพื่อแสดงความยินดีต่อฉี้น่ำซัว ในการที่หมู่บ้านตระกูลฉี้ได้ดำรงขึ้นอีก สองเกี่ยวกับเรื่องของเจดีย์ทองคำสาม ต้องการยลชมบุคลิกของซิเล้ง ฉี้อิง ทั้งคู่

แต่ทว่าทุกผู้คนล้วนสำนึกได้ว่า เหตุการณ์ได้ผิดปรกติสามัญ ทั้งนี้ก็เพราะซิเล้งกับฉี้อิง ล้วนมิได้ปรากฏออกมาต้อนรับอาคันตุกะ

ในยามค่ำมืด ซิเล้งมีจิตใจกระสับกระส่ายอย่างยิ่งยวด หลายครั้งคราที่ตนคิดจะไปพบพานฉี้อิง ขอเพียงแต่นางแสดงความขมขื่นรวดร้าวใจ ตนก็จะรับนางเป็นภรรยาโดยมิคำนึงถึงเรื่องราวอันใด

แต่ซิเล้งไหนเลยจะปลุกปลอบ กำลังขวัญไปพบพานนางได้หลังจากครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน รู้สึกไม่สบายใจ จึงสาวเท้าก้าวออกจากกกที่พำนัก แลเห็นจันทราลอยกระจ่างอยู่ขอบฟ้า กลับเพิ่มพูนบรรยากาศจนวิปโยคหดหู่ยิ่งขึ้น

ทันใดนั้น ตรงมุมตึกปรากฏเงาร่างขึ้นสายหนึ่ง ซิเล้งกวาดตามองไป กลับเห็นเป็นฉี้อิง คราครั้งนี้ถึงกับแตกตื่นจนงงงันไป

บนใบหน้าอันผุดผ่องของฉี้อิง กลับสงบเป็นปรกติ คล้ายดั่งมิมีเหตุการณ์อันใดอุบัติขึ้น โบกมือเป็นเชิงชักชวน และถลันกายไปเบื้องหน้าก่อนด้วย

ซิเล้งสูดกลิ่นหอม ที่โชยจากเรือนกายของนาง ทำให้อารมณ์กระเจิดกระเจิงหวั่นไหวและหากมิใช่บังเกิดความผิดปรกติทางจิตใจ ตนย่อมสังเกตพบว่า อิริยาบถของฉี้อิง ผิดแผกจากวิสัยทั่วไป

ฉี้อิงจับจ้องมองมากล่าวว่า

“ท่านยังมิหลับนอน? ข้าพเจ้าก็นอนไม่หลับ พวกเราออกไปท่องเดินกันเถอะ ข้าพเจ้ามีวาจาหมายถามไถ่”

ซิเล้งกล่าวตกลงอย่างเลื่อนลอย ขยับร่างติดตามอยู่ทางเบื้องหลังของนาง ชั่วครู่ให้หลัง ทั้งสองก็ออกมานอกหมู่บ้าน เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันอยู่ท่ามกลางพื้นที่ซึ่งแน่นขนัดด้วยต้นเกาเหลียง

ในยามนั้น ฉี้อิงพลันชะงักเท้าลง หันร่างกลับมาประจันหน้ากับซิเล้ง ทั้งสองฝ่ายมีระยะห่างจากกันมิเกินสองเชียะ

ท่ามกลางแสงสกาวเดือนแจ่มกระจ่าง ล้วนแต่สามารถแลเห็นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างถนัดชัดเจน ซิเล้งย่อมมีความสง่างามคมสัน มีบุคลิกอันเด่นล้ำ แต่ฉี้อิงก็โสภางามสะคราญอย่างสุดจะเปรียบ

ทั้งสองนับเป็นคู่สร้างคู่สมที่ฟ้าดินบรรจงเสกสรร แต่กลับบังเกิดมรสุมเปลี่ยนแปลง ทำให้เรื่องอันมงคลของทั้งสอง สลายเป็นอากาศธาตุ นับว่าสุดที่ผู้คนจะคาดคิดถึง และรู้สึกน่าเสียดายยิ่งนัก

ซิเล้งพลันสังเกตพบว่า ในตาคู่งามของฉี้อิง ได้สาดประกายอันพิสดาร ทำให้สะท้านใจอย่างรุนแรงประหวัดหวนนึกถึง คำตักเตือนของปึงเซียะ

แต่ขณะนี้ได้สายเกินไปแล้ว ฉี้อิงพลันประกบนิ้วอันเรียวงามพุ่งเข้าใส่ จี้สกัดจุดจี่เก็งฮวกบนทรวงอกของซิเล้ง จนมีอาการปวดขาตลอดทั่วร่าง มิมีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย!

ฉี้อิงแหงนหน้าหัวร่ออย่างหวนโหย เสียงเสสรวลมิทันขาดหาย ดวงตาปรากฏหยาดน้ำตาอันระอุอุ่นไหลทะลักออกมา นางสะบัดศีรษะอย่างรุนแรงสลัดหยาดน้ำตาออกไป เค้นเสียงกล่าวว่า

“ซิเล้ง ข้าพเจ้ามีอันใดมิคู่ควรกับท่าน?!”

ซิเล้งมิได้ส่งเสียง เบิ่งตาจับจ้องนาง ความจริงจุดเส้นของตนพอถูกสกัดก็ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจา

ฉี้อิงกล่าวอีกว่า

“ข้าพเจ้าเคยช่วยชีวิตของท่าน ทำให้ท่านได้พบพานอาวเอี้ยงแป๊ะแปะ ฝึกปรือฝีมือจนเด่นล้ำกว่าปุถุชน บัดนี้ข้าพเจ้า เพียงถามไถ่ท่านคำเดียวว่า ที่แท้อิสตรีใดสร้างความลุ่มหลงให้กับท่าน ถึงมิแยแสสนใจข้าพเจ้า?”

ซิเล้งยังคงเงียบงัน ซึ่งมาตรแม้นว่าตนสามารถเอื้อนเอ่ยวาจา ก็ไม่อาจตอบคำ

ฉี้อิงมีสีหน้าพลุ่งพล่านดาลเดือด ตะปบแส้พายุดำออกมา สะบัดฟาดเข้าใส่อย่างรุนแรงติดต่อกันถึงเจ็ดแปดแส้

น่าเวทนาที่ซิเล้งได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบสิ้นสติ แต่ก็มิถึงสลบไสลไปเลย ความทารุณทรมานที่จู่โจมขั้วหัวใจ นับว่าสุดที่จะบรรยายได้

ฉี้อิงแลเห็นตนไม่มีปฏิกิริยา จึงรู้สึกแต่เรื่องราวเมื่อเริ่มต้น ก็สามารดำเนินต่อไปได้ แลเห็นนางตวัดข้อมืออันผุดผ่องอย่างเร่งร้อนโบยเข้าใส่อีกหกเจ็ดแส้

ซิเล้งบนร่างกายแม้จะเจ็บแปลบปลาบสุดจะทนทาน แต่แผลที่ได้รับในดวงจิตยิ่งลึกล้ำ ตนพริ้มตาลงมิอาจอดรนทนดูสีหน้าที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของฉี้อิง

ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกสะทกสะท้อนเวทนาในตัวเอง ฝืนรับรสชาติอีกประการหนึ่งซึ่งเกิดจากความรักอย่างเลื่อนลอย

ฉี้อิงพลันยื่นมือออกตบคลายจุดให้กับซิเล้งพร้อมใส่ฉาดหนึ่ง และซิเล้งล้มฟุบลงด้วยแรงตบ พอตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ฉี้อิงก็ปลาสนาการไปแล้ว

ตนถอนหายใจยาวๆ ขบกรามกรอดกล้ำกลืนความปวดร้าวบนร่างกาย ก้าวย่างไปเบื้องหน้าอย่างแช่มช้า ออกจากดินแดนที่ปลูกต้นเกาเหลียงเป็นผืนใหญ่ เสาะหาก้อนศิลาใต้เนินดินทรุดกายนั่งลง

ชั่วครู่ให้หลัง ความเจ็บปวดที่ลึกล้ำจนกร่อนกระดูก ค่อยบรรเทาเบาบางลง แต่ยังมีอาการร้อนผะผ่าวไปทุกแห่งหน

ทั่วทั้งบริเวณ มีแต่ความสงบสงัด จันทรากระจ่างอยู่บนฟากฟ้า ซิเล้งแหงนหน้ามองขึ้นไป จิตใจบังเกิดความโศกาอาดูรสุดจะเปรียบ ห้วงสมองสับสนอลวน มาตรแม้นคิดจะใคร่ครวญถึงเรื่องราวหนึ่ง แต่เบื้องหน้ามีแต่วงพักตร์ ซึ่งแสดงแววลิงโลดเดือดดาล ร่ำไห้หัวร่อของฉี้อิง

มิทราบว่ากาลเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานเท่าใด พลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งปราดเข้ามาร้องว่า

“ซิเฮีย ท่านไฉนไม่หลับนอนพักผ่อน?”

ผู้ที่มาคือปึงเซียะ บนใบหน้าอันสำรวมมิเห่อเหิมของมัน เต็มไปด้วยความหมกมุ่นกังวล
ซิเล้งรับคำอย่างเลื่อนลอย ผุดลุกขึ้นมา ปึงเซียะกล่าวอย่างสงสัยใจว่า

“ซิเฮีย บนร่างของท่านไฉนมีแต่ฝุ่นละออง?”

ซิเล้งคล้ายดั่งมิได้ยิน ปึงเซียะยื่นมือออกช่วยตบฝุ่นละอองกลางหลังของตน ซิเล้งพลันมีร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปึงเซียะรีบชักมือกลับไป อุทานว่า

“ท่านคงได้รับบาดเจ็บแล้ว?”

มันเป็นชนชั้นผู้มีฝีมือ เหลือบแลเพียงวูบเดียวก็ทราบว่า ซิเล้งได้รับความเจ็บปวดจนร่างสั่นสะท้าน เพียงแต่มิทราบว่าเหตุใดจึงรับบาดเจ็บด้วย

ซิเล้งส่งเสียงดังอือม์ หาได้ตอบคำถามไม่ กลับกล่าวอย่างกระทันหันว่า

“ในใต้หล้ามีไมตรีอันแท้จริงหรือไม่?”

ปึงเซียะกล่าวว่า

“ท่านว่ากระไร?”

“หากแม้นท่านรักใคร่บุคคลอื่น ฝ่ายตรงข้ามมาตรแม้นแผดด่าตบตี ท่านก็อดรนทนรับไว้ โดยมิมีจิตใจตำหนิชิงชัง นี่คงนับเป็นไมตรีที่แท้จริงกระมัง?”

“นั่นย่อมต้องแน่นอน”

“อา ข้าพเจ้ากลับมิอาจปฏิบัติตัวเช่นนั้นได้…”

ปึงเซียะงงงันไปวูบหนึ่งวิเคราะห์ในวาจาของซิเล้ง รู้สึกฝ่ายตรงข้ามคล้ายดั่งมีเรื่องราวกับฉี้อิง แต่เมื่อบ่งบอกก็ไม่ถามไถ่ได้แต่ซุกงำความอึดอัดใจ เดินเหินไปด้วยกันกับซิเล้ง
ทั้งสองมาถึงนอกหมู่บ้านอย่างเงียบงัน ซิเล้งพลันชะงักเท้าลง กล่าวกับปึงเซียะอย่างแช่มช้าว่า

“ผู้น้องจะเสาะหาสถานที่แห่งหนึ่ง ขบคิดคำนึงเรื่องราวบางประการปึงเฮียเชิญเถอะ”

“ตกลง แต่ซิเฮียมิอาจจากไปจนไกลนัก”

ซิเล้งสั่นศีรษะ ท่วงท่าทอดอาลัยกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าจะเสาะหาที่ซึ่งรกร้างไร้ผู้คน ตีความเกี่ยวกับเคล็ดลับในชีวิตมนุษย์ ไม่กลับไปพบพานท่านแล้ว!”

“เอ๊ะ ซิเฮียไฉนจึงมีความคิดหลีกเร้นเช่นนั้น พวกเราวันพรุ่งนี้ก็จะออกไล่ล่าจูกงเม้ง ยังมีภาระกิจอีกมากมาย…”

ซิเล้งมีประกายตากระจ่างจ้า แต่แล้วก็มืดมัวลง ปึงเซียะจึงสำนึกได้ว่าผิดท่าไป ซิเล้งกล่าวอย่างท้อแท้ว่า

“ข้าพเจ้ามิไปแล้ว คาดว่าอาอิงเพียงลำพังก็คงชำระล้างความแค้นได้…”

ตนแหงนหน้าจ้องมองดาวเดือนอันสุกสกาวอย่างเซื่องซึม ปึงเซียะส่งเสียงอยู่หลายประโยค อ้างอิงเหตุผลต่างๆ นานา แต่ซิเล้งหาได้รับฟังไม่ พลันก้าวเท้าจากไป

ปึงเซียะเห็นว่า มิอาจทัดทานซิเล้งไว้ได้ กอปรกับสังเกตพบว่า ฝ่ายตรงข้ามได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างสาหัส สุดที่มันจะช่วยเหลือจึงคิดจะไปเรียกหาฉี้อิง พลันฉุกคิดได้ว่า บุรุษดรุณีคู่นี้บังเกิดข้อพิพาทกันแล้ว ฉี้อิงอาจมิยอมยุ่งเกี่ยวด้วย

มันใคร่ครวญอย่างมึนงง แลเห็นซิเล้งเดินเหินไปหลายวา เงาร่างเริ่มสลัวเลือนรางทำให้ปึงเซียะรู้สึกว่า ฝ่ายตรงข้ามโดดเดี่ยววังเวง จึงบังเกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างใหญ่หลวง

ฉี้อิงที่ตึกหลัง มาตรแม้น ทอดกายอยู่บนเตียงนอนแล้ว แต่ทว่าจิตใจสับสนวุ่นวาย ไหนเลยจะหลับใหลลงได้?

นางพอใช้แส้พายุดำระบายความคลั่งแค้นภายในแล้ว ก็ประสบกับความคับแค้นรวดร้าวใจ นอกจากนั้นยังรู้สึกว่า ตัวเองอำมหิตเกินไป ถึงกับฟาดโบยซิเล้งเช่นนั้น

ฉี้อิงสำนึกทราบถึงความร้ายกาจของแส้พายุดำว่า มิเพียงแต่ขณะถูกฟาดใส่ ได้รับความเจ็บแปลบปลาบจนจับจิต ภายในเวลาร้อยวัน ส่วนสัดใดที่ถูกแส้โบย สัมผัสถูกวัตถุใดก็จะเจ็บระบม แม้เสียดสีกับเสื้อผ้ายังเจ็บปวด

ดังนั้นนางจึงคาดคิดไว้ว่า ภายในเวลาร้อยวัน ซิเล้งมิอาจดำรงชีวิตอย่างสุขสบาย เผชิญแต่ความทุกข์ทรมานเคี่ยวเข็ญ!

ทางด้านนอก พลันมีผู้คนเรียกหานามของนาง ฉี้อิงสำนึกว่าผิดคาดไป จึงคลุมเสื้อถลันออกจากห้อง แลเห็นปึงเซียะขมวดคิ้วนิ่วหน้ายืนหยัดอยู่ ชั่วครู่ยังมิเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา

ฉี้อิงถามไถ่ว่า เกิดเรื่องราวอันใดถึงสามครั้ง ปึงเซียะค่อยกล่าวว่า

“ซิเฮียไปแล้ว”

ฉี้อิงพลันมีโทสะขึ้นมากล่าวว่า

“มันไปของมัน เกี่ยวข้องอันใดกับข้าพเจ้า?”

“ท่านมิอาจเอื้อนเอ่ยเช่นนั้น ความจริงซิเฮียมีดวงใจอันระอุอุ่น มุ่งมั่นชำระความแค้น แต่มิครู่นี้ท่วงท่าของมันคล้ายดั่ง…”

“เฮอะ มันคงขยี้เท้าแล้วสะบัดหน้าจากไปอย่างโอ่อ่าถือดีใช่หรือไม่”

“ท่านผิดพลาดไปแล้ว มันคล้ายดั่งซากศพที่ยังเดินเหินได้ปราศจากความกระตือรือร้น ท้อแท้ทอดอาลัยทุกสิ่ง”

ฉี้อิงงงงันไปวูบหนึ่ง ทราบซึ้งว่าซิเล้งเพราะถูกโบยแส้ และแผดด่าจึงกลับกลายเป็นเช่นนั้น ขณะนี้จิตใจของนางก็มีแต่ความเวิ้งว้างเลื่อนลอย กล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น สมควรกระทำอย่างไร?”

“ย่อมต้องขอให้ท่านไปปลอบโยนมันสักคราหนึ่ง”

ฉี้อิงเงียบงันไปครู่ใหญ่ ค่อยกล่าวอย่างแช่มช้าว่า

“ปึงเฮีย ท่านก็ทราบเรื่องราวระหว่างเราสอง ขอถามว่าหากแม้นท่านเป็นข้าพเจ้าจะยินยอมไปปลอบโยนมันหรือไม่?”

ปึงเซียะก็ถึงกับปากอ้าตาค้างไป มิทราบว่าสมควรตอบโต้อย่างไร

ฉี้อิงถอนหายใจเบาๆ หันร่างไปอีกด้านหนึ่ง ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยาดน้ำตา ปึงเซียะรู้สึกว่าบุรุษดรุณีคู่นี้ ล้วนควรค่าแก่การเวทนา แต่ทว่าผู้ที่เป็นสหายสนิทเฉกเช่นมัน มิสามารถยื่นมือช่วยเหลือเลย

เนิ่นนานให้หลัง ฉี้อิงพลันกล่าวว่า

“ปึงเฮียกลับไปนอนเถอะ ข้าพเจ้าจะพยายามปลอบโยนมัน”

ปึงเซียะได้แต่ทอดถอนหายใจ มิกล้าเอ่ยปากซักถาม หันกายกลับไป

รุ่งเช้าวันที่สอง ปึงเซียะพอตื่นขึ้นมา ก็พบเห็นว่าซิเล้งหาได้จากไปไม่ จึงมีจิตใจทั้งตื่นเต้นทั้งลิงโลด ซิเล้งมิได้กล่าวถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ปึงเซียะก็ไม่กล้าถามไถ่ ซุกเก็บข้อสงสัย ตัดสินใจว่า จะสืบเสาะสภาพการณ์ในภายหลัง

ขณะเร่งรุดออกเดินทาง ฉี้น่ำซัวเข้ามาสนทนากับซิเล้งอย่างปรกติธรรมดา เพียงแต่รอจนบุคคลอื่นมิสนใจ ก็กล่าวเบากับซิเล้งว่า

“เราไม่ตำหนิเจ้า สำหรับเรื่องนี้ย่อมต้องมีเลศนัยแอบแฝงอยู่ แต่ขอให้เจ้าตามรายทางคอยดูแลอิงยี้ นางยังมิช่ำชองกับเหตุการณ์ในโลกกว้าง ไม่สามารถรับการกระทบกระเทือนใจ”

มันเอื้อนเอ่ยวาจาเพียงเท่านี้ แต่ปลุกปลอบซิเล้ง จนมีพลังจิตดำรงชีวิตสืบไป ตนคาดคิดมิถึงว่า ฉี้น่ำซัวจะมีความเข้าใจถึงปานนี้ แสดงว่าตัวมิสมควรทอดอาลัยในชีวิตเลย

มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น ตลอดรายทาง ซิเล้งก็ได้รับความลำบากแสนเข็ญ ฉี้อิงล้วนแต่ปั้นหน้าเคร่งเครียดเข้าใส่ ซิเล้งพอเอ่ยออก มิว่าจะมีเหตุผลหรือไม่ นางมักจะตอบโต้อย่างรุนแรง ทำให้ตนแทบมิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจา

ตลอดระยะทาง ล้วนแต่มีชนชาวบู๊ลิ้มชิงกันจัดโต๊ะสุราอาหารต้อนรับ ยามค่ำมืดก็มีผู้ทรงฝีมือประจำถิ่นจับจองห้องพักให้ล่วงหน้า การรอนแรมในวงพวกนักเลงเช่นนี้ แทบมิต้องสูญเสียเงินทองทีเดียว

นางแมงมุมขาวเร่งรุดนำหน้า ไม่มีผู้ใดทราบว่านางติดต่อส่งข่าวคราวกับเทพแมงมุมดำได้อย่างไร แต่นางเมื่อเดินทางล้ำหน้าทั้งหมดก็พุ่งติดตามไป

ในเวลาต่อมา ทุกผู้คนก็เหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่ของตัวเมืองเซียงเอี้ยง ขณะนี้เป็นเวลายามเที่ยง สมควรหยุดพักผ่อนดื่มกิน แต่นางแมงมุมขาวกลับผ่านตัวเมืองไป พอมาถึงถนนหลวงค่อยกล่าวกับซิเล้งฉี้อิงว่า

“จูกงเม้งอยู่ในตัวเมืองนี้ ข้าพเจ้าเกรงว่าพวกเราพอแวะเข้าไปถูกมันพบเห็นเข้า จนเตลิดไป”

ปึงเซียะยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า

“กี้โกวเนี้ยในเมื่ออ้างว่า ทำลายพลังฝีมือของจอมอสูรผู้นั้นแล้ว พวกเรามิเกรงว่ามันจะหลบหนีไป กลับมีเรื่องราวประการหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกคลางแคลงระแวงใจ”

หยุดอยู่เล็กน้อยค่อยกล่าวอย่างหมกมุ่นว่า

“หลายวันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าสังเกตพบว่า มีผู้คนลอบสะกดติดตามพวกเรา ข้าพเจ้าคิดบ่งบอกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ต้องการสืบเสาะสาเหตุที่มันติดตามมาเสียก่อน ดังนั้นจึงมิแพร่งพรายออกมา”

ฉี้อิงกล่าวถามปึงเซียะว่า

“เดียรัจฉานนั้นเคยสะกดติดตามออกมาถึงนอกตัวเมืองหรือไม่”

“นี่เป็นความร้ายกาจของผู้ติดตาม…พวกเราทุกครั้งที่เร่งรุดถึงตัวเมืองอันจอแจ ฝ่ายตรงข้ามก็หายสาบสูญไป แต่ยังมีบุคคลอื่นคอยสะกดรอยพวกเรา พอออกนอกเมือง เดียรัจฉานนั้นจะดักรออยู่ที่รายทางเบื้องหน้า รอจนพวกเราผ่านไป มันค่อยติดตามอยู่ด้านหลัง!”

ซิเล้งส่งเสียงกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้นขณะนี้ผู้คอยสะกดรอยคงไปดักรอพวกเราอยู่ที่รายทางเบื้องหน้าแล้ว? สำหรับครั้งนี้ สมควรคร่ากุมมัน สืบสวนให้ทราบชัด”

 


 อ่านทุกตอนคลิ๊กที่รูป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here