– ๗ –
………………

คนที่หายไปจากโรงงานเทียนไขมักไม่หวนกลับมาอีก  พวกเขาเลยลับไปเหมือนสายน้ำซึ่งทิ้งอดีตกาลอันมืดมนเอาไว้ข้างหลัง  ยามเก่าแก่ซึ่งบรรดาคนงานเรียกว่าลุงก็เช่นเดียวกัน  แกไม่มีข้าวของอะไรให้เก็บมากนักในย่ำเย็นของวันอำลา  นอกจากเสื้อลายพรางทหารเก่าๆ ที่แกนำออกมาสวมช่วงฤดูหนาว ก่องข้าวเหนียวที่นึ่งมาจากบ้าน และกระบองไม้ซึ่งเป็นสมบัติของตัวแกเอง

แกเป็นทหารเก่า เกิดและแก่ที่บางบำหรุ เดินมาเข้าเวรก่อนเจ็ดโมงเช้า หน้าที่แกนอกจากคอยเปิดและปิดประตูให้รถที่มาส่งของเข้าออกแล้ว  หลักๆ ก็ตรวจกระเป๋าคนงานห่อเทียนที่เช้ามาเย็นกลับ แกตรวจละเอียดทั้งเช้าและเย็น รอบคอบชนิดแม้แต่มดสักตัวก็ไม่ให้ลอดสายตา พี่ทุเรียนเคยล้อแกว่าจะเป็นยามหรือเป็นหมอ ถ้าเป็นหมอก็จะให้ช่วยตรวจภายใน แกเป็นชายวัยเกินหกสิบอารมณ์ดี ยามปกติแกหัวเราะเสียงดัง ยิ้มฟันหลอสุดมุมปาก ครั้นหนึ่งแกเคยเอาวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กๆ มาเปิดฟังเพลงลูกทุ่ง ทว่าความสุขเล็กน้อยของแกไม่ได้ยืนยาวนัก ยามบ่ายวันหนึ่งที่แกเพลินเพลงจนไม่ได้ยินเสียงแตรที่กระหน่ำติดๆ กันจากริมถนน แล้วรถเจ้ากรรมคันนั้นบังเอิญเป็นเบนซ์คันใหม่ของเสี่ยเตี้ย จากนั้นวิทยุและเพลงลูกทุ่งก็หายไปจากป้อมยาม

หน้าที่เสริมที่คนห่อเทียนมักไหว้วานแกเป็นประจำ และแกก็ทำด้วยความเต็มใจเพราะมันหมายถึงโบนัสประจำวัน

“ลุงยามคะ ถ้ามีคนหาบขนมครกมาขาย ช่วยซื้อไว้ให้หนูด้วยสักยี่สิบ”

“ลุงยามขา ฝากเงินกับลุงไว้ร้อยหนึ่ง ถ้าป้าคนขายขนมไข่เหี้ยผ่านมา ช่วยใช้หนี้ให้หนูด้วย”

บางคนฝากซื้อของ บางคนฝากเงินไว้ใช้หนี้ และบางคนฝากซื้อข้าวมื้อกลางวันจากหาบเร่ที่ผ่านทางมา แล้วก็วานให้แกเดินไปส่งถึงโต๊ะห่อเทียน ข่าวบางกระแสบอกว่าแกลาออกเองเพราะอายุมากแล้ว แถมสุขภาพไม่ค่อยดี แต่อีกกระแสแย้งว่าเสี่ยเตี้ยไล่แกออก

ไม่ปรากฏความผิด และไม่มีใครยืนยันถึงสาเหตุแท้จริง  ถึงกระนั้นบรรดาหญิงห่อเทียนทุกนางพร้อมกันลงมือพิพากษาเสี่ยเตี้ยอย่างเป็นเอกฉันท์

“ใจร้ายมาก”

“คนห้าสั้น… ไว้ใจมันไม่ได้หรอก”

“ชาติหน้ามันจะเตี้ยติดดินยิ่งกว่านี้”

“เฮอะ…ทำแต่บาปยังจะได้เกิดเป็นคนกะเขาอีกหรือนั่น”

“ไปว่าแกเสียๆ หายๆ  ตอนรับเงินค่าแรง ดูรูปข้างฝาหรือเปล่า แกทำบุญไว้เยอะเหมือนกัน ใบประกาศเต็มไปหมดไม่เห็นหรือไง”

จ้อยค่อนข้างสนิทกับลุงยาม ช่วงบ่ายเขาจะแวะไปดูจดหมายจากทางบ้านที่ตอบกลับมา ตอนหลังเขาจีบสาวทางจดหมาย คบหาเพื่อนใจทางไปรษณีย์หลายนาง ก่อนจะปลีกตัวออกไป จ้อยจะดูแลถังเทียนอย่างรอบคอบ ทำท่าจะไปหน้าห้องคุณพิชัยดื่มน้ำเย็น แล้วเท้าสองข้างของเขาก็พาตัวเองเดินออกนอกตึกไปถึงป้อมยาม จากความสนิทสนม จดหมายที่ส่งถึงจ้อยจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ลุงยามจะนำมาปักไว้ตรงมุมบนสุดของกระดานข้างป้อม

วันที่ไม่มีจดหมาย จ้อยเดินไปดูกระดานเปล่า คุยเรื่องเพลงลูกทุ่งกับลุงยามเล็กน้อยค่อยกลับเข้าตึก ทุกครั้งที่ได้รับจดหมาย ดูลายมือบนหน้าซองจนแน่ใจต้นทางที่มาแล้ว เขายังมีผลีผลามเปิดอ่าน  ซุกลงใต้อกเสื้อแล้วกลับมาทำงานตามปกติ ผมจับเรื่องนี้ได้ตอนที่เขาทำจดหมายในอกเสื้อหล่นลงบนพื้น

ลุงยามจากไป จ้อยเป็นอีกคนที่ใจหาย ก่อนด่าเสี่ยเตี้ยลับหลัง

“แกอยู่มาสิบสองปี  จู่ๆ ก็ไล่กันไปง่ายๆ  ต่อไปอย่าได้เรียกเสี่ยเลย ไม่ต้องใช้เสี่ยนำหน้า”

ผมหนุนหลังจ้อยเต็มพิกัด  “ตอนเข้าไปรับเงินเดือน  มึงเรียกแกให้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นๆ สิ”

จ้อยหัวเราะก๊าก “เอาไว้ถึงสงกรานต์ก่อน รับเงินเดือนแล้วกูก็จะลาออกตรงนั้น  กลับบ้านแล้วไม่มาที่นี่อีก  กูจะเรียกเชี่ยเตี้ยเสียงดังให้ได้ยินกันไปสามสี่ช่วงเสาไฟฟ้าเลยทีเดียว”

พี่แดงเป็นรับช่วงถือกุญแจประตู และทำหน้าที่อื่นๆ แทน  รวมทั้งเซ็นรับจดหมายลงทะเบียนจากบุรุษไปรษณีย์ คุณพิชัยยืนตรวจกระเป๋าคนงานห่อเทียนทั้งเช้าและเย็น  พี่ทุเรียนได้ทีกระเซ้า

“ตรวจภายในให้ละเอียดทุกคนเลยนะ  คุณพิชัย”

ปัญหาของผลกระทบไม่เกิดกับแผนกอื่นๆ ประตูอัลลอยย์เลื่อนได้ปิดล็อคข้างใน รวมทั้งช่องเล็กๆ สำหรับคนเข้าออกในช่วงกลางวัน หลังตะวันตกดินก่อนกลับบ้าน พี่แดงจะรับฝากกุญแจพวงใหญ่ ลุงยามจะถือกุญแจสำรองประตูไว้อีกดอกหนึ่ง เมื่อขาดยามมืออาชีพอย่างแกไป เช้าที่ผมกับจ้อยจะเข้าโรงงานไปติดเตาก็เจออุปสรรคแรก

“พี่แดงนอนขี้เซา จะเจ็ดโมงเช้าแล้วมึง เดี๋ยวพวกเทเทียนไม่มีงานทำกัน” จ้อยมองลอดช่องประตูเข้าไปข้างใน

มีช่องทางลัดซึ่งบรรดาคนงานชายแอบใช้เข้าออกโรงงาน ข้างกำแพงมีมะม่วงเขียวเสวยแผ่กิ่งก้านห่มคลุมและสยายมาข้างนอก เราเคยใช้จุดนี้ผ่านกำแพงเข้าโจมตีห้องครัวพี่แดงในยามหิว แอบเคลื่อนย้ายข้าวสาร น้ำปลา หอม กะเทียม และหากมีบะหมี่สำเร็จรูปซึ่งพี่แดงซื้อมาสำรองเสบียงส่วนตัว เราก็จะหยิบฉวยมาด้วย

เหตุข้าวของล่องหนสร้างความงุนงงแก่พี่แดงมาจนถึงบัดนี้ แกจะพร่ำบ่นงึมงำและด่า ด่า ด่า ไอ้พวกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ขี้ขโมย ไม่มีศีลมีธรรม เป็นขอทานเสียยังดีกว่าขโมยของคนอื่น แรกแกเข้าใจว่าเป็นคนงานหญิงรายเดือนที่พักอยู่กับแก ไล่รื้อค้น สอบสวน และเค้นคอ ไม่มีใครยอมรับ ไม่มีใครสารภาพผิด และแกก็จับมือใครดมไม่ได้

ไม่เพียงครั้งเดียวที่พี่แดงโดนผีหลอกยามเช้า แกโกรธและด่าจนขำตัวเอง

“ไอ้ผีกระสือ” แกว่า “ผีกระเสือที่มีแต่หัวกับไส้”

จ้อยหันไปทางต้นมะม่วง ไม่เพียงเคยใช้โหนกิ่งตะกายกำแพง ช่วงที่มันออกผลห้อยย้อยลงจากกิ่ง เรารอจนผลของมันโตได้ที่คอยปีนขึ้นไปปลิด ที่เหลือไม่อาจเอื้อมมือถึงก็ใช้ไม้สอยลงมา

พี่แดงเคยยืนเท้าสะเอวร้องด่าพวกเรา ด้วยเหตุผลที่ว่า ตั้งแต่เขียวเสวยต้นนี้ออกผล แกไม่เคยได้กินผลสุกของมันเลยสักครั้งเดียว

หนึ่งในคนเทเทียนโต้กลับ “เขียวเสวยสุกแล้วไม่ดีหรอก ไม่อร่อย คนเขาไม่กินสุกกัน”

กิ่งเขียวเสวยยังจะต้องเป็นทางลัดเข้าโรงงานแบบปิดลับไปตลอดกาล ไม่อาจเผยให้ใครอื่นรับรู้โดยเฉพาะพี่แดง ผมโบกมือห้ามจ้อยที่คิดจะใช้ทางลับนี้ข้ามกำแพงเข้าโรงงาน

“มึงไปตะโกนเรียกพี่แดงมาเปิดประตูดีกว่า ขืนเข้าไปทางอื่น พี่แดงจะเข้าใจผิดว่าแกจับหัวขโมยได้แล้วสองตัว”

เราอ้อมไปทางด้านหลังตามทางเดินคุ้ยเคย ก็ทางไปบ้านพักของเราเอง ตรงริมบึงหรือสระน้ำโอบล้อมด้วยป่าหญ้า จ้อยหยิบก้อนหิน เขาคิดจะปาใส่หน้าต่างหากตะโกนแล้วพี่แดงไม่ได้ยิน

หน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่แล้ว คนซึ่งจ้องมองลงมายิ้มส่งให้ผม จ้อยตะโกนเบาๆ

“ไหมน้อย บอกพี่แดงมาเปิดประตูให้เราเข้าไปติดเตาด้วย”

 

ช่วงปีใหม่โรงงานไม่ได้หยุดแม้แต่วันเดียว เสี่ยเตี้ยซึ่งมาพร้อมลูกชายจอมซนในวันจ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายของปีนั่งแจกแจงบนเก้าอี้ของแกตัวเดิม ในห้องที่สะอาดสะอ้านด้วยฝีมือการปัดกวาดอย่างเอาใจใส่ของพี่แดง ห้องซึ่งมีผ้าม่านสวยสีชมพู พรมปูพื้นซึ่งทุกคนจะต้องถอดรองเท้า และผนังด้านตรงข้ามกับที่แกนั่งประดับด้วยภาพถ่ายงานการกุศล ไม่ว่างานสังคมสงเคราะห์ หรืองานที่แกไปถวายเทียนพรรษาแก่วัดวาอารามต่างๆ งานบริจาคเงินช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง และอีกสารพัดการกุศลซึ่งแกโผล่ร่างเตี้ยๆ เข้าไปร่วม

งานเหล่านี้เองที่อาจส่งผลให้มีกรอบใบประกาศบนผนังด้านขวามือของแก รวมทั้งเครื่องราชฯ ชั้นต่างๆ ที่แกได้รับพระราชทาน

คนงานเก่าที่อยู่มานานอย่างคุณพิชัย พี่แดง พี่ทุเรียน รวมทั้งเฮียคังต่างรู้ดีว่าโรงงานไม่เคยหยุดช่วงปีใหม่ แต่เถ้าแก่เสียเตี้ยห่วงความรู้สึกของคนที่อายุงานน้อยกว่าหนึ่งปีจะไม่เข้าใจ แกจึงเรียกมาฟังเหตุผลกันพร้อมหน้า

เสี่ยเตี้ยกล่าวถึงข้ออ้างแรก ไม่ว่าปีใหม่ วันเกิด เข้าพรรษา ออกพรรษา งานบวช งานศพ หรือแม้แต่ตอนไฟดับผู้คนต่างก็ต้องการเทียน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วประเทศชาติของเราต้องการใช้เทียนเป็นจำนวนมาก ยิ่งประเทศเราเป็นเมืองพุทธ วันสำคัญทางศาสนามากกว่าในหลายๆ ประเทศ ฉะนั้นหากโรงงานหยุดบ่อย หรือหยุดเท่ากับข้าราชการ เมื่อเทียนไม่พอใช้ก็จะเดือดร้อนกันไปทั่ว

ทุกคนรับฟังเงียบๆ แม้แต่จ้อยซึ่งนัดสาวไว้ช่วงปีใหม่ เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความปวดร้าว และแอบหลั่งน้ำตาในอก เสี่ยเตี้ยอ้างถึงเหตุผลต่อมาว่าทางโรงงานหยุดตรุษจีนหลายวัน  ถัดไปแค่ไม่ถึงสองเดือนก็หยุดยาวอีกช่วงสงกรานต์

สุดท้ายแกพูดถึงเงินเดือนและเงินพิเศษที่ยังไม่มีให้ช่วงปีใหม่ แกย้ำว่าถ้าใครอยากหยุดยาวให้เต็มอิ่มแถมได้แต๊ะเอียจากทางโรงงานก็ต้องอยู่ให้ถึงตรุษจีน

แกเงยหน้ากวาดตามองไปรอบๆ ไม่ได้จ้องใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ “ถึงตอนนั้น  ทางโรงงานก็จะพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงให้กับทุกคน รวมทั้งคนงานรายวันด้วย”

ดูเหมือนรอยยิ้มแหงความหวังผุดขึ้นบนริมฝีปากของใครหลายคน โดยที่เผลอลืมไปว่าทั้งวันหยุดยาว แต๊ะเอีย และค่าแรงขึ้น ที่ยังมาไม่ถึงนั้น พวกเขาถูกเสี่ยเตี้ยจับเป็นตัวประกันโดยไม่รู้ตัว

ทุกคนเข้าไปรับเงินเดือนงวดสุดท้ายของปีเงียบๆ ออกจากห้องไปหยิบรองเท้าของตนแล้วเดินจากไป คนที่ยิ้มในสีหน้าก็มีเพียงคุณพิชัยกับพี่แดง ช่วงยามเฝ้าประตูขาดหายไป ทั้งสองทำหน้าที่แทนคนละส่วน เถ้าแก่ก็มีเงินพิเศษให้เล็กน้อย

ผมออกมาทำงานหน้าเตาแล้วเสี่ยเตี้ยค่อยโผล่ตามหลัง แกเดินดูแท่นเทเทียน สอบถามคนงาน แวะหยอกกับเฮียคังซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายด้วยท่าทีเป็นกันเองและสนทนากันด้วยภาษาจีน

แกเดินมาที่หน้าเตา จับไหล่เปลือยผมเขย่า “ทำงานดีมาก” แกชมแล้วหันไปทางจ้อย

“ตรุษจีนจะขึ้นเงินเดือนให้ทั้งสองคน” แกว่า

จ้อยถาม “เสี่ยครับ เมื่อไหร่โรงงานจะมียามใหม่”

“อาทิตย์หน้าเถ้าแก่จะพามา” เสี่ยเตี้ยตอบ “แต่ก็ไม่ใช่ยามเสียทีเดียว ให้มาอยู่ประจำโรงงานเลย”

 

บ้านพักคนงานในสายลมหนาว ย่ำค่ำหลังเลิกงานวันเสาร์สนุก คนเทเทียนซึ่งเป็นนักล่ามักหาเนื้อหาปลามาสู่เตาไฟไม่ขาด พร้อมเหล้าอุ่นจากร้านชำซึ่งแต่ละคนร่วมทุนลงขัน บ้านพักซึ่งมีผู้อาศัยสามห้องนอน ห้องคนเทเทียนผมเรียกว่าเคหาของสี่สหาย ห้องผมกับจ้อยเป็นนิวาสถานคู่หู อีกห้องเฮียคุงยึดครองผมแอบตั้งชื่อเรียกเสียงฮาว่าห้องหมูนอนหวด

เฮียคุงซึ่งเถ้าแก่ของเราถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ขาดไม่ได้ สลักสำคัญเทียมเท่านักออกแบบ นักแกะสลักเทียนผู้มีใบประกาศนียบัตรรับรองจากสถาบันชั้นนำของประเทศอย่างคุณพิชัย ข้อที่งานของแกก็ถือว่าเป็นศิลปะชั้นสูงยากที่จะหาใครทำได้เสมอเหมือน หรือแม้แต่ใกล้เคียง เทียนไขมาตรฐานทุกเล่มที่ออกจากเบ้าหลอมล้วนแต่ผ่านมือเฮียคัง มีดที่ลับคมกริบ ข้อแขนกำยำที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ท้ายเทียนทุกเล่มต้องเรียบเนียน หั่นแล้วความยาวจากท้ายถึงปลายไม่มีเล่มไหนเหลื่อมล้ำ เป็นความมหัศจรรย์ที่ชายคนหนึ่งสามารถเนรมิตได้ด้วยข้อแขน ทักษะ และสมาธิอันล้ำเลิศ

เฮียคังเป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดี แกเหมือนเพื่อนเล่นของเจ้าต้นสนลูกของเถ้าแก่ ใครหยอกเอินด้วยคำพูดหรือแม้แต่แอบใช้นิ้วจี้เอวแกก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก ไม่เคยมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกับใคร ผมล้อแกบ้าง และเคยเข้าไปเยี่ยมแกในห้องพร้อมถุงขนมในมือ ห้องนอนแกรุงรังด้วยเทพเจ้าชาวจีน ทั้งเจ้าแม่กวนอิม เห้งเจีย กวนอู ฮก ลก ซิ่ว และหนังสือภาษาจีนวางซ้อนกันติดผนัง แกชอบอ่านนิยายจีน ยามว่างแกจะเล่าสามก๊กให้ผมฟังข้างแท่นหั่นเทียน

เฮียคังไม่แตะต้องของมึนเมา ไม่สูบบุหรี่และไม่เคยออกเที่ยวเตร่ในวันหยุด แกตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือจีนไปตามลำพัง ค่าแรงแกสูงพอๆ กับคุณพิชัย นานๆ แกจะกลับไปเยี่ยมอาม่าที่บ้านเก่าจังหวัดสมุทรสงคราม

อยู่บ้านพักหลังเดียวกัน ความเสมอภาคอย่างหนึ่งระหว่างหลานเถ้าแก่กับคนงานทั่วไป ก็ไอ้สระน้ำสีครามที่ต้องใช้อาบอย่างน้อยวันละครั้ง

วันนั้นเราเลิกงานเร็ว วงปิ้งย่างหรรษาเริ่มต้นก่อนตะวันตกดิน ประเดิมด้วยนำหญ้าแห้งมาสุมไฟให้เกิดควันคลุ้ง นี่เป็นวิธีตัดไม้ข่มนามขู่ขวัญฝูงยุงซึ่งอาศัยอยู่รอบริมบึงจำนวนมหาศาล แม้จะรู้ดีว่ายุงหัวแข็งเหล่านั้นไม่เคยขวัญอ่อน เราก็ยังใช้วิธีการเดิมที่เคยล้มเหลวซ้ำอีก

เนื้อวัวบนเตาย่างส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วป่าหญ้า แล้วตอนที่เฮียคังนุ่งผ้าขนหนูออกจากบ้าน ร่างอวบอ้วนไต่มาตามแนวตลิ่งที่ค่อนข้างสูง แกทำจมูกฟุดฟิดพร้อมแยกเขี้ยวมาทางกองไฟ

“แบ่งกูบ้างนะเว้ย” แกว่า

ภูเขียวนักล่าเนื้อที่นั่งอยู่ข้างกองไฟตะโกนตอบ “มาเลยเฮียคุง มากินเหล้ากัน พวกผมอยากเห็นเฮียเมา”

“กูกินแต่เนื้อได้ไหม ไม่กินเหล้า”  แกทำท่าจะก้มลงไปวิดน้ำมาล้างเนื้อตัว

“ไม่ได้ไหรอกเฮีย กินเนื้อก็ต้องกินเหล้า” ภูเขียวตอบ

เฮียคังยังไม่ทันโน้มตัวถึงผิวน้ำ จ้อยซึ่งเดินอ้อมมาข้างหลังก็กระชากผ้าขนหนูที่แกนุ่ง พร้อมกับผลักร่างอวบอ้วนลอยละลิ่วลงสู่บึง ชั่วเสี้ยวนาทีที่คลื่นน้ำกระทบตลิ่ง ร่างของเฮียคังจมดิ่งลงสู่พื้นล่าง ดินเน่าๆ และตะกอนเลนทั้งหลายก็ส่งฟองฟอดขึ้นเหนือผิวน้ำ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปพร้อมร่างล่อนจ้อนอันอ้วนกลมของเฮียคังที่พาตัวเองตะกายขึ้นฝั่ง

กลิ่นเหม็นตลบอบอวลทำให้ผมและคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่รายรอบกองไฟต่างยกมือขึ้นอุดจมูก

เหนือขึ้นไปยังตึกชั้นสาม ไหมน้อยซึ่งยืนมองลงมาก็รีบยกมือปิดหน้า


ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here