หลังเลิกงานทำธุระส่วนตัวเอนหลังลงนอนไปจนกระทั่งเผลอหลับ แว่วเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ในห้องนอนของหนุ่มเทเทียนทั้งสี่ช่วยขับกล่อม แม้จังหวะเพลงไม่ได้อ่อนหวานนุ่มนวล แถมยังย้ำด้วยเสียงกลองหนักๆ กีตาร์และเบสก็ช่วยรุมย้ำอีกที แต่ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากงานตลอดกว่าสิบชั่วโมง เพลงจังหวะเริงระบำที่ได้ยินก็กลายเป็นเหมือนหมัดน็อคเสยปลายคางจนผมหลับสนิทจนได้

บางวันหลังเลิกงาน จ้อยคุยอวดผมถึงรัศมีการเที่ยวเตร่ในวันหยุดขยายกว้างออกไป ไม่เพียงโรงหนังชั้นสองตามย่านการค้าชานเมือง เขาไปไกลถึงลานดนตรีหน้าห้างสรรพสินค้าใหญ่โตกลางเมือง บางวันก็พากันไปนั่งชมดนตรีวงดังในสวนสนุก ขี่รถไฟเหาะตีลังกา ได้ยลโฉมดาราดังๆ ที่มาเป็นแขกรับเชิญบนเวทีดนตรี คุยอวดแล้วก็จ้องหน้าผมด้วยท่าทีแปลกใจ

“ไอ้บ้านี่ มึงไม่ตื่นเต้นสักนิดเลยหรือไง” จ้อยถึงกับเอื้อมมือมาเขย่าตัวผม

“กูไม่รู้” ผมว่า “กูไม่เห็นด้วยตานี่หว่า”

“หรือมึงไม่เชื่อ อาทิตย์หน้าไปกับพวกกูไหมล่ะ”

ผมส่ายหน้าแล้วนิ่งเงียบไป จ้อยว่าขึ้นอีก “แต่อาทิตย์หน้ายังไปไม่ได้ ไปบ้านพี่ทุเรียนกัน”

หญิงวัยกลางคนพนักงานห่อเทียนเก่าแก่อัธยาศัยดี ยิ้มง่าย พูดเสียงดังฟังชัด และยังเหน่อสุพรรณเป็นเอกลักษณ์ แกสนิทสนมกับคนงานทุกแผนกว่ากันตามตรง ชื่อเล่นผมที่ถูกเรียกขานติดปากใครต่อใครก็มาจากพี่ทุเรียนนี้เอง ลำดับเบื้องต้นก็มาจากพี่แดง ไอ้ขี้ก้าง ไอ้หัวหยิก แล้ววันหนึ่งผมยืนหัวยุ่งตัวเปื้อนเหงื่อพร้อมเขม่าดินหม้ออยู่หน้าเตา พี่แดงผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะ เป็นนิโกรเลยมึงไอ้ยาว

บ่ายวันที่พี่ทุเรียนเรียกผมไปช่วยยกกล่องกระดาษ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมถูกเรียกขานด้วยชื่อนามซึ่งติดปากทุกคนในเวลาต่อมา

“ยา  ช่วยพี่หน่อย”

จากขี้ก้างเป็นไอ้ยาว แล้วกลายเป็น “ยา” สั้นๆ ท้ายที่สุดถึงผมจะชอบหรือไม่ก็ตามชื่อเรียกขานกระจายไปสู่ทุกปาก ทั้งเฮียเคี้ยง คุณพิชัย ท้ายที่สุดก็ถึงหูเสี่ยเตี้ย

“ไอ้ยา…”

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมเลยเติมชื่อใหม่เต็มยศให้คนฟังแล้วเชื่อว่าเป็นชื่อจริง

ไชยา…

 

ผมแวะห้องนอนของคนเทเทียนทั้งสี่ ผนังด้านหนึ่งติดโปสเตอร์วงรอยัลสไปรท์สแผ่นมหึมา อีกด้านหนึ่งเป็นรูปสุนทร สุจริตฉันท์ยืนถือไมโครโฟนเด่นเป็นสง่า ตรงมุมห้องเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดใช้ถ่านสี่ก้อน จากสายตาช่างสังเกตของลูกน้องหน้าเตา จ้อยสรุปไปแล้วว่าคนอย่างผมไม่มีดนตรีกาล ในสันดานไม่เคยนิยมบทเพลง จนกระทั่งผมนำหนังสือดนตรีเข้ามาอ่าน แยกโปสเตอร์หน้ากลางของจอห์น เลนนอนไปติดไว้ข้างฝา

“มันเป็นอย่างนี่เอง” จ้อยผงกหัว “มึงฟังเพลงฝรั่ง  รสนิยมสูงกว่ากู”

หลังจากที่ตระเวนชมสาวเป็นแรมเดือน จ้อยและเพื่อนคนงานเทเทียนของเขาต่างก็มีคู่รักเป็นตัวเป็นตน พวกเขาอวดรูปที่ถ่ายคู่กันด้วยฝีมือตากล้องรับจ้างในสวนสาธารณะ บางคนนำรูปสาวคนรักไปขยายใส่กรอบวางไว้หัวนอน จ้อยเองก็ไม่ยอมแพ้ นำรูปสาวโรงทอผ้าไปขยายใส่กรอบวางไว้ข้างหมอน

“ไม่คิดหาแฟนบ้างหรือมึง” จ้อยถาม “หรือจะหาทางจดหมาย”

ผมส่ายหน้าตามเคย จ้อยจ้องตาผมยิ้มๆ “มึงรูปหล่อ ตาหวาน รูปร่างก็ดี ตามกูไปโรงทออาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละ สาวๆ เป็นแย่งกันถึงขั้นตบตี”

ผมทำหน้าเฉยเมยไม่ยินดียินร้าย จ้อยขยับเข้าใกล้ “หรือมึงเป็นกะเทย”

ผมเอาแต่หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ข้อกล่าวหานี้ไม่ใช่หนแรก ตากลมๆ ที่คล้ายผู้หญิง บวกกับเค้าหน้าและผมยาวงอนหยักศก แรกที่มีคนทักว่าเป็นกะเทย ผมโกรธชนิดควันออกหู แทบเลิกคบหากับคนที่เห็นว่าผมอ้อนแอ้นไม่ใช่ชายชาตรี แต่สำหรับคำพูดของลูกน้องหน้าเตา ผมไม่รู้สึกสะทกสะเทือน ช่างต้มเทียนที่แข็งแกร่ง ข้อแขนกำยำล่ำสัน ใครมากล่าวหาว่าเป็นกะเทย ถือว่าดวงตาหาได้มีแววสักนิดเดียวไม่

ผมตระหนักถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองที่เคยพเนจรไปตามย่านต่างๆ ของเมือง รอนแรมไปกับกระเป๋าใบเล็ก บางคืนนอนตากยุงเปื้อนน้ำค้างตามม้าหินริมคลอง ชีวิตแบบนี้ไม่มีหลักประกันใดเลย แล้วยังจะคิดถึงคนเคียงข้างร่วมทางโดยไม่เจียมตน

ความรักในนิยายที่เคยอ่าน บางเรื่องช่างนุ่มนวล อ่อนโยน อบอุ่น และเอื้ออาทร แต่กับอีกหลายเรื่องที่อวสานลงพร้อมโศกนาฏกรรม ยังเรียกน้ำตาอาดูรได้เพียงนั้น แล้วหากเกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเอง ความแข็งแกร่งที่มีอยู่จำกัดจะทนทานได้หรือ

เช้าวันที่เดินทางไปตามคำชักชวนของพี่ทุเรียน จ้อยซึ่งเคยปฏิเสธกลับแต่งตัวรอผมอยู่ในห้อง สีหน้าของเขาดูเผือดซีด วันอาทิตย์เขามีนัดกับสาวโรงทอ สนุกสุขสำราญไปกับลานดนตรี และสวนหย่อมริมน้ำในบรรยากาศโรแมนติค นักเทเทียนทั้งสี่ออกจากที่พักไปแล้ว พวกเขาไม่ใยดีต่อคำเชิญของพี่ทุเรียนเพราะมีนัดหมายที่สำคัญกว่า

รูปถ่ายสาวน้อยข้างหมอนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งสีหน้าท่าทีและสิ่งที่หายไปไม่รอดพ้นสายตาช่างสังเกตของผมไปได้ ผมไม่ถามอะไรเขา รีบแต่งตัวง่ายๆ เสร็จแล้วเดินไปตบหลังล่ำสันของเขาเสียงดังป้าบ

“ไป… เราไปกัน”

 

ผมกับจ้อยมาถึงวัดหลังขบวนแห่นาคจบสิ้นลงไปแล้ว ในอุโบสถกำลังทำพิธีอุปสมบท เรานั่งรออยู่ข้างนอก เจตนาพี่ทุเรียนชวนน้องๆ ในที่ทำงานมาก็เพื่อฉลองหลังการบวชลูกชายคนโต ไม่ได้ประสงค์ให้เราเติมจำนวนคนลงไปในขบวนแห่ ในสายตาของหญิงวัยเกือบห้าสิบ แกรับรู้ถึงความอดอยากของคนงานซึ่งทางเถ้าแก่ผูกปิ่นโตไว้กับร้านอาหารในซอยเดียวกัน พี่แดงแม่ครัวจัดการแค่หุงข้าวไว้หม้อใหญ่ ข้าวสวยในหม้อนั้นเพียงพอสำหรับทุกคน ขณะกับข้าวซึ่งมากับปิ่นโตเพียงสามเถามักหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว บ่อยครั้งพวกเราทั้งสองแผนก พ่วงด้วยเฮียคังคนตัดเทียน ถือจานข้าวไปราดน้ำปลากินลดทอนความหิว นั่นมักเป็นช่วงหลังวันเงินเดือนออกราวๆ สัปดาห์เศษ ซึ่งทุกคนได้ทำการถลุงค่าแรงหมดไปกับการเที่ยวเตร่

กลองยาว แตรวง และแขกที่มาร่วมขบวนแห่ยกพลกลับไปแล้วเป็นบางส่วน ญาติพี่น้องและผองเพื่อนพี่ทุเรียนส่วนหนึ่งร่วมอยู่ในพิธีอุปสมบท ซุ้มไม้ข้างโบสถ์ยังแลเห็นสีสันของเสื้อผ้าอาภรณ์ลายสดใส จ้อยจับตามองกลุ่มสาวๆ แล้วเพียงไม่นานเขาก็ก้มหน้าลงถอนหายใจ

เรารอจนกระทั่งพิธีสำคัญจบสิ้นลง พี่ทุเรียนในชุดผ้าถุงยาวกรอมเท้าเบียดแทรกอยู่ในกลุ่มผู้มารวมงาน บางส่วนกระจายกันขึ้นไปยังศาลาหลังใหญ่ ทันทีที่เจอผมกับจ้อย พี่ทุเรียนโบกไม้โบกมือ

“ไปหาอะไรกินบนศาลากันก่อน แล้วค่อยไปบ้าน”

หลังพระฉันเพลเสร็จสิ้น ผมกับจ้อยแทรกตัวเข้าไปในวงอาหารท่ามกลางผู้คนที่เราไม่รู้จัก เรากินอย่างมูมมามเหมือนจะตุนไว้เผื่อความอดหิวในวันถัดไป ท้องเต็มแล้วแต่ความอยากยังคงพร่อง จังหวะหนึ่งผมเงยหน้าขึ้นมองไกลออกไปทางพี่ทุเรียน นอกจากสามีหนวดดกเจ้าหน้าที่รถไฟซึ่งผมกับจ้อยเคยเห็นหน้าแล้ว เด็กสาวสามสี่คนในวงข้าวเดียวกันต่างนั่งพับเพียบ ตักข้าวใส่ปากช้าๆ อย่างสำรวมกิริยาเยี่ยงกุลสตรีไทย

สาวเสื้อขาวลายลูกไม้เงยหน้าขึ้นมองมาทางผมพอดี เธอเป็นคนเดียวที่ปล่อยผมยาวสยาย แม้แอบมองจากระยะไกล ผมยังมองเห็นขนตางอนงาม และประกายหวานซึ้งจากดวงตากลมโตของเธอ

ใบหน้าผมค้างนิ่งและจับจ้องสาวน้อยคนนั้นเหมือนต้องมนตรา ผมตกอยู่ในอาการเช่นนี้นานจนกระทั่งจ้อยยกกำปั้นกระแทกสีข้าง

“กลับไปนอนกันสักงีบ บ่ายๆ ค่อยไปกินเหล้าบ้านพี่ทุเรียน”

ผละจากวงข้าวบนศาลาไปไม่กี่ก้าว ผมหันมองไปยังจุดที่สาวน้อยคนนั้นนั่งอยู่ คราวนี้คล้ายเธอรู้สึกตัวแล้วว่าถูกแอบมอง ดวงตายิ้มๆ จ้องมาที่ผมเช่นเดียวกัน แล้วเป็นผมเองที่เบือนหลบในจังหวะที่จ้อยกระตุกแขนพอดี

จ้อยบอกอยากกินเหล้า เมาแล้วหลับไปตื่นเอาทีเดียวเช้าวันจันทร์ เขาไม่พูดถึงคู่รักที่ดูเหมือนจะไม่มีวันได้พบกันอีก ความรักของหนุ่มสาวพลัดถิ่นเป็นอะไรที่มาง่าย และจากไปง่ายเหมือนสายลมผ่านทาง บางคู่ก็ไม่ได้เศร้าเสียใจยาวนาน ผ่านไปไม่กี่เดือนก็สามารถปลูกรักต้นใหม่ได้อีก

จ้อยทิ้งตัวลงนอนไม่นานก็หลับสนิท แสดงว่าเขาไม่ได้อินังขังขอบอะไรนักกับที่ถูกสาวหักอก เป็นผมเสียอีกที่อาการหนัก ปิดเปลือกตาลงแล้วใบหน้าอิ่มหวานของสาวน้อยบนศาลายังเด่นชัดในห้วงคะนึง

ผมจะแอบถามพี่ทุเรียนว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน และทำงานอะไร แต่ผมจะต้องใช้ชั้นเชิงเล็กน้อยเพื่อแกจะไม่เป็นพิรุธให้แกจับได้ว่า ผมเผลอพลาดตกหลุมเสน่ห์ของสาวแปลกหน้าที่ไม่เคยพูดจา และรู้จักกันมาก่อน ผมต้องไม่เผยความในใจให้ใครรู้ ทั้งไม่แสดงอาการให้จ้อยเห็นแล้วนำไปล้อเลียนหรือเยาะเย้ยถากถางซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมลืมตาจ้องมองเพดาน ภาวนาในใจลึกๆ ให้ได้เจอเธออีกสักครั้ง หากมีโอกาสทำความรู้จักเป็นเบื้องต้น ผมก็พอหาทางสานต่อความสัมพันธ์ตามจังหวะโอกาส และโชคซึ่งอาจเข้าข้างให้ใจสองดวงของเราตรงกัน

ผมนึกวาดภาพถนนสายเปลี่ยวในเมืองใหญ่ที่จะต้องเปลี่ยนไป ในวันที่ผมมีคนเคียงข้าง จับมือ ควงแขน ย่างเท้าสืบก้าวตามจังหวะเคลื่อนไหวของกันและกัน ล้มตัวลงนอนบนสนามหญ้าเคียงคู่กันในสวนหย่อม ถ่ายรูปคู่ไว้เป็นระลึกเหมือนหนุ่มสาวคู่อื่นๆ

วันอาทิตย์ที่แสนร่าเริง ผมพุ่งทะยานออกจากโรงเทียนตั้งแต่เช้าสู่จุดนัดหมาย ด้วยพลังแห่งความสุขที่อัดแน่นเต็มหัวใจ นิยายบางเรื่องที่ผมเคยอ่านในห้องสมุด บอกว่าความรักเป็นเหมือนดวงดาวแห่งชีวิต ส่องทางและนำพาให้คนซึ่งมีรักก้าวไปสู่จุดหมายด้วยแรงมานะบากบั่นทั้งหมดทั้งมวล

จ้อยยังหลับตอนที่ผมปลีกตัวไปอาบน้ำในบึง กลับเข้าห้องแต่งตัวใหม่ ประแป้งประทินร่างสักเล็กน้อย หล่อเหลาเอาการจนมั่นใจแล้วค่อยก้มลงจับหัวจ้อยเขย่าอย่างแรง

“ตื่นได้แล้วมึง ไปกินเหล้าบ้านพี่ทุเรียน”

จ้อยลืมตาตื่น ผงกหัวขึ้นเล็กน้อย ผมถาม “มึงจะอาบน้ำก่อนไหม”

จ้อยสะบัดหัวไปมาแล้วดีดลุกนั่ง “กูไม่อาบหรอก ไปกันเลย แต่งตัวดีแค่ไหน ตอนขากลับก็เมาดูไม่จืดอยู่ดี”

เราเดินเข้าซอยเล็กๆ ไป ไม่ถึงสองกิโลเมตรก็ทะลุถึงทางรถไฟ เดินเลียบป่าหญ้าไปอีกไม่ไกลก็ถึงแนวบ้านพักเจ้าหน้าที่รถไฟ ทุกหลังเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง เสียงหัวเราะ พูดคุย และผสานเฮฮาเป็นบ้างครั้งจากบ้านอันเป็นจุดหมายดึงเราสองคนเดินเข้าหา พี่ทุเรียนในชุดผ้าถุงและเสื้อตัวเดิมมองเห็นเราก่อนแล้ว แกลุกขึ้นชะเง้อมองลงมาและกวักมือเรียก

“เฮ้ย…มีวัยรุ่นมา”

เสียงชายคนหนึ่งในวงเหล้าเอ่ยขึ้น “มาเลยวัยรุ่น เหล้าเพียบเลยวันนี้ ฉลองงานบวช”

สามีพี่ทุเรียนนั่งเป็นประธานในวงเหล้าที่เกลื่อนไปด้วยจานชามและขวดโซดา คำแนะนำจากภรรยาว่าน้องจากโรงเทียนก็เพียงพอที่ผลักให้เราสองคนเบียดแทรกเข้าไปนั่ง นอกจากญาติมิตรจากต่างจังหวัดแล้ว เจ้าหน้าที่รถไฟหลายคนก็ผลัดกันมาร่วมดื่ม พูดคุย สรวลเสเฮฮา พอใกล้เวลารถไฟเข้าสถานีค่อยคว้าเสื้อมาสวม เดินออกไปประจำการพร้อมคันธงในมือ

ผมไม่ชอบเหล้า รู้ตัวว่าคออ่อน หากจะดวดแบบจ้อยอีกไม่นานผมก็จะเสียอาการ เลือกจิบทีละนิดแล้วก็วางแก้วไว้ข้างหน้า ตักลาบและกับแกล้มอื่นๆ กินแบบฉวยโอกาสอย่างคนที่เคยหิวโซมาบ่อยครั้ง พลางกวาดตามองหาเธอคนนั้นด้วยความหวัง

ผมกับจ้อยอายุน้อยที่สุดในวง เราถูกกระเซ้าแบบรับน้องทั้งในเรื่องกึ่งลามกทะลึ่งตึงตัง และยั่วให้ดวดเหล้าแบบชายชาตรี ผมปล่อยให้จ้อยเป็นตัวแทนรับคำท้า สำหรับผมส่ายหน้าและก้มหัวยอมรับในความอ่อนด้อยเรื่องสุรา

ถาดใหญ่ว่าง จานกับแกล้มที่พร่องเหมือนเป็นส่วนเกิน ทันทีที่ได้ยินกังวานเสียงเล็กๆ แว่วกระทบหู พร้อมท่วงทำนองฝีเท้าย่ำกระทบพื้นกระดาน ผมยืดไหล่และรีบวางแก้วลง สาวน้อยสองคนเดินคู่กันมา รูปร่างผิดกัน คนหนึ่งค่อนข้างเตี้ย อีกคนสูงเพรียวสมส่วน ผ้าถุงและเสื้อลายลูกไม้เปลี่ยนเป็นกางเกงยีน และเสื้อยืดสีสด ขณะคนที่ผมหมายตาโน้มร่างลงฟากตรงข้ามของวงเหล้า ใจผมสันสะท้าน แล้วบังเอิญที่สายตาสองคู่ของเราประสานกัน

เธอยิ้ม สะเทิ้นเล็กน้อยก่อนเบือนหน้าหลบ เอื้อมมือหยิบถาดเปล่าและจานชามกลางวง

ผมมองตามแผ่นหลังของสาวน้อยร่างระหง พี่ทุเรียนเหมือนจับสังเกตท่าทีฟ้องพิรุธของผมนานแล้ว

“อีขวัญ หลานกู มาจากบางปลาม้า สวยไหมล่ะพวกมึง”

จ้อยหน้าแดงไปแล้วกับฤทธิ์เหล้า ผมหน้าแดงตามไปด้วยความเขินอาย พี่ทุเรียนเดินมาใกล้ๆ

“มองตาค้างเลยมึง ไอ้ยา หลานสาวกูสวยๆ ทั้งนั้น ยังมีอีกเป็นคันรถที่บางปลาม้า แต่เขาว่ากันว่า… มึงเป็นกะเทยนี่นา”

ลุงๆ น้าๆ ร่วมวงเหล้าประสานเสียงหัวเราะ จ้องหน้าผมเป็นจุดเดียว ขวัญกับเพื่อนสาวของเธอวนมาเสิร์ฟกับแกล้มอีกรอบ ผมเอาแต่ก้มหน้า กลัวถูกกระเซ้าหนัก

“หลานสาวกูทำส้มตำอร่อย” พี่ทุเรียนโม้ แล้วหันไปสั่ง “ขวัญ ตำส้มตำเลี้ยงไอ้สองตัวนี้หน่อย มันเป็นลาวทั้งคู่”

ผมเดินลงบันไดไปเข้าห้องน้ำชั้นใต้ถุน บนแคร่ไม้ไผ่ด้านหนึ่งสาวน้อยสี่ห้าคนนั่งจับกลุ่มกันทำอาหาร ขวัญกับสาวร่างสั้นกำลังช่วยกันฝานมะละกอ ผมมองแวบเดียวก็หลบเข้าห้องน้ำ ขากลับได้ยินเสียงหัวเราะคิกๆ ตามหลัง

ส้มตำถาดแรกผมได้สบตากับขวัญอีกครั้ง ต่างคนต่างสะเทิ้น ผมกุมแก้วเหล้านิ่งนานจนมะละกอในถาดพร่องลง เหลือเพียงถั่วฟักยาวที่ผสมเข้ามา ผมใช้ช้อนตักกินทีละน้อย พี่ทุเรียนเห็นเข้าก็เดินลงไปสั่งหลานสาวให้ทำเพิ่มอีก

กลับขึ้นมาพี่ทุเรียนพูดกับผมว่า “กูสั่งอีขวัญใส่ถั่วฝักยาวเผื่อมึงด้วย”

ผมเผลอยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มเหมือนน้ำเปล่าตอนที่ขวัญยกถามส้มตำขึ้นมาเสิร์ฟ จ้องหน้าเธอเหมือนจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดชีวิตที่เหลือ บรรจงเลือกกินถั่วฝักยาวในส้มตำ จากคำสั่งของพี่ทุเรียน ผมมั่นใจว่า ขณะที่ขวัญเด็ดถั่วฝักยาวและใส่มันลงในครก เธอคงคิดถึงผมและบรรจงทำมาเพื่อผมโดยเฉพาะ

 

 

ผมประคองจ้อยลงจากบ้านพักของเจ้าหน้าที่รถไฟ ฝืนทำเป็นขึงขังเยี่ยงพระเอกหนังไทย แม้กลุ่มสาวๆ จะหนีไปนอนนานแล้ว แต่ผมพยายามตั้งสติมั่นคง ไม่ส่ออาการเมาเยี่ยงคนคออ่อนให้ลุงๆ น้าๆ ร่วมวงนินทาลับหลังให้เป็นที่อับอายและเสียภาพพจน์

ผมประคองจ้อยไปตามริมทางรถไฟอย่างทุลักทุเล ผมเองก็เมา แต่จ้อยหนักยิ่งกว่า ถึงเนินหญ้าผมปล่อยให้เจ้าเพื่อนร่างเตี้ยแผ่หลา ผมทรุดฮวบตามลงไป หลับพับใต้แสงดาวยามดึกจนค่อนสว่าง ผมรู้สึกตัวตื่นดึงร่างเตี้ยๆ ลุกขึ้นอีกครั้ง

เอาชีวิตรอดกลับถึงบ้านพัก ผมตั้งใจปล่อยให้จ้อยหลับอีกสักงีบคอยปลุกขณะทรุดนั่งพิงฝา ผมรู้สึกแสบไปทั่วทุกขดของลำไส้ ผมคิดไว้ไม่ผิด ขวัญนึกถึงผมขณะเธอทำส้มตำ แล้วเธอกับเพื่อนก็ช่วยกันบีบเม็ดถัวออกจากฝัก บรรจงยัดพริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ แทรกลงไปแทน เผ็ดจนร้อนถึงหู หน้าแดง ปากร้อนผ่าวเหมือนเพิ่งเคี้ยวถ่านไฟ พี่ทุเรียนเหมือนสมรู้ร่วมคิดอีกคน

“ไอ้ยา มึงกินให้หมดนะ อีขวัญใส่ถั่วมาเพื่อมึงโดยเฉพาะ”

จ้อยเมาหลับพับไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน ปล่อยให้ผมเทียวเข้าออกห้องสุขาหลายรอบถึงรุ่งเช้าหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ลากสังขารไปผสมเทียนพร้อมกับจ้อยซึ่งยังเมาค้าง ผมรอจะถามพี่ทุเรียนถึงขวัญ แต่แกก็ลาหยุดงาน

ผมไม่นึกโกรธเธอแม้แต่นิดเดียว หากไม่มีใจเธอก็คงไม่หยอกผมผ่านส้มตำผสมถั่วฝักยาว ยามเราจ้องตากัน อำนาจบางอย่างทำเอาเราพร้อมกันสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ผมรอพี่ทุเรียนอยู่ถึงหกวันด้วยความกระวนกระวายใจ รอจนถึงเช้าวันอาทิตย์ ผมชวนจ้อยไปบ้านพักริมทางรถไฟอีกครั้ง พี่ทุเรียนบอกว่า  หลานสาวของแกเดินทางกลับบางปลาม้าไปหมดแล้ว

“แถวบ้านเขาเกี่ยวข้าวกันแล้ว” แกบอก

ผมกลายเป็นชายหน้าเศร้า ปกติก็พูดน้อยอยู่แล้ว วันๆ แทบไม่มีสรรพสำเนียงใดๆ หลุดออกจากปาก จ้อยไม่เคยเยาะเย้ยถากถาง บางครั้งเขาจ้องหน้าผมด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ ไม่มีคำพูดปลอบประโลม

คืนหนึ่งจ้อยเปิดปากหัวเราะลั่น ลุกขึ้นชี้หน้าผมแล้วพูดเสียงดัง

“อย่างน้อยมึงก็ไม่ใช่กะเทย”


ประชาคม ลุนาชัย
เกิดที่จังหวัดยโสธร เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่ปี 2520 จากบทกวี ก่อนจะจริงจังกับเรื่องสั้น และนวนิยายตามลำดับ ถึงปัจจุบัน 2561 มีผลงานตีพิมพ์ทั้งหมด 35 เล่ม

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here