ข้างกำแพงไร้ซึ่งไม้ใหญ่และร่มเงาอื่นๆ แสงร้อนจากดวงอาทิตย์สาดมาจากทางตะวันออก นอกจากอาบโลมลงบนร่างเปื้อนเหงื่ออันบอบบางของสาวน้อยแล้ว แสงอำมหิตยามสายในวันฟ้าโล่งยังแผดเผากำแพงซีเมนต์และพื้นถนนลาดยางพวยพุ่งขึ้นสู่เรือนร่างที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ เสื้อยืดที่เธอสวมชุ่มไปด้วยเหงื่อ  ผมซึ่งเคยยุ่งกระเซิงวันนี้เกล้ามวยมาเป็นอย่างดี  แถมรัดหนังยางมัดปลายเป็นกระจุกไว้เหนือท้ายทอย  และตอนนี้มันก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นเดียวกับเสื้อยืด ยืนนานมาเกือบสามชั่วโมงรู้สึกล้าจึงนั่งยองๆ เพื่อให้ขาสองข้างได้พัก  แต่ยังอยู่บนจุดเดิมซึ่งเธอนัดหมายกับใครบางคนเอาไว้

เธอยังมองไม่เห็นว่าใครจะมาตามนัดหมาย  ผมเลาะเลียบริมถนนอีกฝั่งหนึ่ง  จับตาสังเกตอากัปกิริยาเธอเงียบๆ  ทั้งรู้สึกสงสารและสมเพชอยู่ในใจ  บ้านนอกของแท้ที่ใครจะต้มตุ๋นอย่างไรก็เชื่อเขาหมด  ใสและซื่อจนไม่คิดระแวงคำพูดของคนที่มาบอกนัด  รอนานแล้วก็ยังสู้ทนไม่ยอมเปลี่ยนใจ  นอกจากแสนซื่อแล้วยังดื้อรั้น

ผมขยับก้าวมาหยุดยืนอยู่อีกฝั่งถนน  ใต้ร่มเงามะขามเทศริมทาง  จ้องดูเธอนั่งก้มหน้าเงียบๆ เตรียมคำพูดไว้ในใจที่จะเอ่ยบอกให้เธอกลับเข้าที่พัก  ความจริงไม่ต้องประนีประนอมกับความช่างอำของจ้อย  ความผิดพลาดของการนัดหมายที่เกิดขึ้น  ตามไปเอาคืนทั้งหมดที่จ้อย  ผมแค่อุทิศตนและเวลานำเรื่องจริงมาบอกด้วยความเวทนา

รถสองแถวที่รับส่งผู้โดยสารในซอยแล่นผ่านไป  ตามด้วยมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกสองคัน  ตอนผมเดินข้ามถนนเธอยังก้มหัวลงต่ำ  ค่อยๆ เงยหน้าเปื้อนเหงื่อขึ้นช้าๆ  เมื่อแว่วยินเสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นดังใกล้เข้าไป  ผมเองที่จงใจลงเท้าหนักเรียกความสนใจ ใบหน้าที่พราวด้วยเม็ดเหงื่อเงยขึ้นและหยุดนิ่ง  ค่อยๆ เหยียดร่างลุกขึ้นยืนเต็มตัว  ฉายยิ้มกว้างสุดมุมปาก

ประกายในแววตาของเธอเหมือนดาวที่ส่องแสงกลางฟ้าหนาวยามดึก  ลิงโลด  เปี่ยมด้วยความยินดี  ยิ้มที่ฉายขึ้นก็เช่นเดียวกัน  ท่าทีของเธอเหมือนกับว่าได้พบสิ่งที่รอคอยมาตลอดชีวิต  บางนาทีที่เคลื่อนผ่านไป  เธอแทบสิ้นหวังไปแล้วกับความท้อแท้ใจ  ครั้นแล้วสิ่งที่เฝ้าคอยก็ปรากฏตัวขึ้น

ยืดร่างยืนเต็มตัว  ยิ้มค้างนิ่งด้วยท่วงท่าซึ่งพร้อมจะโผเข้าหาอ้อมกอดของคนที่กำลังเดินเข้าใกล้  แววตาแสนซื่อจ้องมาสบสาน  คมกล้าด้วยความมุ่งมั่นจนเป็นผมเองต้องเบือนหลบ  คำพูดที่เตรียมไว้  รวมทั้งท่าทีแข็งกร้าวที่จะไสส่ง  และไล่เธอกลับเข้าที่พักเหมือนละลายหายไป  ความสมเพชแต่แรกเปลี่ยนเป็นสงสาร  ทำงานมาเกือบสองเดือน  เธอไม่เคยออกไปนอกกำแพงโรงงาน  เมืองหลวงที่เธอเคยเห็นผ่านตายังคงแปลกหน้า  ใจผมอ่อนยวบลงเมื่อทบทวนได้ว่า  เธอตากแดดทนรอผมด้วยความหวัง  ผมไม่ควรทำร้ายจิตใจเธอซ้ำอีก

ไม่ใช่เธอคนเดียวหรอกที่บ้านนอกคอกนาหน้าซื่อใจตรงพร้อมจะตกเป็นเหยื่อคนอื่นได้ทุกเมื่อ  ผมเองก็มาจากท้องทุ่ง  ตามเล่ห์เหลี่ยมแสนกลของเมืองใหญ่ไม่ค่อยจะทัน  เป็นไรไปถ้าผมจะพาเธอไปเที่ยวเล่นสักวันหนึ่ง  วันเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น  ไม่มีภาคต่อหรือหนสอง  ที่สำคัญระหว่างเราสองคน  ไม่มีสัมพันธ์อื่น  ผละจากกันเย็นวันนี้ก็เป็นเหมือนคนที่ตายจากกันไป

เรานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนละคันออกสู่ปากซอย  ผมคิดไว้คร่าวๆ ว่าจะพาเธอไปไหนดี  ที่ซึ่งไม่ต้องเห็นหน้ากันนาน  และไม่ต้องพูดคุยกันมาก  แถมใช้เวลานานสามสี่ชั่วโมง  หรือไม่ก็อาจมากกว่านั้นหากมีเหตุให้ต้องรอ  โรงหนังชานเมืองที่ฉายสองเรื่องควบ  ฉายวนกลับไปมาตลอดทั้งวัน  บางช่วงหนังเรื่องเดียวกันแต่ละม้วนที่ฉายกันหลายโรงส่งมาไม่ทัน  หรือบางทีคนวิ่งหนังซึ่งใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะม้าเร็วประสบเหตุร้ายให้ต้องลงไปนอนอ่านหนังสือพิมพ์บนท้องถนน  คนดูทั้งโรงก็ต้องพร้อมใจกันรอคอยหนังม้วนนั้นมาถึงด้วยความอดทน

ลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ป้ายรถประจำทาง  ก่อนรถเมล์สายที่ผมหมายตาไว้จะมาถึง  ผมถามเธอว่าอยากดูหนังไหม

ไหมน้อยยิ้มสีหน้าระรื่น  ขยับมายืนข้างๆ ผม  พยักหน้าตกลงตามข้อเสนอ  โดยหารู้ไม่ว่าผมแยบคายกับแผนการที่ทำให้วันหยุดหดสั้นและรวบรัดที่สุดเท่าที่จะทำได้  เรานั่งคู่กันบนเบาะรถเมล์  ผมก้มหน้าและนั่งเงียบ  ปล่อยให้ไหมน้อยมองผ่านหน้าต่างชมเมืองซึ่งเธอไม่อาจจดจำสถานที่แห่งไหนได้เลย  เมืองเบื้องหน้าจึงเป็นเหมือนป่ากว้างใหญ่  หากตึกรามบ้านช่องเป็นต้นไม้  เธอก็ไม่รู้จักชื่อมัน  สายธารแห่งตรอกซอยน้อยใหญ่ก็เช่นเดียวกัน  เธอไม่รู้ต้นทางที่มาของมันและไม่อาจคาดเดาถึงปลายสุด

วูบแห่งลมหนาวปลายพฤศจิกายนทะลักผ่านหน้าต่างกระทบใบหน้า  ปลายผมที่เกล้ามวยของไหมน้อยพลิ้วสะบัด  เรามองออกนอกหน้าต่างไปสู่จุดหมายที่ไม่อาจระบุนาม  ผมหวนนึกถึงท้องทุ่งที่จากมา  ที่ซึ่งดวงดาวร้องระงมในค่ำคืนเคล้าเสียงลมหนาว  ใต้หมู่เมฆร่าเริงแห่งรุ่งเช้า  รวงข้าวเหลืองทองเต้นระบำไปกับจังหวะดนตรีแห่งสายลม  นั่นคือบทแพลงแห่งฤดูเก็บเกี่ยว  ในแสงแดด ในลมหนาว และในท้องทุ่ง  ชาวนาฟ้อนเคียวฟาดฟันต้นข้าวที่พวกเขาลงแรงปลูกไว้

สีหน้าระรื่นของไหมน้อยเปลี่ยนเป็นเฉยนิ่ง  ผมชำเลืองมองและแอบสังเกต  ตาซึ่งกะพริบถี่เหมือนเธอพยายามเก็บกลั้นความรู้สึกบางอย่าง  ผมเดาเอาเองว่าเธอคิดถึงถิ่นเกิดที่จากมา  คิดถึงพ่อแม่และญาติพี่น้อง  แน่นอน… ในสายลมหนาวที่พากลิ่นอายอันแสนไกลมาสู่ปลายจมูก  ทุ่งข้าวเหลืองอร่ามในความทรงจำเร้าความถวิลหาการคืนกลับถิ่นเกิด  ปล่อยให้เธอเศร้ากับแรงถวิลหาบ้านเกิดไปก่อน  ผมแอบคิดในใจ  อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะหัวเราะลั่นกับหนังตลก  หรือไม่ก็ระทึกขวัญกับหนังคาวบอยขี่ม้ายิงปืน

ตอนถามว่าดูหนังกันไหม  เธอรับข้อเสนอของผมโดยไม่รู้ว่า  หนังที่ผมจะพาไปดูนั้นเรื่องอะไร

ไม่เพียงแต่ตัวเธอหรอก  ผมเองก็ยังไม่รู้  ถึงหน้าโรงหนังเห็นป้ายและใบปิดค่อยตัดสินใจเลือกอีกที

 

ไหมน้อยโผเข้าเกาะแขนผมทันทีที่ผ่านม่านประตูเข้าสู่ภายใน  ผมเกือบเผลอตัวสลัดและผลักเธอออกห่าง  ดีที่ฉุกคิดได้ทัน  เธอไม่เคยเข้าโรงหนัง  นี่เป็นประสบการณ์แรกของคนบ้านนาที่ได้สัมผัสแหล่งบันเทิงของคนเมือง  แน่นอน  เธอตื่นตระหนกกับอ้อมแขนความมืดที่จู่โจมเข้าหา  ประเหมาะกับเสียงปืนที่ดังสนั่นจากลำโพงรอบทิศทางถล่มข่มขวัญซ้ำ  สายตาของคนมีประสบการณ์อย่างผมคุ้นชินกับความมืดได้ก่อน  มองไปยังแถวเก้าอี้ว่างแล้วพาไหมน้อยเบียดแทรกเข้าไปนั่ง

“หนังบู๊ยิงกันหรือ”  เธอเอียงหน้าถาม

“ใช่ หนังฝรั่ง” ผมตอบ “ดูหนังคาวบอยจบแล้ว  เขาจะฉายหนังไทยต่อ นั่งดูเงียบๆ อย่าส่งเสียง  ถ้าง่วงก็หลับไปเลย”

โชคดีที่ประเหมาะกับหนังฝรั่งเพิ่งเริ่มฉาย  ไม่ได้เข้ามาดูตอนค่อนเรื่องซึ่งพอรู้ตอนจบแล้ว  วนไปสู่ต้นเรื่องสะสมหลังหนังไทยจบไปก็ไม่ค่อยสนุก  เหตุเพราะเงื่อนปมต่างๆ ถูกไขจนล่อนจ้อน  นิยายในหนังสือก็ไม่ต่างกับภาพยนตร์  ต้องอ่านจากหน้าแรกไปสู่หน้าสุดท้าย  แม้จะมีตอนจบอยู่ในมือแล้วก็ตาม

ไหมน้อยโชคดีกว่าผมตรงที่ประสบการณ์แรกกับโรงหนังของเธอค่อนข้างได้มาตรฐาน  แม้เป็นโรงหนังชั้นสองชานเมือง แต่องค์ประกอบทุกอย่างดีเลิศ  ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ  ต่างกับโรงหนังสังกะสีแถวอำเภอบ้านเกิดผมที่สภาพไม่ต่างอะไรกับโกดังเก็บของ  รอบบ่ายที่อากาศภายนอกร้อน  ข้างในพัดลมติดเพดานแทบช่วยอะไรได้  เล่นเอาผู้ชมต่างเหงื่อไหลทะลักท่วมตัว  เสียงบ่นของใครพลายคนพึมพำประสานกัน  นี่มันโรงหนังหรือเตาอบกันแน่

ก่อนเข้าโรง เราไม่ได้ดูใบปิด  ผมเป็นคนตัดสินใจเลือกเพราะเหลือบไปเห็นชื่อหนังคาวบอย  และตัวหนังสือบอกว่า ฝรั่ง ควบ ไทย  ผมชอบหนังฝรั่งขี่ม้ายิงปืนตั้งแต่อยู่บ้านนอก  ในวัยเด็กที่พกหนังสะติ๊กไปยิงนก  บนหลังอาชานั่นคือความฝันของเด็กท้องทุ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง  สง่าและทรงอำนาจ  ยิ่งผนวกกับปืนพกบนซองหนังสุดหรู  แถมท้ายด้วยความเร็วในการชักปืนและการยิงที่แม่นยำยิ่งกว่าจับวาง  ไม่ว่าพระเอกจะเป็นนักฆ่าพเนจรหรือนายอำเภอมือปราบ  ล้วนแล้วแต่สร้างแรงบันดาลใจให้ฝันถึงวัยหนุ่มในวันข้างหน้า

บางความฝันผมอยากเป็นตำรวจสวมเครื่องแบบโก้หรู  ต้องเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรติดดาวบนบ่าเท่านั้น  ได้ยศร้อยเอกเมื่อไหร่  ทั้งคนในเมืองและคนบ้านอกคอกนาต้องเรียกผมว่าผู้กอง  เพื่อนในวัยเด็กคนหนึ่งถึงกับพูดว่า  หนังดีไม่ดีดูง่ายนิดเดียว  ถ้าเรื่องไหนขี่ม้าและยิงกันตั้งแต่ต้นเรื่อง  ข้าก็ไม่เคยเผลอหลับสักครั้งเดียว

ผมจดจ่อดูหนังคาวบอยอย่างเพลิดเพลิน  แทบลืมไปว่าคราวนี้ผมไม่ได้มานั่งดูหนังตามลำพัง  จนกระทั่งหนังคาวบอยอวสาน  ไฟเปิดสว่าง  ข้อความบนจอบอกพัก 15 นาที  คนดูตามแถวนั่งลุกขึ้นและทยอยกันเดินออกไป

“อีกเรื่องหนังไทย” ไหมน้อยกระซิบถาม  ผมรู้ว่าเธอเกริ่นนำเพื่อจะชวนคุย

“ถ้าไม่อยากดูก็กลับกัน” ผมพูด  ตามองไปที่จอผ้า

“ชอบหนังไทย  อยากดู” เธอว่า

ผมแอบยิ้ม  ดีแล้วที่เธอชอบตรงข้ามกับผม  วันหลังผมจะได้มีข้ออ้างเรื่องรสนิยมไม่ตรงกัน  นี่หากผมมาคนเดียว  และสามารถเดินเอ้อระเหยได้ผมก็จะเลือกโรงที่ฉายหนังจีนกำลังภายในควบฝรั่ง  กลิ่นข้าวโพดคั่วลอยมาจากเก้าอี้แถวหน้า  ผมเผลอกลืนน้ำลาย  ความหิวที่ปะทุขึ้นมาช่วยให้ผมนึกถึงข้าวมื้อกลางวัน  แล้วไหมน้อยล่ะ  เธอออกจากห้องพักมาตั้งแต่เช้า  มีอะไรตกถึงท้องหรือยัง  ผมไม่ทันขยับลุกขึ้นเพื่อจะเดินออกไปซื้อของกิน  ไฟในโรงก็ดับมืด  หนังไทยที่ผมไม่เคยชอบกลับเร้าความสนใจ  เป็นหนังดังที่ทำรายได้ถล่มทลายจากโรงชั้นหนึ่ง

โชคดีที่เขาเอามาควบ  ไม่อย่างนั้นผมคงพลาดไป  ดูแล้วไม่ต้องชอบก็ได้  และไม่ต้องมีความเห็นตรงกับคนอื่น  แต่เมื่อได้ดูแล้ว  ผมก็มีข้อมูลแย้งกับคนที่เห็นตรงข้ามได้ถนัดปาก

บรรยากาศท้องทุ่งแทรกด้วยบทเพลงคุ้นหูดึงผมเข้าสู่ตัวเรื่อง  หนังเพลงหรอกหรือ…ผมคิด  หนังที่ทำรายได้สูงก็น่าจะเลียนแบบมนต์รักลูกทุ่งที่เคยประสบความสำเร็จ  คนไทยชอบสนุก  ชอบดูหนังที่จบแล้วมีความสุข  และก็ชอบหัวเราะกับตลกร้ายที่เกิดกับชีวิตของคนอื่น

นอกจากเพลงไพเราะแล้ว  มีฉากตลกขำๆ ให้คนดูหัวเราะกันลั่นโรง  แต่นั่นก็แค่ฉากผ่านเล็กๆ ที่เติมเสน่ห์ให้กับความเป็นหนัง  ครั้นแล้วก็ดำเนินเรื่องไปสู่ความขัดแย้งที่เข้มข้น  นี่… ไมใช่หนังตลก  หากจริงจังกับชีวิตและความรักจนสะกดคนดูเงียบกริบ  และในความเงียบงันที่ลามกินไปทุกแถวที่นั่ง  ธารน้ำตาซึ่งไม่มีเสียงก็ผุดไหลจากความรู้สึกอันเศร้าสะเทือน

ผมได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ  จากไหมน้อยตอนหนังใกล้จบ  ผมเองก็น้ำตาซึมก่อนไฟจะเปิดสว่าง  เธอโผเขาเกาะแขนผมอีกครั้ง  ขณะน้ำตายังไหลรินไปกับความรู้สึกที่ยังไม่จาง  ความขัดแย้งซึ่งนำไปสู่โศกนาฏกรรมของพระเอกนางเอกคู่ขวัญเหมือนยังตรึงในความรู้สึก  ไม่เพียงผมกับไหมน้อย  คนดูที่เดินซึมกะทือผ่านม่านผ้าออกสู่ภายนอกต่างเคลื่อนก้าวไปพร้อมความเศร้าอันแสนตราตรึงใจ

ความเศร้าจากหนังไทยเงินล้านทำเอาเราลืมความหิว  ผมพาไหมน้อยออกสู่โลกนอกโรงหนังขณะแดดอ่อนยามเย็นทอแสงแทรกม่านฝุ่นของเมือง  เรือนแก้มที่เพิ่งหมาดน้ำตาของเธอลอยฝ่าแสงสว่าง  ผินหน้ามองเมืองที่แล่นผ่านไปจากหน้าต่างรถเมล์  เราลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างแล้วแยกจากกันหน้าประตูโรงงาน  ผมรีบเผ่นแน่บเพราะกลัวพี่แดง  และเพื่อนคนงานอื่นๆ จะมาเห็นเข้า  แล้วจับได้ว่าผมรับใครไปเที่ยว

เดินไปร้านของชำในซอยได้บะหมี่กับปลากระป๋องมาถุงหนึ่ง  ความเศร้าจากหนังบรรเทา  ความหิวรุกหนัก  เดินเลียบบึงน้ำเน่าที่ใช้อาบทุกวัน  ก่อนเข้าบ้านหยุดเท้าลง  แหงนหน้ามองสูงไปยังตึกชั้นสามในกำแพงโรงงาน

ไหมน้อยยืนอยู่กลางกรอบหน้าต่าง  ทันทีที่ผมแหงนมองขึ้นไป  เธอส่งยิ้มให้

เป็นความรู้ใหม่ของผม  แท้ที่จริงแล้ว  บานหน้าต่างบนชั้นสามของตึกไม่ได้ปิดตาย

 

ผมยังอ่านหนังสือ  เขียนบทกวี  แปลเพลงจากหนังสือภาษาอังกฤษ  หัวใจที่เหมือนถูกสาวบางปลาม้าแอบขโมยไปเมื่อสองเดือนก่อนยังไม่กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวทั้งหมด  ภารกิจหน้าเตาดำเนินไปกับชีวิตประจำวัน  ผมใช้เวลาไม่นานก็สลัดวันหยุดและหนังไทยแสนเศร้าทิ้งไป  ไม่หันมองไปทางโต๊ะห่อเทียน  หลีกเลี่ยงจะเดินเข้าใกล้ไหมน้อย  เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเป็นพันสองร้อยบาท  ผมเก็บสะสมไว้ซื้อทองหนักสองสลึงไว้ห้อยคอตัวเอง  ไม่ได้วาดหวังจะช่วยให้คนอื่นมองผมเป็นคนรวย  ผมซื้อไว้เผื่อยามตกระกำลำบาก  สร้อยทองสองสลึงเป็นทรัพย์สินที่ผมมีเอกสิทธิ์ที่จะขายขาดหรือจำนำก็ได้ตามสะดวกใจ

แม้ล่วงเข้าหน้าหนาว  แต่ในยามอากาศเย็นแทรกมาไม่ถึง  ทั้งผมและจ้อยก็อาบเหงื่อต่างน้ำวันละหลายชั่วโมง  ยามกระหายน้ำเราจะเดินไปหน้าห้องทำงานคุณพิชัยเช่นเดียวกับคนงานอื่นๆ กดปุ่มรินน้ำเย็นจากถังดื่มพอกระชุ่มกระชวยแล้วก็ผละจากมา

หลังเที่ยงวันหนึ่ง  จ้อยได้กระติกน้ำสีฟ้าขนาดกะทัดรัดมาไว้ในครอบครอง  ใบหน้าอาบเหงื่อของเขาแจ่มใสราวกับดอกไม้บานอาบน้ำค้าง  เปิดกระติกใบย่อมยกขึ้นซดน้ำอัดลมแช่น้ำแข็ง  ยิ้มเผล่มาทางผมพลางยื่นกระติกใบนั้นส่งให้

“ไม่ใช่ของกูหรอก ของมึง”  จ้อยยิ้มกว้างด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ

ผมขมวดคิ้ว  ยังไม่ยื่นมือรับกระติกจากมือจ้อย  “ของกู…”

จ้องผงกหัว “ใช่   ไหมน้อยเอามาฝากไว้ตอนมึงเข้าไปคุยกับคุณพิชัย  กูเปิดดูเห็นน้ำแข็งเย็นๆ อดใจไม่ไหวเลยฉลองไปก่อน”

ผมรับกระติกนั้นมาแล้ววางลงข้างกองกระสอบขี้ผึ้ง  ผละห่างออกไป  ไม่หันมองไปทางโต๊ะห่อเทียน  พยายามไม่รับรู้ว่ามีสายตาคู่ไหนคอยจ้องอยู่ ยืนนิ่งคิดตัดสินใจชั่วครู่  ผมก็เดินไปหยิบกระติกใบนั้นมาส่งให้จ้อย

“มึงเอาไปคืนข้าวของ  กูไม่เอาหรอก”

หลังเลิกงานวันนั้น  กลับถึงห้องพักผมยืนกำหมัดด้วยความโกรธ  เสื้อผ้าทั้งหมดที่ผมมีอยู่สามสี่ชุดหายเกลี้ยง  แถมด้วยรองเท้าผ้าใบที่ใส่ไปเที่ยวในวันหยุด  สมบัติส่วนตัวของผมถูกขโมย  แต่ของเพื่อนร่วมห้องยังอยู่ครบ

จ้อยเดินเข้าห้องมาด้วยสีหน้าระรื่น  ผมจ้องเขาอย่างจะกระโจนเข้าบีบคอถ้าเขาไม่รู้เห็นเป็นใจกับการขโมยในครั้งนี้  เสื้อเชิ้ตตัวงามและรองเท้าผ้าใบคู่เก่งของเขาก็ต้องล่องหนตามไปด้วย  แต่นี่ยังอยู่ที่เดิมครบถ้วน

วันนี้ผมเลิกงานช้าต้องดับไฟที่เตา  จ้อยเดินออกมาก่อน  เขาต้องรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น  ก่อนที่จะหาข้ออ้างด้วยการเดินไปซื้อของที่ร้านชำในซอย

“มึงไม่ต้องตกใจ” เขาร้องบอก  “เดี๋ยวมันก็กลับมา  เชื่อกูสิ”

“ใครขโมยไป” ผมถาม เดินเข้าหาและจ้องหน้าเขา

“พรุ่งนี้ก็รู้ มึงใจเย็นได้เลย”  จ้อยหรี่ตาอย่างเจ้าเล่ห์  “ถ้าไม่กลับมา  เดือนนี้กูยกค่าแรงให้มึงทั้งหมด”

ผมปิดปากเงียบเรื่องข้าวของถูกขโมยจนกระทั่งเลิกงานตอนเย็นของวันถัดมา  เดินผ่านประตูห้อง ได้กลิ่นหอมของผงซักผ้า  กางเกงและเสื้อทุกตัวของผมห้อยอยู่กับไม้แขวนเกี่ยวหัวตะปูติดผนัง  เสื้อบางตัวรีดกลีบโง้ง  รองเท้าผ้าไปสะอาดเอี่ยมเหมือนใหม่วางพิงอยู่อีกด้าน

จ้อยยืนยิ้มเผล่  พลางยักคิ้วข้างเดียว  “เห็นไหมล่ะมึง  มีแฟนมันดีอย่างนี้เอง”

เช้าที่ค่อนข้างสายของวันหยุด  ผมยังหลับพับอยู่ข้างกองหนังสือ  จ้อยดึงขาผมเขย่าอย่างแรง

“ตื่นได้แล้วมึง”  เขาโน้มตัวมาพูดกรอกหู  ขณะที่ผมยังงัวเงีย

ผมสะบัดหัว  ขึงตามองเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาตำหนิ  “วันหยุดมึงไม่รู้หรือ”

“รู้” จ้อยยิ้มแฝงเลศนัย  “แล้วมึงรู้ไหม ว่าใครไปยืนตากแดดรอมึงอยู่ที่หน้าประตูโรงงาน”


ประชาคม ลุนาชัย
เกิดที่จังหวัดยโสธร เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่ปี 2520 จากบทกวี ก่อนจะจริงจังกับเรื่องสั้น และนวนิยายตามลำดับ ถึงปัจจุบัน 2561 มีผลงานตีพิมพ์ทั้งหมด 35 เล่ม

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here